ปะทะชายแดน

ไทม์ไลน์เดือด บ้านหนองหญ้าแก้ว คฝ.สลายชุมนุม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด เกิดเหตุการณ์ที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน (คฝ.) ใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อสลายการชุมนุมของชาวกัมพูชา ทำให้มีตำรวจไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย มาติดตาม ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ไปพร้อมๆ กัน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อกลุ่มชาวกัมพูชาเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ คฝ. ฝ่ายไทย สถานการณ์เริ่มตึงเครียดและนำไปสู่การใช้กำลังเพื่อควบคุมสถานการณ์

ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว”

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดู ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” อย่างละเอียด:

  • เวลา 16.20 น.: สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้วตึงเครียดอย่างมาก เมื่อกลุ่มชาวบ้านกัมพูชาเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ คฝ. ฝ่ายไทย ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
  • เวลา 16.25 น.: ทั้งสองฝ่ายจำต้องถอยร่นออกจากแนวปะทะ เนื่องจากควันจากแก๊สน้ำตาที่หนาทึบปกคลุมพื้นที่ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการถอยร่น แต่ยังคงมีเสียงตะโกนต่อว่าเจ้าหน้าที่ไทยดังขึ้นเป็นระยะๆ สะท้อนถึงความไม่พอใจที่ยังคงคุกรุ่น
  • เวลา 16.42 น.: เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน เจ้าหน้าที่ไทยได้ดำเนินการวางแนวลวดหนาม ซึ่งเป็นเครื่องกีดขวางที่สำคัญ และนำยางรถยนต์มาจัดวางเป็นแนวป้องกันเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการบุกรุกหรือการปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้อีก
  • เวลา 17.00 น.: ฝ่ายไทยได้ยกระดับมาตรการในการควบคุมฝูงชนให้เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยมีการใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่องขยายเสียงความถี่สูง (LRAD) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถส่งคลื่นเสียงดังในระยะไกล เพื่อผลักดันและควบคุมสถานการณ์ให้กลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะอยู่ในความควบคุมแล้ว แต่กลุ่มชาวกัมพูชายังคงปักหลักอยู่ใกล้กับแนวชายแดน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะยังคงแสดงออกถึงจุดยืนของตนเองต่อไป

มาตรการควบคุมฝูงชนที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว

การใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่องขยายเสียงความถี่สูง (LRAD) เป็นมาตรการที่เจ้าหน้าที่นำมาใช้เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้กลับสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการเหล่านี้ก็ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและความจำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์

เหตุการณ์ ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี การเจรจาและการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ขึ้นอีก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และเคารพซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและอดทนเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความสงบสุขอย่างยั่งยืน

ที่มา – ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” คฝ. ใช้แก๊สน้ำตา-กระสุนยาง สลายชุมนุมชาวกัมพูชา

ทบ. แจงเหตุควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว

กองทัพบก (ทบ.) ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการชุมนุมประท้วงของกลุ่มชาวกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

ทบ. แจงเหตุควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว

ตามรายงานของกองทัพบก เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 เวลา 15.40 น. เมื่อกองกำลังบูรพาได้รับรายงานว่ามีกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชาประมาณ 200 คน เดินทางมาชุมนุมประท้วงบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว การชุมนุมดังกล่าวมีขึ้นเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยในการวางเครื่องกีดขวางและลวดหีบเพลงเพื่อเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้พยายามชี้แจงและทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมทั้งยืนยันว่าจะดำเนินการวางลวดหีบเพลงตามแผนที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มมวลชนกัมพูชายังคงแสดงการประท้วงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น

ลำดับเหตุการณ์สำคัญในการควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว

  • 15.40 น.: กองทัพบกได้รับรายงานการชุมนุมประท้วงของชาวกัมพูชา
  • 16.20 น.: เจ้าหน้าที่ไทยใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์
  • 17.00 น.: ฝ่ายไทยยังคงเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนและควบคุมการประท้วง

สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลา 16.20 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยตัดสินใจใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์ ส่งผลให้กลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนต้องถอยห่างออกจากแนวปะทะเนื่องจากผลของแก๊สน้ำตา

ถึงเวลาประมาณ 17.00 น. ฝ่ายไทยยังคงดำเนินการเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยการวางแนวลวดหนามเพิ่มเติมและใช้ยางรถยนต์ประกอบ รวมถึงควบคุมการประท้วงโดยใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่อง LRAD (Long Range Acoustic Device)

ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาเริ่มถอยออกจากพื้นที่ แต่ยังคงมีการตะโกนต่อว่าเจ้าหน้าที่ไทยเป็นระยะ นอกจากนี้ ยังมีการใช้ความรุนแรงโดยการขว้างปาท่อนไม้ ก้อนหิน และยิงหนังสติ๊กมายังเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไทยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์ควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และความสำคัญของการเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาชายแดนและการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การใช้ความอดทนอดกลั้นและการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

ที่มา – ทบ. แจงเหตุควบคุมมวลชน “กัมพูชา” ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว ทำร้าย จนท.ไทย บาดเจ็บ

กัมพูชาป่วนอีก! บุกรื้อแนวลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว

เกิดเหตุการณ์วุ่นวายที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อชาวกัมพูชารวมตัวประท้วง บุกรื้อแนวลวดหนามในพื้นที่ชายแดน “บ้านหนองหญ้าแก้ว” จังหวัดสระแก้ว พร้อมด่าทอทหารไทย ล่าสุดสถานการณ์คลี่คลายแล้วหลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายที่ผ่านมา บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ได้เกิดเหตุชาวกัมพูชาประมาณ 50–70 คน รวมตัวกันบุกเข้ามาที่แนวชายแดน รื้อถอนแนวลวดหนามที่เจ้าหน้าที่ไทยใช้กั้นเขตแดน พร้อมตะโกนด่าทอทหารไทย โดยมีบางคนสามารถพูดภาษาไทยได้และโต้เถียงอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา

มีรายงานเบื้องต้นระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะเจ้าหน้าที่ไทยกำลังติดตั้งเสาไฟฟ้าใกล้แนวรั้ว ห่างจากกองร้อยทหารพรานที่ 1301 ราว 600 เมตร ทำให้ชาวบ้านกัมพูชาเข้าใจผิดว่าเป็นการรุกล้ำพื้นที่ ก่อนรวมตัวก่อเหตุประท้วงดังกล่าว เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาและหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ จึงรีบเสริมกำลังเข้าพื้นที่ ควบคุมสถานการณ์ด้วยการเจรจาอย่างอดทน โดยไม่ใช้ความรุนแรง จนกลุ่มชาวบ้านทยอยสลายตัวกลับเข้าหมู่บ้านฝั่งกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว

ขณะนี้สถานการณ์กลับเข้าสู่ความสงบ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังใกล้ชิดเพื่อป้องกันการลุกฮือซ้ำ ด้านหน่วยงานความมั่นคงได้รายงานไปยังกองทัพบก เพื่อพิจารณามาตรการในระยะต่อไป

ขณะที่แหล่งข่าวท้องถิ่นเผยว่า สาเหตุอาจมาจากกระแสข้อมูลที่เผยแพร่ในกัมพูชาเกี่ยวกับปัญหาพื้นที่ชายแดน ทำให้ชาวบ้านบางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อน และก่อเหตุดังกล่าว โดยบ้านหนองหญ้าแก้วยังถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา หากควบคุมสถานการณ์ไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่นั้นสงบแล้ว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ยังได้มีการลงพื้นที่และตรึงกำลังอยู่โดยรอบ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่ทางชาวบ้านก็ยังเรียกร้องสิทธิทำกินของตนเองอยู่ แต่หวั่นจะเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้น จึงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อไป

กัมพูชาป่วนอีก บุกรื้อแนวลวดหนาม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ล่าสุดสลายตัวแล้ว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้วนี้ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และความสำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี และการเคารพซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศ

ความสำคัญของบ้านหนองหญ้าแก้วต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ การจัดการปัญหาในพื้นที่นี้จึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจาและการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การรายงานสถานการณ์อย่างถูกต้องและรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความเข้าใจผิด และช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสงบสุขในภูมิภาค

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ควรเน้นการเจรจาและการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน การใช้ความรุนแรงไม่ควรเป็นทางเลือกแรก การรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย และการหาทางออกที่ยุติธรรมจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา

การที่ชาวบ้านออกมาเรียกร้องสิทธิทำกินของตนเองเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่การกระทำใดๆ ก็ตามควรอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย การเคารพสิทธิของผู้อื่น และการไม่ใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งสำคัญในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาชายแดนและความสำคัญของการจัดการปัญหาอย่างสันติวิธี เราหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป

ที่มา – กัมพูชาป่วนอีก บุกรื้อแนวลวดหนาม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ล่าสุดสลายตัวแล้ว

กองทัพภาคที่ 2 พบ โดรน แนวชายแดน 60 ลำ

สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานการตรวจพบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ หรือ “โดรน” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการตรวจพบโดรนในบริเวณนี้ แต่จำนวนที่ตรวจพบในครั้งนี้ถือว่าค่อนข้างมาก และส่งผลให้เกิดคำถามตามมาถึงวัตถุประสงค์ของการใช้งาน

กองทัพภาคที่ 2 พบ โดรน แนวชายแดน 60 ลำ

ตามรายงานสรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 16 กันยายน 2568 ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พบว่ามีการตรวจพบโดรนในพื้นที่ตอนใน 1 ครั้ง จำนวน 2 ลำ และในพื้นที่แนวชายแดนถึง 35 ครั้ง จำนวน 60 ลำ ซึ่งในจำนวนนี้ มี 1 ลำที่สามารถตัดการควบคุมสัญญาณได้สำเร็จ ส่วนที่เหลือตรวจพบในระยะไกลที่อยู่นอกเขตพื้นที่ควบคุมการตัดสัญญาณ

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด กองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง โดยฝ่ายไทยได้จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมพร้อมในการตอบโต้ตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

การดำเนินงานด้านจิตอาสา

นอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านจิตอาสา โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 25 ได้รับมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคจากสมาคมผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชน (ประเทศไทย) เพื่อนำไปมอบให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ ยังมีการติดตามความคืบหน้าในการซ่อมแซมสถานศึกษา โดยร่วมกับกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน ชุดช่างจิตอาสา จากบริษัท ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์ จำกัด (มหาชน) และประชาชนจิตอาสา ในการปรับปรุงโรงเรียนบ้านโคกกรม อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์

ความคืบหน้าในการซ่อมแซมโรงเรียนอยู่ที่ร้อยละ 65 โดยมีการติดตั้งฝ้าเพดาน ทาสีผนังห้อง และติดตั้งประตู การดำเนินงานด้านจิตอาสาเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพภาคที่ 2 ในการช่วยเหลือและพัฒนาชุมชนในพื้นที่รับผิดชอบ

กองทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และขอความร่วมมือจากประชาชนในการติดตามข้อมูลจากช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การตรวจพบโดรนในพื้นที่แนวชายแดนถึง 60 ลำ เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดมาตรการที่เหมาะสม

การปรากฏตัวของโดรนจำนวนมากเช่นนี้ ใกล้แนวชายแดน เป็นสิ่งที่น่ากังวล และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ การตรวจสอบหาที่มาและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการบินโดรนเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก และสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบ “โดรน” พื้นที่แนวชายแดน 60 ลำ ตัดการควบคุมสัญญาณได้ 1 ลำ

เคลียร์พื้นที่ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” พบทุ่นระเบิด

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) รายงานความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” หลังจากการประกาศหยุดยิง โดยในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจำนวนมากถึง 349 ทุ่น ซึ่งเป็นอันตรายต่อประชาชนในพื้นที่อย่างยิ่ง

พ.อ.ศิวะ หว่างอากาศ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ เปิดเผยว่า ชุดปฏิบัติการเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิด สนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินการสำรวจ เก็บกู้ และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ ภูมะเขือ ช่องอานม้า และช่องบก เพื่อสร้างความปลอดภัยและเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนของหน่วยงานต่างๆ

การปฏิบัติงานในระยะแรก (เฟส 1) ระหว่างวันที่ 10-23 สิงหาคม 2568 ได้จัดชุดปฏิบัติการจำนวน 9 ชุด สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้ 122 ทุ่น ทุ่นระเบิดต่อต้านยานพาหนะ 4 ทุ่น สรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (UXO) 50 รายการ และสรรพาวุธระเบิดที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ 1,575 รายการ

ต่อมาในระยะที่สอง (เฟส 2) ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 21 กันยายน 2568 ได้เพิ่มชุดปฏิบัติการเป็น 10 ชุด สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้อีก 227 ทุ่น สรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด 25 รายการ และสรรพาวุธระเบิดที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ 467 รายการ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 กันยายน 2568) โดยปฏิบัติการในพื้นที่เดิม

เคลียร์พื้นที่ "ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก" พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 349 ทุ่น

นอกเหนือจากการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่ปะทะแล้ว ศทช. ยังให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนและให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ทราบถึงอันตรายจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และสรรพาวุธระเบิดที่อาจตกค้างอยู่ในพื้นที่พักอาศัยและพื้นที่ทำกิน

ความสำคัญของการเคลียร์พื้นที่จากทุ่นระเบิด

การเคลียร์พื้นที่ "ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก" จากทุ่นระเบิดเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเหล่านี้ไม่เพียงแต่ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและทำมาหากินได้อย่างปกติสุข

การดำเนินการอย่างต่อเนื่องของ ศทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การพบทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิดและวิธีการหลีกเลี่ยง

สถานการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิด รวมถึงการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด

ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความตระหนักและความเข้าใจในอันตรายของทุ่นระเบิดในหมู่ประชาชน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – เคลียร์พื้นที่ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 349 ทุ่น

โซเชียลอาลัย นักธุรกิจจิตอาสา วูบล้มเสียชีวิต

เป็นข่าวเศร้าที่สร้างความอาลัย เมื่อ นักธุรกิจจิตอาสา นายเจษฎาพรรณ ต้นทอง เจ้าของกิจการโรงเชือดหมู ได้วูบล้มเสียชีวิตขณะกำลังเตรียมอาหารเพื่อส่งให้ทหารที่แนวชายแดนปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลายเพจในจังหวัดสุรินทร์ได้โพสต์แสดงความอาลัยต่อการจากไปของนายเจษฎาพรรณ ต้นทอง ผู้ที่คอยสนับสนุนอาหารและสิ่งของจำเป็นแก่ทหารแนวหน้ามาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงที่มีการปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ในขณะที่นายเจษฎาพรรณกำลังเตรียมอาหารเพื่อส่งให้ทหารแนวหน้าเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 นั้น เขาได้เกิดอาการวูบล้มลง ทหารและทีมงานจึงรีบเข้าช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาลพนมดงรัก แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ ทำให้เกิดความเสียใจอย่างมากในหมู่ผู้ที่รู้จักและเคยได้รับการช่วยเหลือจากเขา

นายเจษฎาพรรณ หรือ เจษ ต้นทอง อายุ 43 ปี เป็นนักธุรกิจโรงเชือดหมูที่ส่งขายตามห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ที่ผ่านมา เขาได้พาภรรยาและทีมงานจิตอาสา นำอาหารและสิ่งของจำเป็นไปมอบให้แก่ทหารแนวหน้าในช่วงที่มีเหตุการณ์ปะทะกัน นอกจากนี้ยังได้เปิดโรงครัวที่ชายแดนเพื่อทำอาหารส่งสนับสนุนให้ทหารวันละ 5,000 กล่อง และส่งตามศูนย์อพยพต่างๆ โดยใช้เงินทุนส่วนตัวทั้งหมด การกระทำเหล่านี้ทำให้นายเจษฎาพรรณเป็นที่รักใคร่ของทหารและคนในพื้นที่ชายแดน การจากไปอย่างกะทันหันของเขาจึงสร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับทุกคน

เมื่อเวลา 15.30 น. ของวันที่ 13 กันยายน 2568 ภรรยา ญาติ และทีมงาน ได้เคลื่อนร่างของนายเจษฎาพรรณออกจากโรงพยาบาลสุรินทร์ เพื่อนำไปประกอบพิธีรดน้ำศพและบำเพ็ญกุศลที่วัดหนองบัว อำเภอเมืองสุรินทร์ โดยมีพระครูพนมศีลาจารย์ (หลวงตาสันต์) เจ้าคณะอำเภอพนมดงรัก ฝ่ายธรรมยุต และเจ้าอาวาสวัดป่าเขาโต๊ะเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยนายทหารประจำฐานปฏิบัติการปราสาทตาควาย ญาติพี่น้อง ทีมงานที่ร่วมจัดทำโรงครัว และประชาชนที่ทราบข่าว มาร่วมในพิธีท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้าโศก

นางอรวรรณ ต้นทอง ภรรยาของนายเจษฎาพรรณ เปิดเผยว่า ในวันที่เกิดเหตุ นายเจษฎาพรรณได้เดินไปหยิบสิ่งของเพื่อเตรียมแจกอาหารให้ทหาร หลังจากทำอาหารเสร็จแล้ว กำลังจะเริ่มแจกข้าว ก็มีคนมาแจ้งว่ามีคนลื่นล้ม ทหารจึงรีบนำตัวนายเจษฎาพรรณออกมา แพทย์ทหารได้เข้าดูแลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล

“ชีวิตเขาชอบทำโรงทาน เขาบอกว่าทหารจะกินแต่ไข่ต้มไม่ได้ ทหารจะต้องกินของดีๆ เขาจะไปทำโรงทานที่เขาโต๊ะเกือบทุกวัน อาสาโดยที่ไม่หวังผลตอบแทน ไปตั้งแต่แรกที่มีการสู้รบกันเป็นระยะเวลา 3 เดือนแล้ว เราแจกที่โรงงานเราก่อน แล้วก็หยุด ก่อนจะเปลี่ยนมาทำอาหารให้ทหาร แล้วก็ทำต่อมายาวเลย แต่อาทิตย์ที่ผ่านมาเราหยุดหนึ่งอาทิตย์ เพราะจะต้องไปหาลูก แล้วเราก็มาเริ่มต้นทำรอบนี้ แต่เฮียแกก็ไม่อยู่แล้ว เราใช้ทุนของเราทั้งหมดเลย เพราะเฮียแกบอกว่าทหารเหนื่อยกว่าเราเยอะ เราจะต้องเป็นข้างหลังบ้านให้ทหาร เราไปเป็นทีม เป็นพนักงาน แล้วก็เพื่อนๆ ที่ไปช่วยกัน แกทำด้วยจิตอาสาจริงๆ และย้ำเสมอทหารเราต้องอิ่ม นอกจากนี้ยังมีกาแฟสดที่เราเอาไปสนับสนุนด้วย วันละ 5 พันกล่อง ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตนั้น หมอระบุว่าเกี่ยวกับหัวใจ” นางอรวรรณกล่าว

น.ส.ณัฏฐนันท์ ประเสริฐไทย เพื่อนรุ่นน้องในกลุ่มจิตอาสาที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า “วันนั้นตอนเช้าก็คุยกับแกปกติ แกเดินสวนกันทางไปเข้าห้องน้ำ ก็ยิ้มให้ปกติ ตอนแรกว่าจะถามแกอยู่ว่าจะไปไหน ไม่ถึง 5 นาทีเลย มีพี่ตะโกนมาว่ามีคนเป็นลม แล้วพากันวิ่งไปอุ้มแกมาตรงที่เขาทำอาหารกัน แล้วพยายามเรียกแก เหมือนแกก็พยายามลืมตาอยู่ช่วงหนึ่ง ไม่ถึง 5 นาที ก็มีรถมารับตัวไปโรงพยาบาลพนมดงรักที่อยู่ใกล้ๆ”

“วันนั้นคือเราเตรียมอาหารเสร็จแล้ว กำลังจะไปส่งให้ทหารที่เขาลงมารับ โดยในแต่ละวันผู้เสียชีวิตจะนำวัตถุดิบมาทีละ 500-600 กิโลกรัม เป็นเนื้อหมู แล้วก็หุงข้าวไปด้วย จากนั้นเราก็จะช่วยกันบรรจุเป็นกล่องหรือห่อ”

สำหรับกำหนดการประกอบพิธีสวดอภิธรรมและบำเพ็ญกุศลศพ นายเจษฎาพรรณ ต้นทอง จัดขึ้น ณ วัดหนองบัว ศาลา 1 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ระหว่างวันที่ 13 และ 14 กันยายน 2568 และกำหนดฌาปนกิจในวันที่ 16 กันยายน 2568 เวลา 15.00 น. ณ เมรุวัดหนองบัว

โซเชียลอาลัย นักธุรกิจจิตอาสา วูบล้มเสียชีวิต

เพราะอะไรการจากไปของนักธุรกิจจิตอาสาถึงสร้างความเสียใจ

การจากไปของนายเจษฎาพรรณ ต้นทอง นักธุรกิจจิตอาสา ผู้ที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือทหารแนวหน้า สร้างความเสียใจให้กับผู้คนมากมาย เพราะการกระทำของเขาแสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ การช่วยเหลือทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม การจากไปของเขาจึงเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญที่สร้างคุณงามความดีให้กับสังคมอย่างแท้จริง

นักธุรกิจจิตอาสา อย่างนายเจษฎาพรรณ คือผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้เราหันมาช่วยเหลือสังคม และตระหนักถึงความสำคัญของการทำเพื่อผู้อื่น

ที่มา – โซเชียลอาลัย “นักธุรกิจจิตอาสา” วูบล้มเสียชีวิต ขณะเตรียมอาหารให้ทหารแนวหน้า

บ่าวยักษ์ กลับบ้าน! มอบเงินให้ยาย ขอบคุณที่เลี้ยงดู

เรื่องราวสุดประทับใจของ “บ่าวยักษ์” พลทหารชายแดน ที่ลากลับบ้านเกิดเพื่อนำซองที่ได้รับจาก “แม่ทัพภาค 2” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แม่ทัพกุ้ง” มามอบให้กับคุณยายผู้เป็นที่รัก พร้อมก้มกราบเท้าขอบคุณที่เลี้ยงดูอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก สร้างความซาบซึ้งใจให้กับผู้ที่ได้รับรู้เรื่องราวเป็นอย่างมาก

สืบเนื่องจากกรณีที่ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่กองกำลังสุรนารี ทั้งในจังหวัดบุรีรัมย์และสุรินทร์ พร้อมกันนี้ยังได้แสดงฝีมือในการปรุงอาหารและร่วมรับประทานอาหารกับเหล่าทหาร สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเองอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความประทับใจและเสียงชื่นชมจากชาวโซเชียลเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคลิปวิดีโอที่แม่ทัพกุ้งนั่งรับประทานอาหารร่วมกับ พลทหารณัฐวุฒิ รัตนคุณากร หรือ โดนัท อายุ 22 ปี ทหารเกณฑ์ผลัดที่ 2/67 สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน.3) ค่ายพระยอดเมืองขวาง จังหวัดนครพนม ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสุรินทร์ ที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “บ่าวยักษ์” จากเอกลักษณ์รอยสักรูปคิ้วยักษ์บนใบหน้า

ในการสนทนา แม่ทัพกุ้งได้สอบถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพลทหารหนุ่ม และได้รับทราบว่า บ่าวยักษ์ อาศัยอยู่กับคุณยาย เนื่องจากบิดามารดาแยกทางกัน และในทุกๆ เดือน บ่าวยักษ์ จะส่งเงินให้ทั้งแม่และยาย จากนั้นแม่ทัพกุ้งจึงได้มอบเงินจำนวนหนึ่งให้ พร้อมกล่าวให้กำลังใจว่า “ดูแลยายดีๆ เด้อ” ซึ่งสร้างความเอ็นดูให้กับผู้ที่ได้รับชมเป็นอย่างมาก

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 พลทหารณัฐวุฒิ รัตนคุณากร หรือ โดนัท หรือ บ่าวยักษ์ ได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เพื่อไปหาคุณยายสมบูรณ์ รัตนคุณากร อายุ 63 ปี พร้อมนำความคิดถึงและของฝากสำคัญจากแม่ทัพกุ้ง ซึ่งก็คือซองเงินจำนวนหนึ่ง มอบให้กับคุณยาย พร้อมกล่าวว่าแม่ทัพสั่งให้ดูแลยายให้ดี

เมื่อคุณยายสมบูรณ์ได้ยินเช่นนั้น น้ำตาก็คลอเบ้าด้วยความตื้นตันใจ ขณะเดียวกัน บ่าวยักษ์ เองก็น้ำตาไหลเช่นกัน พร้อมกล่าวว่ารู้สึกดีใจที่ยังมีโอกาสได้กลับมากราบเท้ายาย ตอบแทนพระคุณที่เลี้ยงดูตนมาจนเติบใหญ่ และได้กลับสู่อ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุดในชีวิต

ด้าน พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงเรื่องราวของ “บ่าวยักษ์” ในระหว่างการบรรยายที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา โดยชื่นชมในความกตัญญูที่ บ่าวยักษ์ มีต่อคุณแม่และคุณยาย ด้วยการส่งเงินให้ทั้งสองท่านทุกเดือน “เขาเป็นทหารที่มีความกตัญญูต่อยาย เมื่อคนมีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ที่เลี้ยงดูมาแล้ว ต่อไปจะประสบความสำเร็จในชีวิตแน่นอน”

เรื่องราวของ บ่าวยักษ์ กับความกตัญญูที่น่าชื่นชม

บ่าวยักษ์: ตัวอย่างของความกตัญญู

เรื่องราวของ บ่าวยักษ์ เป็นเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลาย ๆ คน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความกตัญญู และการตอบแทนผู้มีพระคุณ ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความรัก ความผูกพันในครอบครัว ที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

การที่ บ่าวยักษ์ ไม่ลืมที่จะตอบแทนพระคุณของคุณยาย แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นคนที่มีจิตใจดีงาม และตระหนักถึงความเสียสละของคุณยายที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก การกระทำของเขาเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง และควรเป็นแบบอย่างให้กับเยาวชนรุ่นใหม่

เรื่องราวของ บ่าวยักษ์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเมตตาของ “แม่ทัพกุ้ง” ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใต้บังคับบัญชา และพร้อมที่จะช่วยเหลือและให้กำลังใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

เรื่องราวนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนหันกลับมาดูแลและให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่มีพระคุณต่อเรา เพราะความรักและความผูกพันในครอบครัวคือสิ่งที่มีค่าที่สุด

ที่มา – “บ่าวยักษ์” ลากลับบ้าน มอบซองที่ได้จาก “แม่ทัพภาค 2” ให้ยาย กราบขอบคุณที่เลี้ยงดู

ชาวบ้านจี้ล้อมรั้วก่อนเปิดด่าน บอกกัมพูชาไว้ใจไม่ได้

ชาวบ้านชายแดนจี้ล้อมรั้ว-สร้างกำแพง แก้ปัญหาเขตแดนก่อนเปิดด่านการค้า ชี้กัมพูชาไว้ใจไม่ได้ ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ จ.ตราด เสียงแตก เปิดด่านชายแดนถาวรบ้านหาดเล็ก

วันนี้ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการประชุม GBC พบว่า 1 ใน 5 ข้อตกลงที่กัมพูชายินยอมเก็บกู้วัตถุระเบิด ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเก็บกู้ในพื้นที่ จ.จันทบุรีและ จ.ตราด แทนที่จะเก็บกู้ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งส่งผลให้เห็นถึงความไม่จริงใจของกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พบว่านางสาวอรุณ วรรณจีบสุข แม่ค้าขายผลไม้ ย่านเศรษฐกิจการค้าชายแดนช่องจอม กล่าวว่า ถ้าเขาจะกู้จริงก็ดี ควรเคลียร์ชายแดนให้เรียบร้อยก่อนจะเปิดด่านขอให้รัฐบาลมาดูทหารก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร ทหารก็คงอยากเคลียร์ก่อนจะเปิด แต่รัฐบาลจะเปิดด่านก่อนไม่ถูกต้อง แต่ต้องเคลียร์ชายแดนให้จบก่อน ต่อไปจะเปิดจะทำการค้าอะไรก็ค่อยทำ ทางกัมพูชาไม่จริงใจ จะกู้ฝั่งเดียว ต้องกู้ไล่มาถึงชายแดนกองทัพภาคที่ 2 ด้วย

ที่ผ่านมาเราไม่สามารถเชื่อเขาได้เลย กลับคำตลอด ทุกครั้งที่เจรจาไว้ใจไม่ได้ ถ้าอยากให้เราไว้ใจก็ต้องกู้ทั้งหมด ไม่งั้นก็ยืดเยื้ออยู่แบบนี้ ฝากรัฐบาลให้ช่วยจัดการปัญหาเขตแดนให้จบ ชาวบ้านอดทนรออยู่แล้ว เคลียร์ไปก็เท่านั้นถ้าชายแดนไม่จบ โดยเฉพาะแผ่นดินไทย ต้องเคลียร์ให้จบทำรั้วให้เสร็จ ทำกำแพงให้เรียบร้อยอยากจะเปิดค่อยเปิด ไม่ใช่เคลียร์เขตแดนยังไม่จบ จะเปิดด่านแล้วไม่ถูกต้อง

ชาวบ้านชายแดนจี้ล้อมรั้ว สร้างกำแพงก่อนเปิดด่าน บอกกัมพูชาไว้ใจไม่ได้

ส่วนบรรยากาศบริเวณด่านชายแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ยังคงเงียบเหงา ร้านค้าของชาวกัมพูชาที่เคยเข้ามาตั้งขายในฝั่งไทยปิดไปกว่า 90% ทำให้บรรยากาศการค้าซบเซา

ชาวบ้านในพื้นที่เสียงแตกในเรื่องการเปิดด่าน โดยเฉพาะชาวบ้านจริงๆ ยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเปิดด่านในช่วงนี้ ขณะที่ภาคธุรกิจบางรายที่อยู่ในพื้นที่ ยังคงยืนยันต้องการให้เปิดด่านเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังได้รับความเสียหายอย่างหนัก

โดยแรงงานชาวกัมพูชาที่อาศัยและทำงานในฝั่งไทย ยังคงทยอยเดินทางกลับประเทศ โดยต้องรอจนถึงเวลา 09.00น. จึงจะสามารถข้ามแดนได้ หลายคนหอบหิ้วสิ่งของและสัมภาระจำนวนมากรอกลับประเทศ

ขณะเดียวกันยังคงมีพ่อค้าฝั่งกัมพูชา สั่งอาหารและเครื่องดื่มที่ซื้อจากฝั่งไทย โดยให้คนไทยเป็นคนซื้อและมารอรับบริเวณหน้าด่าน เพื่อนำกลับไปกักตุนในประเทศ ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะมีการเปิดด่านจริงไหม

โดยรวมบรรยากาศที่ด่านหาดเล็กยังคงเงียบเหงา แตกต่างจากช่วงปกติที่เคยคึกคักจากการค้าขายและการเดินทางข้ามแดนของประชาชนทั้งสองประเทศ

ทำไมชาวบ้านถึงจี้ล้อมรั้วก่อนเปิดด่าน?

จากสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเกี่ยวกับการเปิดด่านก่อนที่จะมีการแก้ไขปัญหาเขตแดนให้เรียบร้อย รวมถึงความไม่ไว้วางใจในฝั่งกัมพูชา การสร้างรั้วและกำแพงจึงถูกมองว่าเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่

ความเห็นของชาวบ้านที่แตกต่างกันในเรื่องการเปิดด่านชายแดนถาวรบ้านหาดเล็ก แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น การพิจารณาข้อดีข้อเสียอย่างรอบคอบและการรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจ

เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างจริงจัง รวมถึงการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศ จะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความคิดเห็นของชาวบ้าน ชาวบ้านชายแดนจี้ล้อมรั้ว สร้างกำแพงก่อนเปิดด่าน บอกกัมพูชาไว้ใจไม่ได้ สะท้อนถึงความกังวลและความต้องการที่รัฐบาลควรรับฟังและนำไปพิจารณาในการกำหนดนโยบาย

การเปิดด่านชายแดนเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อหลายฝ่าย ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม การตัดสินใจจึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย

ชาวบ้านชายแดนจี้ล้อมรั้ว สร้างกำแพงก่อนเปิดด่าน บอกกัมพูชาไว้ใจไม่ได้ และต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาชายแดนให้เด็ดขาดก่อนที่จะมีการเปิดด่าน เพื่อความสงบสุขและปลอดภัยของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ชาวบ้านชายแดนจี้ล้อมรั้ว สร้างกำแพงก่อนเปิดด่าน บอกกัมพูชาไว้ใจไม่ได้ นี่คือเสียงที่รัฐบาลควรรับฟัง

ที่มา – ชาวบ้านชายแดนจี้ล้อมรั้ว สร้างกำแพงก่อนเปิดด่าน บอกกัมพูชาไว้ใจไม่ได้

นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ยันเปิดด่าน ไม่เสียอธิปไตย

นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง เปิดด่าน โดยยืนยันว่าการเปิดด่านไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียอธิปไตยแต่อย่างใด พร้อมทั้งเรียกร้องให้เข้าใจบริบทของพื้นที่จันทบุรี-ตราด ที่ไม่ได้มีความขัดแย้ง แต่กลับได้รับความเสียหายอย่างหนักในด้านการค้าและการท่องเที่ยว

ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย – กัมพูชา จันทบุรี ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการประชุมคณะกรรมการการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องต้องกันในข้อตกลง 5 ข้อ โดยข้อสุดท้ายเกี่ยวข้องกับการผ่อนปรนให้มีการผ่านแดนบางประเภทและบางจุด เพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการขนส่งข้ามแดน ดร.รัฐวิทย์ มองว่าเป็นความสำเร็จของฝ่ายความมั่นคง และประเด็นสำคัญคือเรื่องการเปิดด่าน

ทั้งนี้ ดร.รัฐวิทย์ กล่าวว่า จังหวัดจันทบุรีและตราดไม่ได้เป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งรุนแรง และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน การเปิดด่านจึงไม่ได้หมายถึงการเสียอธิปไตย แต่เป็นเพียงความรู้สึกโกรธเคืองที่เกิดจากเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งปัจจุบันจังหวัดจันทบุรีและตราดได้รับผลกระทบด้านการท่องเที่ยวและการค้าอย่างมาก โดยเฉพาะภาคเกษตร

นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ยันเปิดด่าน ไม่เสียอธิปไตย

ด้านนายอุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี เผยว่า ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนรัฐบาลใหม่ในการผ่อนปรนให้มีการผ่านแดนบางประเภทบางจุดในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด เพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยผลการหารือในคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) จะเป็นอย่างไร ทางหอการค้าก็พร้อมให้การสนับสนุน แต่ต้องมีความชัดเจนและคำนึงถึงความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นซ้ำรอย

ขณะที่นายสมคิด เนี่ยมจันทร์ ชาวบ้านสอยดาว จ.จันทบุรี แสดงความยินดีกับการที่จะมีการเปิดด่าน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานชาวกัมพูชาที่มีความชำนาญในการเก็บลำไย แต่ก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของกัมพูชาที่อาจมีการหักหลังได้

ทำไมถึงต้องพิจารณาเรื่องการ เปิดด่าน อย่างรอบคอบ?

การพิจารณาเรื่องการเปิดด่านชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม การเปิดด่านสามารถส่งผลดีต่อการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่มีชีวิตชีวามากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ เช่น การลักลอบเข้าเมือง การค้าของผิดกฎหมาย และปัญหาความมั่นคงอื่นๆ

ดังนั้น การตัดสินใจเปิดด่านจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และต้องมีมาตรการที่รัดกุมในการป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การเปิดด่านเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเปิดด่าน:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • สถานการณ์ความมั่นคง
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
  • การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน

นอกจากนี้ การเปิดด่านชายแดนยังต้องสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการดำเนินการ

การเปิดด่าน ไม่ใช่แค่เรื่องของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้น การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงต้องมาจากข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้าน และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ถึงแม้ว่าการเปิดด่านอาจมีข้อดีหลายประการ แต่ก็ต้องไม่มองข้ามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และต้องเตรียมมาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การเปิดด่านเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน

ที่มา – นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ให้ความเห็นเรื่องเปิดด่าน ยันไม่ได้ทำให้ไทยเสียอธิปไตย

Scroll to top