ปะทะชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหว “ทหารกัมพูชา”

กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดน พบความเคลื่อนไหวของฝ่าย “กัมพูชา” เสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ก่อสร้างฐานที่มั่นเพิ่มเติม คาดรองรับสถานการณ์ในอนาคต ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจอย่างใกล้ชิด

วันที่ 11 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 11 กันยายน 2568 (ณ เวลา 14.00 น.) สถานการณ์โดยรวมตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่แนวชายแดน

โดยพบการเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ รวมทั้งการก่อสร้างฐานที่มั่นเพิ่มเติม ทั้งยังมีการเคลื่อนย้ายยานพาหนะเข้าสู่พื้นที่ชายแดนหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นรถบรรทุกที่ขนส่งวัสดุสำหรับการก่อสร้าง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของฐานปฏิบัติการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมและการปรับกำลังของฝ่ายกัมพูชา เพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต ฝ่ายไทยยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจในพื้นที่แนวชายแดนอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์ พร้อมทั้งรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติการตอบโต้ หากมีเหตุการณ์ที่กระทบต่ออธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

การดำเนินงานด้านจิตอาสา ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 24 พันเอก วรวุฒิ สำราญ รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดหนองคาย รับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค รวมไปถึงสิ่งของที่จำเป็น จากชาว จ.หนองคาย โดยมี พระเทพวชิรคุณเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย/เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย (พระอารามหลวง) เป็นผู้แทนคณะสงฆ์, ปลัดจังหวัดหนองคาย และผู้บริหารแดงแหนมเนือง ผู้แทนพ่อค้าคหบดีในพื้นที่เป็นผู้แทนประชาชน จ.หนองคาย นำสิ่งของส่งต่อเป็นกำลังใจแก่ทหารแนวหน้า และพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมีกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน และประชาชนจิตอาสาพระราชทาน ช่วยขนย้ายสิ่งของ

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จ.สุรินทร์ นายรองรัตน์ จงอุตส่าห์ นายอำเภอเมืองสุรินทร์ พร้อมด้วยปลัดอำเภอ และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนเมืองสุรินทร์ที่ 3 รับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่ อ.กาบเชิง และ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนให้รับข้อมูลข่าวสารด้วยวิจารณญาณ และติดตามเฉพาะช่องทางอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่งสามารถตรวจสอบและยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน จากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่“ทหารกัมพูชา” มีการเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายจับตาดูท่าทีและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด ทางฝั่งไทยเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการจัดกำลังพลเฝ้าตรวจตราตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหว “ทหารกัมพูชา”

การที่“ทหารกัมพูชา” มีความเคลื่อนไหวในการเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์นั้น อาจมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน หรือการแสดงศักยภาพทางทหาร อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายต้องยึดมั่นในหลักการสันติวิธี และแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านการเจรจาและการหารือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรง

ความสำคัญของการติดตามสถานการณ์ “ทหารกัมพูชา”

การติดตามสถานการณ์“ทหารกัมพูชา” อย่างใกล้ชิดมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้เราสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และลดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน

  • การเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของ“ทหารกัมพูชา” บ่งบอกถึงการเตรียมความพร้อม
  • ฝ่ายไทยยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  • ความร่วมมือจากประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณเป็นสิ่งสำคัญ

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการรักษาความสงบเรียบร้อย การรับฟังข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ และการติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหว “ทหารกัมพูชา” เสริมกำลังพล ยุทโธปกรณ์

กองทัพภาค 2 รับมอบ “รองเท้านิลมังกร”

กองทัพภาคที่ 2 รับมอบ “รองเท้านิลมังกร” รองเท้าต้นแบบลดแรงระเบิดจากทุ่นระเบิด และให้ข้อเสนอทีมวิจัยฯ เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนา

วันที่ 11 กันยายน 2568 พล.ต.ณัฎฐ์ ศรีอินทร์ รอง มทภ.2 ให้การต้อนรับ คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการทางทหารด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และหารือข้อราชการ ณ กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

โอกาสนี้ คณะฯ ได้ส่งมอบต้นแบบ “รองเท้านิลมังกร” เพื่อลดแรงระเบิดจากทุ่นระเบิด ทั้งนี้ สืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ทหารไทยที่ลาดตระเวนแนวหน้าถูกระเบิดและได้รับบาดเจ็บ จึงได้ค้นคว้าโมเดลรองเท้าที่ใช้ในยูเครน และนำไปถอดแบบเพื่อนำมาผลิต โดยหวังว่าจะสามารถลดความสูญเสียและช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

ในการนี้ ที่ประชุมได้มีข้อสังเกตอันเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงพัฒนารองเท้าดังกล่าวต่อไป และยังได้หารือถึงยุทธภัณฑ์ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อใช้ในภารกิจของกองทัพ โดยคณะฯ จะนำข้อมูลที่ได้รับมาประกอบการดำเนินการเพื่อส่งเสริมการปรับปรุงพัฒนายุทโธปกรณ์ของกองทัพตามหน้าที่ และอำนาจที่คณะกรรมาธิการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อไป

การรับมอบ “รองเท้านิลมังกร” ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนายุทโธปกรณ์เพื่อปกป้องทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและลดความเสี่ยงที่ทหารต้องเผชิญ

กองทัพภาค 2 รับมอบ “รองเท้านิลมังกร”

การพัฒนารองเท้าที่สามารถลดแรงระเบิดจากทุ่นระเบิดได้นั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน เช่น น้ำหนักของรองเท้า ความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ และประสิทธิภาพในการป้องกันแรงระเบิด ทีมวิจัยจะต้องทำการทดสอบและปรับปรุงรองเท้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้รองเท้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ความสำคัญของ “รองเท้านิลมังกร”

“รองเท้านิลมังกร” ไม่ได้เป็นเพียงแค่รองเท้า แต่เป็นสัญลักษณ์ของความห่วงใยและความใส่ใจที่กองทัพมีต่อทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัย การมีอุปกรณ์ป้องกันที่ดีจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและขวัญกำลังใจให้กับทหาร ทำให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่และปลอดภัย

นอกจากนี้ การพัฒนายุทโธปกรณ์ภายในประเทศยังเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความมั่นคงของชาติ

การที่กองทัพภาคที่ 2 ได้รับมอบ “รองเท้านิลมังกร” ถือเป็นข่าวดีสำหรับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการพัฒนายุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในอนาคต เราหวังว่าการพัฒนารองเท้าต้นแบบนี้จะประสบความสำเร็จ และสามารถนำไปใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การปรับปรุงและพัฒนารองเท้านิลมังกรอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้รองเท้ามีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันแรงระเบิด และมีความเหมาะสมกับการใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมที่ทหารต้องเผชิญ การรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานจริงและการนำไปปรับปรุง จะช่วยให้รองเท้านิลมังกรเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยชีวิตทหารได้อย่างแท้จริง

ที่มา – กองทัพภาค 2 รับมอบ “รองเท้านิลมังกร” รองเท้าต้นแบบลดแรงระเบิด จากทุ่นระเบิด

กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน

กองกำลังบูรพาเริ่มสร้างบังเกอร์ใหม่ หลัง “กัน จอมพลัง” มอบบล็อกคอนกรีตให้ เพื่อเสริมความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 วัน มาดูกันว่า กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน จะเสริมความแข็งแกร่งให้พื้นที่ชายแดนได้อย่างไร

วันที่ 7 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังบูรพาได้พาคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างบังเกอร์แนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว หลังจากเมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา นายกัน จอมพลัง ได้มอบบล็อกคอนกรีตให้กับทหาร เพื่อใช้ในการเสริมสร้างบังเกอร์แนวป้องกันชายแดน

บรรยากาศในพื้นที่เต็มไปด้วยความร่วมแรงร่วมใจ โดยผู้ใหญ่บ้านหนองจาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และชาวบ้านบางส่วน นำอุปกรณ์ทำงาน เช่น จอบ เสียม เข้ามาช่วยขุดเปิดหน้าดิน เตรียมพื้นที่สำหรับการวางบล็อกคอนกรีต ขณะเดียวกันยังมีการนำรถแบ็กโฮเข้ามาขุดดิน เคลียร์พื้นที่ และโค่นต้นไม้ใหญ่ในจุดประจำการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการก่อสร้าง

ทั้งนี้แผนการก่อสร้างประกอบด้วยบังเกอร์ 2 จุด ได้แก่ ที่บ้านหนองจาน 1 บังเกอร์ และบ้านหนองหญ้าแก้วอีก 1 บังเกอร์ โดยแต่ละบังเกอร์ใช้บล็อกคอนกรีต 4 บล็อก มีขนาดความกว้าง 2.10 เมตร ความสูง 2.10 เมตร เมื่อนำมาประกอบรวมกันจะมีความลึกประมาณ 4 เมตร ถือเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงและปลอดภัย สามารถรองรับการปฏิบัติงานของกำลังพลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รูปแบบการก่อสร้างบังเกอร์อ้างอิงจากต้นแบบที่ นายกัน จอมพลัง เคยดำเนินการที่พื้นที่ตาเมือนธม ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นที่กำบังทางยุทธวิธีแล้ว หากพื้นที่มีไฟฟ้าเข้าถึง ยังสามารถติดตั้งพัดลมและอุปกรณ์สนับสนุนทางการทหาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

นอกจากบังเกอร์แล้ว ยังมีการเสริมป้อมตรวจการณ์เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจตราและดูแลแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด โดยกองกำลังบูรพาคาดว่า การก่อสร้างบังเกอร์ทั้งสองแห่งจะแล้วเสร็จภายใน 2 วัน ซึ่งจะช่วยยกระดับความมั่นคงและความปลอดภัยให้แก่กำลังพล รวมถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้มากยิ่งขึ้น

กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน

ทำไมต้องสร้างบังเกอร์ใหม่ที่บ้านหนองจาน?

การตัดสินใจของ กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน มีจุดประสงค์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันชายแดน ตอบสนองต่อสถานการณ์ความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้กำลังพลมีที่มั่นที่ปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ การมีบังเกอร์ที่แข็งแรงจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่

การก่อสร้างนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนายกัน จอมพลัง ที่ได้มอบบล็อกคอนกรีตให้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ

บังเกอร์ที่สร้างขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่กำบัง แต่ยังสามารถพัฒนาให้เป็นพื้นที่ปฏิบัติงานที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น พัดลม และอุปกรณ์ทางการทหารอื่นๆ ทำให้เจ้าหน้าที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน

นอกจากนี้ การเสริมป้อมตรวจการณ์เพิ่มเติมยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจตราและดูแลแนวชายแดน ทำให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว การที่ กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในระยะยาว ที่จะส่งผลดีต่อทั้งกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – กองกำลังบูรพา เริ่มสร้างบังเกอร์ใหม่ เสริมความมั่นคงชายแดน พื้นที่บ้านหนองจาน

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันเอาจริง ย้ายคนกัมพูชาที่รุก “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” รอผลประชุม GBC 10 ก.ย. นี้ เผย สมช. ไฟเขียวตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างรั้วชายแดน

วันที่ 6 ก.ย. 68 คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมประชุม ติดตามสถานการณ์ปัญหาความมั่นคงชายแดนในพื้นที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว (บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พ.อ.ปฏิวัติ เฟื่องประภัสสร์ ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ 12 กองกำลังบูรพา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เข้าร่วม 

ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ชี้แจงในที่ประชุมว่า ตนเองยังไม่เกษียณอายุราชการ เพียงแต่ต่อระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง รวมทั้งที่มีการนำเสนอข่าวว่าพื้นที่บ้านหนองจานไม่มีเอกสารสิทธิ์นั้น ไม่เป็นความจริง บ้านหนองจาน มีพื้นที่รวมกว่า 3,000 ไร่ โดยพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์คือพื้นที่ที่อยู่ใกล้เคียง ยืนยันว่าจะมีการออกเอกสารสิทธิ์ให้พื้นที่ดังกล่าว ทวงคืนพื้นที่เหล่านี้กลับมา เนื่องจากเป็นพื้นที่ทำกินและเป็นผืนแผ่นดินไทย

“ใครที่บอกว่าผมขายชาติ ลองคิดดูว่าขายหรือไม่ ถ้าผมทำอย่างนี้แล้ว ก็อยู่ที่ท่านจะใช้ดุลยพินิจ”

นายปริญญา กล่าวต่อว่า ตนเองได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย กัมพูชา ขอความร่วมมือดำเนินการย้ายราษฎรกัมพูชาที่รุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้ประท้วงกลับ เรามีจุดประสงค์ให้สังคมไทยรู้ว่า กองกำลังบูรพา แม่ทัพภาคที่ 1 เอาจริง ไม่ใช่ทำเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เราทำอย่างรอบคอบรัดกุมเป็นไปตามเงื่อนไขทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมกับตอบคำถามกับผู้สังเกตการณ์ได้ โดยขั้นตอนต่อไปต้องรอผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 10  ก.ย.นี้ 

เนื่องจากได้ชงเรื่องเขตแดนบ้านหนองจานไปยังสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ขอให้นำวาระเข้าไปพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชา แม้จะมีการส่งหนังสือหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยไปแล้วก็ตาม โดยยืนยันว่าได้วางแผนดำเนินการไว้ทั้งหมดแล้ว เบื้องต้นได้ทำการติดป้ายประกาศขอให้ออกจากพื้นที่ หากไม่ปฏิบัติตามก็จะดำเนินการตามตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 รวมถึงพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ในเวลาที่เหมาะสม

ส่วนแนวคิดการสร้างรั้วบริเวณชายแดน 16 กิโลเมตร เมื่อวานนี้ (5 ก.ย.68) ที่ประชุม สมช. ได้มีมติตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างรั้วชายแดนในจุดที่มีความจำเป็นต้องสร้าง เพื่อป้องกันการขนยาเสพติด สินค้าหนีภาษี และการแสดงอาณาเขตของประเทศ 

ด้าน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ ระบุว่าเรากังวลว่าจะมีการยกระดับไปสู่การปะทะ คณะกรรมาธิการจึงจำเป็นจะต้องรวบรวมข้อมูล เผื่อนำไปสู่การสนับสนุนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาในพื้นที่ ยืนยันว่าไม่ได้ค้านการสร้างรั้ว แต่อย่างไรจะต้องหามาตรการเพิ่มเติม หากมีการละเมิดอธิปไตยก็ต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องอาณาเขตของประเทศไทย  ฉะนั้นเรื่องเทคโนโลยีและกล้องเป็นสิ่งสำคัญ สอดคล้องกับฝ่ายทหารที่ต้องการ CCTV เพื่อเฝ้าระวังจุดที่มีความอ่อนไหว โดยประเด็นนี้คณะกรรมาธิการจะมีการพูดคุยกับ สมช. ต่อไป

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยันเอาจริง ทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ทำไมผู้ว่าฯ สระแก้วถึงต้องทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ประเด็นสำคัญที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วให้ความสำคัญในการทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” นั้น เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยในพื้นที่ดังกล่าว การดำเนินการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การย้ายราษฎรที่รุกล้ำ แต่เป็นการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศ

การที่ผู้ว่าฯ สระแก้วดำเนินการอย่างจริงจังในการทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องดินแดนและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย การดำเนินการนี้อาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

การแก้ไขปัญหาพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการทวงคืนพื้นที่ แต่ยังเป็นการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ การเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

การดำเนินการทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เราเข้าใจถึงผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ที่มา – ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยันเอาจริง ทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ลีน่าจัง ลงพื้นที่หนองจาน ให้กำลังใจทหาร

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด “ลีน่าจัง” นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ได้ลงพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้กำลังใจทหารแนวหน้า พร้อมทั้งประกาศท้าทาย “กำนันลี”

ลีน่าจัง ลงพื้นที่บ้านหนองจาน ให้กำลังใจทหารแนวหน้า นัดท้าเจอ “กำนันลี”

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ยังคงตึงเครียดจากเหตุการณ์เผชิญหน้าระหว่างทหารไทยกับกลุ่มชาวกัมพูชาเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากปรากฏภาพทหารไทยถูกเบียดและผลักดันจนล้ม

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ลีน่าจัง หรือ นางลีนา จังจรรจา นักเคลื่อนไหวทางสังคมชื่อดัง ได้เดินทางลงพื้นที่บ้านหนองจานด้วยตนเอง เพื่อแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดน รวมถึงชาวบ้านหนองจานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

ทันทีที่เดินทางมาถึง ลีน่าจัง ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งประกาศท้าทายไปยัง “กำนันลี” ชาวกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวก่อความรุนแรงในพื้นที่

ลีน่าจังกล่าวว่า “การกระทำแบบนี้เป็นสิ่งที่คนไทยยอมไม่ได้ ถ้าแน่จริงมาเจอกันเลยที่ถนนสีเพ็ญ ฉันพร้อมจะสู้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของทหารไทยและแผ่นดินไทย” คำพูดดังกล่าวได้รับการตอบรับด้วยเสียงเชียร์และกำลังใจจากประชาชนที่มาร่วมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ หลายคนโบกธงไตรรงค์และส่งเสียงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ประชาชนที่ทราบข่าวการเดินทางมาของลีน่าจัง ต่างพากันมารอให้กำลังใจและขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก แม้ว่าสถานการณ์โดยรอบยังคงมีเจ้าหน้าที่ทหารตรึงกำลังอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ทำไมการลงพื้นที่ของลีน่าจังจึงมีความสำคัญ?

การลงพื้นที่ของลีน่าจังในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยและความรู้สึกของคนไทยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และการให้กำลังใจแก่ทหารและประชาชนในพื้นที่ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญในการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

นอกจากนี้ การที่ลีน่าจังออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่า การกระทำใดๆ ที่เป็นการคุกคามหรือละเมิดอธิปไตยของไทย จะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมไทยอย่างแน่นอน

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน การปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้ เราทุกคนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ

ที่มา – “ลีน่าจัง” ลงพื้นที่บ้านหนองจาน ให้กำลังใจทหารแนวหน้า นัดท้าเจอ “กำนันลี”

ชื่นชม “ผู้กองเต้ย” สั่งคุมชาวบ้านป่วนหนองจาน

โซเชียลแห่ชื่นชม “ผู้กองเต้ย” นายทหารกล้า ตะโกนสั่ง “ทหารกัมพูชา” ให้ควบคุมชาวกัมพูชาที่บุกป่วนพื้นที่ “บ้านหนองจาน” จ.สระแก้ว เหตุการณ์นี้ทำให้ชื่อของ “ผู้กองเต้ย” กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ เพราะอะไรไปดูกัน

จากกรณีเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ชาวกัมพูชากว่า 200 คน ได้รวมตัวกันบริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เพื่อประท้วงเจ้าหน้าที่ไทย หลังดำเนินการติดตั้งป้ายประกาศในพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยระบุให้ราษฎรกัมพูชาที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำเข้ามาฝั่งไทย ต้องดำเนินการรื้อถอนและออกจากพื้นที่ดังกล่าว

ซึ่งชาวกัมพูชาที่รวมตัว ได้กดดันเชิงสัญลักษณ์ พยายามเคลื่อนไหวเข้าใกล้จุดติดตั้งป้าย ขณะที่บางส่วนก็แสดงท่าทียั่วยุเจ้าหน้าที่ พกพาไม้เป็นอาวุธ และพกพาวิทยุสื่อสารประจำตัว โดยมีทหารกัมพูชาคอยสังเกตการณ์ และร่วมอยู่ในกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชาด้วย สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงบานปลาย

อย่างไรก็ตาม ได้มีคลิปที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในโลกออนไลน์ หลังเกิดเหตุชลมุนขึ้น ชาวกัมพูชาลุกฮือ ถือไม้เข้าประชิดตัวเจ้าหน้าที่ แม้ทหารไทยจะยืนควบคุมสถานการณ์ด้วยความอดทนอดกลั้น แต่กลับถูกก่อกวนและดันจนเกิดความวุ่นวายขึ้นในบางช่วง ทำให้ทหารนายหนึ่งตะโกนใส่ทหารกัมพูชา ให้เข้าควบคุมชาวบ้านที่ก่อความวุ่นวาย และผลักดันกลับฝั่งตนเองไป ด้วยเสียงที่ดังและหนักแน่น จึงทำให้คนในโซเชียลต่างเข้ามาชื่นชมเป็นจำนวนมาก ทั้งยังขอบคุณที่ทำหน้าที่ทหารอย่างเต็มความสามารถ

ชื่นชม “ผู้กองเต้ย” ทหารกล้า ตะโกนสั่ง “ทหารกัมพูชา” คุมชาวบ้านป่วน “บ้านหนองจาน”

การกระทำของ “ผู้กองเต้ย” ได้สร้างความประทับใจให้กับคนไทยจำนวนมาก หลายคนมองว่าเป็นการแสดงออกถึงความเด็ดขาดและความกล้าหาญในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดและสุ่มเสี่ยง

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า ทหารนายดังกล่าว คือ “ผู้กองเต้ย” ร.อ.วัชรจิตร สุมะโน และยังพบว่า ในวันที่ 4 ก.ย. ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กของภรรยาผู้กองเต้ย ก็ได้มีการโพสต์ข้อความและคลิปวิดีโออวยพรวันเกิดของสามี พร้อมแคปชันหวานว่า เป็นวันเกิดปีแรกที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เข้าใจสามีมากๆ และขอให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ซึ่งต่อมาก็ได้มีคนเข้าไปร่วมอวยพรเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความรักและกำลังใจที่ภรรยามีให้ต่อ “ผู้กองเต้ย”

ผู้กองเต้ยคือใคร?

ร.อ.วัชรจิตร สุมะโน หรือ “ผู้กองเต้ย” เป็นนายทหารที่ได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย การแสดงออกถึงความเด็ดขาดและความกล้าหาญในครั้งนี้ ทำให้เขาได้รับการยกย่องและชื่นชมจากสังคม

  • ความกล้าหาญและเสียสละของ “ผู้กองเต้ย” เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับทหารและประชาชนทั่วไป
  • เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • การแก้ไขปัญหาด้วยความอดทนอดกลั้นและใช้สติปัญญา เป็นสิ่งที่ควรยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่

เหตุการณ์ที่ “บ้านหนองจาน” แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดน และความจำเป็นในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การตัดสินใจที่เด็ดขาดของ “ผู้กองเต้ย” ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียด และป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงบานปลาย เราควรตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตย และสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ

ที่มา – ชื่นชม “ผู้กองเต้ย” ทหารกล้า ตะโกนสั่ง “ทหารกัมพูชา” คุมชาวบ้านป่วน “บ้านหนองจาน”

นายอำเภอคลองหาดยัน ด่านบ้านเขาดินปิดสนิท

จากกระแสข่าวที่สร้างความเข้าใจผิดในโซเชียลมีเดีย นายอำเภอคลองหาดยืนยัน ด่านบ้านเขาดินปิดสนิท 100% ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดของประชาชน

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 นายชยพล อินทรสุภา นายอำเภอคลองหาด พร้อมด้วย พันเอกกรินทร์ อุตสาหะ ผู้บังคับการชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 13 ได้นำกำลังทหาร ทหารพราน และเจ้าหน้าที่ศุลกากรอรัญประเทศ ร่วมกันแถลงข่าวยืนยันต่อสื่อมวลชนว่า ด่านบ้านเขาดินปิดสนิทอย่างถาวร ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา สืบเนื่องจากมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอในโซเชียลมีเดียที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม เกี่ยวกับสถานการณ์จุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน ตำบลคลองหาด อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งกองทัพภาคที่ 1 (เฉพาะ) ที่ 944/2568 เรื่องการควบคุมการปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว โดยได้ดำเนินการปิดช่องทางจุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 และยืนยันว่าไม่มีการอนุโลมใด ๆ ทั้งสิ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

นายชยพล อินทรสุภา นายอำเภอคลองหาด กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน อำเภอคลองหาดร่วมกับฉก.คลองหาดยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่มีการอนุญาตให้บุคคลหรือยานพาหนะใด ๆ ผ่านเข้า–ออกช่องทางจุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน

จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอความยาว 1.34 นาทีบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีเนื้อหาสื่อไปในทางว่าด่านถาวรบ้านเขาดินยังคงเปิดใช้งานตามปกตินั้น นายอำเภอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดได้ จึงได้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าวแก่สื่อมวลชน หน่วยงานยังคงปฏิบัติตามคำสั่งกองทัพภาคที่ 1 อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งขอความร่วมมือประชาชนและสื่อออนไลน์ในการตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ เพื่อป้องกันความสับสนและการสร้างความเข้าใจผิดในสังคม

จากการตรวจสอบพบว่าด่านมีการปิดล็อคกุญแจอย่างแน่นหนา บริเวณถนนมีหญ้าขึ้นรก และไม่มีร่องรอยการสัญจรของรถยนต์ทุกชนิด

นายอำเภอคลองหาดยัน ด่านบ้านเขาดินปิดสนิท

เหตุผลที่ต้องย้ำ: ทำไมนายอำเภอคลองหาดยัน ด่านบ้านเขาดินปิดสนิท

การที่นายอำเภอคลองหาดต้องออกมาเน้นย้ำว่าด่านบ้านเขาดินปิดสนิท เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เหตุผลหลักคือป้องกันความสับสนและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในหมู่ประชาชน หากประชาชนเข้าใจผิดว่าด่านเปิด อาจนำไปสู่ความพยายามที่จะข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลเสียต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของพื้นที่ชายแดน

นอกจากนี้ การยืนยันสถานะการปิดด่านยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานราชการยังคงปฏิบัติตามคำสั่งและมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและสังคมโดยรวม การที่ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนถูกเผยแพร่สู่สาธารณชนอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดโอกาสในการเกิดข่าวลือหรือข้อมูลเท็จที่อาจสร้างความปั่นป่วนและความไม่แน่นอนในสังคมได้

ดังนั้น การที่นายอำเภอคลองหาดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันยืนยันสถานะการปิด ด่านบ้านเขาดินปิดสนิท จึงเป็นมาตรการที่จำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

ความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ต่อในโลกออนไลน์นั้นมีมาก เพราะข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจสร้างความเสียหายและความเข้าใจผิดต่อส่วนรวมได้ ดังนั้น ก่อนที่จะโพสต์หรือแชร์ข้อมูลใดๆ ควรตรวจสอบแหล่งที่มาและความน่าเชื่อถือของข้อมูลนั้นๆ ก่อนเสมอ

ที่มา – นายอำเภอคลองหาด ยันด่านบ้านเขาดินปิดสนิท หลังโซเชียลปั่นกระแสทำเข้าใจผิด

ICRC เยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชา: ทบ. ยันดูแลตามหลักมนุษยธรรม

คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าเยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชา ตามขั้นตอนสากล กองทัพบกยืนยันยึดหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 กองทัพบกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ อำนวยความสะดวกให้คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross: ICRC) ประจำกรุงเทพฯ เข้าเยี่ยม18 เชลยศึกกัมพูชา จำนวน 18 นาย ณ สถานที่ควบคุมตัวในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 โดย ICRC ถือเป็นหน่วยงานด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ดูแลเรื่องเกี่ยวกับเชลยศึกโดยตรง ปฏิบัติงานตามหลักสากลด้วยความมีมาตรฐาน เป็นกลาง และเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

การเข้าเยี่ยมในครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอนปกติของหน่วยงาน ICRC มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบสภาพความเป็นอยู่ของเชลยศึก และเป็นช่องทางในการติดต่อกับครอบครัว อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเคารพและยึดมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพันธกรณีตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ตลอดจนเน้นย้ำถึงความโปร่งใสในการดำเนินงาน การดูแลเชลยศึกด้วยศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ตามมาตรฐานและแนวปฏิบัติสากลที่เกี่ยวข้อง

ในโอกาสนี้ กองทัพบกได้เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ ICRC เข้าพบและพูดคุยกับเชลยศึกอย่างอิสระโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา พร้อมทั้งจัดให้มีการตรวจสุขภาพ และได้บรรยายสรุปให้แก่คณะ ICRC เกี่ยวกับลำดับเหตุการณ์ที่นำไปสู่การควบคุมตัว กำลังพลฝ่ายกัมพูชาในฐานะเชลยศึก ตลอดจนมาตรการด้านการดูแลการรักษาพยาบาล

สำหรับ18 เชลยศึกกัมพูชา กองทัพบกยืนยันว่าทุกนายมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ โดยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งในด้านอาหารครบ 3 มื้อ สถานที่พักที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ ตลอดจนการดูแลจากแพทย์ประจำพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ กองทัพบกได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ ICRC อย่างเคร่งครัดโดยที่ไม่อนุญาตให้ทางคณะผู้แทนของฝ่ายไทยและสื่อมวลชนร่วมสังเกตการณ์ ในระหว่างพบปะพูดคุยกับเชลยศึก อันแสดงถึงความโปร่งใสและความร่วมมือระหว่างฝ่ายไทยกับองค์กรมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

ICRC เยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชา

กองทัพบกดูแล 18 เชลยศึกกัมพูชาตามหลักมนุษยธรรม

การเข้าเยี่ยมเชลยศึกครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามหลักสากลด้านมนุษยธรรม และความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศอย่าง ICRC ในการดูแลเชลยศึกอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานสากล

รายละเอียดการดูแล 18 เชลยศึกกัมพูชา

  • อาหาร: จัดอาหารครบ 3 มื้อ
  • ที่พัก: จัดสถานที่พักที่ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ
  • สุขภาพ: ดูแลสุขภาพโดยแพทย์ประจำพื้นที่

การดำเนินการทั้งหมดนี้เป็นไปอย่างโปร่งใส และให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเชลยศึกทุกนาย

สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายและหลักการด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ แม้ในสถานการณ์ความขัดแย้ง การดูแลเชลยศึกที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ICRC เข้าเยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชา ทบ. ยันยึดหลักมนุษยธรรม ดูแลทุกคนอย่างเหมาะสม

ทบ. ซัดกัมพูชาป่วนบ้านหนองจาน ยั่วยุทหารไทย

กองทัพบก (ทบ.) ออกมาตำหนิกัมพูชาที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง กรณีเหตุการณ์วุ่นวายที่ “บ้านหนองจาน” โดยมีการเกณฑ์คนจากภายนอกพื้นที่มาร่วมประท้วง พร้อมทั้งพกอาวุธเพื่อยั่วยุทหารไทย นอกจากนี้ ยังพบว่าแกนนำมีการใช้วิทยุสื่อสาร และมีทหารกัมพูชาคอยสังเกตการณ์และแทรกซึมอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วงด้วย

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ทีมโฆษกกองทัพบกได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ว่าพบประชาชนชาวกัมพูชาประมาณ 150 คน รวมตัวประท้วงใกล้หลักเขตแดนที่ 46 บริเวณบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังมีการอ้างสิทธิ์อยู่ โดยพบว่าผู้ประท้วงบางส่วนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม แสดงท่าทียั่วยุเจ้าหน้าที่ พกพาอาวุธ เช่น ไม้ และบางคนมีลักษณะเป็นแกนนำโดยมีการใช้วิทยุสื่อสาร นอกจากนี้ ยังพบทหารกัมพูชาคอยสังเกตการณ์และร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วง

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ได้จัดกำลังพลร่วมกับชุดควบคุมฝูงชนของตำรวจภูธรสระแก้ว เข้าควบคุมสถานการณ์ และเตรียมพร้อมดำเนินการกับกลุ่มผู้ประท้วงทันที หากพบว่ามีการรุกล้ำอธิปไตยไทยหรือกระทำผิดกฎหมาย

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเวลา 13.30 น. กองกำลังบูรพารายงานว่า กัมพูชามีการเกณฑ์ประชาชนทั้งจากนอกพื้นที่และผู้ที่สัญจรผ่านไปมา ให้เข้าร่วมการประท้วงและแสดงท่าทียั่วยุต่อทหารไทย ซึ่งการกระทำนี้ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ไทยและกัมพูชาได้ตกลงร่วมกันในการประชุม GBC และ RBC ที่ผ่านมา

โฆษกกองทัพบกย้ำว่า ขอให้กัมพูชายึดถือและปฏิบัติตามข้อระเบียบต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้ ทั้งที่เคยให้ไว้ร่วมกันและที่เป็นสมาชิกภาคีในอนุสัญญาต่างๆ ในระดับสากล กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 1 ยืนยันความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ หากตรวจพบการกระทำผิดของประชาชนชาวกัมพูชา ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ เพื่อดำรงไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนชาวไทยตามแนวชายแดนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ทบ. ซัดกัมพูชาป่วนบ้านหนองจาน ยั่วยุทหารไทย

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการชุมนุมประท้วงใกล้พื้นที่ชายแดน การกระทำใดๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดอธิปไตย และการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างสันติวิธีและเป็นไปตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ให้ไว้

กองทัพบก (ทบ.) เน้นย้ำให้กัมพูชายึดมั่นในข้อตกลง

กองทัพบกได้เน้นย้ำให้กัมพูชายึดมั่นในข้อตกลงต่างๆ ที่ได้ทำร่วมกันไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความขัดแย้งรุนแรง การเคารพซึ่งกันและกันและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในภูมิภาค

ข้อตกลงหยุดยิงและความสำคัญต่อความสัมพันธ์

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดน การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิดข้อตกลงนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่ขยายตัวได้ ดังนั้น การปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

  • การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีเป็นทางออกที่ดีที่สุด
  • การเคารพซึ่งกันและกันและการปฏิบัติตามข้อตกลงเป็นสิ่งสำคัญ
  • การสื่อสารที่เปิดเผยและโปร่งใสช่วยลดความเข้าใจผิด

เหตุการณ์ ทบ. ซัดกัมพูชาป่วนบ้านหนองจาน เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ตามแนวชายแดน และความจำเป็นในการมีกลไกการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันของทุกฝ่าย

การที่กองทัพบกออกมาแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจำเป็นต้องใช้ความอดทนและความรอบคอบ เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามจนควบคุมไม่ได้ การเจรจาและการพูดคุยกันอย่างเปิดใจยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ที่มา – ทบ. ซัดกัมพูชา ป่วนบ้านหนองจาน เกณฑ์คนนอกพื้นที่ร่วมประท้วง ยั่วยุทหารไทย

Scroll to top