ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ

ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าชี้แจงรายละเอียดในประเด็น ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ โดยเฉพาะข้อสงสัยเรื่องร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) ที่มีเงื่อนไขห้ามเปิดเผยข้อมูลหากไม่ได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน

วิกฤตสารหนูปนเปื้อนในพื้นที่เกษตรกรรม

ปัญหาเรื่อง ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ นั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะปัจจุบันผลการตรวจจากกรมพัฒนาที่ดินพบว่าพื้นที่ลุ่มแม่น้ำกกและแม่น้ำสายมีสารหนูปนเปื้อนสูงถึง 164 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมไปหลายเท่าตัว แต่กลับพบว่ายังมีการทำเกษตรกรรมอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวโดยที่รัฐยังไม่มีมาตรการเยียวยาหรือแจ้งเตือนที่ชัดเจน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความกังวลใจ คือเนื้อหาในร่าง TOR ฉบับดังกล่าวที่ดูเหมือนจะถูกกำหนดมาจากฝั่งไทยเอง โดยมีกรมควบคุมมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องพยายามปิดบังข้อมูลสำคัญที่กระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของคนไทยในพื้นที่ชายแดน การที่รัฐมนตรีไม่เข้าร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการฯ ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลกำลังเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชนหรือไม่

  • การปนเปื้อนในแม่น้ำสายสำคัญ: แม่น้ำกก, แม่น้ำสาย, แม่น้ำรวก, แม่น้ำโขง, แม่น้ำกระบุรี และแม่น้ำสาละวิน
  • ผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร: พบค่าสารหนูในดินสูงเกินมาตรฐานอย่างน่าตกใจ
  • ความโปร่งใสของข้อมูล: เรียกร้องให้รัฐมนตรีเปิดเผยรายละเอียด TOR เพื่อความเป็นธรรม

ในฐานะประชาชน เราควรช่วยกันส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐมนตรีเร่งกำหนดวันเวลาที่พร้อมจะเข้าชี้แจงต่อคณะอนุกรรมาธิการฯ เพื่อให้เกิดการจัดการปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แทนการปล่อยให้เกษตรกรต้องรับมือกับสารพิษเพียงลำพัง การแก้ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนต้องอาศัยความร่วมมือและความโปร่งใส นี่คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับครับ

ที่มา – “ภัทรพงษ์” จี้ “สุชาติ” แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ

นายกฯ หารือเต็มคณะร่วมกับประธานาธิบดีเมียนมา เดินหน้าความร่วมมือทุกมิติ

เป็นข่าวใหญ่ที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดทำเนียบรัฐบาลให้การต้อนรับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา อย่างเป็นทางการ โดยการที่ นายกฯ หารือเต็มคณะร่วมกับประธานาธิบดีเมียนมา เดินหน้าความร่วมมือทุกมิติ ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การพบปะตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่คือการปูทางสู่ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างเพื่อนบ้าน

นายกฯ หารือเต็มคณะร่วมกับประธานาธิบดีเมียนมา เดินหน้าความร่วมมือทุกมิติ เพื่อประชาชน

การหารือในครั้งนี้เน้นย้ำถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกันเป็นสำคัญ ซึ่งไทยเองพร้อมให้การสนับสนุนเมียนมาในฐานะสมาชิกอาเซียน เพื่อสร้างเสถียรภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาค โดยมีการหยิบยกประเด็นสำคัญมากมายขึ้นมาพูดคุย เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนของทั้งสองประเทศมากที่สุด

ผลลัพธ์การประชุมเชิงยุทธศาสตร์ไทย-เมียนมา

ภายหลังการหารือ นายกฯ หารือเต็มคณะร่วมกับประธานาธิบดีเมียนมา เดินหน้าความร่วมมือทุกมิติ อย่างเข้มข้น ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องในประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • ด้านความมั่นคง: ยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งปัญหายาเสพติด การหลอกลวงออนไลน์ และการฟอกเงิน เพื่อความปลอดภัยของพื้นที่ชายแดน
  • ด้านเศรษฐกิจ: เร่งอำนวยความสะดวกการค้าชายแดน เปิดจุดผ่านแดนสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 และวางโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงระดับภูมิภาค
  • ด้านแรงงาน: ดูแลสวัสดิการแรงงานเมียนมาในไทยให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิต
  • ด้านสิ่งแวดล้อม: จับมือแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน และร่วมกันดูแลจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก

นอกจากนี้ ยังมีการลงนาม MOU สำคัญ 3 ฉบับ ครอบคลุมทั้งเรื่องแรงงาน การจัดการคุณภาพน้ำ และเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความร่วมมือในครั้งนี้มีความก้าวหน้าและทันสมัยกว่าที่เคย

ในมุมมองของผม การที่ผู้นำทั้งสองประเทศหันหน้าเข้าหากันเพื่อพูดคุยในประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างเรื่องสิ่งแวดล้อมและแรงงาน ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญมากครับ เพราะปัญหามลพิษและเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยและเมียนมาโดยตรง หากเราจัดการเรื่องเหล่านี้ร่วมกันได้สำเร็จ ย่อมนำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนทั้งสองประเทศอย่างแน่นอน และถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ในการแสดงวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศที่เน้นผลลัพธ์จับต้องได้ครับ

ที่มา – นายกฯ หารือเต็มคณะร่วมกับประธานาธิบดีเมียนมา เดินหน้าความร่วมมือทุกมิติ

จับตาข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ ไทย-เมียนมา ปมสารหนูตกค้าง

เชื่อว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำกกและแม่น้ำสายสำคัญหลายแห่ง กำลังเฝ้ารอคอยความหวังจากการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยและเมียนมา หลังจากต้องทนทุกข์อยู่กับมลพิษในน้ำมายาวนานกว่า 1 ปีเต็ม วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจกับประเด็น จับตาข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ ไทย-เมียนมา ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ร่างข้อตกลงนี้อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่แท้จริง แต่กลับกลายเป็นการผูกมัดตัวเองของภาครัฐเสียมากกว่า

วิเคราะห์ร่างข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ ไทย-เมียนมา ที่ชาวบ้านควรรู้

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของร่างข้อตกลง (TOR) ฉบับที่จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ซึ่งประเด็นสำคัญที่น่ากังวลคือ การที่ไทยอาจต้องยอมจำนนต่อเงื่อนไขการเปิดเผยข้อมูลสารพิษ หากไม่มีการเซ็นยินยอมจากทั้งสองฝ่าย ชาวไทยก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะทราบว่าน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคอยู่นั้นมีสารหนูหรือโลหะหนักเกินมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากในมุมมองของความปลอดภัยในชีวิตประชาชน

ทำไมการ จับตาข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ ไทย-เมียนมา ถึงเป็นเรื่องเร่งด่วน?

ปัญหาเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามแดนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะชาวบ้านในพื้นที่ต้องหยุดจับปลา หยุดให้ลูกหลานลงเล่นน้ำ เพราะกลัวสารหนูและแคดเมียม แต่ร่างข้อตกลงที่ใช้เวลาเตรียมการมาถึง 1 ปี กลับมุ่งเน้นเพียงการตรวจวัดมลพิษโดยขาดมาตรการเชิงรุกที่ชัดเจน ดังนี้:

  • ไม่มีการแก้ปัญหาที่ต้นตอ: ร่างฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงการจัดการเหมืองแร่ที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษเลย
  • การเปิดเผยข้อมูลที่ล่าช้า: การกำหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองประเทศก่อนเปิดเผยข้อมูล เป็นการปิดกั้นสิทธิการรับรู้ของประชาชนไทยโดยตรง
  • กรอบการทำงานที่จำกัด: ร่างนี้เน้นเฉพาะจังหวัดเชียงราย แต่ละเลยผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นอย่าง แม่ฮ่องสอน หรือระนอง

ข้อเสนอของทางพรรคประชาชนถือเป็นทางออกที่รัฐบาลควรพิจารณาอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลผลตรวจสารพิษสู่สาธารณะได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต รวมถึงการมีกลไกตรวจสอบร่วมกันในพื้นที่ใกล้แหล่งกำเนิด เพื่อหยุดยั้งการปนเปื้อนตั้งแต่วงจรต้นทาง ไม่ให้ไทยต้องกลายเป็นทางผ่านของแร่พิษอีกต่อไป

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเลือกระหว่างการเกรงใจเพื่อนบ้านกับการปกป้องสุขภาพของคนในชาติ การแก้ปัญหาแม่น้ำเป็นพิษต้องมีความจริงใจมากกว่าแค่การตรวจน้ำรายจังหวัด แต่ต้องเป็นการจัดการเชิงระบบที่ยั่งยืน เพื่อให้สายน้ำของไทยกลับมาอุดมสมบูรณ์และปลอดภัยสำหรับทุกคนอีกครั้ง

ที่มา – “ภัทรพงษ์” ชวนจับตาข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ “ไทย-เมียนมา” ชี้ 1 ปีที่ชาวบ้านริมน้ำกกต้องอยู่กับสารหนู

โฆษกรัฐบาลยันไม่กังวลภาพลักษณ์ หลัง มิน อ่อง หล่าย จ่อเยือนไทย

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลไทย ในการต้อนรับการมาเยือนของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ที่กำลังเดินทางมายังประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมรัฐบาลไทยถึงเปิดบ้านต้อนรับในสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนเช่นนี้ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า โฆษกรัฐบาลยันไม่กังวลภาพลักษณ์ หลัง มิน อ่อง หล่าย จ่อเยือนไทย นั้นมีเหตุผลซ่อนอยู่อย่างไร

โฆษกรัฐบาลยันไม่กังวลภาพลักษณ์ หลัง มิน อ่อง หล่าย จ่อเยือนไทย

ประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือเรื่องของภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทย แต่ทางโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่า รัฐบาลไม่ได้มีความกังวลในประเด็นนี้แต่อย่างใด เหตุผลสำคัญคือความเป็นเพื่อนบ้านที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน หากเมียนมามีความสงบสุข ย่อมส่งผลดีต่อประชาชนไทยในเขตแนวชายแดนอย่างแน่นอน โดยการเดินทางมาครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมสุดยอดผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเบงกอล (BIMSTEC) ซึ่งเป็นเวทีที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

เหตุผลความจำเป็นที่ต้องมีการหารือระดับสูง

รัฐบาลไทยมองว่าการที่ โฆษกรัฐบาลยันไม่กังวลภาพลักษณ์ หลัง มิน อ่อง หล่าย จ่อเยือนไทย เพราะเรามีวาระเร่งด่วนที่ต้องเจรจามากมาย โดยประเด็นหลักที่นายกรัฐมนตรีไทยจะหารือกับผู้นำเมียนมา ได้แก่:

  • การสร้างสันติภาพในเมียนมา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยตามแนวชายแดน
  • การปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดและแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ
  • การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหา PM 2.5 และสารพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดน

นอกจากนี้ ยังมีการขอความร่วมมือด้านวิชาการจากฝั่งเมียนมาในการจัดการแก้ไขปัญหามลพิษจากการเผาป่า ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยมาอย่างยาวนาน รัฐบาลไทยเชื่อมั่นว่าการสร้างช่องทางสื่อสารและทูตการทูตเชิงรุก คือวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าการเลือกที่จะปิดกั้นหรือหันหลังให้กัน

การย้ำชัดจากโฆษกรัฐบาลว่า โฆษกรัฐบาลยันไม่กังวลภาพลักษณ์ หลัง มิน อ่อง หล่าย จ่อเยือนไทย สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองการเมืองระหว่างประเทศที่เน้นผลประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win Solution) การมองข้ามความคิดเห็นเชิงลบจากบุคคลภายนอกที่ไม่เข้าใจบริบทพื้นที่ชายแดน ถือเป็นความกล้าหาญทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยหวังว่าการพบกันครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำสันติภาพและความสงบสุขมาสู่ภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป

สุดท้ายนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการหารือจะออกมาเป็นอย่างไร และจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในประเด็นต่างๆ ที่พี่น้องประชาชนคนไทยรอคอยหรือไม่ ในฐานะเพื่อนบ้านเราทำได้เพียงร่วมลุ้นให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไทยครับ

ที่มา – “โฆษกรัฐบาล” ยันไม่กังวลภาพลักษณ์ หลัง “มิน อ่อง หล่าย” จ่อเยือนไทย

“เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด

“เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด ไม่สนเอกชนนั้นเป็นใคร

สถานการณ์การระบาดของปลาหมอคางดำยังคงเป็นวิกฤตใหญ่ที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกรและชาวประมงอย่างมหาศาล ล่าสุด “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำทีมลงพื้นที่จ.สมุทรสาคร เพื่อติดตามปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยย้ำชัดว่ารัฐบาลจะต้องจริงจังในการจัดการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าเอกชนรายนั้นจะเป็นใครก็ตาม เพราะปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อปากท้องของประชาชนโดยตรง

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีการจัดเวทีเสวนาเพื่อร่วมกันหาทางออก โดยมีการตั้งคำถามสำคัญไปยังรัฐบาลว่า ทำไมถึงยังไม่มีแผนการรับมือที่ชัดเจน โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ที่กรมประมงยอมรับตามตรงว่าไม่ได้เตรียมรับมือกับภัยพิบัติครั้งนี้ไว้ การที่ “เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่การเรียกร้อง แต่คือการทวงถามความรับผิดชอบจากต้นตอของการนำเข้าสายพันธุ์สัตว์น้ำชนิดนี้

แนวทางการแก้ปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งทำ

เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลง ทางพรรคประชาชนได้เสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติ ดังนี้:

  • ประกาศเขตภัยพิบัติอย่างเร่งด่วนเพื่อให้มีการเยียวยา
  • จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือฉุกเฉินแก่เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ
  • กำหนดเขตพื้นที่เฝ้าระวังและมาตรการกำจัดอย่างเป็นระบบ
  • ดำเนินคดีกับบริษัทเอกชนที่เป็นต้นเหตุของการนำเข้าสายพันธุ์อย่างถึงที่สุด

ทางด้าน นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยต่อสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นกว่า 2-3 เท่าตัว แบบที่เป็นอยู่นี้ ต่อไปทางพรรคจะยกระดับการตรวจสอบในการประชุมสภาสมัยหน้าอย่างแน่นอน ไม่ใช่เพียงการถามรัฐมนตรี แต่จะเปิดฉากตั้งกระทู้ถามนายกฯ โดยตรงเพื่อให้สังคมเห็นคำตอบที่แท้จริง

การที่ “เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาเรื่องระบบนิเวศและการทำมาหากินของประชาชนเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย และภาษีของประชาชนไม่ควรถูกนำมาละลายกับปัญหาที่เกิดจากความผิดพลาดของกลุ่มผลประโยชน์ หากรัฐบาลต้องการสร้างความเชื่อมั่น ก็ต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริงและสั่งการให้เด็ดขาด

บทสรุปของเรื่องนี้ไม่ได้จบแค่การจับปลา แต่คือการคืนความยุติธรรมให้กับชาวบ้านที่ต้องสูญเสียอาชีพไปเพราะความประมาทของใครบางคน รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า กฎหมายมีไว้บังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมและไม่มีอภิสิทธิ์ชนที่อยู่เหนือกฎหมายได้ในประเทศนี้ เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลชุดนี้จะเลือกเอาใจกลุ่มทุนหรือจะเลือกยืนอยู่ข้างผู้ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง

ที่มา – “เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด ไม่สนเอกชนนั้นเป็นใคร

ณัฐพงษ์ ลุยปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะเปิดปากอ่าวฟื้นนิเวศ

ณัฐพงษ์ ลุยปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะเปิดปากอ่าวฟื้นนิเวศ

เมื่อเร็วๆ นี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานีเพื่อติดตามประเด็นร้อนแรงที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้องภาคใต้ โดยเฉพาะเรื่อง ณัฐพงษ์ ลุยปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะเปิดปากอ่าวฟื้นนิเวศ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งในส่วนของโครงการโรงไฟฟ้าขยะที่ชาวบ้านกังวล และความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเลในพื้นที่อ่าวปัตตานี

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรับฟังปัญหาจากชาวบ้าน แต่ยังเป็นการนำทีมคณะกรรมาธิการมาเพื่อร่วมวางแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยนายณัฐพงษ์ระบุว่า ปัญหาโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่ยามูนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังขาดการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและทั่วถึง ทำให้เกิดเป็นข้อกังวลอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโครงการยังไม่มีการดำเนินการใดๆ จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะเปิดเวทีรับฟังและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกับคนในพื้นที่ต่อไป

แนวทางแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ

สำหรับประเด็นอ่าวปัตตานี ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าของจังหวัด พบว่าระบบนิเวศได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในอดีต ทำให้สันดอนทรายและการไหลเวียนของน้ำเปลี่ยนไป ชาวประมงท้องถิ่นสะท้อนว่าสัตว์น้ำจับได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด การที่ ณัฐพงษ์ ลุยปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะเปิดปากอ่าวฟื้นนิเวศ จึงเป็นข้อเสนอแนะเชิงวิชาการและวิถีชาวบ้านที่น่าสนใจ เพื่อให้น้ำทะเลหนุนเข้าสู่ระบบนิเวศอ่าวได้ดีขึ้น

ข้อเสนอในการฟื้นฟูพื้นที่อ่าวปัตตานี มีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การเปิดปากอ่าวให้กว้างขึ้นเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของน้ำทะเล
  • การจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
  • การให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงข้อมูลต่อสภาอย่างโปร่งใส
  • การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาพื้นที่อ่าวปัตตานี

เรื่องราวของ ณัฐพงษ์ ลุยปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะเปิดปากอ่าวฟื้นนิเวศ เป็นบทพิสูจน์ว่า การจัดการปัญหาขยะและการฟื้นฟูธรรมชาติ ไม่สามารถใช้วิธีการแบบบนลงล่างเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องอาศัยเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่เป็นตัวตั้ง เพื่อให้ได้ทางออกที่ยั่งยืนที่สุด เชื่อว่าการตั้งคณะทำงานร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ จะช่วยคลี่คลายความกังวลใจของชาวบ้าน และคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ทะเลปัตตานีได้อีกครั้ง หากมีการติดตามงานอย่างใกล้ชิดและจริงจัง

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ลุยชายแดนใต้ รับฟังปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะเปิดปากอ่าวให้น้ำทะเลหนุน ฟื้นระบบนิเวศ

วราวุธ เผย เศษโฟมทะลักหมู่บ้านบ่อวิน มาจากโรงงานผลิตตู้เย็นในระยอง

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวเรื่องเศษโฟมจำนวนมหาศาลที่ไหลทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านบุญรักษาวิลล์ 2 ในตำบลบ่อวิน จังหวัดชลบุรี จนทำเอากำแพงหมู่บ้านพังเสียหายและชาวบ้านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ล่าสุดทางรัฐมนตรีฯ ได้ออกมาไขข้อข้องใจแล้วว่า วราวุธ เผย เศษโฟมทะลักหมู่บ้านบ่อวิน มาจากโรงงานผลิตตู้เย็นในระยอง ซึ่งเป็นประเด็นที่คนในสังคมกำลังให้ความสนใจอย่างมากครับ

สรุปสาเหตุ วราวุธ เผย เศษโฟมทะลักหมู่บ้านบ่อวิน มาจากโรงงานผลิตตู้เย็นในระยอง

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเร่งด่วนโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าจุดที่เป็นต้นตอของเรื่องนี้คือลานคัดแยกขยะแห่งหนึ่งในพื้นที่ ซึ่งรับของเสียมาจากบริษัทผลิตตู้เย็นรายใหญ่ในจังหวัดระยอง โดยสิ่งที่พบมีทั้งโครงตู้เย็นและฝาตู้เย็นจำนวนหลายหมื่นชิ้น ทำให้เกิดความสงสัยว่าทำไมขยะเหล่านี้ถึงไปกองรวมกันจนเกิดเหตุดังกล่าวได้

ตรวจสอบความคืบหน้ากรณี วราวุธ เผย เศษโฟมทะลักหมู่บ้านบ่อวิน มาจากโรงงานผลิตตู้เย็นในระยอง

ทางกระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้กรมโรงงานและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั้งชลบุรีและระยองร่วมมือกันตรวจสอบอย่างละเอียด พบข้อมูลสำคัญดังนี้:

  • พบโครงตู้เย็นกว่า 2,351 ตู้ และฝาตู้เย็นมากกว่า 20,000 ชิ้น
  • ต้นทางของเสียมาจากบริษัทชื่อดังในจังหวัดระยอง
  • การนำของเสียออกนอกโรงงานไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
  • กระบวนการคัดแยกขยะไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นโรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พ.ศ. 2535

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้สถานการณ์ในพื้นที่กลับสู่ภาวะปกติแล้ว โดยมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่จนสะอาดเรียบร้อย พร้อมทั้งมีการเก็บตัวอย่างดินและวัสดุไปตรวจหาสารปนเปื้อนและโลหะหนัก เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพชาวบ้านในระยะยาวครับ

เรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของผู้ประกอบการที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้าง การกำจัดวัสดุที่ไม่ใช้แล้วต้องทำผ่านขั้นตอนที่ถูกต้องเท่านั้น ผมหวังว่าหน่วยงานรัฐจะใช้มาตรการทางกฎหมายจัดการกับผู้ที่ฝ่าฝืนอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยที่สร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนเช่นนี้อีก ไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจไหน ความปลอดภัยของชีวิตและธรรมชาติควรมาก่อนผลประโยชน์ธุรกิจเสมอครับ

ที่มา – “วราวุธ” เผย เศษโฟมทะลักหมู่บ้านบ่อวิน มาจากโรงงานผลิตตู้เย็นในระยอง

สส.เชียงใหม่ ปชน. อัดรัฐเฉยแก้สารหนูจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน

เชื่อว่าพี่น้องประชาชนหลายท่านคงเริ่มกังวลกับสถานการณ์แหล่งน้ำในบ้านเรามากขึ้น เมื่อนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมาเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับภาวะ สส.เชียงใหม่ ปชน. อัดรัฐเฉยแก้สารหนูจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน โดยชี้ว่าภาครัฐยังคงเพิกเฉยต่อการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษในแหล่งน้ำธรรมชาติที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของคนไทย

สถานการณ์วิกฤต: สส.เชียงใหม่ ปชน. อัดรัฐเฉยแก้สารหนูจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน

ปัญหาเรื่องแม่น้ำเป็นพิษไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สารโลหะหนักจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ต้นทาง แต่กำลังขยายวงกว้างจนน่าเป็นห่วง:

  • แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย: พบค่าสารหนูเกินมาตรฐานความปลอดภัยมาโดยตลอด
  • แม่น้ำโขงเขตอีสาน: ตรวจพบปลาที่มีการสะสมของสารหนูและตะกั่ว
  • แม่น้ำสาละวินและแม่น้ำกระบุรี: พบค่ามลพิษสูงเกินเกณฑ์ความปลอดภัยหลายเท่าตัว

นายภัทรพงษ์ย้ำชัดว่า การที่รัฐบาลยังนิ่งเฉย ไม่ยอมเจรจาต้นตอของปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่รู้ว่าแหล่งมลพิษมาจากการทำเหมืองที่คุมเข้มไม่ได้ ถือว่าเป็นการผลักภาระให้ประชาชนรับกรรม ทั้งที่คนไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการทำเหมืองเหล่านั้นเลย

ผลกระทบที่รัฐบาลละเลย

เมื่อพูดถึงประเด็น สส.เชียงใหม่ ปชน. อัดรัฐเฉยแก้สารหนูจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน เราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ “สุขภาพ” ของประชาชนในพื้นที่เกษตรกรรมที่ต้องใช้น้ำจากแหล่งเหล่านี้ในการอุปโภคบริโภค การประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าที่ผ่านมากลับพบว่าไม่มีแผนการเจรจาที่เป็นรูปธรรม แม้กระทั่งสหประชาชาติ (UN) ยังส่งหนังสือด่วนเตือน แต่รัฐบาลไทยกลับยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่ชัดเจน

ในฐานะที่ติดตามปัญหานี้มาโดยตลอด การแก้ไขเรื่องนี้ต้องใช้การเจรจาระดับพหุภาคีระหว่างไทย จีน เมียนมา และลาว เพื่อหยุดต้นตอของมลพิษ ไม่ใช่เพียงแค่การเพิกเฉยหรือปล่อยให้สถานการณ์แย่ลงไปเรื่อยๆ หากรัฐยังไม่รีบดำเนินการ ผลกระทบต่อระบบนิเวศและชีวิตของคนไทยในระยะยาวอาจจะสายเกินแก้

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเลิกเกรงใจและหันมาพูดคุยอย่างจริงจัง เพื่อคืนความปลอดภัยให้กับแหล่งน้ำของประเทศ และปกป้องคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – สส.เชียงใหม่ ปชน. อัดรัฐเฉยแก้สารหนูจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน แม่น้ำโขงกระทบแล้ว

ณัฐชา ทวงสัญญา สุชาติ เงียบหายไร้คำตอบความจริงปลาหมอคางดำ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองไทย เมื่อคุณณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านโลกออนไลน์ กรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เคยให้คำมั่นไว้เกี่ยวกับ ณัฐชา ทวงสัญญา สุชาติ เงียบหายไร้คำตอบความจริงปลาหมอคางดำ ซึ่งวันนี้ถือว่าครบกำหนด 7 วันตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ แต่กลับไร้สัญญาณความคืบหน้าใดๆ ออกมาสู่สายตาประชาชน

ณัฐชา ทวงสัญญา สุชาติ เงียบหายไร้คำตอบความจริงปลาหมอคางดำ

ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำถือเป็นวิกฤตระดับชาติที่ทำลายระบบนิเวศอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อพี่น้องชาวประมงเป็นวงกว้าง เมื่อรัฐมนตรีได้ให้คำมั่นว่าจะหาความจริงมาตอบสังคมภายใน 7 วัน แต่เมื่อครบกำหนดแล้วกลับกลายเป็นความเงียบเชียบ ทำให้คำถามที่ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไรยังคงเป็นที่กังขาของคนทั้งประเทศ

บททดสอบความจริงใจในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ

นอกจากนี้ ในวันที่ 4 มิถุนายน นายณัฐชา ได้กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งได้เชิญฝ่ายบริหารมาร่วมหาทางออกร่วมกัน โดยหวังว่าการมาครั้งนี้จะเป็นการพิสูจน์ว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหามากกว่าการโยนความรับผิดชอบไปมาระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงทรัพยากรฯ ดังนี้:

  • การชี้แจงข้อเท็จจริงต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • รัฐบาลต้องเลิกเกี่ยงเรื่องอำนาจหน้าที่และหันมาบูรณาการการทำงานร่วมกัน
  • เร่งหามาตรการเยียวยาชาวประมงที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

สิ่งที่สังคมอยากเห็นไม่ใช่คำพูดที่หรูหราหรือสัญญาใหม่ๆ แต่คือคำตอบที่เป็นรูปธรรมและการลงมือทำที่จริงจัง เพราะทุกวันที่ผ่านไปโดยไร้การจัดการ ความเสียหายกลับเพิ่มพูนขึ้นอย่างประเมินค่าไม่ได้

ในมุมมองของเรา วิกฤตนี้ไม่ควรเป็นเพียงเกมการเมือง แต่คือบททดสอบสำคัญว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถรับมือกับปัญหาปากท้องและความมั่นคงทางอาหารของไทยได้หรือไม่ เราได้แต่เฝ้ารอว่าหลังจากการประชุมครั้งนี้ จะมีทางออกที่เป็นรูปธรรมหรือ ณัฐชา ทวงสัญญา สุชาติ เงียบหายไร้คำตอบความจริงปลาหมอคางดำ จะกลายเป็นเพียงเรื่องราวที่ถูกกลบฝังไปตามกาลเวลา

ที่มา – “ณัฐชา” ทวงสัญญา “สุชาติ” ครบ 7 วันแล้ว เงียบหายไร้คำตอบความจริงปัญหาปลาหมอคางดำ

Scroll to top