ผลชันสูตร

จำคุก 41 เดือน ผู้ช่วยวัย 60 ปี ฉีดเคตามีนทำ แมทธิว เพอร์รี เสียชีวิต

จำคุก 41 เดือน ผู้ช่วยวัย 60 ปี ฉีดเคตามีนทำ แมทธิว เพอร์รี เสียชีวิต

วงการบันเทิงฮอลลีวูดต้องพบกับข่าวเศร้าอีกครั้ง เมื่อความคืบหน้าล่าสุดในคดีการเสียชีวิตของนักแสดงชื่อดัง แมทธิว เพอร์รี สิ้นสุดลงด้วยคำพิพากษาของศาลสหรัฐฯ ที่สั่งลงโทษจำคุกนาย เคนเนธ อิวามาซะ เป็นเวลา 41 เดือน จากกรณีการจำคุก 41 เดือน ผู้ช่วยวัย 60 ปี ฉีดเคตามีนทำ แมทธิว เพอร์รี เสียชีวิต ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ให้กับสังคมในเรื่องของการใช้สารเคตามีนอย่างผิดวิธี

สรุปเหตุการณ์ความสูญเสียในครั้งนี้

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2566 โลกต้องตกตะลึงเมื่อมีการพบร่างของนักแสดงผู้รับบท แชนด์เลอร์ บิง จากซีรีส์เรื่อง Friends เสียชีวิตในอ่างน้ำร้อน ผลการชันสูตรชี้ให้เห็นว่าสาเหตุหลักมาจากผลกระทบของการได้รับสารเคตามีนเกินขนาด ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับความประมาทของผู้ช่วยส่วนตัวที่ไม่มีความรู้ทางการแพทย์แต่กลับลงมือฉีดสารดังกล่าวให้นักแสดงด้วยตัวเอง

บทเรียนที่น่าเศร้าจากคดี จำคุก 41 เดือน ผู้ช่วยวัย 60 ปี ฉีดเคตามีนทำ แมทธิว เพอร์รี เสียชีวิต ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลายประเด็นที่น่าจับตามอง:

  • ความรับผิดชอบของผู้ดูแลใกล้ชิด: การเป็นผู้ช่วยไม่ใช่อาชีพที่จะอนุญาตให้เข้าถึงการจ่ายยาหรือสารอันตรายได้
  • พิษภัยของเคตามีน: สารชนิดนี้หากใช้นอกเหนือการควบคุมของแพทย์ถือเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต
  • ความร่วมมือของเครือข่ายมืด: อัยการพบว่ามีการสมรู้ร่วมคิดกับแพทย์ในการจัดหาสารให้เป็นมูลค่ามหาศาล

ในระหว่างการพิจารณาคดี เคนเนธ อิวามาซะ ได้กล่าวคำขอโทษต่อหน้าครอบครัวของเพอร์รี โดยเขายอมรับว่านี่คือความผิดพลาดที่จะติดตัวเขาไปจนวันตาย อย่างไรก็ตาม เสียงจากครอบครัวของนักแสดงผู้ล่วงลับต่างแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ไม่มีความเห็นใจให้แก่ผู้ช่วยรายนี้ เนื่องจากการกระทำของเขาคือการทอดทิ้งบุคคลที่เปราะบางให้อยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายที่สุด

หากเราย้อนกลับมามองเหตุการณ์นี้ในมุมมองของสังคม เราควรตระหนักว่าชื่อเสียงหรือความสำเร็จของดาราระดับโลกก็ไม่สามารถคุ้มครองพวกเขาจากความประมาทของคนใกล้ตัวได้ การจากไปของ แมทธิว เพอร์รี ถือเป็นการสูญเสียที่เป็นแรงกระเพื่อมให้หน่วยงานรัฐต้องเข้มงวดกับกฎหมายควบคุมยาเสพติดและสารเคมีทางการแพทย์ให้มากขึ้นกว่าเดิม หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบันทึกเตือนใจให้อุตสาหกรรมบันเทิงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและสภาพจิตใจของศิลปินอย่างถูกวิธีและปลอดภัยที่สุด

ที่มา – จำคุก 41 เดือน ผู้ช่วยวัย 60 ปี ฉีดเคตามีนทำ แมทธิว เพอร์รี เสียชีวิต

แม่ร่ำไห้ ลูก 5 เดือนดับปริศนา หลังฝากเลี้ยง

กรณีลูก 5 เดือนดับปริศนากลายเป็นข่าวสะเทือนใจสังคม เมื่อแม่เลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่งต้องสูญเสียลูกสาวน้อยไปอย่างน่าเศร้า หลังจากฝากเลี้ยงกับพี่เลี้ยงใกล้บ้าน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงทำให้ครอบครัวแตกสลาย แต่ยังจุดประกายให้พ่อแม่ทุกคนตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยของลูกน้อย โดยเฉพาะการเลือกสถานรับเลี้ยงเด็กที่เชื่อถือได้

ลูก 5 เดือนดับปริศนา: เรื่องราวสุดเศร้าของแม่เลี้ยงเดี่ยว

น.ส.หวาน (นามสมมติ) อายุ 37 ปี แม่เลี้ยงเดี่ยวที่ทำงานพีอาร์ร้านอาหารในช่วงกลางคืน เลี้ยงลูกสาววัย 5 เดือนเพียงลำพัง หลังเลิกรากับสามีตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ 5 เดือน เธอตัดสินใจจ้างพี่เลี้ยงแบบกินนอนใกล้บ้านในเขตราษฎร์บูรณะ ค่าใช้จ่ายเดือนละ 6,500 บาท โดยรับลูกกลับบ้านทุกวันเสาร์ ที่บ้านพี่เลี้ยงมีเด็กอยู่ 7-8 คน ทุกอย่างดูปกติ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

วันที่ 2 มี.ค. 2569 พี่เลี้ยงโทรบอกว่าลูกไอ จึงป้อนยาแก้อักเสบซึ่งเป็นยาของเด็กวัย 2 ขวบให้ลูกของน.ส.หวานกิน แม่ถามย้ำว่า “ยาของเด็ก 2 ขวบจะกินได้เหรอ?” พี่เลี้ยงตอบว่า “ไม่เป็นไร กินได้ ให้กินไม่เยอะ” สิ่งนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม

พิรุธที่น่าสงสัยก่อนลูก 5 เดือนดับปริศนา

วันถัดมา 3 มี.ค. น.ส.หวานไปเยี่ยลูกรู้สึกผิดปกติ ลูกนอนคว่ำอ่อนแรง สะลึมสะลือ พี่เลี้ยงบอกว่าเพิ่งหลับ อย่ากวน แต่ลูกไม่ร่าเริงเหมือนเคย วันที่ 4 มี.ค. แม่ของพี่เลี้ยงโทรบอกด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกว่าเด็กมีเลือดออกจมูกเต็มหน้า กำลังไปโรงพยาบาล เมื่อน.ส.หวานมาถึง แพทย์ปั๊มหัวใจนาน 40 นาที แต่เด็กหยุดหายใจมาแล้ว 2 ชั่วโมง ทั้งที่โรงพยาบาลอยู่ห่างแค่ 10 นาที

พี่เลี้ยงให้การขัดแย้ง บอกแพทย์ว่าเด็กมีปัญหาหายใจ แต่ปฏิเสธเรื่องเลือดออก จนแม่เห็นเสื้อเปื้อนเลือดจึงยอมรับว่ามีนิดหน่อย และร้องไห้ถาม “จะเอาเรื่องพี่ไหม พี่ไม่ได้ทำอะไร” แพทย์ออกใบมรณบัตรว่า “ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว” แต่แม่ติดใจ ขอชันสูตรศพ รอผลอีก 2 เดือน และแจ้งความที่ สน.ราษฎร์บูรณะแล้ว

น.ส.หวานเผาศพลูกไปเพราะฐานะยากจน และร้องขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณา ซึ่งประธานมูลนิธิ นางปวีณา หงสกุล แสดงความเสียใจ ประสานตำรวจและกระทรวงพัฒนาสังคมตรวจสอบสถานเลี้ยงเด็กที่ไม่จดทะเบียน

อันตรายจากการฝากเลี้ยงเด็ก: กรณีลูก 5 เดือนดับปริศนาเตือนภัย

เหตุการณ์ลูก 5 เดือนดับปริศนานี้ชี้ให้เห็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย แม่ลูกอ่อนจำนวนมากต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ จนต้องฝากลูกกับบุคคลที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ การให้ยาเด็กไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดพิษต่อระบบทางเดินหายใจหรือหัวใจ โดยเฉพาะเด็กทารกที่ร่างกายบอบบาง ยาเด็กโตอาจมีปริมาณเกินขนาด ส่งผลให้ระบบโลหิตล้มเหลวหรือหยุดหายใจกะทันหัน

นอกจากนี้ การนอนคว่ำในเด็กเล็กเสี่ยงอาการ SIDS (Sudden Infant Death Syndrome) หรือ sudden infant death syndrome ซึ่งแพทย์เตือนว่าควรนอนหงาย นี่คือบทเรียนราคาแพงที่พ่อแม่ต้องตระหนัก

วิธีเลือกพี่เลี้ยงเด็กปลอดภัย

เพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมแบบนี้ ควรปฏิบัติตามเคล็ดลับเหล่านี้:

  • ตรวจสอบทะเบียนสถานเลี้ยงเด็ก: ต้องจดทะเบียนกับหน่วยงานรัฐ มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบต่อเด็กไม่เกินอัตราที่กำหนด
  • เยี่ยม查看บ่อยครั้ง: ไปดูสภาพแวดล้อม ความสะอาด และสุขภาพเด็กทุกวันหรือสัปดาห์
  • ห้ามให้ยาเอง: ถ้าเด็กป่วย ปรึกษาแพทย์ทันที อย่าให้ยาเด็กโตเด็ดขาด
  • ติดตั้งกล้องวงจรปิด: หรือใช้แอปตรวจสอบระยะไกล
  • เลือกสถานที่มีประกันภัย: ครอบคลุมอุบัติเหตุและสุขภาพ

รัฐบาลควรสนับสนุนศูนย์เลี้ยงเด็กในชุมชน หน่วยราชการ หรือบริษัท เพื่อให้แม่ลูกอ่อนมีทางเลือกปลอดภัย

สุดท้ายนี้ เรื่องลูก 5 เดือนดับปริศนานี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความรักและความระมัดระวังคือกุญแจสำคัญในการปกป้องลูกน้อย หากคุณเป็นพ่อแม่ที่ฝากเลี้ยงลูก อย่าละเลยการตรวจสอบ และแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น หากสงสัยเรื่องสุขภาพเด็ก ปรึกษาแพทย์เสมอเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ที่มา – แม่ร่ำไห้ ลูก 5 เดือนดับปริศนา หลังนำไปฝากเลี้ยง แฉป้อนยาเด็กโต พิรุธเลือดออกจมูก

ลูกสาวเศร้า รับอัฐิแม่ เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น

“ปวีณา” พาลูกสาวรับอัฐิแม่ เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น ไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามศาสนา ยังรอผลชันสูตรชิ้นส่วนสมองและหัวใจ หวังคลี่ปมการเสียชีวิต

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 ธ.ค. 68 ที่กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคาร B ชั้น 7 ถนนแจ้งวัฒนะ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี นำ น.ส.กัญญาวีร์ หรือ น้องมิ้นท์ อายุ 20 ปี นักศึกษาคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่ร้องทุกข์กับมูลนิธิปวีณาฯ ว่า น.ส.นงนภัทร์ อายุ 47 ปี มารดา เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น พบเป็นศพนอนเปลือย บนเตียงนวดในร้านสปาแห่งหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่น ที่มี “นานา” สาวไทย ชาว จ.มหาสารคาม เป็นเจ้าของร้าน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา ไปรับอัฐิแม่หลังมีการชันสูตรและทำพิธีฌาปนกิจศพที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนส่งกลับมาไทย

จากนั้นเวลา 14.00 น. นางปวีณาพา น.ส.กัญญาวีร์ นำอัฐิแม่ไปทำบุญสวดมาติกาบังสุกุล ที่ศาลา 3 วัดเกาะสุวรรณาราม สายไหม กทม. โดยมี พระครูปลัดสุวัฒนกวีคุณ (พระครูรุ่งแสง) เจ้าอาวาสวัดเกาะสุวรรณาราม รองเจ้าคณะแขวงสายไหม กรุงเทพมหานคร เมตตาทำพิธีบำเพ็ญกุศลให้วิญญาณไปสู่สุคติ โดย น.ส.กัญญาวีร์ เสียใจ ร้องไห้ตลอดเวลา

นางปวีณา กล่าวว่า ขณะนี้น้องมิ้นท์ยังอยู่ระหว่างรอผลชันสูตรศพของแม่อย่างละเอียด โดยมีการนำชิ้นส่วนสมองและหัวใจของแม่ไปตรวจตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ประเทศญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้ วันที่ 18 ต.ค. 68 นายอำนาจ พละพลีวัลย์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้ส่งสำเนาผลการชันสูตรและคำแปลอย่างไม่เป็นทางการมาให้มูลนิธิปวีณาฯ ส่งถึงน้องมิ้นท์ ระบุผลชันสูตรเบื้องต้นไม่มีร่องรอยบาดแผลตามร่างกายที่บ่งชี้ว่าเป็นการถูกฆาตกรรม อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจเสียชีวิตเนื่องจากอาการป่วย ในชั้นนี้อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบหาสาเหตุอย่างละเอียด อาจใช้เวลาถึง 1-2 เดือน

นางปวีณา กล่าวอีกว่า น้องมิ้นท์ได้ขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตของแม่ น้องมิ้นท์เชื่อว่ามีเงื่อนงำผิดปกติ สภาพแม่นอนเปลือยกายในร้านนวด เนื่องจากก่อนเสียชีวิตแม่เคยเล่าว่า ถูกชายชาวญี่ปุ่นคลุ้มคลั่งบีบคอ และแม่ยังเป็นเสาหลักที่ทำงานหาเงินส่งเสียตนเองเรียนแพทย์ทุกวัน

หลังรับเรื่องได้ประสาน นายอำนาจ พละพลีวัลย์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และ พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ (ตำรวจสากลไทย) ทันที เพื่อเร่งรัดการสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง พร้อมติดตามขั้นตอนการส่งศพกลับไทย และได้ประชาสัมพันธ์ขอน้ำใจคนไทยช่วยบริจาคเงินเป็น ค่าใช้จ่ายในการส่งกลับไทย ระหว่างนั้นมูลนิธิปวีณาฯ ได้ช่วยเหลือให้น้องมิ้นท์ได้ทำงานช่วงปิดเทอมเพื่อมีรายได้เป็นค่าใช้จ่ายในด้านการศึกษา และมูลนิธิ “เพจอีจัน” รวบรวมเงินบริจาคจากสังคมอีจันมอบให้น้องมิ้นท์ จำนวน 157,765.47 บาท เป็นค่าใช้จ่ายและเป็นทุนการศึกษา และมูลนิธิปวีณาฯ ยังได้ประสาน นางสาวสมปรารถนา นาวงษ์ เจ้าของเพจอีจัน/มูลนิธิเพจอีจันรับน้องมิ้นท์เข้าทำงานพาร์ทไทม์ หารายได้เพื่อเรียนต่อ

ลูกสาวเศร้า รับอัฐิแม่ เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น

คดีการเสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่นนี้ ยังคงต้องรอผลการชันสูตรอย่างละเอียดเพื่อคลายปมสงสัย และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัวต่อไป

ความคืบหน้าล่าสุดคดีเสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น

ความคืบหน้าของคดีนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลชันสูตรจะออกมาเป็นเช่นไร และจะสามารถคลี่คลายปมการเสียชีวิตของ คุณนงนภัทร์ ได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการให้กำลังใจและช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลและให้ความช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น การมีหน่วยงานที่พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ลูกสาวเศร้า รับอัฐิแม่ เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น รอผลชันสูตรคลี่ปม

สลด! หนุ่มดับเพราะบุหรี่ไฟฟ้าระเบิดใส่

กรณีสุดสลด! ตำรวจหนองบัวลำภู เผยผลชันสูตรยืนยัน หนุ่มกู้ชีพเสียชีวิตจากเหตุการณ์บุหรี่ไฟฟ้าระเบิดใส่ ทำให้ปอดและหัวใจเสียหายอย่างรุนแรง รายละเอียดเป็นอย่างไร มาติดตามกัน

ตำรวจหนองบัวลำภู เผยผลชันสูตรหนุ่มกู้ชีพ เสียชีวิตจากบุหรี่ไฟฟ้าระเบิดใส่

จากกรณีที่แฟนเพจ สภ. เมืองหนองบัวลำภู ได้รายงานข่าวการเสียชีวิตของชายวัย 47 ปี บริเวณฝายน้ำล้น บ้านกุดฉิม ตำบลนาคำไฮ อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา สร้างความตกใจและเสียใจให้กับผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุและชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดโดยแพทย์นิติเวช พบว่าผู้เสียชีวิตมีบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่ง ทั้งบริเวณใบหน้า มือ และหน้าอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พบชิ้นส่วนของบุหรี่ไฟฟ้าปะปนอยู่ในบาดแผล ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงสาเหตุการเสียชีวิต

ผลชันสูตรยืนยัน บุหรี่ไฟฟ้าระเบิดใส่

ล่าสุด ทาง สภ.เมืองหนองบัวลำภู ได้ออกมาเปิดเผยผลการชันสูตรอย่างเป็นทางการ ซึ่งยืนยันว่าสาเหตุการเสียชีวิตของหนุ่มกู้ชีพรายนี้ เกิดจากการระเบิดของแบตเตอรี่ในบุหรี่ไฟฟ้า โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • สาเหตุการตาย: ปอดและหัวใจได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง
  • หลักฐานในร่างกาย: พบเศษวัสดุโลหะจำนวน 3 ชิ้นในทรวงอก ซึ่งเป็นชิ้นส่วนจากการระเบิด
  • บาดแผล: ช่องปากด้านใน-ด้านนอกฉีกขาดอย่างรุนแรง และมีรอยเขม่าที่เกิดจากการเผาไหม้ในช่องปากและมือซ้าย
  • ตัดประเด็นอื่น: ไม่พบหัวกระสุนในร่างกาย

ทาง สภ.เมืองหนองบัวลำภู ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอใช้กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนภัยไปยังผู้ที่ยังใช้บุหรี่ไฟฟ้า ให้ตระหนักถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ที่อาจเกิดการระเบิดได้ทุกเมื่อ

หลังจากข่าวนี้เผยแพร่ออกไป ได้มีการแสดงความคิดเห็นมากมายในโลกโซเชียล บางส่วนตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นไปได้ที่ บุหรี่ไฟฟ้าระเบิดใส่ จนทำให้เสียชีวิตได้

ทางด้านเพจ Drama-addict ก็ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กรณีนี้เป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยผลชันสูตรยืนยันว่าผู้ตายมีแผลฉกรรจ์หลายแห่ง และพบสะเก็ดของบุหรี่ไฟฟ้าฝังอยู่ตามบาดแผล

เหตุการณ์ บุหรี่ไฟฟ้าระเบิดใส่ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต นับเป็นกรณีแรกในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม เคยมีรายงานเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นในต่างประเทศ โดยมักเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าที่ผลิตจากประเทศจีน ซึ่งมีแบตเตอรี่ที่ไม่ได้มาตรฐาน

ดังนั้น ผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าควรระมัดระวังเป็นพิเศษ และควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

สุดท้ายนี้ ข่าวการเสียชีวิตจาก บุหรี่ไฟฟ้าระเบิดใส่ เป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญสำหรับผู้ที่ยังคงใช้งานบุหรี่ไฟฟ้า ควรพิจารณาถึงความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพและชีวิตของตนเอง และหันมาใส่ใจสุขภาพให้มากขึ้น เลิกบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อตัวคุณเองและคนที่คุณรัก

ที่มา – ตำรวจหนองบัวลำภู เผยผลชันสูตรหนุ่มกู้ชีพ เสียชีวิตจากบุหรี่ไฟฟ้าระเบิดใส่

แม่ใจสลาย! ลูก 2 ขวบตับแตก พ่อเลี้ยงอ้างแค่เล่น

ข่าวเศร้าสะเทือนใจ! แม่ใจสลายเมื่อลูกชายวัย 2 ขวบ แม่ใจสลาย ลูกชาย 2 ขวบตับแตก ปอดฉีก เสียชีวิต หลังพ่อเลี้ยงอ้างว่าแค่ “เล่น” ต่อท้อง ทำให้เกิดความสูญเสียที่ไม่มีวันหวนกลับ

แม่ใจสลาย! ลูกชาย 2 ขวบตับแตก ปอดฉีก เสียชีวิต พ่อเลี้ยงอ้างแค่เล่น

วันที่ 22 กันยายน 2568 ที่วัดแก้วจันทราราม อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี เต็มไปด้วยความโศกเศร้ากับการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพของ ด.ช.ณัฐภพ หรือ น้องยู วัยเพียง 2 ขวบ น้องยูเสียชีวิตจากการถูกทำร้ายร่างกาย หลังจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างมาจากสถาบันนิติเวช

น.ส.ประกายแก้ว ผู้เป็นแม่ใจสลาย! ลูกชาย 2 ขวบตับแตก ปอดฉีก เสียชีวิต เล่าทั้งน้ำตาว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา นายไม้ พ่อเลี้ยงของน้องยู อ้างว่าได้หยอกล้อโดยการชกต่อยที่ท้องน้องยู แต่น้องเกิดหมดสติไป จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโคกสำโรง แต่น่าเศร้าที่น้องเสียชีวิตระหว่างทาง แพทย์ตรวจพบร่องรอยฟกช้ำหลายแห่งบริเวณท้อง จึงส่งศพไปชันสูตรอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์

ผลการชันสูตรออกมาอย่างน่าตกใจ พบว่าน้องยูเสียชีวิตจากการบาดเจ็บรุนแรงในช่องท้อง อวัยวะภายในฉีกขาด ตับแตก ปอดฉีก ม้ามแตก ซึ่งเป็นผลมาจากการถูกกระแทกอย่างรุนแรง น.ส.ประกายแก้ว จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.โคกสำโรง โดยสงสัยว่านายไม้ สามีใหม่ของตน เป็นผู้ลงมือทำร้ายลูกชายจนเสียชีวิต

นอกจากนี้ แม่ใจสลาย ลูกชาย 2 ขวบตับแตก ปอดฉีก เสียชีวิตยังเล่าว่า ตนเองอยู่กินกับนายไม้ได้เพียง 5 เดือน ด้วยความคิดถึงลูกจึงไปรับน้องยูมาจากบ้านย่า เพื่อนำมาเลี้ยงที่บ้านแม่ของนายไม้ โดยน้องยูจะนอนกับแม่ของนายไม้ในช่วงกลางคืน ส่วนกลางวันนายไม้จะเล่นกับน้องยูตามลำพัง จนกระทั่งน้องได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อสอบถาม นายไม้กลับบอกว่าแค่เล่นหยอกล้อต่อยท้องเท่านั้น แต่ด้วยความรักที่มีต่อลูก น.ส.ประกายแก้วไม่เชื่อว่าเป็นการหยอกล้อธรรมดา จึงตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีกับนายไม้

ตำรวจเร่งสอบสวนคดี แม่ใจสลาย! ลูกชาย 2 ขวบตับแตก ปอดฉีก เสียชีวิต

พ.ต.อ. จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.สภ.โคกสำโรง เปิดเผยว่า ทางตำรวจได้ส่งศพเด็กไปชันสูตรที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์แล้ว และผลการชันสูตรก็สอดคล้องกับหลักฐานและการสอบสวนพยาน ที่เชื่อว่านายไม้เป็นผู้ลงมือก่อเหตุ แม้ว่านายไม้จะปฏิเสธ แต่ตำรวจมีหลักฐานเพียงพอที่จะนำตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติม หากพบความผิดจริง ก็จะแจ้งข้อกล่าวหาและออกหมายจับต่อไป

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ปกครองทุกคนระมัดระวังในการดูแลบุตรหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องฝากฝังไว้กับผู้อื่น ควรตรวจสอบประวัติและพฤติกรรมของบุคคลนั้นๆ อย่างถี่ถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดใจเช่นนี้ขึ้นอีก

การสูญเสียลูกเป็นความเจ็บปวดที่เกินจะบรรยาย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของน้องยู และขอให้กระบวนการยุติธรรมนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษโดยเร็ว

แม่ใจสลาย ลูกชาย 2 ขวบตับแตก ปอดฉีก เสียชีวิต กระตุ้นให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องเด็ก และสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับพวกเขา

ที่มา – ​แม่ใจสลาย ลูกชาย 2 ขวบตับแตก ปอดฉีก เสียชีวิต พ่อเลี้ยงอ้างเล่นต่อยท้อง

คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง สำนึกผิด

คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง สำนึกผิดขอขมาดวงวิญญาณทั้งน้ำตา

จากกรณีสะเทือนขวัญ คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง ในจังหวัดขอนแก่น ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว น.ส.ปนัดดา ผู้ต้องหาในคดีนี้ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ณ จุดเกิดเหตุ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและการสำนึกผิด

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 มีการพบศพเด็กทารกแรกเกิดถูกเผาในเตาเผาถ่านกลางไร่อ้อยในพื้นที่อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น การสืบสวนนำไปสู่การจับกุม น.ส.ปนัดดา อายุ 34 ปี และ นายพงศธร อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นพ่อและแม่ของเด็ก

ในการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ น.ส.ปนัดดา อยู่ในอาการอ่อนเพลียและเครียดจัด ต้องมีทีมแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด โดยจุดแรกที่ทำแผนคือบริเวณเตาเผาถ่าน ซึ่งเป็นจุดที่ น.ส.ปนัดดา สารภาพว่านำร่างของลูกชายที่เสียชีวิตมาเผาทำลาย

น.ส.ปนัดดา ให้การว่า หลังจากนำศพลูกมาเผาแล้ว ได้ใช้ผ้าชุบน้ำมันจุดไฟ และใช้สังกะสีปิดทับ จากนั้นได้ไปหาเจ้าของเตาเผาถ่านในหมู่บ้าน ทำทีเป็นนั่งเล่นตามปกติ ก่อนจะกลับที่พักและหลบหนีไปในที่สุด

ระหว่างการทำแผน คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง น.ส.ปนัดดา ได้ประนมมือขอขมาดวงวิญญาณลูกชายด้วยน้ำตา พร้อมเปิดเผยถึงสาเหตุที่ลงมือก่อเหตุว่า เกิดจากความเครียดและปัญหาชีวิตรุมเร้า ขาดคนช่วยเหลือและไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้

คำสารภาพของแม่ผู้ก่อเหตุ

น.ส.ปนัดดา กล่าวว่า “ตนเองไม่มีทางออก รู้สึกตันไปหมดจึงตัดสินใจทำแบบนี้ ตนเองไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ ไม่มีเงิน ไม่มีญาติพี่น้องทั้งตนเองและแฟน ไม่มีใครคอยซัพพอร์ต จึงไม่รู้ว่าจะไปยังไง”

เธอยอมรับว่าสำนึกผิด แต่ไม่สามารถแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นได้แล้ว โดยอ้างว่าขณะที่นำผ้าปิดหน้าลูกนั้น ตนเองอยู่ในภาวะเครียดและไม่รู้จะทำอย่างไร หลังจากคลอดลูกในห้องพัก

หลังจากการทำแผนประกอบคำรับสารภาพเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว น.ส.ปนัดดา และ นายพงศธร กลับไปยัง สภ.บ้านฝาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยจะถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา และร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย”

เหตุการณ์ คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สะท้อนถึงปัญหาทางสังคมที่ซับซ้อน ทั้งเรื่องความเครียด ปัญหาเศรษฐกิจ และการขาดแคลนคนช่วยเหลือ ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและการสูญเสียที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้

สังคมควรหันมาให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้ขึ้นอีก

การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายและผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง การฆ่าคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กทารกหรือผู้ใหญ่ ถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานและเป็นการทำลายชีวิต การกระทำดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของครอบครัวและสังคมโดยรวม

ที่มา – คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง สำนึกผิดขอขมาดวงวิญญาณทั้งน้ำตา

แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด เครียดกลัวไม่มีเงินเลี้ยง

คดีสะเทือนใจ! แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด ใช้ผ้าห่มกดปิดหน้าลูกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก สาเหตุจากความเครียด กลัวไม่มีเงินเลี้ยงดู

จากกรณีที่ตำรวจได้ทำการจับกุมพ่อแม่ที่นำร่างของทารกแรกเกิดไปเผาในเตาเผาถ่านที่บ้านเพื่อน โดยอ้างว่าเผลอทับลูกจนเสียชีวิตและนำไปเผาเพื่อหลีกเลี่ยงความผิด แต่คำให้การดังกล่าวขัดแย้งกับผลการชันสูตรของแพทย์ ซึ่งพบว่าเด็กชายมีบาดแผลถูกกระแทกอย่างรุนแรงบริเวณศีรษะด้านหลัง และไม่พบร่องรอยการกดทับที่หน้าอก นอกจากนี้แพทย์ยังพบสัญญาณชีพที่บ่งบอกว่าเด็กยังมีชีวิตอยู่หลังคลอด (อ่านข่าว : จับพ่อแม่ เผาลูกเพิ่งคลอดในเตาเผาถ่าน อ้างเผลอทับตาย ขัดแย้งผลชันสูตร)

แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด เครียดกลัวไม่มีเงินเลี้ยง

ล่าสุด พ.ต.อ.กรภพ เนตรไธสง ผกก.สภ.บ้านฝาง เปิดเผยว่า นางสาวปนัดดา (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ได้ยอมรับสารภาพแล้วว่า เธอเป็นผู้เผาลูกเพิ่งคลอดจริง โดยให้การว่า คลอดลูกเองในห้องพัก และเกิดความเครียดอย่างหนักเนื่องจากกังวลเรื่องฐานะทางการเงินที่ไม่มั่นคง ทำให้กลัวว่าจะไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้ ด้วยความสิ้นหวัง เธอจึงใช้ผ้าห่มกดปิดใบหน้าของลูกจนแน่นิ่ง จากนั้นเธอเองก็หมดสติไป เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าลูกเสียชีวิตแล้ว

เหตุการณ์เผาลูกเพิ่งคลอดนี้ สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก และเป็นอุทาหรณ์เตือนใจถึงปัญหาความเครียดและความกดดันที่ผู้หญิงต้องเผชิญหลังคลอดบุตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูที่อาจเกินกำลัง

ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด

สาเหตุหลักที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมเผาลูกเพิ่งคลอดในครั้งนี้ มาจากความเครียดและความกังวลใจของแม่เกี่ยวกับปัญหาทางการเงิน การเลี้ยงดูบุตรเป็นภาระที่หนักอึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีฐานะยากจน การขาดความช่วยเหลือและสนับสนุนจากคนรอบข้างและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

นอกจากนี้ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้เป็นแม่ ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกคนหลังคลอดบุตร และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ความคิดและการกระทำที่เป็นอันตรายต่อตนเองและบุตรได้

ดังนั้น การป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เราควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตของผู้หญิงหลังคลอดบุตร จัดให้มีการให้คำปรึกษาและสนับสนุนด้านการเงินและสังคมสงเคราะห์ เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือกับความท้าทายในการเป็นแม่ได้อย่างมั่นใจและมีความสุข

  • ปัญหาทางการเงิน: ความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร
  • ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด: ความผิดปกติทางอารมณ์ที่อาจนำไปสู่ความคิดและการกระทำที่เป็นอันตราย
  • ขาดความช่วยเหลือ: การขาดการสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อนฝูง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้หญิงที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากในการเลี้ยงดูบุตร การให้ความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ อาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ขึ้นอีก

หากคุณกำลังรู้สึกเครียดหรือสิ้นหวัง โปรดขอความช่วยเหลือจากคนที่คุณไว้ใจ หรือติดต่อหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต มีคนพร้อมที่จะรับฟังและช่วยเหลือคุณเสมอ

ที่มา – แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด ใช้ผ้าห่มกดปิดหน้าเด็ก เครียดกลัวไม่มีเงินเลี้ยง

จับพ่อแม่ เผาลูกเพิ่งคลอดในเตาเผาถ่าน จริงหรือ?

ตำรวจขอนแก่นรวบตัวพ่อแม่สุดโหด! หลังพบหลักฐานนำร่างลูกเพิ่งคลอดไปเผาในเตาเผาถ่านบ้านเพื่อน อ้างว่าเผลอทับลูกตายเพราะกลัวความผิด แต่ผลชันสูตรกลับขัดแย้ง พบทารกน้อยมีบาดแผลถูกกระแทกที่ศีรษะด้านหลังอย่างรุนแรง คดีนี้สะเทือนใจสังคม ตำรวจคุมตัวทำแผนฯ พ่อเด็กร่ำไห้ ส่วนแม่เป็นลมล้มพับ!

จับพ่อแม่ เผาลูกเพิ่งคลอดในเตาเผาถ่าน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 พ.ต.อ.กรภพ เนตรไธสง ผกก.สภ.บ้านฝาง นำกำลังตำรวจเข้าจับกุม นางสาวปนัดดา (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี และ นายพงศธร (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี สองสามีภรรยาชาวขอนแก่น ตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ทำลายศพ เพื่อปิดบังอำพรางการตาย หลังสืบสวนพบว่าทั้งคู่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำศพลูกเพิ่งคลอดไปเผาอำพรางคดี

คดีนี้เริ่มจากเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ร.ต.อ.ณัฐวรรธน์ แก้วหาญ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.บ้านฝาง ได้รับแจ้งเหตุพบศพทารกถูกเผาในเตาเผาถ่านกลางไร่อ้อย พื้นที่บ้านหินฮาว อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น สภาพศพถูกเผาไหม้จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ยังมีสายรกติดอยู่ สร้างความสลดใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่พบหลักฐานสำคัญจากกล้องวงจรปิด บันทึกภาพชายหญิงคู่หนึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกัน โดยฝ่ายหญิงถือตะกร้าพลาสติกสีชมพู มุ่งหน้าไปยังไร่อ้อยจุดเกิดเหตุ ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าทั้งคู่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำทารกมาเผาทำลาย

คำให้การขัดแย้งผลชันสูตร

จากการสอบสวน นางสาวปนัดดา ให้การว่า เธอคลอดลูกเพิ่งคลอดเป็นเพศชาย เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 เพียงลำพังในห้องพัก ระหว่างที่อ่อนเพลีย สามีออกไปทำงาน เมื่อสามีกลับมาพบว่าลูกเสียชีวิตแล้ว ด้วยความตกใจและกลัวความผิด จึงตัดสินใจนำศพลูกไปเผาอำพรางคดี โดยอ้างว่าเผลอทับลูกจนเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม คำให้การของนางสาวปนัดดา ขัดแย้งกับผลชันสูตรของแพทย์อย่างสิ้นเชิง ผลชันสูตรพบว่า ทารกมีบาดแผลถูกกระแทกที่ศีรษะด้านหลังอย่างรุนแรง และไม่พบร่องรอยการกดทับที่หน้าอก นอกจากนี้ แพทย์ยังพบว่าทารกมีพฤติกรรมของทารกที่มีชีวิตหลังคลอด เช่น การร้องไห้ การกินนม การขับถ่าย บ่งชี้ว่าทารกไม่ได้เสียชีวิตจากการถูกทับอย่างที่กล่าวอ้าง

พ.ต.อ.กรภพ เนตรไธสง ผกก.สภ.บ้านฝาง เปิดเผยว่า ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ต้องหา และจะทำการสอบสวนเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อหาข้อเท็จจริงและดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีนี้เป็นอุทธาหรณ์สอนใจถึงความสำคัญของการใช้สติในการแก้ไขปัญหา การกระทำที่ขาดความยั้งคิดและปราศจากมนุษยธรรม นำมาซึ่งความสูญเสียและความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การทำลายชีวิตไม่ว่ากรณีใดๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ทางสังคม

ที่มา – จับพ่อแม่ เผาลูกเพิ่งคลอดในเตาเผาถ่าน อ้างเผลอทับตาย ขัดแย้งผลชันสูตร

Scroll to top