คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง สำนึกผิดขอขมาดวงวิญญาณทั้งน้ำตา

คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง สำนึกผิด

คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง สำนึกผิดขอขมาดวงวิญญาณทั้งน้ำตา

จากกรณีสะเทือนขวัญ คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง ในจังหวัดขอนแก่น ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว น.ส.ปนัดดา ผู้ต้องหาในคดีนี้ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ณ จุดเกิดเหตุ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและการสำนึกผิด

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 มีการพบศพเด็กทารกแรกเกิดถูกเผาในเตาเผาถ่านกลางไร่อ้อยในพื้นที่อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น การสืบสวนนำไปสู่การจับกุม น.ส.ปนัดดา อายุ 34 ปี และ นายพงศธร อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นพ่อและแม่ของเด็ก

ในการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ น.ส.ปนัดดา อยู่ในอาการอ่อนเพลียและเครียดจัด ต้องมีทีมแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด โดยจุดแรกที่ทำแผนคือบริเวณเตาเผาถ่าน ซึ่งเป็นจุดที่ น.ส.ปนัดดา สารภาพว่านำร่างของลูกชายที่เสียชีวิตมาเผาทำลาย

น.ส.ปนัดดา ให้การว่า หลังจากนำศพลูกมาเผาแล้ว ได้ใช้ผ้าชุบน้ำมันจุดไฟ และใช้สังกะสีปิดทับ จากนั้นได้ไปหาเจ้าของเตาเผาถ่านในหมู่บ้าน ทำทีเป็นนั่งเล่นตามปกติ ก่อนจะกลับที่พักและหลบหนีไปในที่สุด

ระหว่างการทำแผน คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง น.ส.ปนัดดา ได้ประนมมือขอขมาดวงวิญญาณลูกชายด้วยน้ำตา พร้อมเปิดเผยถึงสาเหตุที่ลงมือก่อเหตุว่า เกิดจากความเครียดและปัญหาชีวิตรุมเร้า ขาดคนช่วยเหลือและไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้

คำสารภาพของแม่ผู้ก่อเหตุ

น.ส.ปนัดดา กล่าวว่า “ตนเองไม่มีทางออก รู้สึกตันไปหมดจึงตัดสินใจทำแบบนี้ ตนเองไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ ไม่มีเงิน ไม่มีญาติพี่น้องทั้งตนเองและแฟน ไม่มีใครคอยซัพพอร์ต จึงไม่รู้ว่าจะไปยังไง”

เธอยอมรับว่าสำนึกผิด แต่ไม่สามารถแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นได้แล้ว โดยอ้างว่าขณะที่นำผ้าปิดหน้าลูกนั้น ตนเองอยู่ในภาวะเครียดและไม่รู้จะทำอย่างไร หลังจากคลอดลูกในห้องพัก

หลังจากการทำแผนประกอบคำรับสารภาพเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว น.ส.ปนัดดา และ นายพงศธร กลับไปยัง สภ.บ้านฝาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยจะถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา และร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย”

เหตุการณ์ คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สะท้อนถึงปัญหาทางสังคมที่ซับซ้อน ทั้งเรื่องความเครียด ปัญหาเศรษฐกิจ และการขาดแคลนคนช่วยเหลือ ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและการสูญเสียที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้

สังคมควรหันมาให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้ขึ้นอีก

การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายและผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง การฆ่าคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กทารกหรือผู้ใหญ่ ถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานและเป็นการทำลายชีวิต การกระทำดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของครอบครัวและสังคมโดยรวม

ที่มา – คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง สำนึกผิดขอขมาดวงวิญญาณทั้งน้ำตา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: