ผู้ลี้ภัย

ดินถล่มทับโรงเรียนหญิงล้วนในบังกลาเทศ ครู-นักเรียนดับ 8 ศพ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเศร้าที่เพิ่งเกิดขึ้นที่ประเทศบังกลาเทศ เมื่อเกิดเหตุการณ์ดินถล่มทับโรงเรียนหญิงล้วนในบังกลาเทศ ครู-นักเรียนดับ 8 ศพ สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าเหยื่อส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ที่กำลังตั้งใจเล่าเรียนวิชาความรู้

โศกนาฏกรรม ดินถล่มทับโรงเรียนหญิงล้วนในบังกลาเทศ ครู-นักเรียนดับ 8 ศพ

เหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้เกิดขึ้นที่เมืองค็อกซ์สบาซาร์ เมืองชายฝั่งทะเลของบังกลาเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากพายุมรสุมที่โหมกระหน่ำติดต่อกันหลายวัน ดินและโคลนจำนวนมหาศาลไหลทับลงมายังโรงเรียนสอนศาสนาหญิงล้วน จนทำให้อาคารพังถล่มและฝังกลบผู้คนจำนวนมากภายในพริบตา เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องทำงานอย่างหนักท่ามกลางฝนที่ตกไม่หยุดเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต

รายละเอียดเหตุการณ์ ดินถล่มทับโรงเรียนหญิงล้วนในบังกลาเทศ ครู-นักเรียนดับ 8 ศพ

จากการรายงานเบื้องต้นพบว่ามีผู้เสียชีวิตยืนยันแล้ว 8 ราย ประกอบด้วยนักเรียน 7 คน และครูผู้สอนอีก 1 คน โดยทางข้าหลวงใหญ่เพื่อการบรรเทาทุกข์เปิดเผยข้อมูลที่น่าสลดใจว่า เด็กหลายคนมีอายุเพียง 7 ถึง 12 ปีเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 5 รายที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน โดยทางเจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สาเหตุหลักของวิกฤตครั้งนี้เกิดจาก:

  • อิทธิพลของพายุมรสุมที่ทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันอาทิตย์
  • สภาพพื้นที่เมืองค็อกซ์สบาซาร์ที่มีระดับความเสี่ยงสูงต่อการเกิดดินสไลด์
  • ความยากลำบากในการจัดการพื้นที่ในเขตที่มีการตั้งถิ่นฐานของผู้ลี้ภัยหนาแน่น

สถานการณ์ในขณะนี้ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากหน่วยงานด้านสภาพอากาศของบังกลาเทศได้ออกประกาศเตือนว่าจะมีฝนตกหนักเพิ่มมากขึ้นอีกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทางการจึงสั่งให้อพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยสูงออกไปอยู่ในที่ปลอดภัยทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำรอยดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนแห่งนี้

เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ภัยพิบัติในครั้งนี้ และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถรับมือกับมรสุมครั้งนี้ได้โดยเร็วเพื่อไม่ให้มีใครต้องเป็นผู้ประสบภัยเพิ่มอีก สิ่งสำคัญที่สุดในยามวิกฤตเช่นนี้คือการปฏิบัติตามคำเตือนของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่อาจเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยรักษาชีวิตของคนที่เรารักไว้ได้

ที่มา – ดินถล่มทับโรงเรียนหญิงล้วนในบังกลาเทศ ครู-นักเรียนดับ 8 ศพ

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาต รบ.ทรัมป์ยกเลิกคุ้มครอง ผู้ลี้ภัยชาวเฮติและซีเรีย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ที่ชวนให้สะเทือนใจเกี่ยวกับนโยบายการจัดการผู้อพยพของสหรัฐฯ ล่าสุดมีเหตุการณ์สำคัญเมื่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาต รบ.ทรัมป์ยกเลิกคุ้มครอง ผู้ลี้ภัยชาวเฮติและซีเรีย ซึ่งส่งผลให้ผู้คนนับแสนต้องเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอนและเสี่ยงต่อการถูกเนรเทศกลับไปยังดินแดนที่ยังคงมีความรุนแรงอยู่ครับ

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาต รบ.ทรัมป์ยกเลิกคุ้มครอง ผู้ลี้ภัยชาวเฮติและซีเรีย

สถานการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อศาลมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ให้รัฐบาลภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราว หรือโครงการ TPS ของชาวเฮติกว่า 350,000 คน และชาวซีเรียอีกหลายพันคน โดยอ้างว่าสถานการณ์ในประเทศเหล่านี้เริ่มดีขึ้นแล้ว แม้ว่าในความจริงหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐจะยังคงเตือนไม่ให้พลเมืองอเมริกันเดินทางไปที่นั่นเนื่องจากความไม่ปลอดภัยก็ตาม

ผลกระทบที่เกิดขึ้นหลัง ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาต รบ.ทรัมป์ยกเลิกคุ้มครอง ผู้ลี้ภัยชาวเฮติและซีเรีย

การตัดสินใจนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของกฎหมายเท่านั้น แต่มันสะท้อนถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ถูกลดทอนลง ผู้อพยพกลุ่มนี้เข้ามาอาศัยและทำงานเสียภาษีในสหรัฐฯ มานานหลายปี การผลักดันคนเหล่านี้กลับไปสู่พื้นที่ที่เต็มไปด้วยอาชญากรรมและการสู้รบจึงสร้างคำถามมากมายว่า ในฐานะประเทศผู้นำด้านเสรีภาพ สหรัฐฯ กำลังเดินไปในทิศทางไหนกันแน่

  • ชาวเฮติราว 350,000 คนอาจต้องสูญเสียสิทธิ์ในการพำนักและการทำงาน
  • ชาวซีเรียประมาณ 6,000 คนเผชิญกับสถานะที่ไม่ปลอดภัย
  • องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินนี้อย่างรุนแรง

สิ่งที่น่ากังวลคือ ในอดีตศาลเคยอนุมัติให้ยกเลิกสถานะกลุ่มผู้อพยพจากเวเนซุเอลามาแล้ว และดูเหมือนว่าบรรทัดฐานนี้จะถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง จนทำให้กลุ่มผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ที่อยู่ในโครงการ TPS ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงว่าพวกเขาจะเป็นรายต่อไปหรือไม่ แม้ทนายความจะพยายามหาแนวทางกฎหมายเพื่อรักษาที่อยู่อาศัยของคนเหล่านี้ไว้ แต่หนทางก็ดูยากลำบากเหลือเกิน

มุมมองทิ้งท้าย: ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน การมองเห็นเพื่อนมนุษย์เป็นเพียงตัวเลขหรือเครื่องมือทางการเมืองถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย หวังว่าในอนาคตจะมีนโยบายที่มองเห็นถึง ‘ความเป็นคน’ มากกว่าการผลักภาระให้ผู้ที่เดือดร้อนที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกชีวิตย่อมมีค่าและควรได้รับโอกาสในการอยู่อาศัยในที่ที่ปลอดภัยครับ

ที่มา – ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาต รบ.ทรัมป์ยกเลิกคุ้มครอง ผู้ลี้ภัยชาวเฮติและซีเรีย

“กัณวีร์” จี้ รัฐบาลใหม่รับมือแรงงานข้ามชาติ

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของหลายคนในขณะนี้คือ “กัณวีร์” จี้ รัฐบาลชุดใหม่ เตรียมพร้อมรับมือการโยกย้ายถิ่นฐาน ปัญหาแรงงานข้ามชาติทวีคูณ นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งเตรียมกลไกบริหารจัดการปัญหานี้ให้ดี เพราะสถานการณ์โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้จำนวนผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติเพิ่มขึ้นอย่างไม่คาดคิด

“กัณวีร์” จี้ รัฐบาลชุดใหม่ เตรียมพร้อมรับมือการโยกย้ายถิ่นฐาน ปัญหาแรงงานข้ามชาติทวีคูณ

วันที่ 28 มี.ค. 2567 นายกัณวีร์ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายใหญ่หลวงที่รัฐบาลไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่ปกติ ซึ่งรวมถึงผู้ลี้ภัย บุคคลไร้สัญชาติ และแรงงานข้ามชาติ ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่ยิ่งรุนแรงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและความไม่สงบในเมียนมา แม้ว่ารัฐบาลไทยจะมีนโยบายช่วยเหลือไปบ้าง เช่น อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา 40,000 คน ออกจากค่ายชายแดนไปทำงาน แก้สถานะบุคคลไร้สัญชาติให้ 483,626 คน และปรับระบบจดทะเบียนแรงงานเป็น MOU กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว กัมพูชา และเวียดนาม แต่ก็ยังไม่เพียงพอ

นายกัณวีร์วิเคราะห์ว่า ผู้พลัดถิ่นจากเมียนมาอาจมีถึง 300,000 คน และมีแนวโน้มข้ามมาประเทศไทยมากขึ้น หากสถานการณ์ในเมียนมาทุุกวันยิ่งเลวร้ายลง ยิ่งไปกว่านั้น แรงงานข้ามชาติจำนวนมากไม่สามารถกลับประเทศต้นทางเพื่อจดทะเบียน MOU ได้ ทำให้ปัญหาคลี่คลายยาก รัฐบาลชุดใหม่จึงต้องเร่งสร้างกลไกที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ มิเช่นนั้นกลุ่มคนเปราะบางเหล่านี้จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและการเมืองที่ถาโถมเข้ามา

ผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางต่อไทย

วิกฤตในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลแค่ด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังกระทบเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการ และแรงงานโดยรวม นายกัณวีร์มองว่านี่คือโอกาสในการเปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “พลัง” โดยศึกษาธุรกิจที่ขาดแคลนแรงงาน ไม่ว่าจะมีทักษะหรือไม่ เช่น ในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ที่สามารถรับแรงงานเหล่านี้เข้ามาเติมเต็ม

แนวทางปฏิบัติที่นายกัณวีร์เสนอแนะ

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการเปิดช่องทางให้นำแรงงานและผู้ลี้ภัยเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ที่มีทักษะสูง เช่น แพทย์ ครู ที่มีศูนย์การเรียนรู้ของตัวเองอยู่แล้ว หากจดทะเบียนถูกต้อง พวกเขาจะเสียภาษี สร้างรายได้ให้รัฐ และช่วยพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ ต้องเปลี่ยนจากการจ้างงานฤดูกาล เช่น เก็บลำไยทุเรียน มาเป็นงานยั่งยืน สร้างระบบการศึกษา สวัสดิการ และให้พวกเขาซื้อบริการต่าง ๆ ซึ่งจะหมุนเวียนเงินกลับสู่เศรษฐกิจไทย

  • จดทะเบียนถูกต้อง: เพื่อเก็บภาษีและให้สิทธิสวัสดิการ
  • สร้างงานยั่งยืน: ไม่ใช่แค่ฤดูกาล ลดปัญหาส่วยและผิดกฎหมาย
  • ต่อยอดนโยบายเก่า: อย่างมติ ครม. เรื่องคนไร้สัญชาติ ที่ UNHCR ชมเชย
  • จัดการชายแดน: เตรียมรับผู้ลี้ภัย 300,000 คนจากเมียนมา

นโยบายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติ หากรัฐบาลชุดใหม่ผลักดันต่อ จะช่วยแก้ปัญหาส่วยสัญชาติและการค้ามนุษย์ได้อย่างยั่งยืน นายกัณวีร์ย้ำว่าต้องคิดนอกกรอบ มองปัญหาแบบครอบคลุม เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือโอกาสทองสำหรับไทยในการใช้ demographic dividend จากแรงงานข้ามชาติ หากบริหารดี จะช่วยเสริม GDP และลดช่องว่างสังคม คุณคิดเห็นอย่างไรกับข้อเสนอนี้? ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยกันเถอะ!

ที่มา – “กัณวีร์” จี้ รัฐบาลชุดใหม่ เตรียมพร้อมรับมือการโยกย้ายถิ่นฐาน ปัญหาแรงงานข้ามชาติทวีคูณ

ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุด 7,500 คน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดเพดานการรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน ในปีงบประมาณ 2026 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ตามเอกสารจากทำเนียบขาวที่เผยแพร่ โดยระบุว่าการรับผู้ลี้ภัยจะมุ่งเน้นไปที่ชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายยุโรป หรือ “อัฟริคานเนอร์”

ในเอกสารกำหนดผู้ลี้ภัยประจำปีลงวันที่ 30 กันยายน ทรัมป์ระบุว่าการรับผู้ลี้ภัยจะมุ่งเน้นไปที่ชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายยุโรป หรือ “อัฟริคานเนอร์” ทรัมป์อ้างว่าชาวอัฟริคานเนอร์เผชิญกับการประหัตประหารจากเชื้อชาติในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวสี แม้ว่ารัฐบาลแอฟริกาใต้จะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ตาม

ทั้งนี้ ตัวเลข 7,500 คน นับว่าลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ลี้ภัย 100,000 คน ที่ได้รับอนุญาตภายใต้รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในปีงบประมาณ 2024

ทรัมป์เคยสั่งระงับการรับผู้ลี้ภัยทั้งหมดเมื่อเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม โดยกล่าวว่าจะเริ่มใหม่ก็ต่อเมื่อเป็น “ผลประโยชน์สูงสุดของสหรัฐฯ” เท่านั้น และไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เขาได้เริ่มความพยายามที่จะรับชาวอัฟริคานเนอร์ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสนับสนุนผู้ลี้ภัย โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าจนถึงต้นเดือนกันยายน มีชาวแอฟริกาใต้เพียง 138 คน เท่านั้นที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้

ในเอกสารที่เผยแพร่ ทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลของเขาจะพิจารณารับ “เหยื่อของการเลือกปฏิบัติที่ผิดกฎหมายหรือไม่เป็นธรรมในมาตุภูมิของตน” เข้ามาด้วย นอกจากนี้ เอกสารภายในที่ร่างโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายนยังชี้ให้เห็นว่าอาจมีการให้ความสำคัญกับชาวยุโรป ที่ถูกกำหนดเป้าหมายเนื่องจากการแสดงความคิดเห็นบางอย่าง เช่น การต่อต้านการย้ายถิ่นฐานจำนวนมากหรือการสนับสนุนพรรคการเมืองประชานิยม แม้ว่ากลุ่มชาวยุโรปและกลุ่มอื่น ๆ จะไม่ได้ถูกระบุชื่อในแผนผู้ลี้ภัยที่เปิดเผยต่อสาธารณะของทรัมป์ก็ตาม

กฎหมายของสหรัฐฯ กำหนดให้ฝ่ายบริหารต้องปรึกษาหารือกับสมาชิกสภาคองเกรสก่อนการกำหนดจำนวนผู้ลี้ภัย แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตระบุว่า การประชุมดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้น

สส. เจมี่ รัสกิน สว. ดิก เดอร์บิน และสมาชิกสภานิติบัญญัติพรรคเดโมแครตคนอื่น ๆ ได้ออกแถลงการณ์ว่า การกำหนดเพดานผู้ลี้ภัยที่ต่ำของทรัมป์นั้น “ไม่เพียงแต่ไม่มีเหตุผลทางศีลธรรมเท่านั้น แต่ยังผิดกฎหมายและเป็นโมฆะ”

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลทรัมป์คนหนึ่งโทษว่า การหารือล่าช้าเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือ ชัตดาวน์ ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม และกล่าวว่าจะไม่มีการรับผู้ลี้ภัยใดๆ จนกว่าจะมีการหารือเกิดขึ้น

ในขณะเดียวกัน ในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์ได้เรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ เข้าร่วมในแคมเปญระดับโลกเพื่อลดการคุ้มครองผู้ลี้ภัย ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มุ่งหวังจะปรับเปลี่ยนกรอบการย้ายถิ่นฐานหลังสงครามโลกครั้งที่สอง.

ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน

ทำไมทรัมป์ถึงกำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน

การตัดสินใจของทรัมป์ในการกำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน นั้นได้รับแรงผลักดันจากความเชื่อมั่นของเขาที่ว่าการรับผู้ลี้ภัยจำนวนมากนั้นไม่เป็นผลดีต่อสหรัฐฯ เขามักจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และมองว่าการรับผู้ลี้ภัยเป็นภาระทางการเงินและสังคม

นอกจากนี้ การมุ่งเน้นไปที่ผู้ลี้ภัยชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายยุโรปยังสะท้อนให้เห็นถึงอุดมการณ์ทางการเมืองของทรัมป์ที่มักจะให้ความสำคัญกับกลุ่มคนบางกลุ่มมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ การตัดสินใจนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นสิ่งที่เลือกปฏิบัติและไม่ยุติธรรม

ผลกระทบของการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ที่ต้องการลี้ภัยไปยังสหรัฐฯ และอาจทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การจำกัดจำนวนผู้ลี้ภัยจะทำให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือหมดหวังและอาจส่งผลให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายเพิ่มมากขึ้น

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:

  • วิกฤตด้านมนุษยธรรมที่รุนแรงขึ้น
  • การอพยพย้ายถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายเพิ่มมากขึ้น
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ตึงเครียดขึ้น
  • ภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสียของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำด้านมนุษยธรรม

การตัดสินใจของทรัมป์ในการกำหนดเพดานการรับผู้ลี้ภัยที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นั้นเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และอาจนำมาซึ่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือและต่อโลกโดยรวม เราหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะทบทวนนโยบายนี้และดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

ที่มา – ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน เน้นคนผิวขาวแอฟริกาใต้

Scroll to top