ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดเพดานการรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน ในปีงบประมาณ 2026 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ตามเอกสารจากทำเนียบขาวที่เผยแพร่ โดยระบุว่าการรับผู้ลี้ภัยจะมุ่งเน้นไปที่ชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายยุโรป หรือ “อัฟริคานเนอร์”
ในเอกสารกำหนดผู้ลี้ภัยประจำปีลงวันที่ 30 กันยายน ทรัมป์ระบุว่าการรับผู้ลี้ภัยจะมุ่งเน้นไปที่ชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายยุโรป หรือ “อัฟริคานเนอร์” ทรัมป์อ้างว่าชาวอัฟริคานเนอร์เผชิญกับการประหัตประหารจากเชื้อชาติในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวสี แม้ว่ารัฐบาลแอฟริกาใต้จะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ตาม
ทั้งนี้ ตัวเลข 7,500 คน นับว่าลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ลี้ภัย 100,000 คน ที่ได้รับอนุญาตภายใต้รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในปีงบประมาณ 2024
ทรัมป์เคยสั่งระงับการรับผู้ลี้ภัยทั้งหมดเมื่อเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม โดยกล่าวว่าจะเริ่มใหม่ก็ต่อเมื่อเป็น “ผลประโยชน์สูงสุดของสหรัฐฯ” เท่านั้น และไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เขาได้เริ่มความพยายามที่จะรับชาวอัฟริคานเนอร์ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสนับสนุนผู้ลี้ภัย โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าจนถึงต้นเดือนกันยายน มีชาวแอฟริกาใต้เพียง 138 คน เท่านั้นที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้
ในเอกสารที่เผยแพร่ ทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลของเขาจะพิจารณารับ “เหยื่อของการเลือกปฏิบัติที่ผิดกฎหมายหรือไม่เป็นธรรมในมาตุภูมิของตน” เข้ามาด้วย นอกจากนี้ เอกสารภายในที่ร่างโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายนยังชี้ให้เห็นว่าอาจมีการให้ความสำคัญกับชาวยุโรป ที่ถูกกำหนดเป้าหมายเนื่องจากการแสดงความคิดเห็นบางอย่าง เช่น การต่อต้านการย้ายถิ่นฐานจำนวนมากหรือการสนับสนุนพรรคการเมืองประชานิยม แม้ว่ากลุ่มชาวยุโรปและกลุ่มอื่น ๆ จะไม่ได้ถูกระบุชื่อในแผนผู้ลี้ภัยที่เปิดเผยต่อสาธารณะของทรัมป์ก็ตาม
กฎหมายของสหรัฐฯ กำหนดให้ฝ่ายบริหารต้องปรึกษาหารือกับสมาชิกสภาคองเกรสก่อนการกำหนดจำนวนผู้ลี้ภัย แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตระบุว่า การประชุมดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้น
สส. เจมี่ รัสกิน สว. ดิก เดอร์บิน และสมาชิกสภานิติบัญญัติพรรคเดโมแครตคนอื่น ๆ ได้ออกแถลงการณ์ว่า การกำหนดเพดานผู้ลี้ภัยที่ต่ำของทรัมป์นั้น “ไม่เพียงแต่ไม่มีเหตุผลทางศีลธรรมเท่านั้น แต่ยังผิดกฎหมายและเป็นโมฆะ”
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลทรัมป์คนหนึ่งโทษว่า การหารือล่าช้าเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือ ชัตดาวน์ ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม และกล่าวว่าจะไม่มีการรับผู้ลี้ภัยใดๆ จนกว่าจะมีการหารือเกิดขึ้น
ในขณะเดียวกัน ในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์ได้เรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ เข้าร่วมในแคมเปญระดับโลกเพื่อลดการคุ้มครองผู้ลี้ภัย ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มุ่งหวังจะปรับเปลี่ยนกรอบการย้ายถิ่นฐานหลังสงครามโลกครั้งที่สอง.
ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน
ทำไมทรัมป์ถึงกำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน
การตัดสินใจของทรัมป์ในการกำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน นั้นได้รับแรงผลักดันจากความเชื่อมั่นของเขาที่ว่าการรับผู้ลี้ภัยจำนวนมากนั้นไม่เป็นผลดีต่อสหรัฐฯ เขามักจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และมองว่าการรับผู้ลี้ภัยเป็นภาระทางการเงินและสังคม
นอกจากนี้ การมุ่งเน้นไปที่ผู้ลี้ภัยชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายยุโรปยังสะท้อนให้เห็นถึงอุดมการณ์ทางการเมืองของทรัมป์ที่มักจะให้ความสำคัญกับกลุ่มคนบางกลุ่มมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ การตัดสินใจนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นสิ่งที่เลือกปฏิบัติและไม่ยุติธรรม
ผลกระทบของการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ที่ต้องการลี้ภัยไปยังสหรัฐฯ และอาจทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การจำกัดจำนวนผู้ลี้ภัยจะทำให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือหมดหวังและอาจส่งผลให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายเพิ่มมากขึ้น
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:
- วิกฤตด้านมนุษยธรรมที่รุนแรงขึ้น
- การอพยพย้ายถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายเพิ่มมากขึ้น
- ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ตึงเครียดขึ้น
- ภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสียของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำด้านมนุษยธรรม
การตัดสินใจของทรัมป์ในการกำหนดเพดานการรับผู้ลี้ภัยที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นั้นเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และอาจนำมาซึ่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือและต่อโลกโดยรวม เราหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะทบทวนนโยบายนี้และดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง
ที่มา – ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน เน้นคนผิวขาวแอฟริกาใต้

