ผู้ว่าราชการจังหวัด

ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ชายแดนสกัดสินค้าผิดกฎหมาย

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแส ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ติดชายแดน สกัดส่งออกนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย-ยาเสพติด ซึ่งเป็นมาตรการเข้มข้นจากกระทรวงมหาดไทย เพื่อปกป้องความมั่นคงชายแดนไทยให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามทั้งยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมายที่ลักลอบข้ามแดน ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในช่วงนี้ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะบริเวณชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการด่วนเพื่อรับมือ

ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ติดชายแดน สกัดส่งออกนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย-ยาเสพติด

วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 31 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดน โดยอ้างอิงนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มุ่งส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด สแกมเมอร์ หรือการลักลอบขนส่งสินค้า

ปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย เช่น สินค้าปลอม ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงยาเสพติดทุกประเภท ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย ความมั่นคง และสุขภาพประชาชน หากปล่อยไว้จะทำให้สูญเสียรายได้ภาษีมหาศาล และเปิดช่องให้อาชญากรรมข้ามชาติเติบโต ปลัดมหาดไทยจึงเน้นย้ำให้ทุกจังหวัดบูรณาการกำลังทุกฝ่าย เพื่อสกัดกั้นอย่างเด็ดขาด

รายชื่อ 31 จังหวัดชายแดนที่ได้รับคำสั่งด่วน

จังหวัดเหล่านี้ครอบคลุมชายแดนทั้ง北部 東部 ตะวันตก และใต้ ได้แก่:

  • เชียงราย
  • เชียงใหม่
  • ตาก
  • กาญจนบุรี
  • ราชบุรี
  • แม่ฮ่องสอน
  • เพชรบุรี
  • ประจวบคีรีขันธ์
  • ชุมพร
  • ระนอง
  • พะเยา
  • น่าน
  • อุตรดิตถ์
  • พิษณุโลก
  • เลย
  • หนองคาย
  • บึงกาฬ
  • นครพนม
  • มุกดาหาร
  • อำนาจเจริญ
  • อุบลราชธานี
  • ศรีสะเกษ
  • บุรีรัมย์
  • สุรินทร์
  • สระแก้ว
  • จันทบุรี
  • ตราด
  • สตูล
  • สงขลา
  • ยะลา
  • นราธิวาส

4 มาตรการเข้มงวดที่ปลัด มท. สั่งการ

เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ ปลัดมหาดไทยกำหนด 4 มาตรการหลัก ดังนี้:

  1. เพิ่มความเข้มงวดการตรวจตราและเฝ้าระวัง: จัดชุดลาดตระเวนร่วมระหว่างฝ่ายปกครองและหน่วยความมั่นคง โดยเฉพาะจุดเสี่ยง ช่องทางธรรมชาติ มอบหมายนายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สอดส่องและแจ้งเบาะแส เพื่อป้องกันการลักลอบตั้งแต่ต้นทาง มาตรการนี้จะช่วยลดช่องโหว่และเพิ่มการตรวจจับได้ทันท่วงที
  2. ดำเนินคดีผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด: หากพบการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าผิดกฎหมายหรือยาเสพติด ให้ตรวจสอบแหล่งที่มา การเคลื่อนย้าย และครอบครองอย่างละเอียด แล้วลงโทษตามกฎหมายเต็มขั้น ไม่มีละเว้น เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง
  3. สร้างการรับรู้และมีส่วนร่วมของประชาชน: จัดรณรงค์ให้ชาวชายแดนตระหนักถึงกฎหมายและผลกระทบ เช่น สินค้าผิดกฎหมายทำลายอุตสาหกรรมในประเทศ ส่งเสริมแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อให้ทุกคนเป็นหูเป็นตา
  4. ติดตามวิเคราะห์และรายงานสถานการณ์: ผู้ว่าฯ ต้องรายงานกระทรวงทันทีเมื่อพบปัญหา เพื่อประเมินและปรับมาตรการให้เหมาะสม

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงสกัดกั้นภัยทันที แต่ยังสร้างระบบเฝ้าระวังระยะยาว ทำให้ชายแดนไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในมุมมองของผู้เขียน ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ติดชายแดน สกัดส่งออกนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย-ยาเสพติด ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความเด็ดขาดของรัฐบาล หากบูรณาการดี จะช่วยลดอาชญากรรมชายแดนได้มาก

สำหรับประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ชายแดนหรือสนใจเรื่องนี้ ลองช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งโดยแจ้งเบาะาสู่เจ้าหน้าที่ สามารถโทรสายด่วน 191 หรือ 1155 เพื่อรายงานข้อมูล ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อรู้เท่าทันสถานการณ์ คุณคิดว่ามาตรการนี้จะได้ผลแค่ไหน? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ติดชายแดน สกัดส่งออกนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย-ยาเสพติด

นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชฯ

ในวันที่ 30 เมษายน 2569 นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชฯ เชิดชูเกียรติแก่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยจำนวน 154 ราย ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณหาญพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการผู้ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนและแผ่นดิน

นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชฯ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานในพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568 เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พิธีนี้จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้เกียรติแก่ข้าราชการที่ปฏิบัติงานด้วยความมานะอุตสาหะและมีผลงานโดดเด่น

ผู้มีสิทธิ์รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ผู้ที่ได้รับพระราชทานในพิธีนี้ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการในสังกัดส่วนกลาง จำนวน 154 ราย ประกอบด้วย:

  • อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดปัจจุบัน
  • ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
  • อดีตที่ปรึกษาและที่ปรึกษาปัจจุบัน
  • อดีตผู้บริหารและผู้บริหารระดับสูง
  • ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนกลางอื่นๆ

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพายนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศสูงสุดที่มอบให้ผู้มีคุณงามความดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เปิดเผยว่า ในปีนี้มีข้าราชการในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นอีกกว่า 2,054 รายที่ได้รับพระราชทานเช่นกัน โดยกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละแห่งจัดพิธีรับพระราชทานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ สถานที่ที่เหมาะสมในท้องถิ่น เพื่อให้ทุกคนได้แสดงความจงรักภักดีและภาคภูมิใจในหน้าที่

ความสำคัญของพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

พิธีในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเชิดชูเกียรติบุคคลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงคุณค่าของการบริการราชการที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความซื่อสัตย์สุจริต และการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน กระทรวงมหาดไทยซึ่งรับผิดชอบด้านการปกครองท้องถิ่น การจัดการภัยพิบัติ และพัฒนาชุมชน มีบทบาทสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ข้าราชการที่ได้รับเครื่องราชฯ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่

การได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ยังช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้ข้าราชการทุกระดับ กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันในการทำงานที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด การรับมือ climate change และการพัฒนาดิจิทัล การมีผู้นำอย่างนายกรัฐมนตรีอนุทินที่ให้ความสำคัญกับการยกย่องผู้ทำงานดี จึงเป็นสัญญาณบวกต่อระบบราชการไทย

นอกจากพิธีหลักแล้ว ยังมีการถ่ายภาพหมู่และกล่าวสุนทรพจน์ที่สร้างแรงบันดาลใจ โดยนายกฯ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อแผ่นดิน และขอให้ผู้รับใช้พระราชทานนี้เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

เหตุการณ์ นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชฯ ครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความสามัคคีในองค์กรมหาดไทย และพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงโปรดเกล้าฯ มอบเกียรติยศแก่ผู้ถวายงาน ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจและควรค่าแก่การจดจำ

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารการเมืองและราชการเพิ่มเติม สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลยวันนี้ เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชฯ เชิดชูเกียรติข้าราชการมหาดไทย

นายกฯ ปธ.พิธีรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 2568

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เกิดเหตุการณ์สำคัญที่ทุกคนในแวดวงการเมืองให้ความสนใจ นั่นคือ นายกฯ ปธ.พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานในพิธีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพายและชั้นต่ำกว่าสายสะพาย เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

นายกฯ ปธ.พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568

พิธีในวันนี้จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ มีผู้เข้าร่วมกว่า 59 ราย ซึ่งรวมถึงคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทุกคนเข้ารับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รายชื่อผู้ได้รับประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และหน่วยงานได้จัดพิธีตามระเบียบ

นายกฯ ปธ.พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568

รายชื่อผู้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูง

สำหรับชั้นสายสะพาย มีบุคคลสำคัญหลายท่าน เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ได้รับมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้รับประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.)

ส่วนชั้นต่ำกว่าสายสะพาย เช่น นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.) นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.)

ภาพพิธี นายกฯ ปธ.พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568

ข้าราชการพลเรือนสามัญระดับสูงที่ได้รับมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) มีหลายท่าน เช่น นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และอื่นๆ อีกมากมาย เช่น นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

  • นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร – ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ม.ป.ช.)
  • นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ – ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (ม.ป.ช.)
  • นายอนันต์ แก้วกำเนิด – ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (ม.ป.ช.)
  • นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ – ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ (ม.ป.ช.)
  • นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ – ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ม.ป.ช.)
ผู้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในพิธีที่นายกฯ เป็นประธาน

ความหมายและความสำคัญของเครื่องราชอิสริยาภรณ์

เครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศสูงสุดที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่ผู้มีคุณงามความดีต่อแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน การพัฒนาประเทศ หรือการเสียสละเพื่อชาติ การได้รับรางวัลนี้ไม่ใช่แค่เกียรติส่วนตัว แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าราชการและผู้ปฏิบัติงานทุกระดับมุ่งมั่นมากขึ้น ในปี 2568 มีผู้ได้รับพระราชทานรวม 20,141 ราย ซึ่งสะท้อนพระราชปณิธานในการเชิดชูผู้ทำความดี

พิธีนี้ยังแสดงถึงความสามัคคีในรัฐบาลและหน่วยงานราชการ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า ท่ามกลางความท้าทายต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การเมือง และภัยธรรมชาติ การมอบรางวัลนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าผลงานดีเด่นจะได้รับการตอบแทนอย่างคุ้มค่า

บรรยากาศพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 2568

ในมุมมองของผม การจัด นายกฯ ปธ.พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 เป็นโอกาสอันดีที่จะกระตุ้นให้ทุกคนในภาครัฐทำงานหนักขึ้น สร้างผลงานที่ยั่งยืนเพื่อประชาชน ลองคิดดูสิ ถ้าทุกคนได้รับแรงจูงใจแบบนี้ ประเทศไทยเราจะก้าวหน้าขนาดไหน! คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ความคิดในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตจากเรา

ที่มา – นายกฯ ปธ.พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 แก่ ครม. ผู้ว่าฯ ส่วนราชการ

“อนุทิน” ลั่นห้ามเข้าป่าสงวน หาของป่า เด็ดขาด

ปัญหาไฟป่าและหมอกควันในภาคเหนือกำลังเป็นวิกฤตที่ทุกคนตื่นตัว โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ล่าสุด “อนุทิน” ลั่นห้ามเข้าพื้นที่ป่าสงวน หาของป่า เด็ดขาด ป้องกันการเผา เพื่อหยุดยั้งการลักลอบเผาและบุกรุกป่า นโยบายนี้มาจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งแก้ปัญหา PM2.5 และอากาศเสียแบบเด็ดขาด

“อนุทิน” ลั่นห้ามเข้าพื้นที่ป่าสงวน หาของป่า เด็ดขาด ป้องกันการเผา

จากผลการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่อาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ได้มอบหมายภารกิจให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการ โดยเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกแห่งเป็น "ซิงเกิ้ลคอมมานด์" นำทีมบูรณาการทุกฝ่าย คณะรัฐมนตรีจะตั้งคณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติภาคเหนือ โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ เป็นประธาน และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นเลขาธิการ

นายอนุทิน ยืนยันว่า "เราดำเนินการมาตลอด บังคับใช้กฎหมายเต็มที่" โดยยอดคดีลักลอบเผาป่าเกือบ 1,200 คดีแล้ว คดีบุกรุกและเผาป่าส่วนใหญ่เมื่อขึ้นศาลไม่รอลงอาญา สำหรับพื้นที่ป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติในภาคเหนือ ห้ามเข้าหาของป่าอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะช่วงนี้จะประกาศปิดพื้นที่เพื่อป้องกันการเผา จะบังคับใช้กฎหมาย 100% นอกจากนี้ ผลผลิตเกษตรจากเพื่อนบ้าน หากมาจากการเผา จะไม่ซื้อรับเข้า

มาตรการเด็ดขาด “อนุทิน” ลั่นห้ามเข้าพื้นที่ป่าสงวน หาของป่า เด็ดขาด

มาตรการนี้ครอบคลุมหลายมิติ ไม่เพียงห้ามเข้าป่า แต่ยังใช้เทคโนโลยีตรวจจับจุดเผา กระทรวงพาณิชย์จะปฏิเสธสินค้านำเข้าที่เกี่ยวข้องกับการเผา ไม่ต้องเจรจากับทุนใหญ่ เพราะมีกฎหมายและเทคโนโลยีรองรับ ปัญหาไฟป่าไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อม แต่กระทบสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจท่องเที่ยว และการเกษตร โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน ที่ PM2.5 เกินมาตรฐานบ่อยครั้ง

  • ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำหลัก ซิงเกิ้ลคอมมานด์
  • ดำเนินคดีผู้เผ่าป่าและบุกรุกทันที ไม่รอลงอาญา
  • ปิดพื้นที่ป่าสงวน-อุทยาน ห้ามหาของป่า
  • ปฏิเสธสินค้านำเข้าจากการเผา ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบ
  • ตั้งคณะกรรมการระดับชาติป้องกันภัยภาคเหนือ

หนุนเดินหน้า พ.ร.บ.อากาศสะอาด

นายอนุทิน ยังแสดงจุดยืนหนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ต่อเนื่องจากสภาชุดก่อน กฎหมายนี้มีประโยชน์ต่อประชาชน พรรคการเมืองทุกพรรคเห็นด้วย รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาล ตอนนี้รอส่ง สว. พิจารณา เมื่อถามว่านายกฯ สนับสนุนไหม ตอบกลับทันควันว่า "ไม่เห็นด้วยได้หรือ" พ.ร.บ.นี้จะช่วยกำหนดมาตรฐานอากาศสะอาด จัดการแหล่งกำเนิดฝุ่นควันอย่างเป็นระบบ

ปัญหาหมอกควันภาคเหนือเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การเผาในป่า การเผาไร่หมุนวน และข้ามชาตินำเข้า สถิติกรมควบคุมมลพิษชี้ PM2.5 สูงเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศีเมตรเกือบทุกปี ส่งผลให้โรงพยาบาลรับผู้ป่วยทางเดินหายใจพุ่ง 20-30% เศรษฐกิจเสียหายพันล้านจากท่องเที่ยวหยุดชะงัก

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งปลูกป่า เพิ่มจุดเฝ้าระวัง และรณรงค์ประชาชนงดเผาเศษวัสดุเกษตร ใช้เครื่องจักรไถกลบแทน เพื่อให้อากาศบริสุทธิ์ยั่งยืน

ในมุมมองผู้เขียน นโยบาย “อนุทิน” ลั่นห้ามเข้าพื้นที่ป่าสงวน หาของป่า เด็ดขาด ป้องกันการเผา เป็นก้าวสำคัญ หากบังคับใช้จริงจังร่วมกับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะลดวิกฤตหมอกควันได้มาก คุณล่ะคิดอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน!

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นห้ามเข้าพื้นที่ป่าสงวน หาของป่า เด็ดขาด ป้องกันการเผา

ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน

หลังจากหยุดยาวสงกรานต์ที่ผ่านมา ทุกคนคงกำลังเก็บข้าวของเตรียมกลับไปทำงานกันใช่ไหมคะ แต่ข่าวร้ายที่กำลังมาเยือนคือ พายุฤดูร้อน ที่กรมอุตุฯ เตือนไว้ ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน อย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนทุกคน โดยเฉพาะในภาคเหนือ อีสาน และกลาง

ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน

วันที่ 15 เมษายน 2567 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ออกคำสั่งกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงทันที หลังกรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า ระหว่างวันที่ 16-20 เมษายน ประเทศไทยตอนบนจะเจอพายุฤดูร้อนรุนแรง มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บ และฟ้าผ่า โดยเริ่มจากภาคอีสานก่อน แล้วลามไปภาคตะวันออก กลางตอนตะวันออก และเหนือตามลำดับ สาเหตุมาจากมวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงมา ทำให้ลมใต้พัดแรงขึ้น ขณะที่อากาศตอนบนร้อนอบอ้าว

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 สะสมเกินมาตรฐานในภาคเหนือ อีสาน และกลางตอนบน เพราะจุดความร้อนเยอะเกินกว่าลมจะพัดพาได้ทัน ปลัดมหาดไทยจึงสั่งให้ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดเป็นผู้อำนวยการกองปภ.จังหวัด เฝ้าระวังสถานการณ์ร่วมกับอุตุฯ และแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง

มาตรการเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน

เพื่อลดความเสี่ยง ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน โดยสั่งการดังนี้

  • ตรวจสอบความแข็งแรงของอาคารบ้านเรือน ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า ไม้ใหญ่ข้างถนน และสถานที่สาธารณะ หากชำรุดให้ซ่อมแซมด่วน
  • เตรียมเครื่องจักร บุคลากร และทรัพยากรปภ. ให้พร้อม รวมถึงชุด ERT (Emergency Response Team) ที่ซักซ้อมแล้ว สามารถออกช่วยเหลือได้ทันที
  • แจ้งเตือนเกษตรกรในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ปกป้องผลผลิต สวนผลไม้ และสัตว์เลี้ยงจากลมแรงและลูกเห็บ

เจ้าหน้าที่ทุกระดับ ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น ต้องทำงานเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยสูงสุด

รับมือไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นควันควบคู่

ในช่วงนี้ ภาคเหนือ อีสาน และกลางตอนบน ยังวิกฤตเรื่องไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำชับให้ประกาศปิดป่า ห้ามเผา จับกุมผู้กระทำผิด รณรงค์สวมหน้ากากอนามัย และใช้เครื่องบินดับไฟ ทำฝนหลวง เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์

ดูแลประชาชนเดินทางกลับหลังสงกรานต์

วันนี้เป็นวันหยุดสุดท้ายของสงกรานต์ ประชาชนนับล้านเริ่มเดินทางกลับกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ กระทรวงมหาดไทยจึงบูรณาการทุกภาคส่วน ตั้งจุดบริการ ด่านชุมชน 24 ชม. ชุดเคลื่อนที่เร็วช่วยเหลือ รณรงค์ “ดื่มไม่ขับ พักผ่อนให้พอ ปฏิบัติกฎจราจร” น้ำมันมีเพียงพอ สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน 1784 ตลอด 24 ชม.

สรุปแล้ว การเตรียมพร้อมล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายได้มาก ฝนตกหนักหรือลมแรงอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขังหรือต้นไม้ล้ม ประชาชนควรเช็คหลังคาบ้าน เก็บของล่วงหน้า และฟังประกาศเตือน

คำแนะนำสำหรับคุณ: ติดตามพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุฯ ทุกวัน เตรียมร่ม เสื้อกันฝน และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง หากเจอภัยโทรสายด่วน 1784 ทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกคน!

ที่มา – ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน 16-20 เม.ย. พร้อมดูแลคนเดินทางกลับหลังสงกรานต์

สั่งผู้ว่าฯ รณรงค์ “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ต่อยอดสวมชุดผ้าไทย

ในวันที่ 12 เมษายน 2567 ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ได้แจ้งคำสั่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่ว 76 จังหวัด เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน ซึ่งเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนแต่งกายด้วยอัตลักษณ์ไทยสู่ระดับสากล โดยต่อยอดจากการสวมชุดผ้าไทยในรูปแบบต่าง ๆ สำหรับทุกกลุ่มคน

สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รณรงค์ “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน”

แนวคิด ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน นี้มาจากนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ต้องการเสริมสร้างอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของคนไทยผ่านงานหัตถศิลป์ หัตถกรรม และเครื่องแต่งกาย เช่น ชุดไทยพระราชนิยม ชุดผ้าไทย ชุดพื้นบ้านหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ข้าราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนสวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน

การรณรงค์นี้ไม่เพียงช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะผู้ประกอบการผ้าในท้องถิ่น ทำให้มีรายได้มั่นคง นอกจากนี้ยังน้อมนำพระราชปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงสืบสานพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย

ขับเคลื่อน “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” อย่างไร

กระทรวงมหาดไทยสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รวบรวมข้อมูลแหล่งผลิตผ้าไทย ผ้าพื้นเมือง ร้านเช่า ร้านจำหน่าย และร้านตัดเย็บในพื้นที่ จากนั้นรณรงค์ให้สวมชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยพระราชทาน ชุดไทยร่วมสมัย ชุดไทยประยุกต์ ผ้าไทย และชุดผ้าพื้นเมือง ในโอกาสต่าง ๆ เช่น ชีวิตประจำวัน การทำงาน อบรม สัมมนา และนิทรรศการ

  • รวบรวมองค์ความรู้ผ้าไทยในจังหวัด
  • ส่งเสริมสวมชุดไทยในวันทำงานปกติ
  • จัดกิจกรรมนิทรรศการผ้าไทย
  • เชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภค
  • ขยายสู่ระดับสากลเพื่อโปรโมทวัฒนธรรมไทย
รณรงค์ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน

การขับเคลื่อน ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน จะช่วยให้ผ้าไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนไทย สร้างความภาคภูมิใจในชาติ และสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมผ่านการแต่งกายที่สวยงามและทันสมัย

ในยุคที่แฟชั่นโลกหมุนเร็ว การนำผ้าไทยมาประยุกต์กับสไตล์ร่วมสมัย เช่น ชุดไทยประยุกต์สำหรับออฟฟิศหรือเดท จะทำให้การรณรงค์นี้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เช่น ผ้าไทยผสมไหมออร์แกนิก หรือดีไซน์ที่ใส่สบายทั้งวัน

ประโยชน์ที่ได้ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ แต่รวมถึงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาบรรพบุรุษ สร้างอาชีพยั่งยืนให้ชุมชน และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลก ผ่านนักท่องเที่ยวหรือ influencer ที่มาเยือนไทย

สุดท้ายนี้ การรณรงค์ ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน ถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาเอกลักษณ์ไทยให้ยั่งยืน หากทุกคนร่วมมือกัน เราจะเห็นคนไทยแต่งชุดไทยเต็มถนนในไม่ช้า ลองเริ่มจากตัวเอง สวมผ้าไทยวันละครั้ง แล้วแบ่งปันประสบการณ์ในโซเชียลมีเดีย พร้อมแฮชแท็ก #ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน เพื่อขยายผลไปทั่วประเทศ

ที่มา – สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รณรงค์ “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ต่อยอดสวมชุดผ้าไทย

“อนุทิน” ประชุมด่วนผู้ว่าฯ กำชับใช้กฎหมายเด็ดขาด

“อนุทิน” ประชุมด่วนผู้ว่าฯ กำชับใช้กฎหมายเด็ดขาด พวกหาผลประโยชน์บนความทุกข์ประชาชน เป็นข่าวร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งสูงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกประชุมด่วนกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและ 76 จังหวัด เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เพื่อหาทางแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

อนุทิน ประชุมด่วนผู้ว่าฯ กำชับใช้กฎหมายเด็ดขาด พวกหาผลประโยชน์บนความทุกข์ประชาชน

“อนุทิน” ประชุมด่วนผู้ว่าฯ กำชับใช้กฎหมายเด็ดขาด พวกหาผลประโยชน์บนความทุกข์ประชาชน

ในที่ประชุมซึ่งจัดที่ทำเนียบรัฐบาลและเชื่อมต่อออนไลน์กับผู้ว่าทุกจังหวัด นายอนุทินชี้แจงว่าปัญหาหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่ง ปกติไทยใช้ 67 ล้านลิตรต่อวัน โรงกลั่นผลิตได้ 77 ล้านลิตร แต่เกิด panic demand จากความตื่นตระหนก ทำให้ความต้องการพุ่งถึง 87 ล้านลิตร ส่งผลให้ต้องเลิกตรึงราคาและปรับตามตลาดเพื่อป้องกันขาดแคลน

สาเหตุวิกฤตราคาน้ำมันและการกักตุน

ที่แย่กว่านั้นคือผู้ประกอบการฉวยโอกาสกักตุนน้ำมันเพื่อขายแพง ขึ้นราคาสินค้าตาม หรือลักลอบขายชายแดน นายอนุทินสั่งการให้ผู้ว่าฯ กำชับนายอำเภอตรวจตรา สอดส่อง และบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาดกับผู้กระทำผิด เพื่อไม่ให้ใครหาผลประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน นอกจากนี้ยังขอให้รณรงค์ให้ประชาชนประหยัดน้ำมันและไม่กักตุน

อนุทิน สั่งการแก้ปัญหากักตุนน้ำมัน

ผู้ว่าฯ ต้องตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์ ลงพื้นที่ตรวจโรงกลั่น ราคา และปริมาณ หากผิดปกติรายงานทันที และบูรณาการทุกหน่วยงานในพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงใกล้สงกรานต์ที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาเยอะ

  • ติดตามข่าวสารจากส่วนกลางและท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
  • ตรวจตราราคาและปริมาณน้ำมันในพื้นที่
  • บังคับใช้กฎหมายกับผู้กักตุนและขายเกินราคา
  • รณรงค์ประหยัดพลังงานผ่านหอกระจายข่าวและสื่อทุกช่องทาง
  • เยียวยากลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ประกอบการขนส่งและเกษตรกร
ประชุมแก้ปัญหาน้ำมัน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสริมว่าผู้ว่าฯ คือตัวแทนนายกฯ ในพื้นที่ ต้องใช้อำนาจทุกด้านเพื่อลดความตื่นตระหนก สร้างความเข้าใจ และอยู่เคียงข้างประชาชน

กำชับความปลอดภัย 7 วันอันตรายสงกรานต์ 2569

นอกจากปัญหาน้ำมัน ยังสั่งการเรื่องเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะ 7 วันอันตราย ให้ตั้งด่านตรวจ จุดสกัด ห้ามเมาแล้วขับ ใช้อุปกรณ์นิรภัยครบ และตั้งเป้าลดอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุด เพราะหากทุกจังหวัดดี ประเทศทั้งหมดก็ปลอดภัย

มาตรการ 7 วันอันตรายสงกรานต์
อนุทิน กำชับผู้ว่าฯ สงกรานต์

มาตรการ “อนุทิน” ประชุมด่วนผู้ว่าฯ กำชับใช้กฎหมายเด็ดขาด พวกหาผลประโยชน์บนความทุกข์ประชาชน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจปัญหาประชาชนจริงจัง ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น โดยเฉพาะการสื่อสารที่ชัดเจนและการลงมือทำทันที หากทุกฝ่ายร่วมมือ สถานการณ์ต้องดีขึ้นแน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ กันนะครับ!

ที่มา – “อนุทิน” ประชุมด่วนผู้ว่าฯ กำชับใช้กฎหมายเด็ดขาด พวกหาผลประโยชน์บนความทุกข์ประชาชน

“อนุทิน” เข้าทำเนียบ ประชุมผู้ว่าฯ รถไฟฟ้าเปลี่ยนป้ายขาว

“อนุทิน” เข้าทำเนียบฯ ประชุมคอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รถไฟฟ้าเปลี่ยนป้ายขาวแล้ว เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวันนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลด้วยรถยนต์ไฟฟ้าคันโปรด ซึ่งเป็นวันที่ 3 แล้ว และมีการเปลี่ยนทะเบียนจากป้ายแดงเป็นป้ายขาวเรียบร้อย ก่อนจะเป็นประธานการประชุมสำคัญกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ

“อนุทิน” เข้าทำเนียบฯ ประชุมคอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รถไฟฟ้าเปลี่ยนป้ายขาวแล้ว

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ขับรถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลอย่างเรียบร้อย โดยวันนี้เป็นวันที่ 3 ของการใช้รถคันนี้ในการปฏิบัติราชการ ที่น่าสนใจคือ รถไฟฟ้าคันดังกล่าวได้เปลี่ยนจากทะเบียนป้ายแดง ฎ 9798 กรุงเทพมหานคร เป็นทะเบียนป้ายขาว จต 32 กรุงเทพมหานคร เรียบร้อยแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้งานอย่างเป็นทางการในฐานะยานพาหนะของรัฐ

การเปลี่ยนป้ายทะเบียนนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะป้ายขาวสำหรับรถของรัฐบาลจะช่วยให้การเคลื่อนไหวสะดวกยิ่งขึ้น และเป็นสัญลักษณ์ของการยกระดับการใช้งานรถไฟฟ้าในระดับผู้บริหารสูงสุด นายกรัฐมนตรีอนุทิน ถือเป็นผู้นำที่ให้ความสำคัญกับพลังงานทางเลือก โดยรถไฟฟ้าคันนี้ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

รายละเอียด “อนุทิน” เข้าทำเนียบฯ ประชุมคอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ

หลังจากเข้าทำเนียบฯ แล้ว นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ที่ตึกไทยคู่ฟ้า โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดเข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มาร่วมด้วย การประชุมครั้งนี้มุ่งติดตามสถานการณ์น้ำมันในแต่ละจังหวัด เพื่อตรวจสอบว่ามีการขาดแคลนหรือไม่ รวมถึงเปรียบเทียบข้อมูลกับส่วนกลาง

ที่สำคัญ ในที่ประชุมมีการกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคนตรวจสอบปัญหาการกักตุนน้ำมันและการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศอย่างเข้มงวด สถานการณ์น้ำมันในขณะนี้กำลังเป็นประเด็นร้อน เนื่องจากราคาน้ำมันที่ผันผวนและปัญหาห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ไขเพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชน

ความสำคัญของการประชุมครั้งนี้

การประชุมคอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ โดยใช้เทคโนโลยีวิดีโอเพื่อเชื่อมโยงทุกจังหวัดเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว นอกจากสถานการณ์น้ำมันแล้ว ยังมีการหารือเรื่องการจัดการทรัพยากรพลังงาน การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน และมาตรการป้องกันการเก็งกำไร

  • ติดตามปริมาณน้ำมันคงเหลือในแต่ละจังหวัด
  • ตรวจสอบคลังน้ำมันและสถานีบริการ
  • ปราบปรามการกักตุนและการส่งออกผิดกฎหมาย
  • วางแผนกระจายน้ำมันไปยังพื้นที่ขาดแคลน
  • ส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้าและพลังงานทางเลือก

นายกรัฐมนตรีอนุทิน ยังได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลจะไม่ยอมให้ปัญหาน้ำมันกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยจะมีมาตรการเร่งด่วนออกมาในเร็วๆ นี้ การใช้รถไฟฟ้าของท่านเองก็เป็นการสื่อสารที่น่าสนใจ ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันและเป็นต้นแบบให้ข้าราชการและประชาชน

รถไฟฟ้าเปลี่ยนป้ายขาว: สัญญาณของนโยบายสีเขียว

การที่รถไฟฟ้าเปลี่ยนป้ายขาวแล้ว ไม่เพียงสะดวกในการใช้งาน แต่ยังเป็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังผลักดันนโยบายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างจริงจัง ประเทศไทยตั้งเป้าผลิตรถ EV 30% ภายในปี 2030 และนายกฯ อนุทินกำลังนำร่องด้วยตัวเอง สิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า สร้างงาน และลดมลพิษทางอากาศ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ “อนุทิน” เข้าทำเนียบฯ ประชุมคอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รถไฟฟ้าเปลี่ยนป้ายขาวแล้ว ถือเป็นก้าวสำคัญที่ผสมผสานระหว่างการแก้ปัญหาเร่งด่วนเรื่องน้ำมันและวิสัยทัศน์ระยะยาวด้านพลังงานสะอาด ประชาชนควรติดตามผลการประชุมนี้อย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวัน

คุณคิดอย่างไรกับการใช้รถไฟฟ้าของนายกฯ และสถานการณ์น้ำมันในพื้นที่ของคุณ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงเพื่อนๆ กันนะครับ!

ที่มา – “อนุทิน” เข้าทำเนียบฯ ประชุมคอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รถไฟฟ้าเปลี่ยนป้ายขาวแล้ว

พาณิชย์ ยันกำกับดูแลราคาสินค้า 59 รายการ

ในช่วงที่ราคาน้ำมันและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาประกาศชัดเจน พาณิชย์ ยันกำกับดูแลราคาสินค้า 59 รายการ อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังมีมาตรการช่วยเหลืออย่าง “ธงฟ้า-ธงเขียว” เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับทุกคน

พาณิชย์ ยันกำกับดูแลราคาสินค้า 59 รายการ

ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 กระทรวงพาณิชย์กำกับดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมด 59 รายการอย่างใกล้ชิด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ

  • กลุ่มสินค้าควบคุมราคาเข้มงวด: สินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น อาหารสำเร็จรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง นมพร้อมดื่ม (นมจืด) นมผงสำหรับเด็ก ปุ๋ยเคมี และอาหารสัตว์ ผู้ผลิตหรือผู้ขายที่อยากปรับราคาต้องขออนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ก่อน โดยพิจารณาต้นทุนและโครงสร้างราคาอย่างละเอียด
  • กลุ่มสินค้าควบคุมใกล้ชิด: ข้าวของเครื่องใช้ประจำวัน เช่น ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน กระดาษชำระ ยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ สามารถปรับราคาได้แต่ต้องแจ้งกระทรวงพาณิชย์ล่วงหน้า

การกำกับดูแลนี้ช่วยให้ราคาสินค้าไม่พุ่งสูงเกินจริง โดยเฉพาะในสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกผันผวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สั่งการให้กรมการค้าภายในทบทวนรายการสินค้าใหม่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการเพื่ออนุมัติ

มาตรการป้องกันฉวยโอกาสขึ้นราคา พาณิชย์ ยันกำกับดูแลราคาสินค้า 59 รายการ

กระทรวงพาณิชย์บูรณาการทำงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และคณะกรรมการจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบตลาดทั่วประเทศ ตรวจราคาที่แสดง ดูสต็อกสินค้า ป้องกันการปฏิเสธขาย และยืนยันว่าสินค้ามีเพียงพอ โดยเฉพาะวันที่ 23-25 มีนาคม 2569 จะมีทีมผู้บริหารลงตรวจตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ประชาชนสามารถช่วยกันเฝ้าระวังได้ หากพบราคาไม่เป็นธรรมหรือสินค้าขาดแคลน สามารถแจ้งสายด่วน 1569 ได้ทันที กระทรวงจะดำเนินการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดทันที

มาตรการธงฟ้า-ธงเขียว ลดค่าครองชีพประชาชน

เพื่อช่วยเหลือโดยตรง กระทรวงพาณิชย์ขยายโครงการ “ธงฟ้าราคาประหยัด” จุดขายสินค้าจำเป็นราคาพิเศษทั่วประเทศ ครอบคลุมจังหวัด อำเภอ ชุมชน ทำให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาถูก เช่น ผงซักฟอก สบู่ อาหารพื้นฐาน

ควบคู่กับ “ปุ๋ยธงเขียว” ลดต้นทุนปุ๋ยเคมีราคาพิเศษสำหรับเกษตรกรในฤดูผลิต ช่วยให้ราคาผลผลิตเกษตรไม่แพงเกินไป ส่งผลดีต่อค่าครองชีพโดยรวม

นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับผู้ผลิตรายใหญ่และร้านค้าปลีก จัดสินค้าราคาพิเศษผ่านเครือข่ายรัฐและชุมชน เน้นกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย เด็ก และผู้สูงอายุ

ประโยชน์ของมาตรการธงฟ้า-ธงเขียว

  • ลดค่าใช้จ่ายสินค้าจำเป็นได้ถึง 10-20%
  • กระจายจุดขายทั่วถึง ทุกชุมชน
  • ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน ลดราคาพืชผล
  • ป้องกันการกักตุนและเก็งกำไร

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลประชาชนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์โลก การกำกับดูแลราคาสินค้าอย่างต่อเนื่องจะช่วยรักษาเสถียรภาพราคา ทำให้ค่าครองชีพไม่สูงเกินไป

ในมุมมองของเรา มาตรการ พาณิชย์ ยันกำกับดูแลราคาสินค้า 59 รายการ นี้เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้จริง หากประชาชนร่วมมือแจ้งเบาะแส จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายแล้ว การมีราคาสินค้าที่เป็นธรรมคือฐานรากของเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

เรียกร้องให้คุณ: หากพบราคาสินค้าผิดปกติ อย่าลังเล โทรสายด่วน 1569 ทันที เพื่อช่วยกันรักษาความเป็นธรรม!

ที่มา – พาณิชย์ ยันกำกับดูแลราคาสินค้า 59 รายการ กันฉวยโอกาสขึ้นราคา ออกมาตรการ ธงฟ้า-ธงเขียว ลดค่าครองชีพ

Scroll to top