ผู้ว่าราชการจังหวัด

กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน

สถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงในประเทศไทยกำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดย กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนในการบริหารจัดการ ล่าสุด กระทรวงมหาดไทยได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดและนายอำเภอ 878 แห่งทั่วประเทศ ให้เร่งรัดสำรวจสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ โดยย้อนดูข้อมูลย้อนหลัง 7 วันจนถึงปัจจุบัน เพื่อพิจารณาแนวทางการกระจายน้ำมันให้ทั่วถึง

กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่าการสั่งการครั้งนี้มาจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยบูรณาการร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานและป้องกันผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ก่อนหน้านี้ได้สั่งการให้อนุญาตรถบรรทุกน้ำมันผ่านได้ 24 ชั่วโมงแล้ว และคราวนี้เน้นการสำรวจข้อมูลละเอียด โดยต้องรายงานกลับภายใน 21.00 น. วันเดียวกัน

คำสั่งนี้ครอบคลุมการสำรวจสถานีบริการน้ำมันทุกแห่งในอำเภอ โดยรวบรวมข้อมูล 4 ประเด็นหลัก เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบริหารจัดการพลังงานเชื้อเพลิงทั่วประเทศ การดำเนินการนี้จะช่วยให้รัฐบาลมีภาพรวมที่แม่นยำ ในการตัดสินใจกระจายทรัพยากรน้ำมันไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลน

4 ประเด็นหลักที่ต้องรายงานด่วน

  • 1. ปริมาณน้ำมันที่ได้รับ เปรียบเทียบกับภาวะปกติ ว่ามีเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าใด พร้อมระบุเหตุผล เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการส่งมอบ
  • 2. ระบุชื่อสถานีบริการน้ำมันและสถานที่ตั้งอย่างชัดเจน เพื่อติดตามจุดที่อาจมีปัญหาเฉพาะพื้นที่
  • 3. ปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าใด เพื่อประเมินความต้องการของผู้บริโภค
  • 4. พบปัญหาหรืออุปสรรคในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่ และมาตรการแก้ไขที่ดำเนินการไปแล้ว เพื่อแก้ไขช่องโหว่ทันที

ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ข้อมูลถูกต้องและครบถ้วน ซึ่งจะนำไปสู่การกระจายน้ำมันที่มีประสิทธิภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน สถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงในขณะนี้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น ความผันผวนของราคาน้ำมันโลก สงครามภูมิภาค และปัญหาการขนส่ง ทำให้รัฐบาลต้องเร่งมือในการรับมือ

ความสำคัญของการสำรวจพลังงานเชื้อเพลิง

กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน ไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูล แต่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและสังคม หากขาดน้ำมัน รถยนต์หยุดนิ่ง การขนส่งสินค้าล่าช้า ส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่พึ่งพาการขนส่งทางบก ประชาชนที่ใช้รถส่วนตัวหรือประกอบอาชีพขับรถ จะได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ธุรกิจค้าปลีก ห้างร้าน และโรงงานอุตสาหกรรมก็เสี่ยงขาดแคลนพลังงานในการดำเนินงาน

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังประสานกับตำรวจภูธรจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกให้รถขนส่งน้ำมันเคลื่อนไหวได้ตลอด 24 ชั่วโมง แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการข้ามหน่วยงานที่รวดเร็ว การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากข่าวลือหรือการกักตุนน้ำมันที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สามารถแจ้งผ่านสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ช่องทางนี้จะช่วยให้ข้อมูลจากพื้นฐานล่างไหลขึ้นสู่ผู้บริหารระดับสูงอย่างรวดเร็ว

ในมุมมองของผู้เขียน การสั่งการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนจากวิกฤตพลังงาน เป็นตัวอย่างที่ดีของการบริหารจัดการแบบ proactive ที่ไม่รอให้ปัญหารุนแรงกว่าจะแก้ไข หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน สถานการณ์น่าจะคลี่คลายได้เร็ว

หากคุณพบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในพื้นที่ แนะนำให้โทรแจ้ง 1567 ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือและปรับแผนกระจายน้ำมันได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – กระทรวงมหาดไทยสั่งการด่วนที่สุดให้ทุกจังหวัด เร่งสำรวจสถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงย้อนหลัง 7 วัน

ปลัดมหาดไทยสั่งผ่อนผันรถขนส่งน้ำมัน 24 ชม.

ปลัดมหาดไทย สั่ง ผวจ.ประสานผู้การตำรวจจังหวัด ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่งตลอด 24 ชม. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง มาตรการเร่งด่วนนี้จะช่วยให้การกระจายน้ำมันไปยังปั๊มน้ำมันทั่วประเทศราบรื่นยิ่งขึ้น

ปลัดมหาดไทย สั่ง ผวจ.ประสานผู้การตำรวจจังหวัด ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่งตลอด 24 ชม.

วันที่ 18 มีนาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับคำสั่งจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เร่งบูรณาการงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานที่อาจกระทบประเทศไทยจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน กระทรวงมหาดไทยจึงเป็นหัวใจหลักในการสนับสนุนกระทรวงพลังงาน ให้พลังงานเชื้อเพลิงไหลเวียนถึงมือประชาชนทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

สาเหตุที่นำไปสู่มาตรการผ่อนผันรถขนส่งน้ำมัน

ปัญหาเกิดจากการประชุมระหว่างกระทรวงพลังงานกับกลุ่มผู้ค้าน้ำมันเมื่อ 16 มีนาคม 2569 พบว่าความต้องการน้ำมันพุ่งสูง แต่การขนส่งติดขัดเพราะกฎจราจรที่จำกัดเวลาวิ่งของรถบรรทุกน้ำมันตามกฎหมายจราจรทางบก โดยเฉพาะช่วงกลางคืนและเส้นทางพิเศษ สถานการณ์โลกที่ตึงเครียดยิ่งทำให้ต้องเร่งแก้ไขทันที กระทรวงพลังงานจึงขอให้ตำรวจผ่อนผันให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งได้ 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 1 เดือน

ปลัดมหาดไทย สั่ง ผวจ.ประสานผู้การตำรวจจังหวัด ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่งตลอด 24 ชม. โดยมีหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้ไปคุยกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ซึ่งเป็นหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรท้องถิ่น เพื่ออนุมัติการวิ่งรถแบบไม่จำกัดเวลาแบบกรณีพิเศษ

รายละเอียดมาตรการและขั้นตอนการดำเนินการ

  • ผู้ว่าราชการจังหวัดประสานงานกับผู้การตำรวจจังหวัดทันที เพื่อผ่อนผันกฎจราจรสำหรับรถขนส่งน้ำมัน
  • อนุญาตให้รถบรรทุกน้ำมันวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากคลังน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ
  • ระยะเวลาผ่อนผัน 1 เดือน เพื่อรับมือวิกฤตชั่วคราว
  • กระทรวงมหาดไทยจะติดตามผลและรายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  • ความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

มาตรการนี้จะช่วยเพิ่มรอบการส่งน้ำมัน ลดเวลารอคอย และป้องกันไม่ให้ปั๊มน้ำมันในพื้นที่ห่างไกลขาดสต็อก โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนตื่นตระหนกสะสมน้ำมัน

ผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจ

ประชาชนจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการกระจายน้ำมันที่รวดเร็วขึ้น ไม่ต้องต่อคิวยาวหรือกลัวขาดแคลนน้ำมันสำหรับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือเครื่องจักรกลการเกษตร ส่วนผู้ประกอบการขนส่งก็ลดความเสี่ยงจากกฎจราจรที่เข้มงวด ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโดยรวม

นอกจากนี้ ยังแสดงถึงความคล่องตัวของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตภายนอก ที่อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ประเทศไทยจึงต้องเตรียมพร้อมทั้งระบบสำรองน้ำมันและการจัดการโลจิสติกส์

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการปลัดมหาดไทย สั่ง ผวจ.ประสานผู้การตำรวจจังหวัด ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่งตลอด 24 ชม. ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและทันท่วงที แสดงให้เห็นการทำงานแบบบูรณาการที่แท้จริง หากไม่มีมาตรการนี้ อาจเกิดความเดือดร้อนหนักในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ชนบท

คุณคิดว่ามาตรการนี้เพียงพอหรือไม่? หรือควรมีอะไรเพิ่มเติม เช่น เพิ่มคลังสำรองน้ำมัน แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตสถานการณ์พลังงานได้ที่นี่!

ที่มา – ปลัดมหาดไทย สั่ง ผวจ.ประสานผู้การตำรวจจังหวัด ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่งตลอด 24 ชม.

ปลัดมท. สั่ง 76 จังหวัดเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงาน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องสถานการณ์พลังงานที่กำลังร้อนระอุ จากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ทางรัฐบาลไทยจึงเร่งมือเต็มที่ ล่าสุด ปลัดมท. สั่ง ผู้ว่าราชการ 76 จังหวัดเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงานในพื้นที่ เพื่อไม่ให้ประชาชนและธุรกิจเดือดร้อน เรื่องนี้สำคัญมากเพราะน้ำมันเชื้อเพลิงคือหัวใจของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะขนส่ง อุตสาหกรรม หรือชีวิตประจำวัน ถ้าขาดแคลนเมื่อไหร่ ทุกอย่างหยุดชะงักหมดเลยครับ

ปลัดมท. สั่ง ผู้ว่าราชการ 76 จังหวัดเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงานในพื้นที่

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับข้อสั่งการด่วนจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังการหารือสถานการณ์พลังงานเมื่อวันก่อนหน้า ปลัดมท. จึงรีบสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทันที โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ให้เกิดการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา เป้าหมายหลักคือสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนและประชาชนครับ

3 แนวทางหลักในการเตรียมรับมือสถานการณ์พลังงาน

ปลัดมท. กำหนด 3 แนวทางชัดเจนให้ผู้ว่าฯ ดำเนินการทันที โดยบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานพลังงานจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อให้ข้อมูลไหลเวียนรวดเร็วและครอบคลุมทุกพื้นที่ มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

  • แนวทางที่ 1: สำรวจและรวบรวมข้อมูลความต้องการเชื้อเพลิง
    มอบหมายให้สำนักงานพลังงานจังหวัดร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ สำรวจปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงและ LPG ที่ภาคเอกชนแต่ละประเภทธุรกิจต้องการ เช่น โรงงานผลิต การขนส่ง หรือร้านค้า จัดทำฐานข้อมูลลำดับความเร่งด่วน โดยกิจการสำคัญอย่างโรงพยาบาล โรงกลั่นน้ำมัน หรือระบบสาธารณูปโภคต้องได้จัดสรรก่อน แล้วรายงานกระทรวงพลังงานด่วนที่สุด ช่วยให้รัฐรู้ว่าต้องสำรองสต็อกเท่าไหร่ ไม่ให้ขาดแคลนเฉพาะพื้นที่ครับ
  • แนวทางที่ 2: ติดตามการจำหน่ายน้ำมันอย่างใกล้ชิด
    บูรณาการข้อมูลจากสำนักงานพลังงานและพาณิชย์จังหวัด ติดตามสถานการณ์ขายน้ำมันในพื้นที่ทุกวัน กำกับปั๊มน้ำมันและผู้ค้าปลีกไม่ให้กักตุนหรือขึ้นราคาฉวยโอกาส ถ้าพบเจอจะลงโทษทันที ป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน หรือก๊าซหุงต้มพุ่งสูงกระทบค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่พึ่งพาการขนส่งมาก
  • แนวทางที่ 3: เตรียมมาตรการรองรับฉุกเฉิน
    ประสานทุกหน่วยงานจัดแผนสำรอง เช่น เพิ่มจุดกระจายน้ำมันชั่วคราว สต็อกยุทธศาสตร์ หรือทางเลือกพลังงานทดแทน เพื่อให้กิจกรรมเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก เหมือนวิกฤตน้ำมันปีก่อนๆ ที่เคยเกิดขึ้น

มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำสั่ง แต่เป็นการทำงานเชิงรุกที่ช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามอิสราเอล-ฮามาส หรือปัญหาในอ่าวเปอร์เซียที่กระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันโลก ไทยนำเข้าน้ำมันกว่า 80% ดังนั้นต้องเตรียมพร้อมเสมอ ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นล่าสุดยังไม่น่าเป็นห่วง แต่ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจกระทบเงินเฟ้อและ GDP ได้ครับ

ผลกระทบต่อประชาชนและธุรกิจจากสถานการณ์พลังงาน

สำหรับประชาชนทั่วไป ค่าขนส่ง ค่าน้ำมันรถ จะแพงขึ้นทันที ส่งผลต่อค่าอาหารและสินค้าอุปโภค ธุรกิจขนาดเล็กอย่างร้านอาหารหรือแท็กซี่อาจขาดทุนหนัก แต่ด้วยมาตรการจากปลัดมท. จะช่วยควบคุมไม่ให้เลวร้าย ส่วนภาคอุตสาหกรรมใหญ่ๆ อย่างปิโตรเคมีหรือการบิน ก็ต้องปรับตัว เช่น หันมาใช้น้ำมันสำรองหรือพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ในระยะยาว ไทยควรเร่งพัฒนาไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าเพื่อความยั่งยืน

ปลัดมท. เน้นย้ำว่า “เพื่อสร้างความมั่นใจให้ภาคธุรกิจซึ่งเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และป้องกันผลกระทบต่อชีวิตประชาชน” นี่คือภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทยในการนำนโยบายรัฐบาลสู่ท้องถิ่น

โดยรวมแล้ว มาตรการนี้เป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ แต่เราทุกคนก็ควรช่วยกัน เช่น วางแผนใช้น้ำมันอย่างประหยัด รายงานถ้าพบปั๊มกักตุน หรือสนับสนุนนโยบาย EV เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน คุณคิดว่ามาตรการนี้เพียงพอไหม? หรือมีไอเดียอะไรเพิ่มเติม? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ จะได้ช่วยกันติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – ปลัดมท. สั่ง ผู้ว่าราชการ 76 จังหวัดเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงานในพื้นที่

ปลัดมหาดไทยแจ้งผู้ว่าฯคัดเลือกทุน ม.ท.ศ. รอบคอบโปร่งใส

ปลัดมหาดไทย แจ้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด คัดเลือกนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม เป็นข่าวดีสำหรับนักเรียนที่มีศักยภาพทั่วประเทศ โดยเฉพาะเยาวชนจากครอบครัวยากจนแต่เรียนเก่ง โครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 18 ปีการศึกษา 2569 กำลังเริ่มกระบวนการคัดเลือกอย่างเป็นทางการแล้ว

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผยถึงการดำเนินงานโครงการดังกล่าว ภายใต้การดูแลของ มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเรียบร้อยแล้ว กระทรวงมหาดไทยจึงได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อให้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปลัดมหาดไทย แจ้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด คัดเลือกนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม

คณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และศึกษาธิการจังหวัดเป็นเลขานุการ จะเริ่มกระบวนการคัดเลือกนักเรียนตามแนวทางที่กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยเน้นการกระจายโอกาสให้ครอบคลุมโรงเรียนทุกสังกัดทั่วถึง รวมถึงการลงเยี่ยมบ้าน การสอบทานข้อมูลเชิงประจักษ์ พื้นฐานทัศนคติที่ดีงามต่อสถาบันหลักของชาติ ความสมัครใจ และการรับรู้ข้อมูลโครงการอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้

หลังจากคัดเลือกเสร็จ คณะกรรมการต้องส่งข้อมูลไปยังศึกษาธิการภาคเพื่อขั้นตอนต่อไป นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ติดตามดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. ในด้านการเรียน การประพฤติ การใช้จ่ายเงินทุน และการช่วยเหลือเมื่อนักเรียนหรือครอบครัวเผชิญปัญหาต่าง ๆ ตามระเบียบมูลนิธิ พ.ศ. 2561

แนวทางการคัดเลือกนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 18

เพื่อให้การคัดเลือก ปลัดมหาดไทย แจ้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด คัดเลือกนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม สมบูรณ์แบบ กระบวนการจะครอบคลุมดังนี้

  • เชิญชวนเสนอชื่อนักเรียนจากโรงเรียนทุกแห่ง โดยไม่จำกัดสังกัด
  • ตรวจสอบคุณสมบัติ เช่น ผลการเรียนดี ฐานะครอบครัวยากจน มีคุณธรรมจริยธรรมดี และทัศนคติที่ดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
  • ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและสัมภาษณ์เพื่อยืนยันข้อมูลจริง
  • พิจารณาความสมัครใจของนักเรียนและผู้ปกครอง
  • จัดส่งรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกไปยังระดับภาคและกลาง

มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเยาวชนไทยที่มีความสามารถแต่ขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา โครงการนี้ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อสร้างกำลังคนรุ่นใหม่ให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ ผ่านการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอุดมศึกษา โดยทุนครอบคลุมค่าเล่าเรียน ค่าห้องพัก และค่าครองชีพ

กำหนดการประชุมซักซ้อมความเข้าใจ

กระทรวงมหาดไทยกำหนดจัดการประชุมผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ในวันพุธที่ 4 มีนาคม 2569 โดยเชิญผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการระดับจังหวัด และศึกษาธิการภาค เข้าร่วม เพื่อซักซ้อมแนวทางการดำเนินงานให้เป็นไปตามขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งนี้จะช่วยลดความคลาดเคลื่อนและเพิ่มความมั่นใจในระบบ

การคัดเลือกที่รอบคอบและโปร่งใสเช่นนี้ จะช่วยป้องกันปัญหาความไม่เป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และกระจายโอกาสสู่พื้นที่ห่างไกล โครงการทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. จึงไม่เพียงให้การช่วยเหลือทางการเงิน แต่ยังปลูกฝังคุณธรรมและจิตสำนึกที่ดีให้เยาวชน

ในมุมมองของผู้เขียน การริเริ่มของปลัดกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการบริหารจัดการภาครัฐที่เน้นธรรมาภิบาล หากทุกจังหวัดปฏิบัติตามแนวทาง จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยได้อย่างยั่งยืน

หากคุณเป็นนักเรียนที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ หรือผู้ปกครองที่สนใจ สามารถติดต่อสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเพื่อสอบถามรายละเอียดและเตรียมเอกสารได้ทันที อย่าพลาดโอกาสสำคัญนี้!

ที่มา – ปลัดมหาดไทย แจ้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด คัดเลือกนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม

นายกฯ ประชุม 7 ผู้ว่าฯชายแดน ดูแลประชาชนเต็มที่

นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน กำชับดูแลประชาชนเต็มที่ พร้อมแผนอพยพให้ทันเหตุการณ์หลังทหารไทย-กัมพูชา เปิดฉากปะทะ สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ช่วงเช้าที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง และผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ได้ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ ตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ รวมถึงติดตามการอพยพและการช่วยเหลือประชาชนจากเหตุปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยนายกฯ ได้กำชับให้ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ และดูแลในเรื่องของแผนการอพยพ

นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน กำชับดูแลประชาชนเต็มที่

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน การสั่งกำชับให้ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่และเตรียมความพร้อมด้านแผนอพยพเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ การประชุมยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนได้รายงานสถานการณ์ล่าสุด ปัญหาอุปสรรค และความต้องการในการสนับสนุนจากส่วนกลาง เพื่อให้รัฐบาลสามารถวางแผนและดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

ประเด็นสำคัญจากการประชุม นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน

  • การติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด
  • การดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเป็นสำคัญ
  • การเตรียมความพร้อมด้านแผนอพยพ
  • การให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
  • การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

การที่ นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน ในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและการมีแผนอพยพที่ชัดเจน จะช่วยลดความสูญเสียและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนได้เป็นอย่างดี

รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการเจรจาเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความมั่นคงของชาติ

การติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถตัดสินใจและดำเนินมาตรการต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนให้กับประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา

การที่นายกรัฐมนตรีลงมาดูแลและสั่งการด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความรับผิดชอบต่อประชาชนชาวไทยทุกคน การสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ

ในสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ ความสามัคคีและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การร่วมแรงร่วมใจกันจะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี

การดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด และเตรียมพร้อมแผนอพยพอย่างรัดกุม เป็นสิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน กำชับดูแลประชาชนเต็มที่

นายกฯ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ ตรวจแนวหลัง อย่าประมาท

“อนุทิน” เน้นย้ำปกป้องอธิปไตย ลงพื้นที่บุรีรัมย์ ตรวจแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังชายแดนไทย-กัมพูชา กำชับ ชรบ. อย่าประมาท แม้บรรยากาศดี

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ณ เทศบาลตลาดนิคมปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน 7 จังหวัด (บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี, สระแก้ว, จันทบุรี และตราด) เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และ สส.พรรคภูมิใจไทย ให้การต้อนรับ พร้อมชุด ชรบ. ในพื้นที่บุรีรัมย์กว่า 2,500 คน ที่มาร่วมรับนโยบายอย่างพร้อมเพรียง

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้รายงานผลการดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังของ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ได้มีการประสานข้อมูลกับกองทัพและฝ่ายความมั่นคง เพื่อเตรียมความพร้อมของพื้นที่ส่วนหลัง ทั้งการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงไปยังศูนย์อพยพ พร้อมระบบคัดแยกกลุ่มเปราะบาง (เด็ก, ผู้สูงอายุ, คนมีครรภ์ และผู้ป่วยติดเตียง) และจัดชุด ชรบ. กว่า 115,393 คน ใน 7 จังหวัด เพื่อดูแลความปลอดภัยทรัพย์สินของผู้อพยพในช่วงเกิดเหตุการณ์

นายอนุทินได้กล่าวให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และชุด ชรบ. โดยเน้นย้ำว่า แม้สถานการณ์ชายแดนไทยและกัมพูชามีแนวโน้มที่ดีจากการร่วมกันสำรวจพื้นที่ข้อพิพาทและปักหมุดเขตแดนชั่วคราว แต่เจ้าหน้าที่และชุด ชรบ. ก็ไม่ควรประมาท เพราะสามารถเกิดเหตุได้ทุกเมื่อ แม้ตนเองจะงานยุ่งเหยิงก็ต้องมาพบกับพี่น้อง ชรบ. เป็นเครื่องหมายว่า รัฐบาลของท่านเน้นย้ำในการปกป้องแผ่นดินและอธิปไตยขอให้ทุกท่านอย่าพะวง ปกป้องอธิปไตยของชาติให้ดีพอ

นายกรัฐมนตรียังได้เน้นย้ำการปฏิบัติ 3 ด้านว่า ความมั่นคงชายแดนแนวหลังต้องพร้อมปกป้องเต็มที่  การให้ความปลอดภัยประชาชนและอพยพอย่างรวดเร็ว และการเตรียมพร้อมตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง โดยแบ่งบทบาทหน้าที่กำลังพล 4 แนว คือ ทหาร และกองสนับสนุนพื้นที่แนวรบ/ดูแลหมู่บ้าน/ศูนย์พักพิงอพยพ ซึ่งล้วนมี ชรบ. เข้าไปเกี่ยวข้อง

หลังการกล่าวให้กำลังใจ นายอนุทินได้เข้าเยี่ยมชมและสังเกตการณ์การซ้อมแผนเผชิญเหตุตามแผนพิทักษ์ส่วนหลังที่ อ.บ้านกรวดจัดขึ้นด้วย และหลังเสร็จสิ้นภารกิจนายอนุทินให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดน 7 จังหวัด เนื่องจากมีสัญญาณบอกเหตุตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยย้ำว่าไม่ประสงค์พูดเรื่องความไว้ใจหรือไม่ไว้ใจกัมพูชา แต่เน้นย้ำที่ความพร้อมของไทยเป็นสำคัญ

ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่าหากมีการยุบสภาในวันที่ 31 มกราคม แล้วเกิดเหตุปะทะขึ้น นายอนุทินยืนยันว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ได้ถูกยุบไปด้วย ในช่วงนั้นผู้ว่าฯ จะสามารถเปิดพื้นที่ฉุกเฉินรับมือการปะทะได้ และรัฐบาลรักษาการจะสนับสนุนทุกฝ่ายอย่างเต็มที่

สำหรับการที่ รมว.ต่างประเทศ ไปประชุมอนุสัญญาออตตาวาเพื่อนำเสนอท่าทีของไทยต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา นายอนุทินระบุว่า ยังไม่ได้รับรายงานว่าการประท้วงไม่ได้ผล พร้อมยืนยันหนักแน่นว่า หากไทยถูกทำร้ายหรือมีการรุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทย ไทยพร้อมตอบโต้ทุกรูปแบบ เพื่อรักษาอธิปไตย

นายกฯ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ตรวจแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง กำชับ ชรบ. อย่าประมาทแม้บรรยากาศดี

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมถึงแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง โดยเน้นย้ำให้ ชรบ. อย่าประมาทแม้บรรยากาศดี

ความสำคัญของการลงพื้นที่บุรีรัมย์ตรวจแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง

การลงพื้นที่ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลในการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่และชุด ชรบ. ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ นอกจากนี้ ยังเป็นการติดตามความคืบหน้าของแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง เพื่อให้มั่นใจว่ามีความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และ ชรบ. เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง และการดูแลความปลอดภัยในทรัพย์สินของประชาชน

นายกฯ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ตรวจแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง กำชับ ชรบ. อย่าประมาทแม้บรรยากาศดี เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนทุกคน

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของพื้นที่ส่วนหลัง แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนในปัจจุบันจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นก็ตาม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการมองการณ์ไกล และความเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก

สำหรับประชาชนทั่วไป การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้เป็นการสร้างความมั่นใจในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน

ถึงแม้สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยเเละกัมพูชา จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเเต่การ นายกฯ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ตรวจแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง กำชับ ชรบ. อย่าประมาทแม้บรรยากาศดี ก็ยังคงมีความจำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นเเละความพร้อมให้เเก่ประชาชน

การเตรียมพร้อมอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าสถานการณ์ภายนอกจะดูสงบสุขก็ตาม การมีแผนสำรองและกำลังพลที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ จะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – นายกฯ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ตรวจแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง กำชับ ชรบ. อย่าประมาทแม้บรรยากาศดี

ผู้ว่าฯ 76 จังหวัด นำถวายน้ำสรงพระบรมศพ

ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศนำประชาชนทุกหมู่เหล่า ลงนามไว้อาลัย และประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันที่ 26 ต.ค. 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น. ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และนายอำเภอ 878 อำเภอทั่วประเทศ นำประชาชนทุกหมู่เหล่า ประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และลงนามไว้อาลัยถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ สถานที่ที่จังหวัดและอำเภอกำหนด อาทิ ศาลากลางจังหวัด ศาลาประชาคมจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ วัด และสถานที่สำคัญของจังหวัด โดยมี ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการตุลาการ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า สมาคม ภาคเอกชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนชาวไทย กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ต่างเดินทางมาร่วมพิธีด้วยความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความไว้อาลัยถวาย ด้วยความจงรักภักดี อาทิ

จังหวัดสมุทรสงคราม นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม นำทุกภาคส่วนประกอบพิธี ณ ศาลาอเนกประสงค์ ชั้น 2 วัดเพชรสมุทร วรวิหาร อ.เมืองสมุทรสงคราม

จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นำพสกนิกรทุกหมู่เหล่า เข้าถวายน้ำสรงพระบรมศพ หน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ อาคารอารยธรรม 3 แผ่นดิน ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ อ.เมืองศรีสะเกษ

จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นำพสกนิกร และทุกภาคส่วน ร่วมประกอบพิธี ณ วัดกลางใหม่ อ.เมืองสุราษฎร์ธานี

จังหวัดเชียงราย นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นำข้าราชการและทุกภาคส่วนประกอบพิธี ณ วัดพระแก้ว พระอารามหลวง อ.เมืองเชียงราย

จังหวัดอุทัยธานี นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี นำหัวหน้าส่วนราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ และพสกนิกรทุกหมู่เหล่า เข้าร่วมพิธี ณ ศาลากลางจังหวัดอุทัยธานี อ.เมืองอุทัยธานี

จังหวัดอ่างทอง นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง นำทุกภาคส่วนถวายน้ำสรงพระบรมศพ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ และลงนามแสดงความไว้อาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ศาลากลางจังหวัดอ่างทอง อ.เมืองอ่างทอง

ผู้ว่าฯ 76 จังหวัด นำประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ

การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด พร้อมใจกันจัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของประชาชนชาวไทยที่มีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ และทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของปวงชน

ที่มา – ผู้ว่าฯ 76 จังหวัด นำประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

มท.สั่ง 76 จังหวัด ลดธงครึ่งเสา จัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ

ทั่วประเทศลดธงครึ่งเสา! กระทรวงมหาดไทยสั่งการด่วน 76 จังหวัด เตรียมจัดพิธี ถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง อย่างสมพระเกียรติ พร้อมแจ้งแนวทางการปฏิบัติในช่วงเวลาสำคัญนี้

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือสั่งการด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ให้ดำเนินการลดธงครึ่งเสาในสถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ และสถานศึกษาทุกแห่ง เป็นเวลา 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 ปีเต็ม ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป โดยได้แจ้งให้ทุกอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน สำหรับประชาชนทั่วไป ขอความร่วมมือพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม

ทั้งนี้ ศาลากลางจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ได้ทำการลดธงครึ่งเสาเพื่อแสดงความอาลัย และแจ้งให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามประกาศดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

มท.สั่ง 76 จังหวัด ลดธงครึ่งเสา จัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ

นอกจากเรื่องการลดธงครึ่งเสาแล้ว อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำคือ การจัดพิธี ถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ณ สถานที่ที่จังหวัดและอำเภอกำหนด (โดยอำเภอเมืองจัดร่วมกับจังหวัด) ในวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2568 โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

1. จัดพิธี ถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น.

2. จัดเตรียมโต๊ะและเก้าอี้สำหรับลงนามแสดงความไว้อาลัย พร้อมประดับตกแต่งอาคารสถานที่ด้วยผ้าดำขาวให้เหมาะสมและสมพระเกียรติ

3. กำหนดการแต่งกาย: ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ให้สวมชุดปกติขาวประดับแขนทุกข์ ส่วนประชาชนทั่วไป ให้แต่งกายไว้ทุกข์

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง

เพื่อให้การจัดพิธี ถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ กระทรวงมหาดไทยได้กำชับให้ทุกจังหวัดดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

สถานการณ์ปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการร่วมแรงร่วมใจกันของทุกภาคส่วนในการแสดงความเคารพและไว้อาลัยต่อการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ การปฏิบัติตามแนวทางที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด จึงเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีและความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง

ที่มา – มท. สั่ง 76 จังหวัด ลดธงครึ่งเสา-จัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง

นายกฯ สั่ง ผู้ว่าฯ 16 จังหวัดเตรียมรับมืออุทกภัย

“อนุทิน” สั่งผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ และเพชรบุรี – ประจวบฯ เตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย พร้อมกำชับแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าในทุกช่องทาง

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ พร้อมด้วยเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ รวม 16 จังหวัด เตรียมรับมืออุทกภัยและคลื่นลมแรงอย่างเต็มที่

ทั้งนี้คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นหลังกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมเป็นต้นไปภาคใต้จะได้รับอิทธิพลจากมรสุมและร่องมรสุม รวมถึงอาจมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนตัวเข้ามา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ทำให้นายอนุทินได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 16 จังหวัด ให้ดำเนินการใน 5 ด้านหลัก ทั้งเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ ประเมินความเสี่ยงอุทกภัย คลื่นลมแรง และดินสไลด์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน เขตเศรษฐกิจ ริมแม่น้ำ ท้ายเขื่อน และพื้นที่ติดชายทะเล และเน้นย้ำให้แจ้งเตือนภัยล่วงหน้าในทุกช่องทาง

นอกจากนี้พื้นที่ชุมชนให้ป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังล่วงหน้า ด้วยการขุดลอกท่อระบายน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และติดตั้งเครื่องจักรกลสาธารณภัยในพื้นที่เสี่ยง ส่วนพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลให้ประสานงานกับกรมเจ้าท่า กองทัพเรือและตำรวจน้ำ เพื่อดูแลความปลอดภัยการเดินเรือ และสั่งห้ามการเดินเรือในช่วงคลื่นลมแรง และสื่อสารแจ้งเตือนนักท่องเที่ยว ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้เฝ้าระวังและปิดกั้นพื้นที่ห้ามนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่เสี่ยงเช่น น้ำตก ถ้ำ และเกาะแก่งต่าง ๆ

ส่วนแผนเผชิญเหตุให้จัดทีมปฏิบัติการจากทุกภาคส่วนเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยและกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นระบบ เคลื่อนย้ายทรัพย์สิน จัดหน่วยบริการด้านการแพทย์ และเร่งระบายน้ำ สำรวจและเยียวยาเมื่อสถานการณ์คลี่คลายและให้เร่งสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟูบูรณะพื้นที่ประสบภัยตามระเบียบโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามประชาชนที่ต้องการขอรับความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสายด่วนได้ที่หมายเลข 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายกฯ สั่ง ผู้ว่าฯ 16 จังหวัดเตรียมรับมืออุทกภัย

จากสถานการณ์ที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ถึงสภาวะอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคใต้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ 16 จังหวัด เตรียมรับมืออุทกภัย อย่างเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและทรัพย์สิน การเตรียมความพร้อมนี้ครอบคลุมถึงการเฝ้าระวัง การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า และการจัดเตรียมแผนเผชิญเหตุที่ครอบคลุมทุกด้าน

มาตรการสำคัญในการเตรียมรับมืออุทกภัย

  • การเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์: ติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
  • การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า: แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงผ่านทุกช่องทาง ทั้งสื่อสังคมออนไลน์ วิทยุชุมชน และหอกระจายข่าว
  • การเตรียมแผนเผชิญเหตุ: จัดเตรียมทีมปฏิบัติการ อุปกรณ์กู้ภัย และสถานที่อพยพให้พร้อมใช้งาน
  • การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง: ขุดลอกท่อระบายน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่เสี่ยง
  • การดูแลความปลอดภัยทางทะเล: ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลความปลอดภัยการเดินเรือ และแจ้งเตือนนักท่องเที่ยว

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสียหายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น การปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการ และการเตรียมพร้อมของประชาชน จะช่วยให้เราสามารถเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การ เตรียมรับมืออุทกภัย จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

การที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ 16 จังหวัดเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อประชาชน การเตรียมความพร้อมที่ดีจะช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น และช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

ที่มา – นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ 16 จังหวัดเตรียมรับมืออุทกภัย พร้อมให้แจ้งเตือนภัยล่วงหน้า

Scroll to top