ผู้เสียหาย

รวบแล้ว “ช่างนัท-ซ้อโอ๋” หลอกรับสร้าง-รีโนเวทบ้าน

รวบแล้ว “ช่างนัท-ซ้อโอ๋” เปิดเพจหลอกรับสร้าง-รีโนเวทบ้าน เสียหายหลายล้านบาท

ใครที่กำลังวางแผนจะทำบ้านหรือรีโนเวทบ้านใหม่ต้องอ่านเรื่องนี้ให้ดีครับ เพราะล่าสุดข่าวที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับคนอยากมีบ้านคือการ **รวบแล้ว “ช่างนัท-ซ้อโอ๋” เปิดเพจหลอกรับสร้าง-รีโนเวทบ้าน เสียหายหลายล้านบาท** สองสามีภรรยาฉบับมิจฉาชีพที่ใช้ความไว้ใจของคนอยากมีบ้านมาเป็นเครื่องมือในการโกงเงิน ซึ่งพฤติกรรมนี้ถือเป็นภัยสังคมที่ร้ายแรงมากโดยเฉพาะในยุคที่การหาผู้รับเหมาผ่านโลกออนไลน์กำลังได้รับความนิยม

พฤติกรรมสุดแสบในการหลอกลวงประชาชน

ทั้งคู่เปิดเพจเฟซบุ๊กหลายชื่อ เช่น “Thai Technician Nut” หรือ “nuttanun home” พร้อมโชว์ภาพผลงานปลอมที่ดูหรูหราเกินจริง ทำให้เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินค่ามัดจำหรือค่าวัสดุก่อสร้างหลักแสนจนถึงหลักล้าน แต่พอถึงเวลาหน้างานจริงกลับส่งคนงานมาทุบทำลายเพียงเล็กน้อยเพื่อตบตา ก่อนจะเชิดเงินหนีด้วยการอ้างเหตุผลสารพัด ซึ่งพฤติกรรม **รวบแล้ว “ช่างนัท-ซ้อโอ๋” เปิดเพจหลอกรับสร้าง-รีโนเวทบ้าน เสียหายหลายล้านบาท** นี้แสดงให้เห็นว่ามิจฉาชีพยุคใหม่มีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่าเหลือเชื่อคือเมื่อเหยื่อรู้ตัวและออกมาโพสต์เตือนภัยในกลุ่มโซเชียล สองคนนี้ยังกล้าไปฟ้องร้องเหยื่อข้อหา “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” เพื่อข่มขู่ไม่ให้ใครกล้าเปิดโปงความชั่วร้ายของพวกตน ถือเป็นวิธีการปิดปากเหยื่อที่น่ากลัวมากครับ

บทเรียนสำคัญสำหรับคนกำลังมองหาผู้รับเหมา

จากกรณีข่าว **รวบแล้ว “ช่างนัท-ซ้อโอ๋” เปิดเพจหลอกรับสร้าง-รีโนเวทบ้าน เสียหายหลายล้านบาท** เราสามารถสรุปบทเรียนเพื่อป้องกันตัวเองได้ดังนี้:

  • ตรวจสอบประวัติให้ละเอียด: อย่าเชื่อแค่รูปภาพสวยงามในเพจ ให้ขอดูผลงานจริงหรืองานที่เคยทำเสร็จแล้วจริงๆ
  • ทำสัญญาให้รัดกุม: การจ้างงานต้องมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ชัดเจนเรื่องงวดงานและงวดเงิน
  • ไม่โอนเงินก่อน: หลีกเลี่ยงการโอนเงินก้อนใหญ่ก่อนเริ่มงานที่จับต้องได้จริง
  • ตรวจสอบที่มาที่ไป: เช็กว่าผู้รับเหมามีหน้าร้านหรือมีตัวตนจริงหรือไม่ ไม่เพียงแค่เพจเฟซบุ๊กที่เปิดขึ้นมาลอยๆ

ท้ายที่สุด การมีบ้านเป็นความฝันของทุกคน ดังนั้นก่อนตัดสินใจเลือกผู้รับเหมา ควรใช้เวลาสืบประวัติให้รอบคอบ อย่าเห็นแก่ราคาถูกจนเกินเหตุ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เพียงแค่เรื่องของเงินทอง แต่ยังรวมไปถึงความเครียดและเวลาที่เสียไปกับการซ่อมแซมความพังพินาศที่มิจฉาชีพทิ้งไว้ให้ครับ หากใครพบเบาะแสการฉ้อโกง อย่ากลัวที่จะแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้ใครตกเป็นเหยื่ออีก

ที่มา – รวบแล้ว “ช่างนัท-ซ้อโอ๋” เปิดเพจหลอกรับสร้าง-รีโนเวทบ้าน เสียหายหลายล้านบาท

น็อตสกรูร่วงเกลื่อนมอเตอร์เวย์ ทำรถยางรั่วหลายสิบคัน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลมีเดียเมื่อไม่นานมานี้ สำหรับเหตุการณ์น็อตสกรูร่วงเกลื่อนมอเตอร์เวย์ ทำรถยางรั่วหลายสิบคัน ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้ทางบนมอเตอร์เวย์หมายเลข 7 อย่างมหาศาล โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 12 มิถุนายน ทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนักเนื่องจากรถยนต์จำนวนมากต้องประสบปัญหาจากสิ่งของตกหล่นบนพื้นถนน

เหตุการณ์ น็อตสกรูร่วงเกลื่อนมอเตอร์เวย์ ทำรถยางรั่วหลายสิบคัน

จากการตรวจสอบโดยกรมทางหลวง พบว่าสาเหตุเกิดจากรถกระบะบรรทุกสิ่งของแต่ไม่มีการปิดคลุมให้เรียบร้อย และไม่ได้ปิดฝาท้ายรถ ทำให้สิ่งของที่เป็นโลหะน็อตและสกรูหล่นกระจายไปทั่วผิวจราจร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ที่ขับรถตามหลังมา ทำให้รถหลายสิบคันเกิดอุบัติเหตุยางรั่วจนไม่สามารถสัญจรต่อไปได้ เหตุการณ์น็อตสกรูร่วงเกลื่อนมอเตอร์เวย์ ทำรถยางรั่วหลายสิบคันในครั้งนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ขับขี่รถบรรทุกทุกคนให้ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยในการขนส่งเพิ่มมากขึ้น

มาตรการจัดการหลังเกิดเหตุ น็อตสกรูร่วงเกลื่อนมอเตอร์เวย์ ทำรถยางรั่วหลายสิบคัน

หลังจากที่ศูนย์ควบคุมทางหลวงพิเศษ (CCB) ได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้รีบเข้าพื้นที่อย่างเร่งด่วนเพื่อปิดช่องจราจรและเก็บกวาดสิ่งของที่เป็นอันตรายให้พ้นจากถนน เพื่อป้องกันไม่ให้มีรถคันอื่นได้รับความเสียหายเพิ่ม จนสามารถเปิดการจราจรได้เป็นปกติในเวลาต่อมา โดยมีรายละเอียดการดำเนินการดังนี้:

  • เร่งเข้าพื้นที่ตรวจสอบและจัดการความปลอดภัยทันทีที่ได้รับแจ้ง
  • ปิดการจราจรเพื่อกวาดน็อตและสกรูออกจากพื้นผิวถนน
  • ตรวจสอบพื้นที่โดยละเอียดเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้รถใช้ถนน
  • รวบรวมหลักฐานจากกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อติดตามรถคันต้นเหตุ

ในปัจจุบัน กรมทางหลวงกำลังเร่งประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับรถต้นเหตุเพื่อให้มารับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น สำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมวดทางหลวงพิเศษพานทอง โทร 080-359-9395 เพื่อแจ้งความเสียหายและประสานงานทางด้านกฎหมายต่อไป

ในฐานะผู้ใช้รถใช้ถนน เราขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนออกเดินทาง ไม่ว่าจะบรรทุกของหนักหรือเบา การรัดคลุมวัสดุให้แน่นหนาถือเป็นหน้าที่พื้นฐานที่ช่วยรักษาชีวิตและทรัพย์สินของเพื่อนร่วมทาง หากใครพบเห็นสิ่งปกติหรือวัสดุตกลงบนทางหลวง สามารถแจ้งสายด่วนกรมทางหลวง 1586 กด 7 ได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยกันลดอุบัติเหตุและสร้างสังคมการขับขี่ที่ปลอดภัยร่วมกันครับ

ที่มา – ​น็อตสกรูร่วงเกลื่อนมอเตอร์เวย์ ทำรถยางรั่วหลายสิบคัน ล่าสุดเปิดการจราจรปกติ

แพรรี่ เห็นใจผู้เสียหาย จี้พ่อฟอร์ด ออกมาชี้แจง ย้ำชัดๆ เอาเงินไหนมาลงทุนขายทุเรียน

แพรรี่ เห็นใจผู้เสียหาย จี้พ่อฟอร์ด ออกมาชี้แจง ย้ำชัดๆ เอาเงินไหนมาลงทุนขายทุเรียน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีกระแสข่าวว่าชาวบ้านจำนวนมากเข้ามาร้องเรียนเกี่ยวกับพ่อของ ฟอร์ด ปกรณ์ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายหลอกลวงจนเกิดความเสียหายมูลค่าเกือบ 100 ล้านบาท งานนี้ แพรรี่ ไพรวัลย์ วรรณบุตร แฟนสาวของฟอร์ด จึงได้ออกมาเคลื่อนไหวทันที โดยเธอได้อัดคลิปชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อแสดงจุดยืนและไขข้อข้องใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จุดเริ่มต้นของปัญหาและการแสดงความเห็นของแพรรี่ต่อเรื่อง แพรรี่ เห็นใจผู้เสียหาย จี้พ่อฟอร์ด ออกมาชี้แจง ย้ำชัดๆ เอาเงินไหนมาลงทุนขายทุเรียน

ในการอัดคลิปชี้แจง แพรรี่ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า เธอรู้สึกเห็นใจผู้เสียหายเป็นอย่างมาก และมองว่าเรื่องหนี้สินนั้น “ใครก่อก็ต้องรับผิดชอบ” โดยเธอเน้นย้ำหลายครั้งว่าอยากให้คุณพ่อของฟอร์ดออกมาพูดความจริงหรือแสดงหลักฐานเพื่อเคลียร์ปัญหา เพราะการที่จะให้ลูกชายมารับหน้าแทนในสิ่งที่ตนเองไม่ได้เป็นคนก่อถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่ยุติธรรมต่อตัวฟอร์ดเช่นกัน

นอกเหนือจากเรื่องคดีความ ยังมีประเด็นที่คนสงสัยเกี่ยวกับธุรกิจส่วนตัวของเธอ โดยเรื่อง แพรรี่ เห็นใจผู้เสียหาย จี้พ่อฟอร์ด ออกมาชี้แจง ย้ำชัดๆ เอาเงินไหนมาลงทุนขายทุเรียน นั้น แพรรี่ได้อธิบายให้ฟังว่าเธอเริ่มทำธุรกิจขายทุเรียนมาตั้งแต่ปี 2565 โดยใช้ระบบเครดิตในการทำงาน ไม่ได้ใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลเหมือนที่หลายคนเข้าใจผิด เธอเน้นย้ำว่าตนเองและฟอร์ดแยกกระเป๋ากันใช้และแยกธุรกิจกันทำอย่างชัดเจน

สำหรับประเด็นที่หลายคนกังวลเกี่ยวกับตัวแพรรี่เอง เธอได้ชี้แจงข้อเท็จจริงสำคัญ ดังนี้:

  • เธอและแฟนแยกกันอยู่บ้านใครบ้านมัน ไม่มีการข้องเกี่ยวทางธุรกิจครอบครัว
  • พร้อมลงบันทึกประจำวันหากพบใครนำชื่อไปแอบอ้างในทางเสียหาย
  • ยืนยันว่าเรื่องหนี้สินของพ่อแฟนเป็นเรื่องที่เจ้าตัวต้องจัดการเอง
  • ให้ความเป็นธรรมกับฟอร์ด เพราะคดีความบางเรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งตอนนั้นแพรรี่ยังบวชเป็นพระอยู่เลย

อย่างไรก็ตาม บทสรุปของเรื่องนี้คงต้องรอให้ทางฝั่งของคุณพ่อฟอร์ดออกมาให้ข้อมูลตามขั้นตอนของกฎหมาย เพราะหากมีหมายเรียกจริงก็ต้องไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหน้าที่ สิ่งสำคัญที่สุดในเหตุการณ์นี้คือความชัดเจนและการเยียวยาผู้เสียหาย ซึ่งเราต่างหวังว่าเรื่องราวทุกอย่างจะถูกจัดการให้ถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุดครับ

ที่มา – แพรรี่ เห็นใจผู้เสียหาย จี้พ่อฟอร์ด ออกมาชี้แจง ย้ำชัดๆ เอาเงินไหนมาลงทุนขายทุเรียน

ฟอร์ด เคลื่อนไหว ยันไม่เกี่ยวข้อง พ่อถูกร้องบิดเงิน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่ออินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่าง “ฟอร์ด ปกรณ์” ต้องออกมาเปิดใจเกี่ยวกับกรณีที่มีชาวบ้านรวมตัวกันร้องเรียนว่าพ่อของเขาได้ทำการฉ้อโกงเงินชาวบ้านไปเป็นจำนวนมหาศาลเกือบ 100 ล้านบาท ทำให้หลายคนสงสัยว่าเจ้าตัวมีส่วนร่วมรู้เห็นด้วยหรือไม่

ฟอร์ด เคลื่อนไหว ยันไม่เกี่ยวข้อง พ่อถูกร้องบิดเงินชาวบ้านเกือบ 100 ล้าน

จากข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้น ฟอร์ด ปกรณ์ ไม่รอช้าที่จะออกมาโพสต์ชี้แจงผ่านทางหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ยินดีรับฟังทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขอให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง ไม่ใช่การคาดเดาไปเองจนทำให้ผู้อื่นเสียหาย ฟอร์ดยังย้ำชัดเจนว่ากรณี ฟอร์ด เคลื่อนไหว ยันไม่เกี่ยวข้อง พ่อถูกร้องบิดเงินชาวบ้านเกือบ 100 ล้าน ครั้งนี้ เป็นเรื่องส่วนบุคคลที่เขาไม่ได้มีส่วนรับรู้หรือมีส่วนได้ส่วนเสียแต่อย่างใด

เปิดใจหมดเปลือก ฟอร์ด เคลื่อนไหว ยันไม่เกี่ยวข้อง พ่อถูกร้องบิดเงินชาวบ้านเกือบ 100 ล้าน

ในรายการโหนกระแส ฟอร์ดได้เปิดใจถึงความรู้สึกว่าตนรู้สึกเครียดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก เพราะจำนวนเงินมันสูงเกินกว่าที่ตนจะได้รับรู้ เขาได้เล่าถึงความสัมพันธ์ว่าไม่ได้ใกล้ชิดกับพ่อมากนัก โดยเติบโตมากับย่าและป้าตั้งแต่อายุเพียง 3 เดือน และแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตทำให้ตนไม่ทราบถึงพฤติกรรมทางการเงินของพ่อเลยแม้แต่น้อย

  • ไม่เคยทราบเรื่องการนำบัญชีไปใช้
  • ยอมรับว่าที่ผ่านมาเคยช่วยใช้หนี้เท่าที่ทำได้ แต่ไม่รู้ว่ายอดหนี้สูงถึงหลักร้อยล้าน
  • ยินดีให้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม ฟอร์ดขอยืนยันว่าหากพ่อทำความผิดจริง ก็พร้อมให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ไม่ได้มีเจตนาจะออกมาปกป้องคนผิด เพียงแต่ต้องการปกป้องชื่อเสียงของตนเองจากการถูกกล่าวหาทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง สำหรับใครที่ได้รับผลกระทบ เขายอมรับว่าเข้าใจความรู้สึกและพร้อมเป็นกำลังใจให้ทุกคนในจุดที่ตนสามารถทำได้

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่สอนให้เห็นว่า เรื่องของครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และในสังคมออนไลน์เราควรมีวิจารณญาณในการคอมเมนต์หรือตัดสินใครก่อนที่จะทราบความจริงทั้งหมด การที่ศิลปินหรือคนดังออกมายืนยันความบริสุทธิ์ใจเป็นสิทธิที่ทำได้ และท้ายที่สุดแล้วเราต้องรอดูว่ากระบวนการทางกฎหมายจะสรุปคดีนี้อย่างไร ใครจะผิดหรือถูกก็ว่ากันไปตามพยานหลักฐาน เพื่อความเป็นธรรมของทุกฝ่ายครับ

ที่มา – “ฟอร์ด” เคลื่อนไหว ยันไม่เกี่ยวข้อง “พ่อ” ถูกร้องบิดเงินชาวบ้านเกือบ 100 ล้าน

ชาวบ้านร้อง อ้างถูกนายทุน พ่ออินฟลูฯ ดัง หลอกกู้เงิน เบี้ยวค่าขายข้าว

ชาวบ้านร้อง อ้างถูกนายทุน พ่ออินฟลูฯ ดัง หลอกกู้เงิน เบี้ยวค่าขายข้าว

กลายเป็นกระแสร้อนแรงในโซเชียลมีเดีย เมื่อชาวบ้านผู้ได้รับความเดือดร้อนในจังหวัดบุรีรัมย์ รวมตัวกันเข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากออกมาเปิดเผยว่าพวกเขาตกเป็นเหยื่อของกลุ่มนายทุนรายหนึ่ง ซึ่งมีการระบุว่าเป็นพ่อของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง โดยพฤติกรรมดังกล่าวทำให้ชาวบ้านต้องสูญเสียที่ดินทำกิน รถยนต์ และเงินจากการขายข้าวไปเป็นมูลค่ามหาศาลรวมเกือบ 100 ล้านบาท

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อชาวบ้านได้รับคำแนะนำให้กู้เงินโดยใช้โฉนดที่ดินเป็นประกัน แต่กลับกลายเป็นการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ เช่น การบังคับให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อของนายทุน โดยอ้างว่าจะดำเนินการกู้เงินให้ แต่สุดท้ายกลับไม่มีเงินก้อนใหญ่ตามที่สัญญาไว้ และเมื่อขอที่ดินคืน ชาวบ้านกลับถูกบ่ายเบี่ยงให้ไปติดตามที่กรมบังคับคดีเอง ทำให้หลายครอบครัวต้องตกอยู่ในภาวะลำบากอย่างกะทันหัน

เจาะลึกพฤติกรรม ชาวบ้านร้อง อ้างถูกนายทุน พ่ออินฟลูฯ ดัง หลอกกู้เงิน เบี้ยวค่าขายข้าว

นอกจากปัญหาเรื่องที่ดินแล้ว ธุรกิจการรับซื้อข้าวก็กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่นายทุนรายนี้ใช้สร้างความสูญเสียให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ วิธีการคือการเสนอราคาซื้อข้าวเปลือกที่สูงกว่าตลาดเพื่อล่อใจให้เกษตรกรนำผลผลิตมาขาย แต่เมื่อถึงเวลาจ่ายเงินกลับผลัดวันประกันพรุ่ง และไม่สามารถจ่ายเงินก้อนได้ครบตามจำนวนบิลที่ออกไว้ ทำให้กลุ่มผู้นำชุมชนและเกษตรกรต้องรวมตัวกันเข้าแจ้งความดำเนินคดีในที่สุด

  • ผลกระทบต่อที่ดินทำกิน: ชาวบ้านจำนวนมากสูญเสียโฉนดที่ดินหลังจากหลงเชื่อการกู้เงินนอกระบบ
  • ปัญหาค้างชำระค่าข้าว: นายทุนรับซื้อข้าวไปแล้วแต่ไม่มีการจ่ายเงินคืนให้เกษตรกรตามสัญญา
  • การยืมรถแล้วเชิดหาย: พบพฤติกรรมยืมรถยนต์ของชาวบ้านไปใช้แล้วไม่ส่งคืน
  • ความเสียหายสะสม: มูลค่าความเสียหายรวมกันพุ่งสูงเกือบ 100 ล้านบาท

สิ่งที่น่าสะเทือนใจคือ หลายรายไม่ได้เดือดร้อนเพียงแค่ตัวคนเดียว แต่ยังรวมไปถึงเครือญาติที่หลงเชื่อและนำข้าวมาขายตามคำแนะนำของผู้ใหญ่บ้านและผู้นำชุมชนที่ก็ถูกหลอกเช่นเดียวกัน การกระทำที่อ้างชื่อเสียงของลูกซึ่งเป็นอินฟลูฯ ดัง อาจเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในเบื้องต้น แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจริง กลับไม่มีใครออกมารับผิดชอบต่อความเดือดร้อนของชาวบ้านได้เลย

เราหวังว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่มีอำนาจจะเร่งขยายผลคดีนี้ เพื่อให้ความยุติธรรมคืนแก่ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ที่ต้องเสียน้ำตาจากการสูญเสียสินทรัพย์ที่สะสมมาทั้งชีวิต หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ ควรรวบรวมหลักฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสัญญา หรือบิลการซื้อขายข้าว เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่โดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้คดีหมดอายุความหรือมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปมากกว่านี้ครับ

ที่มา – ชาวบ้านร้อง อ้างถูกนายทุน พ่ออินฟลูฯ ดัง หลอกกู้เงิน เบี้ยวค่าขายข้าว

ศุภมาส ชูบทบาทใหม่ สคบ. พลัส เชิงรุกช่วยผู้บริโภค

ศุภมาส ชูบทบาทใหม่ สคบ. พลัส เชิงรุกช่วยผู้บริโภค

ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคผ่านแนวทางใหม่ที่เรียกว่า “ศุภมาส” ชูบทบาทใหม่ สคบ. พลัส เผยผลงาน 2 เดือน เชิงรุก-บูรณาการช่วยเหลือผู้บริโภค โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการตั้งรับเรื่องร้องเรียน มาเป็นการรุกเข้าถึงปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในยุคที่การซื้อขายสินค้าออนไลน์ทำได้ง่ายขึ้น แต่ก็แฝงมาด้วยภัยร้ายที่เสี่ยงต่อการถูกเอาเปรียบ

ก้าวสำคัญด้วยแนวทาง สคบ. พลัส

แนวคิด “สคบ. พลัส” ที่นางสาวศุภมาสได้ประกาศออกมานั้น ยึดหลักการทำงานที่ต้อง “รวดเร็ว เชิงรุก เด็ดขาด และพึ่งพาได้” ซึ่งเห็นผลงานเป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจนในกรณีที่เป็นกระแสสังคม เช่น ปัญหาการร้องเรียนรถยนต์ EV ยี่ห้อ Volvo EX30 หรือการผิดสัญญาซื้อขายบ้านน็อกดาวน์ ซึ่ง สคบ. ไม่ได้เพียงแค่รับเรื่อง แต่ได้ประสานงานและดำเนินการฟ้องคดีแพ่งเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้บริโภคทั้งในส่วนของเงินค่าสินค้า ดอกเบี้ย รวมถึงค่าเสียหายจากการลงโทษผู้ประกอบการที่เอาเปรียบ

รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้การคุ้มครองสิทธิเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้องหรือสินค้าไม่ได้มาตรฐาน สคบ. ภายใต้การกำกับดูแลของนางสาวศุภมาสได้บูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อให้การจัดการปัญหาเป็นไปอย่างเบ็ดเสร็จและรวดเร็วที่สุด

  • เชิงรุก: เดินหน้าตรวจสอบและเข้าถึงปัญหาโดยไม่ต้องรอให้ประชาชนร้องเรียนเพียงอย่างเดียว
  • เด็ดขาด: ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ประกอบธุรกิจที่ทุจริตหรือทำผิดสัญญาอย่างจริงจัง
  • พึ่งพาได้: สร้างระบบที่ผู้บริโภครู้สึกปลอดภัยและมีที่พึ่งยามถูกเอาเปรียบ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมผลักดัน “กฎหมาย Lemon Law” เพื่อเข้ามาดูแลสินค้าชำรุดบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือรถยนต์ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะเข้ามาเป็นเกราะป้องกันชั้นดีให้กับประชาชน ทั้งในเรื่องการเปลี่ยนสินค้า การซ่อมแซม และการเชื่อนระยะเวลาชำระหนี้ในกรณีที่เป็นสินค้าเช่าซื้อ นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า “ศุภมาส” ชูบทบาทใหม่ สคบ. พลัส เผยผลงาน 2 เดือน เชิงรุก-บูรณาการช่วยเหลือผู้บริโภค คือความตั้งใจจริงที่จะเปลี่ยนโฉมการคุ้มครองสิทธิในประเทศไทยให้เหนือระดับไปอีกขั้น

ในฐานะผู้บริโภค เราควรหมั่นศึกษาข้อมูลและสิทธิของตนเองไว้เสมอ และหากพบความไม่ปกติในการซื้อขายสินค้า อย่าลังเลที่จะติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะปัจจุบันภาครัฐได้เปิดช่องทางที่รวดเร็วและพร้อมให้คำปรึกษาแก่ทุกคนแล้ว การที่ “ศุภมาส” ชูบทบาทใหม่ สคบ. พลัส เผยผลงาน 2 เดือน เชิงรุก-บูรณาการช่วยเหลือผู้บริโภค ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลกำลังเดินมาถูกทางในการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย

ที่มา – “ศุภมาส” ชูบทบาทใหม่ สคบ. พลัส เผยผลงาน 2 เดือน เชิงรุก-บูรณาการช่วยเหลือผู้บริโภค

“ช่างหนึ่ง” เบี้ยวนัด สคบ. “ศุภมาส” สั่งออกหมายเรียกซ้ำ

“ช่างหนึ่ง” เบี้ยวนัด สคบ. “ศุภมาส” สั่งออกหมายเรียกซ้ำ เข้มเอาผิด กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในโซเชียลมีเดีย เมื่อนายเกรียงไกร ระไวกลาง หรือที่รู้จักกันในนาม “ช่างหนึ่ง” เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “หวานเจี๊ยบรับสร้างบ้าน” ไม่ยอมมาให้ปากคำตามนัดของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ส่งผลให้การไกล่เกลี่ยกับผู้เสียหายต้องล้มเหลว

“ช่างหนึ่ง” เบี้ยวนัด สคบ. “ศุภมาส” สั่งออกหมายเรียกซ้ำ เข้มเอาผิด

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล สคบ. ได้ออกมาแถลงความคืบหน้าคดีนี้ โดยระบุว่า “ช่างหนึ่ง” ได้รับหมายเรียกให้มาให้ปากคำเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม แต่กลับไม่มา ขณะที่ผู้เสียหายกว่า 40 รายจากทั้งหมด 60 ราย เดินทางมารอให้ปากคำกันเพียบ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยได้ สคบ. จึงต้องออกหมายเรียกซ้ำทันที

นางสาวศุภมาส ย้ำชัดเจนว่า ได้สั่งการให้ สคบ. ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หาก “ช่างหนึ่ง” ยังไม่มาแสดงตัว จะมีความผิดทางอาญา จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ สคบ. ยังรวบรวมเอกสารเพื่อฟ้องคดีแพ่งแทนผู้เสียหาย และประสานงานกับกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และ บก.ปคบ. ในส่วนคดีฉ้อโกงด้วย

คดี “ช่างหนึ่ง” เบี้ยวนัด สคบ.: สอบเส้นทางเงิน 15 วัน ปิดคดีไม่เกิน 2 เดือน

สำหรับเส้นทางการเงิน สคบ. ได้ยื่นขอข้อมูลจากธนาคารแล้ว ใช้เวลาไม่เกิน 15 วัน บทลงโทษหากไม่ทำตามสัญญา จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท ส่วนโฆษณาหลอกลวง จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท ไทม์ไลน์ทั้งหมดคาดปิดคดีไม่เกิน 2 เดือน ผู้บริโภคที่เดือดร้อนสามารถแจ้ง สคบ. เพื่อรับความช่วยเหลือได้ทันที

นอกจากคดี “ช่างหนึ่ง” แล้ว ยังมีกรณีบริษัท โมเดิร์น เทจ จำกัด ที่รับเหมาก่อสร้างบ้านเช่นกัน คคบ. มีมติฟ้องแพ่ง 1 ราย และมีผู้เสียหายเพิ่ม 60-70 ราย แต่บริษัทเลิกกิจการแล้ว สคบ. กำลังรวบรวมหลักฐานเพิ่ม คดีอาญาส่ง บก.ปคบ. 90 ราย และเปรียบเทียบปรับ 2 คดี

ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงในการจ้างงานสร้างบ้านผ่านออนไลน์ โดยเฉพาะเพจดังอย่าง “หวานเจี๊ยบรับสร้างบ้าน” ที่โฆษณาหลอกลวง ผู้บริโภคหลายรายจ่ายเงินมัดจำก้อนใหญ่ แต่งานไม่เสร็จตามสัญญา สร้างความเสียหายมหาศาล

เคล็ดลับป้องกันการถูกหลอกจากช่างรับเหมาออนไลน์

  • ตรวจสอบประวัติ: ค้นข้อมูลผู้รับเหมา ดูรีวิวจริงจากลูกค้าอดีต ไม่ใช่แค่คอมเมนต์ในเพจ
  • ทำสัญญาชัดเจน: กำหนดขอบเขตงาน ระยะเวลา และค่าจ้างให้ละเอียด จ่ายเงินเป็นงวดตามความคืบหน้า
  • อย่าจ่ายมัดจำเกิน 10-20%: เพื่อป้องกันการหายตัวไปแบบ “ช่างหนึ่ง”
  • ใช้บริการ สคบ.: หากมีปัญหา ร้องเรียนทันที สคบ. พร้อมช่วยไกล่เกลี่ยและฟ้องแทน

รัฐบาลและ สคบ. ยืนยันจะไม่ยอมให้ผู้ประกอบการเอาเปรียบประชาชน ข่าว “ช่างหนึ่ง” เบี้ยวนัด สคบ. “ศุภมาส” สั่งออกหมายเรียกซ้ำ เข้มเอาผิด เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนระวังมากขึ้น

สุดท้ายนี้ หากคุณกำลังมองหาช่างสร้างบ้าน ขอแนะนำให้ตรวจสอบให้ดีก่อนตัดสินใจ ร้องเรียน สคบ. ได้ที่ hotline 1166 เพื่อปกป้องสิทธิ์ตัวเอง อย่าให้กลายเป็นผู้เสียหายรายต่อไป!

ที่มา – “ช่างหนึ่ง” เบี้ยวนัด สคบ. “ศุภมาส” สั่งออกหมายเรียกซ้ำ เข้มเอาผิด

โผล่อีกราย เหยื่อหมอแก้กรรม อ้างถูกอนาจารตอนอายุ 17 เดินหน้าสู้ถึงที่สุด

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในโซเชียลมีเดียกันครับ คือ โผล่อีกราย เหยื่อหมอแก้กรรม อ้างถูกอนาจารตอนอายุ 17 เดินหน้าสู้ถึงที่สุด เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงและกำลังกลายเป็นกระแสที่ทุกคนให้ความสนใจ เพราะมันสะท้อนปัญหาการล่วงละเมิดที่ซ่อนอยู่ในวงการแก้กรรมหรือดูดวงนั่นเอง

โผล่อีกราย เหยื่อหมอแก้กรรม อ้างถูกอนาจารตอนอายุ 17 เดินหน้าสู้ถึงที่สุด

จากข้อมูลล่าสุด วันที่ 11 พ.ค. 68 ที่กองบังคับการปราบปราม นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ หรือที่รู้จักกันในนามผู้ก่อตั้งเพจ “สายไหมต้องรอด” ได้พาเยาวชนชายวัย 18 ปี ซึ่งเป็นเหยื่อรายใหม่ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ “อาจารย์แก้กรรม” ชื่อดังจากภาคเหนือคนนี้ เหยื่อรายนี้เล่าว่าถูกกระทำอนาจารตั้งแต่อายุ 17 ปี ตอนที่ไปหาอาจารย์ตามคำชวนของแม่ที่อยากไปดูดวงแก้กรรม

พอไปถึง ด้วยหน้าตาดีของน้อง (ซึ่งเหยื่อทุกคนที่ร้องเรียนเพจนี้หน้าตาดีหมดเลยนะครับ ตรงสเปกเป๊ะ) อาจารย์คนนี้ก็ถูกชะตา ส่งพ่อแม่ไปกินข้าวที่อื่น แล้วชวนน้องไปกินข้าวส่วนตัว ซึ่งน่าจะเป็นการเลือกเหยื่อไว้แล้วล่วงหน้า หลังเกิดเหตุ น้องรีบเล่าให้ครอบครัวฟังทันที แต่ครอบครัวค้นข้อมูลพบว่าอาจารย์มีลูกศิษย์เป็นดารา ข้าราชการ คนดังเยอะแยะ ทำให้กลัวและเงียบไป

ทำไมเหยื่อถึงเพิ่งกล้าออกมาแจ้งความ?

เยาวชนชายวัย 18 ปีคนนี้เปิดใจว่า ก่อนหน้านี้ไม่กล้าแจ้งเพราะอาจารย์ชอบพูดชื่อคนใหญ่คนโต มีคลิปรายการทีวีโปรโมทอีก แต่พอมีเคสแรกเปิดออกมา กำแพงศรัทธาก็พังทลาย น้องเลยตัดสินใจลุกขึ้นสู้ จะเดินหน้าถึงที่สุดเพื่อไม่ให้มีเหยื่อรายต่อไป ฟังแล้วสะเทือนใจมากเลยครับ ไม่มีใครอยากเจอเรื่องแบบนี้ จิตใจย่ำแย่สุดๆ

นายเอกภพยังฝากถึงเหยื่อทุกคนที่เคยถูกกระทำ ถ้าออกมาแจ้งความตอนนี้ จะช่วยหยุดวงจรได้ ไม่งั้นเหยื่อจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่คือพลังของการรวมตัวกันครับ

  • เหตุผลที่เหยื่อเงียบ: กลัวอิทธิพลลูกศิษย์คนดัง
  • จุดเปลี่ยน: เคสแรกเปิดทาง ทำให้กล้าออกมา
  • การดำเนินการ: แจ้งความที่กองปราบปราม สู้ถึงที่สุด
  • คำเตือน: อย่าไว้ใจคนแก้กรรมง่ายๆ ตรวจสอบให้ดี

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่เป็นบทเรียนใหญ่ให้สังคมไทย โดยเฉพาะพ่อแม่ที่พาลูกหลานไปหาหมอผีหรืออาจารย์แก้กรรม ต้องระวังให้มาก ควรเช็คประวัติ ดูรีวิวจริงๆ ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงในทีวี บางคนใช้ชื่อเสียงหลอกลวงเพื่อประโยชน์ส่วนตัวแบบนี้แหละครับ

จากประสบการณ์ที่เห็นเคสแบบนี้บ่อยๆ ในเพจสายไหมต้องรอด พวกเขาช่วยเหยื่อมาเยอะมาก สร้างความยุติธรรมให้สังคมได้จริง ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอ อย่าลังเล รีบติดต่อเพจหรือแจ้งความเลยครับ

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าสังคมเราต้องเปลี่ยน mindset เรื่องศรัทธาใน “อาจารย์” พวกนี้ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ก็อย่าเสี่ยง สู้ๆ กับเหยื่อทุกคนนะครับ จะไม่มีใครยอมแพ้หรอก

คุณล่ะครับ เคยเจอประสบการณ์แบบนี้ไหม? แชร์ในคอมเมนต์ หรือแชร์โพสต์นี้เพื่อเตือนภัยกันเถอะ!

ที่มา – โผล่อีกราย เหยื่อหมอแก้กรรม อ้างถูกอนาจารตอนอายุ 17 เดินหน้าสู้ถึงที่สุด

หนุ่มออร์แกไนซ์ ถูกหมอดูคนดังหลอก ล่วงละเมิด อ้างแก้กรรม VIP

เรื่องราวสุดช็อกของหนุ่มออร์แกไนซ์ ถูกหมอดูคนดังหลอก ล่วงละเมิดทางเพศ อ้างแก้กรรมแบบ VIPกำลังเป็นกระแสฮือฮาในโซเชียลมีเดีย หนุ่มรายนี้สภาพจิตใจย่ำแย่หนักมาก จนต้องร้องขอความช่วยเหลือจากเพจดัง “สายไหมต้องรอด” หลังถูกหลอกใช้วิธีแปลกๆ อ้างว่าเป็นพิธีแก้กรรมสุดพิเศษ วันนี้เราจะมาขุดรายละเอียดให้ฟังแบบครบถ้วน เพื่อให้ทุกคนได้เตือนใจและรู้เท่าทันพวกมิจฉาชีพที่มาในคราบหมอดู

หนุ่มออร์แกไนซ์ ถูกหมอดูคนดังหลอก ล่วงละเมิดทางเพศ อ้างแก้กรรมแบบ VIP

คุณนายเอ (นามสมมติ) อายุ 32 ปี ประกอบอาชีพออร์แกไนเซอร์ให้บริษัทชื่อดัง กำลังทรมานจากอาการปวดศีรษะรุนแรงแบบคลัสเตอร์ ซึ่งหนักหน่วงยิ่งกว่าไมเกรนไปหลายเท่า ลองรักษากับหมอแผนปัจจุบันหลายที่แต่ไม่หาย แม่ที่เป็นแฟนคลับตัวยงของอาจารย์ไสยเวทชื่อดังทางภาคเหนือ ซึ่งมีดาราคนดังเป็นลูกศิษย์เพียบ อ้างว่าหมอดูคนนี้หยั่งรู้นรกสวรรค์ได้ สแกนเจ้ากรรมนายเวรเป๊ะๆ จึงชวนลูกชายไปทำพิธีหวังจะหายปวดหัว

เส้นทางสู่กับดักพิธีกรรมสุดหลอน

วันที่ 2 พ.ค. 2569 ครอบครัวแวะไปที่สำนักใน จ.ลำพูน ซึ่งดูหรูหราคล้ายวัดปฏิบัติธรรม มีคนคิวยาวเหยียดตั้งแต่บ่าย 4 จนถึงค่ำเกือบ 6 โมง นายเอถึงได้เข้าพบ อาจารย์ทำทีตรวจดวง บอกว่ามีกรรมหนักมาก ต้องทำพิธี VIP คิวสุดท้ายตอนตี 10 รอจนเกือบเที่ยงคืน แม่รอข้างนอก ห้องปิดสนิทสองต่อสอง

เริ่มด้วยสวดมนต์ จากนั้นอาจารย์สั่งถอดเสื้อผ้าออกหมด แม้แต่กางเกงใน อ้างว่าเป็นวิธีพราหมณ์-ฮินดู ตรวจศิวลึงค์ แล้วใช้มือลูบต้นขาและอวัยวะเพศวน 9 รอบ จนเกิดอาการแข็งตัว อาจารย์บอกว่านี่แหละโอกาสหาย! บังคับให้สำเร็จความใคร่ใส่หน้า พร้อมเล่นบทสมมติพระเอกนางเอก คำพูดหยาบโลนสุดๆ แถมใช้ปากล่วงละเมิดจนจบ มีคลิปหลักฐาน 3 วินาทีด้วย นายเอแอบถ่ายไว้

หลังจากนั้น ทำทีไหว้ขอขมากรรม เขียนชื่อเจ้ากรรม 7 คนให้ไปทำบุญ แม่เปิดประตูขัดจังหวะพอดี มิฉะนั้นอาจยาวกว่านี้ อาการปวดหัวไม่ดีขึ้น สุขภาพจิตพังยับ คิดสั้นเลย ปรึกษาแฟนและครอบครัว แม่ใจสลายเพราะเคยศรัทธาเต็มๆ

พิสูจน์ด้วยหลักฐานแน่น กองปราบรอรับแจ้ง

นายเอกภพ จากเพจสายไหมต้องรอด ยืนยันว่านี่คือภัยสังคม อาจารย์คนนี้ดังมาก มีดาราออกรายการด้วย ผิดกฎหมายชัดๆ อนาจารและข่มขืนใจ มีผู้เสียหายโทรมาหลายคนแต่ครั้งนี้มีคลิป พรุ่งนี้พาไปแจ้งกองปราบปราบปราม เพราะกลัวอิทธิพลท้องถิ่น ฝากเหยื่อรายอื่นมาร่วมแจ้งด้วย

  • สัญญาณเตือนภัยจากหมอดูหลอกลวง: ชวนทำพิธีส่วนตัวสองต่อสอง
  • สั่งถอดเสื้อผ้า อ้างกรรมเวทย์
  • สัมผัสล่วงเกินทางเพศ
  • มีชื่อเสียง ดาราค้ำประกัน แต่ไม่มีใบรับรองแพทย์
  • เรียกคิว VIP ราคาแพงหรือพิเศษ

เคสหนุ่มออร์แกไนซ์ ถูกหมอดูคนดังหลอก ล่วงละเมิดทางเพศ อ้างแก้กรรมแบบ VIPนี้ สะท้อนปัญหาความเชื่อไสยศาสตร์ที่ถูกเอาเปรียบ โดยเฉพาะคนเจ็บป่วยหาทางออก อย่าหลงกลง่ายๆ ควรปรึกษาแพทย์และหน่วยงานรัฐก่อน

ในมุมมองของผม นี่คือบทเรียนราคาแพง ทุกคนต้องฉลาดรู้เท่าทัน อย่าให้ชื่อเสียงหลอกตา ถ้าคุณเคยเจอเรื่องคล้ายๆ นี้ รีบแจ้งความหรือติดต่อเพจช่วยเหลืออย่างสายไหมต้องรอดทันที เพื่อปกป้องตัวเองและหยุดยั้งมิจฉาชีพ อย่าปล่อยให้มีเหยื่อเพิ่ม!

ที่มา – หนุ่มออร์แกไนซ์ ถูกหมอดูคนดังหลอก ล่วงละเมิดทางเพศ อ้างแก้กรรมแบบ VIP

Scroll to top