ฝ่ายค้าน

อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. พร้อมเอาผิดไอลอว์

อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. พร้อมเอาผิดไอลอว์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านและพรรคประชาชนเตรียมเปิดหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีการฮั้ว สว. ภาคพิเศษ โดยนายอนุทินได้ย้ำชัดว่า อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. เพราะไม่เกี่ยวข้อง เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศหลังจากกระบวนการคัดเลือก สว. สิ้นสุดลงไปแล้ว

นายอนุทินกล่าวว่า ในฐานะฝ่ายบริหาร รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาคอยชี้แจงประเด็นการเมืองที่ตนเองไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย และในส่วนที่มีการกล่าวหาโดยองค์กรหรือบุคคลต่างๆ นั้น ทางทนายความส่วนตัวอย่าง นายศุภชัย ใจสมุทร ได้ดำเนินการทางกฎหมายกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เรียบร้อยแล้ว เพื่อรักษาสิทธิและแสดงความบริสุทธิ์ใจ

มุมมองต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สำหรับกระแสข่าวการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนสิงหาคมนี้ นายอนุทินมองว่าเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยที่ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งตนเองก็ไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด หากรัฐบาลทำงานด้วยความโปร่งใสและไม่ได้ทำเรื่องผิดกฎหมายก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องกลัว โดยมองว่านี่คือการทำหน้าที่ปกติของฝ่ายค้านที่ประชาชนคาดหวัง

นอกเหนือจากประเด็นการเมืองแล้ว นายอนุทินยังได้ชี้แจงถึงการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก โดยระบุว่า:

  • มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง
  • สั่งยกเลิกการสอบทันทีที่มีหลักฐานทุจริต
  • ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด
  • ไม่มีการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดอย่างแน่นอน

นายอนุทินเชื่อมั่นว่าในประเด็นการทุจริตสอบท้องถิ่นนั้นรัฐบาลได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่และมีความโปร่งใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้สำหรับประเด็นที่ว่า อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. เพราะไม่เกี่ยวข้อง นั้น ถือเป็นการยืนยันจุดยืนของรัฐบาลที่ต้องการมุ่งเน้นการบริหารประเทศมากกว่าการโต้ตอบประเด็นทางการเมืองที่ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน

ท้ายที่สุด การที่นายอนุทินมั่นใจในผลงานของรัฐบาลและการจัดการปัญหาการทุจริตอย่างเด็ดขาด เป็นบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอันดับหนึ่ง การตรวจสอบเป็นสิ่งที่รัฐบาลพร้อมรับฟังเสมอ แต่ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและอยู่ในขอบเขตของการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่การเมืองที่มุ่งเน้นแต่การกล่าวหาเพื่อทำลายชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. เพราะไม่เกี่ยวข้อง ยันเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” กล่าวหา

ไม่หวั่นฝ่ายค้านขู่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ธนกร มั่นใจนายกฯ แจงได้

เรียกได้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อมีกระแสข่าวว่าฝ่ายค้านเตรียมเดินหน้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยล่าสุด ไม่หวั่นฝ่ายค้านขู่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ธนกร มั่นใจนายกฯ แจงได้ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมากในขณะนี้ โดยคุณธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจนว่า ทางรัฐบาลไม่ได้มีความกังวลใจแต่อย่างใด

ไม่หวั่นฝ่ายค้านขู่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ธนกร มั่นใจนายกฯ แจงได้

การที่ฝ่ายค้านจะใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบรัฐบาลนั้น ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่สามารถกระทำได้ และในมุมมองของรัฐบาลมองว่านี่เป็นเรื่องที่ดีกว่าการออกมาให้สัมภาษณ์โจมตีผ่านสื่อไปวันๆ โดยไร้เนื้อหาสาระ การเปิดสมัยประชุมสภาในเดือนสิงหาคมนี้จึงเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะได้แสดงวิสัยทัศน์และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

เหตุผลที่มั่นใจในการชี้แจง

คุณธนกรได้ย้ำว่ารัฐบาลทำงานด้วยความโปร่งใสและทุ่มเท โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ทำให้สถานะของรัฐบาลในสภาชุดนี้มีความเหนียวแน่น และพร้อมที่จะตอบทุกคำถามทุกประเด็นที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกขึ้นมา โดยมีแนวทางดังนี้:

  • รัฐบาลพร้อมให้ตรวจสอบทุกประเด็นอย่างตรงไปตรงมา
  • ต้องการให้ฝ่ายค้านใช้ข้อเท็จจริงมากกว่าวาทกรรมทางการเมือง
  • หากฝ่ายค้านมีหลักฐานการทุจริตจริง สามารถยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ได้ทันที ไม่ต้องรอเวทีอภิปราย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมทางรัฐบาลถึงกล้าท้าชนขนาดนี้ คำตอบก็คือความมั่นใจในความถูกต้องของการบริหารราชการแผ่นดินนั่นเอง หากย้อนกลับมาดูสถานการณ์ปัจจุบัน ประชาชนเองก็เริ่มเบื่อหน่ายกับการเมืองที่มีแต่วาทกรรมเสียดสีแต่ไร้เนื้อหา ซึ่งหากฝ่ายค้านยังคงทำแบบเดิมก็อาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อฝ่ายค้านเองเสียมากกว่า

ในฐานะผู้ติดตามการเมือง สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดไม่ใช่เรื่องว่าใครจะชนะในสภา แต่เป็นเรื่องของประโยชน์ที่จะตกถึงมือประชาชนจากการที่รัฐบาลได้ชี้แจงข้อมูลที่บิดเบือนให้กระจ่าง นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานและความจริงใจ

ที่มา – ไม่หวั่นฝ่ายค้านขู่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ “ธนกร” มั่นใจ นายกฯ-รมต. แจงได้

“พลอยทะเล” เย้ย “ลิซ่า” เป็นฝ่ายค้านเลยไม่เห็นภาวะผู้นำของนายกฯ

“พลอยทะเล” เย้ย “ลิซ่า” เป็นฝ่ายค้านเลยไม่เห็นภาวะผู้นำของนายกฯ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาโต้กลับนางสาวภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” โฆษกพรรคประชาชน อย่างดุเดือดเกี่ยวกับประเด็นภาวะผู้นำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยมองว่าการที่ฝ่ายค้านออกมาวิจารณ์เรื่องการปรับ ครม. หรือภาวะผู้นำนั้น อาจเป็นเพราะมุมมองของคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ทำให้มองไม่เห็นการทำงานที่แท้จริงของรัฐบาล

สรุปประเด็นดราม่า “พลอยทะเล” เย้ย “ลิซ่า” เป็นฝ่ายค้านเลยไม่เห็นภาวะผู้นำของนายกฯ

ทางด้านรองโฆษกฯ ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีอนุทินมีวุฒิภาวะสูงและมีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาทั้งระดับประเทศและต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะประเด็นที่ทางฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาโจมตี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกักตุนน้ำมัน การทุจริตสอบท้องถิ่น หรือแม้แต่เรื่องการฮั้ว สว. ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับคำสั่งการจากนายกฯ ให้ดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจังและโปร่งใส

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความเห็นต่างในครั้งนี้ “พลอยทะเล” เย้ย “ลิซ่า” เป็นฝ่ายค้านเลยไม่เห็นภาวะผู้นำของนายกฯ เพราะว่าฝ่ายค้านไม่มีโอกาสได้เข้าไปรับฟังการสั่งการหรือเห็นกระบวนการทำงานในห้องประชุม ครม. ที่นายกฯ ติดตามงานอย่างใกล้ชิดและเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารายงานความคืบหน้าอยู่ตลอดเวลา ทำให้ภาพที่ปรากฏต่อสายตาฝ่ายค้านอาจคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง

  • ยืนยันรัฐบาลทำงานเชิงรุก ไม่ได้นิ่งเฉยต่อปัญหาประชาชน
  • ปฏิเสธข้อครหาเรื่อง “ครม.สัดส่วนลูกเทพ” โดยระบุว่ารัฐมนตรีทุกคนมีศักยภาพ
  • เชิญชวนฝ่ายค้านอภิปรายด้วยข้อมูลที่สร้างสรรค์ เลิกใช้อคติทางการเมือง
  • เรียกร้องให้เปิดใจติดตามข่าวสารผลงานการปราบปรามผู้มีอิทธิพลอย่างเป็นรูปธรรม

ในมุมมองของรัฐบาล การทำงานบริหารประเทศไม่ใช่เรื่องของการสร้างวาทกรรมเพื่อหวังผลทางการเมือง แต่เป็นการลงมือแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง การที่ฝ่ายค้านวิจารณ์โดยไม่มีข้อมูลรอบด้านอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี การเมืองในระบอบประชาธิปไตยควรเป็นการตรวจสอบเพื่อพัฒนา ไม่ใช่เพื่อการทำลายความเชื่อมั่นเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีและผลงานของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างไร การเปิดพื้นที่รับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายถือเป็นหัวใจสำคัญของการเมืองที่ก้าวหน้า หวังว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในอนาคตจะเป็นเวทีแห่งการนำเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่าการสาดโคลนใส่กันด้วยอคติ

ที่มา – “พลอยทะเล” เย้ย “ลิซ่า” เป็นฝ่ายค้านเลยไม่เห็นภาวะผู้นำของนายกฯ

ธนกร โต้ เท้ง มั่นใจเสียงรัฐบาลเหนียวแน่น ล้มไม่ลงแน่นอน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อล่าสุด นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาตอบโต้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน อย่างดุเดือดเกี่ยวกับเสถียรภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยทางฝั่งนายธนกรยืนยันว่า ธนกร โต้ เท้ง มั่นใจเสียงรัฐบาลเหนียวแน่น ล้มไม่ลงแน่นอน และมองว่ารัฐบาลกำลังเดินหน้าทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่

ธนกร โต้ เท้ง มั่นใจเสียงรัฐบาลเหนียวแน่น ล้มไม่ลงแน่นอน

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หัวหน้าพรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลนี้ไม่มีเสถียรภาพ โดยนายธนกรตั้งคำถามกลับว่าไปนำความมั่นใจมาจากไหน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทุกกระทรวงภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังทำงานกันอย่างหนักและมีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างมาก

มุมมองต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นอกจากประเด็นเรื่องเสถียรภาพแล้ว นายธนกรยังได้กล่าวถึงเรื่องการเตรียมยื่น ธนกร โต้ เท้ง มั่นใจเสียงรัฐบาลเหนียวแน่น ล้มไม่ลงแน่นอน โดยมองว่าฝ่ายค้านควรกลับไปทบทวนข้อเท็จจริงให้ดีเสียก่อนที่จะเดินหน้ายื่นซักฟอก ไม่ใช่ยื่นเพียงเพราะเห็นว่าเป็นประเพณีหรือต้องการคะแนนเสียงทางการเมืองเพียงอย่างเดียว โดยเขามองว่าหากไม่มีข้อมูลของการทุจริตที่ชัดเจน ก็ควรปล่อยให้รัฐบาลได้บริหารประเทศเพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ต่อไปจะดีกว่า

  • รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการไทยช่วยไทยพลัส
  • ทุกกระทรวงทำงานประสานงานกันอย่างไหลลื่น
  • ฝ่ายค้านควรเน้นตรวจสอบเชิงข้อมูลที่ชัดเจน
  • รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

นายธนกรย้ำทิ้งท้ายว่า หากฝ่ายค้านมั่นใจว่าจะล้มรัฐบาลได้ ตนก็มั่นใจเช่นกันว่าเสียงสนับสนุนในฝั่งของรัฐบาลนั้นมีความเข้มแข็งและหนียวแน่นมากพอที่จะผ่านพ้นสถานการณ์ต่างๆ ไปได้ ซึ่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจควรมีประเด็นเรื่องความไม่ชอบมาพากลที่ชัดเจน ไม่ใช่การตั้งแง่เพื่อขัดขวางการทำงานของรัฐบาลในการดูแลประชาชน ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบเป็นสิ่งที่ดีในระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและการสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด

ที่มา – “ธนกร” โต้ “เท้ง” มั่นใจเสียงรัฐบาลเหนียวแน่น ฝ่ายค้านล้มไม่ลงแน่นอน

ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ

ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ พร้อมรับฟังปัญหาจากพื้นที่

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านได้ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส เพื่อติดตามคดีระเบิดปั๊มน้ำมัน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ รวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและการหาแนวทางป้องกันในระยะยาว

เสียงสะท้อนจากหน่วยความมั่นคงและการปฏิบัติงานจริง

จากการรายงานของ กอ.รมน. และกรมทหารพรานที่ 44 พบว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังคงมีความซับซ้อน โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม BRN อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือเรื่องของอัตรากำลังพลที่ดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับภัยคุกคามในปัจจุบัน ทางด้านทหารได้สะท้อนปัญหาอย่างตรงไปตรงมาว่า ด้านทหารสะท้อน กำลังพลไม่พอรับมือ เหตุการณ์ในลักษณะนี้ทุกจุด เนื่องมีการปรับลดกำลังพลลงอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี

  • การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดอย่างเป็นธรรม
  • ปัญหาการขาดแคลนกำลังพลในพื้นที่เสี่ยงภัย
  • แนวทางการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยในแหล่งชุมชน

นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริมว่า ทางพรรคประชาชนและฝ่ายค้านพร้อมที่จะผลักดันการจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัยและจำเป็น เพื่อเสริมศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น การที่เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวบุคคลผู้ก่อเหตุได้แล้ว เป็นก้าวสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด

ในฐานะมุมมองจากผู้ติดตามสถานการณ์ ปัญหาชายแดนใต้ไม่ใช่แค่เรื่องของกองกำลังเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการสื่อสารระหว่างฝ่ายการเมืองและผู้ปฏิบัติงานที่ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน การที่ ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ และลงลึกถึงปัญหาอย่าง ด้านทหารสะท้อน กำลังพลไม่พอรับมือ จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าภาครัฐจะหันมาทบทวนรูปแบบการจัดวางกำลังและทรัพยากรใหม่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการพิจารณาใหม่ของฝ่ายการเมืองจะเปลี่ยนบทบาทของกองกำลังในพื้นที่ไปในทิศทางใด

ที่มา – ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ ด้านทหารสะท้อน กำลังพลไม่พอรับมือ

จี้ฝ่ายค้านรับผิดชอบ อย่าตีเนียนเงียบ ปม พ.ร.ก.กู้เงิน

จี้ฝ่ายค้านรับผิดชอบ อย่าตีเนียนเงียบ ปม พ.ร.ก.กู้เงิน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ งานนี้ทำเอาฝ่ายค้านที่เคยตั้งป้อมกดดันรัฐบาลไว้ก่อนหน้านี้ต้องร้อนๆ หนาวๆ เพราะถูกจี้ให้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างจริงจัง

เปิดเบื้องหลัง จี้ฝ่ายค้านรับผิดชอบ อย่าตีเนียนเงียบ หลังแท็กทีมกดดันรัฐบาล

ย้อนกลับไปช่วงก่อนการวินิจฉัย นักการเมืองจากพรรคฝ่ายค้านหลายคนได้ออกมาสร้างกระแสอย่างหนัก ทั้งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ที่กดดันให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีลาออกหากผลงานไม่เป็นไปตามเป้า หรือแม้แต่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ที่ระบุว่าการยุบสภาคือน่านน้ำที่ต้องเกิดขึ้นหากทุกอย่างผิดพลาด แต่ในเมื่อศาลได้ยืนยันความถูกต้องแล้ว คำถามสำคัญคือกลุ่มบุคคลที่เคยออกตัวแรงๆ จะรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเองอย่างไร

นายวัชรพงศ์ย้ำชัดว่า การที่ใครหลายคนออกมาเรียกร้องให้คนอื่นมีจิตสำนึกทางการเมือง แต่ตนเองกลับมาทำนิ่งเฉยเมื่อความจริงปรากฏ ถือว่าเป็นการใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันอย่างน่าสงสัย ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ฝ่ายค้านจะแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำลงไป เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นกลับมาสู่สนามการเมืองไทยให้ได้ ไม่ใช่แค่การทำตัวเนียนเงียบหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการเมืองไทย ที่การตรวจสอบต้องมาคู่กับความรับผิดชอบ ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือในการโจมตีทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ต่อจากนี้ไปสังคมคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า บรรดานักการเมืองที่เคยเรียกร้องหาความรับผิดชอบจากรัฐบาล จะสามารถพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนเห็นได้อย่างไรเมื่อถึงคราวที่พวกเขาเองต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบบ้าง

ที่มา – จี้ฝ่ายค้านรับผิดชอบ อย่าตีเนียนเงียบ หลังแท็กทีมกดดัน “นายกฯ” ลาออก ปม พ.ร.ก.กู้เงิน

ธนกร ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต

ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่เปราะบาง การดำเนินนโยบายของรัฐบาลเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นสำคัญว่า ธนกร ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

ธนกร ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต อย่างเร่งด่วน

การตัดสินใจออก พ.ร.ก. กู้เงินถือเป็นเครื่องมือสำคัญเมื่อกลไกปกติตามงบประมาณไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้ทันท่วงที นายธนกรชี้แจงว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าการดำเนินการนี้ไม่ขัดต่อกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการปลดล็อกความกังวลให้กับทุกภาคส่วน พร้อมทั้งย้ำว่า ธนกร ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต เพราะนี่คือวิธีการพยุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปให้ได้

เสียงสะท้อนจากฝ่ายค้านและมุมมองรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงมีความเห็นต่างจากฝ่ายค้าน โดยเฉพาะนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ที่มองว่าไม่ควรใช้มาตรการนี้ นายธนกรจึงได้ออกมาโต้ตอบด้วยท่าทีที่เป็นกันเองว่าควรเลิกเล่นเกมการเมืองบนความเดือดร้อนของประชาชน และหันมามองประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งแทน โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • การกู้เงินมีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน
  • รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชน
  • ฝ่ายค้านยังสามารถใช้วิธีการตรวจสอบตามกลไกปกติได้โดยไม่จำเป็นต้องตีโพยตีพาย

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่เป็นจังหวะที่ทุกฝ่ายควรลดกำแพงและหันหน้ามาหารือกันเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน การเถียงกันในประเด็นการเมืองอาจทำให้ประชาชนเสียโอกาสในการเข้าถึงงบช่วยเหลือที่มีความล่าช้า การยอมรับกฎเกณฑ์และเดินหน้าแก้ไขปัญหาจึงเป็นทางออกที่สร้างสรรค์ที่สุดสำหรับประเทศไทยในขณะนี้

ที่มา – “ธนกร” ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต ย้อน “เท้ง” เลิกเล่นเกมการเมือง

ศาลรธน. เริ่มถกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ลุ้นผลวินิจฉัยกระทบรัฐบาลหรือไม่

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญที่หลายคนกำลังจับตามองเป็นพิเศษ สำหรับประเด็นร้อนทางการเมือง เมื่อ ศาลรธน. เริ่มถกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ลุ้นผลวินิจฉัยกระทบรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายด้านพลังงานและเสถียรภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 133 คน ได้ร่วมกันยื่นคำร้องต่อประธานสภาฯ เพื่อให้ตรวจสอบว่าพระราชกำหนดฉบับนี้เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ศาลรธน. เริ่มถกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ลุ้นผลวินิจฉัยกระทบรัฐบาลหรือไม่

การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การวินิจฉัยว่าการออกพระราชกำหนดเพื่อกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงานนั้น เป็น “กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ซึ่งหากผลออกมาเป็นลบ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสถียรภาพของรัฐบาลได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ฉากทัศน์ชี้ชะตาและผลกระทบต่ออนาคต

จากการประเมินสถานการณ์ ผู้เชี่ยวชาญได้มองเห็นความเป็นไปได้ใน 3 แนวทางหลักจากกรณีที่ ศาลรธน. เริ่มถกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ลุ้นผลวินิจฉัยกระทบรัฐบาลหรือไม่ ดังนี้:

  • ผลในเชิงบวก: ศาลเห็นว่าเข้าข่ายวิกฤตและฉุกเฉิน รัฐบาลสามารถเดินหน้าโครงการต่อไปได้ทันที
  • ผลในเชิงลบ: ศาลเห็นว่าไม่เร่งด่วน พ.ร.ก. จะต้องตกไป และรัฐบาลต้องดำเนินการผ่านกระบวนการปกติ ซึ่งอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือ
  • ผลในเชิงผสมผสาน: ศาลอาจให้พ.ร.ก. มีผลบังคับใช้เฉพาะมาตรการเร่งด่วน แต่ต้องแยกส่วนของการลงทุนระยะยาวออกมาทำกฎหมายปกติ

การติดตามผลวินิจฉัยครั้งนี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวกับตัวเลขงบประมาณเท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ถึงธรรมาภิบาลและการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลด้วยว่า จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้มากน้อยเพียงใด ในขณะที่บรรยากาศหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญนั้นเต็มไปด้วยสื่อมวลชนที่มารอเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาในรูปแบบใด สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่โปร่งใสและสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง การตรวจสอบจากศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตยที่จะช่วยถ่วงดุลอำนาจและปกป้องผลประโยชน์ของชาติให้ดีที่สุด เราคงต้องเฝ้ารอกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าอย่างไร

ที่มา – ศาลรธน. เริ่มถกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ลุ้นผลวินิจฉัยกระทบรัฐบาลหรือไม่

ฝ่ายค้าน-สว. จี้โสภณเร่งยื่น ป.ป.ช. เอาผิดศักดิ์สยาม

ฝ่ายค้าน-สว. จี้โสภณเร่งยื่น ป.ป.ช. เอาผิดศักดิ์สยาม

ประเด็นร้อนทางการเมืองกลับมาลุกฮืออีกครั้ง เมื่อความเคลื่อนไหวจากฝั่งฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาประสานเสียงกดดันประธานสภาผู้แทนราษฎรให้เร่งดำเนินการในกรณีสำคัญ โดยเรื่องที่กำลังถูกจับตามองคือการให้ประธานสภาฯ ยื่นเรื่องต่อประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีที่ถูกมองว่ามีการอุ้มคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

สถานการณ์ล่าสุด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมกับ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.อิสระ ได้ออกมาแถลงการณ์ทวงถามความคืบหน้า หลังจากที่ได้ยื่นเรื่องไปตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ซึ่งจนถึงปัจจุบันผ่านมาแล้วถึง 33 วัน แต่เรื่องกลับยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม การที่ ฝ่ายค้าน-สว. จี้โสภณเร่งยื่น ป.ป.ช. เอาผิดศักดิ์สยาม ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการทวงถามธรรมดา แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังประธานสภาฯ ว่าหากยังคงเพิกเฉยหรือพยายามดองเรื่องไว้อาจมีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญและต้องรีบดำเนินการ?

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ความโปร่งใสขององค์กรตรวจสอบ อย่าง ป.ป.ช. หากประชาชนเกิดข้อสงสัยว่ามีการช่วยเหลือพวกพ้องหรือไม่ ย่อมบั่นทอนความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม โดยน.ส.นันทนา ได้ตั้งข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมาว่า ประธานสภาฯ กำลังประวิงเวลาเพื่อ “ฟอกขาว” ให้พวกพ้องของตนเองหรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้มีอำนาจต้องชี้แจงให้ชัดเจนกับสังคม

  • สถานะปัจจุบัน: เอกสารตรวจสอบรายชื่อครบถ้วนแล้วและวางอยู่บนโต๊ะทำงานประธานสภาฯ
  • ข้อเรียกร้อง: ให้ดำเนินการส่งเรื่องให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ก่อนปิดสมัยประชุม
  • ผลกระทบ: หากนิ่งเฉยอาจเผชิญกับการฟ้องร้องตามมาตรา 157

การที่ ฝ่ายค้าน-สว. จี้โสภณเร่งยื่น ป.ป.ช. เอาผิดศักดิ์สยาม อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าฝ่ายตรวจสอบต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อ ฝ่ายค้าน-สว. จี้โสภณเร่งยื่น ป.ป.ช. เอาผิดศักดิ์สยาม จนถึงขีดสุดแบบนี้แล้ว คำตอบจากสภาฯ จะเป็นอย่างไร

ในมุมมองของผู้เขียน ความโปร่งใสคือหัวใจของระบอบประชาธิปไตย การที่สภาฯ ปล่อยให้เรื่องสำคัญค้างคาอยู่เป็นเวลานานโดยไม่มีเหตุผลอันควร ยิ่งสร้างปมสงสัยในใจประชาชน หากต้องการเรียกคืนความไว้วางใจ การเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมาคือวิธีที่ดีที่สุดครับ

ที่มา – ฝ่ายค้าน-สว. จี้ “โสภณ” เร่งยื่น ป.ป.ช. เอาผิด “ศักดิ์สยาม” ขู่ดองเรื่องเจอ ม.157

Scroll to top