พรรคประชาธิปัตย์

อภิสิทธิ์ นำ ปชป. หาเสียง ปลื้มคน กทม.


“อภิสิทธิ์” นำพรรคประชาธิปัตย์ลุยหาเสียงเลือกตั้ง 2569 ปลื้มคน กทม. ให้การต้อนรับอย่างดี ฝากความหวังทำการเมืองสุจริต ปลุก กกต. ประชาสัมพันธ์บัตรเลือกตั้งหลากสี หลังยังมีประชาชนสับสน

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 5 มกราคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อม นายกรณ์ จาติกวาณิช และนางการดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนของพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมลงพื้นที่ตลาดนัดหลังกระทรวงการคลัง พบปะพี่น้องประชาชนพ่อค้าแม่ค้าและข้าราชการในกระทรวงการคลัง ประชาชนทั่วไปที่มาจับจ่ายในตลาดนัดหลังกระทรวงการคลัง ได้รับความสนใจจากผู้มาทักทายและขอถ่ายรูปร่วมกันคึกคักตลอดสองข้างทางร้านค้า

นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ช่วยรณรงค์หาเสียงช่วยลูกพรรคในพื้นที่กรุงเทพฯ ช่วงหลังปีใหม่ 2569 ว่า อบอุ่นดี หลายคนบอกว่าดีใจที่ตนและพรรคประชาธิปัตย์กลับมา ต่างให้การต้อนรับอย่างดี พร้อมสนับสนุนให้เราเข้าไปทำการเมืองสุจริต ซึ่งจาก 27 นโยบายหลักถือเป็นนโยบายที่คัดมาแล้วจาก 200 นโยบายทั้งหมดที่มี จึงขอให้พี่น้องประชาชนติดตาม เราจะค่อยๆ ทยอยออกมาให้กับพี่น้องประชาชนรับทราบ ให้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายว่าคุณเป็นใคร อยู่ที่ไหน จะได้อะไรจากนโยบายพรรคประชาธิปัตย์

การลงพื้นที่หาเสียงของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาธิปัตย์ในการเข้าถึงประชาชน และรับฟังปัญหาของพวกเขาโดยตรง การที่ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และฝากความหวังในการทำการเมืองสุจริต สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และความเชื่อมั่นในพรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังได้กล่าวถึงความสับสนเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งสีต่างๆ และเรียกร้องให้ กกต. เร่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างถูกต้อง

อภิสิทธิ์ นำประชาธิปัตย์ลุยหาเสียง ปลื้มคน กทม.

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวน และเต็มไปด้วยความท้าทาย การที่พรรคการเมืองต่างๆ ลงพื้นที่หาเสียงอย่างเข้มข้น เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมือง และความมุ่งมั่นในการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง แต่เป็นการตัดสินใจที่สำคัญของประชาชนทุกคน ในการเลือกผู้แทนที่เหมาะสม ที่จะเข้าไปบริหารประเทศ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ดังนั้น การที่ประชาชนให้ความสนใจ และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด เป็นสิ่งที่น่ายินดี การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคม

อภิสิทธิ์ นำ ปชป. พบปะประชาชนใน กทม.

การทำการเมืองสุจริต เป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากนักการเมืองทุกคน การที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และมุ่งมั่นที่จะนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างโปร่งใส และเป็นธรรม เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน

การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ประชาชนจะได้พิจารณา และตัดสินใจเลือกผู้แทนที่ตนเองเชื่อมั่น ที่จะเข้าไปบริหารประเทศ และสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

การตัดสินใจเลือกตั้งของท่าน มีความหมายต่ออนาคตของประเทศอย่างยิ่ง จงใช้วิจารณญาณในการพิจารณา และเลือกผู้แทนที่ท่านเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้า และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

พรรคการเมืองต่างๆ ควรให้ความสำคัญกับการนำเสนอนโยบายที่ชัดเจน และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง การสร้างความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย จะเป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตย และมีความเจริญก้าวหน้า

การเลือกตั้งไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่เป็นสิทธิและเสียงของประชาชนทุกคน จงออกมาใช้สิทธิของท่านอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับตัวท่านเอง และประเทศชาติ

ร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใส เป็นธรรม และมีความเจริญก้าวหน้า ด้วยการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ และยุติธรรม

มาร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม!

อภิสิทธิ์ นำประชาธิปัตย์ลุยหาเสียง ปลื้มคน กทม. ฝากความหวังทำการเมืองสุจริต สะท้อนความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นการเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ที่มา – “อภิสิทธิ์” นำประชาธิปัตย์ลุยหาเสียง ปลื้มคน กทม. ฝากความหวังทำการเมืองสุจริต

ไทยรัฐโพล: สส.ย้ายพรรค? “อุดมการณ์” ชนะ!

ผลสำรวจล่าสุดจากไทยรัฐออนไลน์ชี้ชัดว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากให้ความสำคัญกับอุดมการณ์ของพรรคการเมืองมากกว่าตัวบุคคล หาก สส. เขตเดิมย้ายพรรค โอกาสที่จะได้รับการเลือกตั้งซ้ำก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนได้รับความนิยมอย่างมากในระบบบัญชีรายชื่อ

การสำรวจ “ส่องกระแสเลือกตั้ง: ความเชื่อมั่นต่อตัวบุคคลและพรรคการเมืองของคนไทย” โดยไทยรัฐโพล ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569 โดยมีผู้เข้าชมโพลถึง 1.75 ล้านครั้ง และมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามมากถึง 11,419 คน ซึ่งผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางทางการเมืองที่น่าสนใจในปี 2569

ไทยรัฐโพล: สส.ย้ายพรรค? “อุดมการณ์” ชนะ!

ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองคือ ทัศนคติของประชาชนที่มีต่อ สส. ที่ย้ายพรรค คำถามสำคัญคือ “หาก สส. เขตเดิมของคุณย้ายพรรค ในการเลือกตั้งครั้งนี้คุณจะยังเลือกเขาอยู่หรือไม่?” คำตอบจากผลสำรวจนี้อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับนักการเมืองหลายท่าน

ผลสำรวจพบว่า 56.47% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าจะไม่เลือก สส. ที่ย้ายพรรคอีกต่อไป โดยให้เหตุผลว่า พวกเขาชื่นชอบที่พรรค เมื่อ สส. เปลี่ยนพรรค ก็ถือว่าสิ้นสุดความสัมพันธ์ทางการเมือง

ในขณะเดียวกัน 18.69% ยังไม่ตัดสินใจ 15.34% รอดูแนวนโยบายใหม่ และเพียง 9.49% เท่านั้นที่ยังคงสนับสนุน สส. ที่ย้ายพรรค

สัญญาณเตือน สส. ย้ายพรรค จากไทยรัฐโพล: สส.ย้ายพรรค? “อุดมการณ์” ชนะ!

ตัวเลขเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับ สส. ที่คิดจะย้ายพรรค ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลทางการเมือง ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความอยู่รอด เพราะฐานเสียงเดิมอาจไม่ได้ตามไปสนับสนุนเสมอไป ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และอุดมการณ์ของพรรคมากกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัว

ในการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ (Party List) พบว่าพรรคประชาชนได้รับความสนใจมากที่สุด โดยมีคะแนนนิยมสูงถึง 41.38% ทิ้งห่างพรรคเพื่อไทย (19.79%) และพรรคภูมิใจไทย (13.15%) อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ (10.53%) พรรคเศรษฐกิจ (5.57%) พรรครวมไทยสร้างชาติ (2.06%) พรรคไทยสร้างไทย (1.5%) และพรรคไทยก้าวใหม่ (1.12%) ก็ได้รับความสนใจตามลำดับ

ข้อมูลประชากรของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานและวัยเกษียณ โดยผู้ที่มีอายุ 46-59 ปี ตอบมากที่สุด (34.34%) รองลงมาคือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (32.10%) กลุ่มอายุ 36-45 ปี (13.06%) กลุ่มอายุ 26-35 ปี (10.32%) และกลุ่มอายุ 18-25 ปี (10.18%)

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (41.93%) ภาคกลาง (18.72%) ภาคอีสาน (16.90%) ภาคเหนือ (11.91%) และภาคใต้ (10.54%)

จากการวิเคราะห์ผลสำรวจของไทยรัฐโพลชุดนี้ แสดงให้เห็นว่าประชาชนกำลังมองหาการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบายและอุดมการณ์ที่ชัดเจนของพรรค มากกว่าการพึ่งพาบารมีส่วนตัวหรือการย้ายพรรคเพื่อแสวงหาอำนาจ

ผลสำรวจนี้ย้ำเตือนนักการเมืองว่า การยึดมั่นในอุดมการณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วยนโยบายที่จับต้องได้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสร้างความสำเร็จในระยะยาว

ที่มา – ไทยรัฐโพล: เมื่อ “อุดมการณ์” ชนะ “บารมีส่วนตัว” ปิดตายทางรอด สส. ย้ายพรรค

“อภิสิทธิ์” ขอบคุณผลโพล ขอเขต 3 กทม. ปักธง

“อภิสิทธิ์” ขอเขต 3 กทม. เป็นเขต “4 อภิ” ส่ง “อภิมุข” คว้าชัยเลือกตั้ง ดักทาง อย่าใช้ชาตินิยม-ปมชายแดนมาแข่งขัน ด้านโฆษกปชป. ขอบคุณคนสงขลา โพลนำคู่แข่งเกือบ 4 เท่า “ชัยชนะ” หาเสียงสมุทรสาคร เคาะประตูบ้านขอคะแนนเสียงสนับสนุน

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 4 ม.ค. 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำทีมคณะผู้บริหารพรรคเดินเคาะประตูบ้านขอคะแนนให้นายอภิมุข ฉันทวานิช ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 3 พรรค ปชป. เบอร์ 3 ในพื้นที่เขตบางคอแหลม-ยานนาวา ที่ซอยเจริญกรุง 103 (ตลาดริมคลอง) มีชาวบ้านแห่ต้อนรับพร้อมโชว์ภาพถ่ายนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และนายอภิมุขเมื่อครั้งเป็น ส.ก. เขตนี้ และมีลายเซ็นของนายอภิสิทธิ์ที่เซ็นให้เมื่อปี 2550 พร้อมบอกว่าเป็นแฟนคลับพรรคปชป. มานาน “คิดถึงและรอการกลับมานานแล้ว” โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนมีความผูกพันกับพื้นที่นี้ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นทางการเมืองของตนที่ได้เป็น สส. สมัยแรก อีกทั้งเขตนี้ถือว่าเป็นเขต “อภิ” เพราะตนเป็น สส. สมัยแรกที่นี่ ม.ล.อภิมงคล ก็เคยเป็น สส. และยังมีนายอภิรักษ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. จึงเป็น 3 อภิ และอยากให้มีอภิที่ 4 คือ อภิมุข แต่ถ้าจะให้ดีต้องมีอีกหนึ่งคือ อภินิหารที่จะคว้าชัยชนะ

“อภิสิทธิ์” ขอบคุณผลโพลสงขลา ขอเขต 3 กทม. ปักธง

ส่วนผลสำรวจของนิด้าโพล จ.สงขลา ที่พบว่า ทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สส.เขตและบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนสูงสุด 40.67% นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอบคุณชาวสงขลา ซึ่งเมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา ตนลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ได้พบชาวสงขลาที่รอคอยรัฐบาลเพื่อมาฟื้นฟู อ.หาดใหญ่ และเอาจริงเอาจังกับปัญหาหลายอย่างในจังหวัดสงขลา ส่วนที่บางพรรคตั้งข้อสังเกตถึงการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าว่า อาจจะเป็นการทุจริตซื้อเสียงล่วงหน้านั้น ตนอยากให้กกต.มีความชัดเจนในเรื่องนี้ เพราะก็มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว ซึ่งการเลือกตั้งล่วงหน้ากติกาหลายอย่างไม่เข้มงวดเท่าวันเลือกตั้งจริง เมื่อถามถึงกรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า มีการติดต่อซื้อเสียงโหวตเลือก อ. เป็นนายกรัฐมนตรีล่วงหน้า ถ้าได้รับเลือกเป็น สส. นายอภิสิทธิ์ถึงกับหัวเราะ ก่อนกล่าวติดตลกว่า ชื่อ อ. มีหลายคน ขอให้ไปถามนายนิพิฏฐ์เองจะดีกว่า และนายนิพิฏฐ์ก็ยังไม่ได้รายงานอะไรมาถึงตน ทราบตามข่าวเท่านั้น

เป้าหมาย “อภิสิทธิ์”: ขอบคุณผลโพล ขอเขต 3 กทม. ปักธง

เมื่อถามย้ำว่า กังวลหรือไม่กับการแข่งขันเลือกตั้งที่มีการใช้เงิน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่กังวลเพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องเจอกับอะไร สิ่งหนึ่งที่พยายามพูดคือ จะทำอย่างไรที่จะกอบกู้การเมืองสุจริต ไม่ให้ภาพลักษณ์ของสภา เป็นการหยิบยื่นผลประโยชน์ให้ สส. และไม่มีวินัยพรรค รวมไปถึงมีการจับกลุ่มแยกค่าย อะไรต่างๆ จะทำให้ประชาชนหมดศรัทธาในการเมือง ส่วนกรณีการปลุกกระแสให้ประชาชนเลือกข้างในการเลือกนักการเมืองนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากให้ประชาชนเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ ส่วนที่มีการใช้กระแสชาตินิยมและปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา มาเป็นจุดขายในการหาเสียงเลือกตั้งนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประชาชนพอใจที่กองทัพปฏิบัติการได้ดี และขอบคุณรัฐบาลที่เปิดโอกาสให้กองทัพทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่จากนี้ไปจะเป็นงานของรัฐบาลที่ยากขึ้นในเรื่องการต่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่า สิ่งที่ทุกคนเสียสละกันมานั้น จะไม่สูญเปล่า ไม่ถอยหลังกลับไปสู่ที่เดิม จึงอยากให้ทุกพรรคเอาใจช่วย และเป็นหนึ่งเดียวในเรื่องนี้ ไม่ควรเอามาแบ่งแยกแข่งขันเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

ด้าน นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชน กรณีผลสำรวจของนิด้าโพล เรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนสงขลา” ที่สะท้อนกระแสนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ เพิ่มสูงขึ้นทิ้งห่างพรรคคู่แข่งในพื้นที่เกือบสี่เท่าตัวนั้น พรรคขอบคุณต่อกำลังใจและความไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนมอบให้ถือเป็นแรงผลักดันในการทำงานที่รอบคอบ จริงจังยิ่งขึ้น ทั้งนี้ พรรคไม่มองผลโพลเป็นชัยชนะทางการเมือง แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่า ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่เฝ้ามอง รอการพิสูจน์ และยังไม่ตัดสินใจเลือก ซึ่งพรรคเคารพทุกความคิดเห็น และพร้อมพิสูจน์ตัวเองด้วยการลงมือทำ มากกว่าการใช้คำพูดหรือวาทกรรม ยืนยันพรรคพร้อมรับฟังทุกเสียง และพร้อมทำหน้าที่ด้วยความสุจริต เป็นมืออาชีพ และมีความรับผิดชอบต่อความไว้วางใจที่ได้รับ พรรคขอขอบคุณทุกความไว้วางใจ ทุกกำลังใจอีกครั้ง และจะทำงานเต็มความสามารถให้สมกับความหวังที่ประชาชนมอบให้พรรคประชาธิปัตย์

ขณะที่ จ.สมุทรสาคร นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่บริเวณชุมชนวัดน้อยนางหงส์ และชุมชนวัดชีผ้าขาว เทศบาลตำบลท่าจีน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อช่วยนายภัคเมศฐ์ ธีระศิลาเวทย์ ผู้สมัคร สส. สมุทรสาคร เขต 1 หมายเลข 2 แนะนำตัวและขอคะแนนเสียงสนับสนุนให้กับผู้สมัครและพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับได้อวยพรพี่น้องประชาชนเนื่องในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ 2569

โดยนายชัยชนะ กล่าวว่า วันนี้ได้มาลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส. สมุทรสาคร เขต 1 ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการทำประมง เพราะจังหวัดสมุทรสาครเป็นจังหวัดที่มีการทำประมงเป็นหลัก โดยพรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายในเรื่องของการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) และจะสนับสนุนการออกใบอนุญาตแบบ One Stop Service และยังมีในส่วนของนโยบายเกี่ยวกับการแก้ปัญหามลพิษต่างๆ ที่จะสามารถแก้ปัญหาให้กับพี่น้องในพื้นที่สมุทรสาคร รวมถึงหากได้เข้าไปเป็นรัฐบาลจะเข้าไปทำในเรื่องของสวัสดิการแรงงาน และการบริหารจัดการแรงงาน ทั้งแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าว

“ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ชูนโยบายไทยไม่ทนทุนเทา เราจะสร้างการเมืองสุจริตไปด้วยกัน ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่คนไทยทุกคนจะร่วมสร้างพลังใหม่ ปราบปรามการเมืองสีเทา ร่วมสร้างการเมืองใหม่ โดยการเชื่อมั่นหัวหน้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนทุกเขตในจังหวัดสมุทรสาครให้สนับสนุนผู้สมัครและพรรคประชาธิปัตย์” นายชัยชนะ กล่าว

การที่นายอภิสิทธิ์ออกมาขอบคุณผลโพลและขอเขต 3 กทม. นั้น แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความมุ่งมั่นของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ขอบคุณผลโพลสงขลา ขอเขต 3 กทม. ปักธงเป็น “4 อภิ” หลังเคยคว้าชัยมาแล้ว

โพลคนสงขลา: เลือก “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ

โพลเผยคนสงขลาจะโหวตให้ “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ

นิด้าโพลเผยผลสำรวจความคิดเห็นของชาวสงขลาเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 โดยผลสำรวจชี้ว่าผู้คนในจังหวัดสงขลามีแนวโน้มที่จะเลือก “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” เป็นนายกรัฐมนตรี

ผลสำรวจยังระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ติดอันดับ 3 ในขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ติดอันดับ 4 สำหรับพรรคการเมืองที่คาดว่าจะได้รับการเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยพรรคประชาชนในอันดับ 3

การสำรวจนี้ดำเนินการโดยศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ระหว่างวันที่ 20 – 25 ธันวาคม 2568 โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดสงขลา จำนวน 1,067 หน่วยตัวอย่าง การสำรวจใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) และเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 95.0

ผลสำรวจความคิดเห็น: ใครที่คนสงขลาอยากให้เป็นนายกฯ

เมื่อถามถึงบุคคลที่คนสงขลาจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า:

  • อันดับ 1: ร้อยละ 40.67 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
  • อันดับ 2: ร้อยละ 24.18 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 3: ร้อยละ 12.56 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
  • อันดับ 4: ร้อยละ 11.43 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
  • อันดับ 5: อื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ระบุชื่อบุคคลอื่นๆ เช่น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และบุคคลจากพรรคเพื่อไทย พรรคไทยสร้างไทย และพรรคอื่นๆ รวมถึงผู้ที่ไม่ประสงค์ลงคะแนน

สำหรับพรรคการเมืองที่คนสงขลามีแนวโน้มจะเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า:

  • อันดับ 1: ร้อยละ 45.45 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
  • อันดับ 2: ร้อยละ 19.49 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
  • อันดับ 3: ร้อยละ 15.09 ระบุว่าเป็นพรรคประชาชน
  • อันดับ 4: อื่นๆ

ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในการเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย

โดยสรุปแล้ว ผลสำรวจของนิด้าโพลแสดงให้เห็นว่า “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” ยังคงได้รับความนิยมจากชาวสงขลาเป็นอย่างมากในการเลือกตั้งที่จะมาถึง อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ที่ไม่ตัดสินใจอีกจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลการเลือกตั้งจริง

ทำไมผลโพลถึงชี้ไปที่ “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์”?

เหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังคงได้รับความนิยมในสงขลาอาจมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น ฐานเสียงเดิมที่แข็งแกร่ง ความผูกพันกับพรรคที่มีมายาวนาน และภาพลักษณ์ของความเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจริงอาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อผลการเลือกตั้งได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามว่าผลการเลือกตั้งจริงจะเป็นไปตามผลสำรวจหรือไม่

การเลือก “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนชาวสงขลาเอง โดยพิจารณาจากนโยบาย วิสัยทัศน์ และความสามารถของพรรคการเมืองและผู้สมัครแต่ละคน

ที่มา – โพลเผยคนสงขลาจะโหวตให้ “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ

“นิพิฏฐ์” แฉ เลือกตั้ง 69 ซื้อเสียงหัวละ 2,000

อดีตรัฐมนตรี “นิพิฏฐ์” แฉเลือกตั้ง 69 เงินเทาซื้อเสียงสูงถึงหัวละ 2,000 บาท ชวนคนพัทลุงสั่งสอน รับเงินแต่ไม่เลือก “ให้มันจบที่พัทลุง”

วันที่ 3 มกราคม 2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง สส. ในหัวเรื่อง “ให้มันจบที่พัทลุง” มีสาระใจความว่า การซื้อเสียงในภาคใต้ เริ่มต้นที่ จ.พัทลุง ในปี 2562 ด้วยการนำ “บุรีรัมย์โมเดล” มาใช้ คือการถ่ายบัตรประชาชน แล้วซื้อเสียงตามจำนวนบัตรที่ได้ถ่ายมา เมื่อวิธีการนี้ใช้ได้ผล วิธีการนี้ก็ระบาดไปทั่วภาคใต้ กลายเป็นการซื้อเสียงที่เรียกว่า “พัทลุงโมเดล”

นายนิพิฏฐ์ ระบุว่า เมื่อมันเริ่มที่พัทลุง จึงเป็นหน้าที่ของชาวพัทลุง ต้องร่วมมือกัน “กำจัด” วิธีการนี้เสีย ด้วยการ “รับเงินแล้วลงโทษด้วยการไม่เลือก”

วันนี้ มีการพูดกันว่า จะซื้อเสียงด้วยเงินเทา หัวละ 1,500-2,000 บาท ซึ่งถือว่า สูงที่สุดในประเทศไทย “เมื่อการซื้อเสียงนี้มันเริ่มต้นที่พัทลุง ก็ต้องทำให้มันจบที่พัทลุง”

“นิพิฏฐ์” แฉ เลือกตั้ง 69 ซื้อเสียงหัวละ 2,000

สถานการณ์การเมืองไทยในช่วงใกล้วันเลือกตั้งนั้น มีความร้อนแรงและมีการแข่งขันกันอย่างสูงในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการเลือกตั้งทุกครั้ง แม้ว่าจะมีกฎหมายและมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อป้องกันและปราบปราม แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเด็ดขาด

ล่าสุด นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรัฐมนตรี ได้ออกมาแฉถึงสถานการณ์การซื้อเสียงในการ เลือกตั้ง 69 ที่กำลังจะมาถึง โดยระบุว่ามีการใช้เงินเทาในการซื้อเสียงในราคาสูงถึงหัวละ 2,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย นายนิพิฏฐ์ยังได้ชี้ให้เห็นว่าการซื้อเสียงในภาคใต้นั้นเริ่มต้นที่จังหวัดพัทลุง และเรียกร้องให้ชาวพัทลุงร่วมมือกันกำจัดการซื้อเสียงให้หมดสิ้นไป

ทำไม “นิพิฏฐ์” ถึงออกมาแฉเรื่อง เลือกตั้ง 69?

การออกมาแฉเรื่องการซื้อเสียงของนายนิพิฏฐ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไปให้ตระหนักถึงปัญหาการซื้อเสียงที่กำลังเกิดขึ้น และร่วมมือกันป้องกันและปราบปรามการซื้อเสียงให้หมดสิ้นไป เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมและสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

การซื้อเสียงไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยและทำให้การเมืองไทยเสื่อมทรามลง การซื้อเสียงทำให้ผู้ที่ไม่มีความสามารถหรือไม่มีคุณธรรมเข้ามามีอำนาจ และทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างล่าช้า ดังนั้น การป้องกันและปราบปรามการซื้อเสียงจึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม

การ เลือกตั้ง 69 ที่กำลังจะมาถึง จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้แสดงพลังและร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้เกิดขึ้น โดยการไม่ขายเสียง ไม่สนับสนุนผู้ที่ซื้อเสียง และเลือกผู้แทนที่ซื่อสัตย์สุจริตและมีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ

นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับโทษของการซื้อเสียง และการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันและปราบปรามการซื้อเสียงได้อย่างยั่งยืน

การที่นายนิพิฏฐ์ออกมาเปิดเผยข้อมูลเรื่องการซื้อเสียงในการ เลือกตั้ง 69 ถือเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน เพราะเป็นการกระตุ้นให้สังคมตื่นตัวและร่วมกันแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

ดังนั้น เราทุกคนจึงต้องร่วมมือกันเพื่อให้การ เลือกตั้ง 69 เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และเป็นการเลือกตั้งที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ดีขึ้นให้กับประเทศไทย

ที่มา – “นิพิฏฐ์” แฉเลือกตั้ง 69 เงินเทาซื้อเสียงสูงถึงหัวละ 2,000 ชวนคนพัทลุงสั่งสอน รับเงินแต่ไม่เลือก

ประวัติ “การดี เลียวไพโรจน์” ว่าที่นายกฯ ปชป.

เลือกตั้ง 2569 : ส่องประวัติ “ดร.อ้อ – การดี เลียวไพโรจน์” หญิงแกร่งสายเทคโนโลยี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3 ของพรรคประชาธิปัตย์

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 การเลือกตั้ง 2569 ใกล้เข้ามาแล้ว หลังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป และยังเป็นวันออกเสียงประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งพรรคการเมืองต่างๆ ส่งผู้สมัคร สส.ทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อแข่งขันในสนามเลือกตั้งนี้มากกว่า 50 พรรค

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ส่งทั้ง สส.เขต และปาร์ตี้ลิสต์ 98 คน โดยมีบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 นายกรณ์ จาติกวณิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 และนางการดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3

ประวัติ “การดี เลียวไพโรจน์”

สำหรับประวัติ “การดี เลียวไพโรจน์” มีชื่อเล่นว่า อ้อ หรือหลายๆ คนเรียกว่า ดร.อ้อ อายุ 50 ปี (ณ ปี 2568) จบการศึกษาปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร และได้รับทุนวิจัยศึกษาต่อปริญญาโทและเอกที่ University of Wisconsin-Madison สหรัฐอเมริกา เริ่มต้นเส้นทางด้วยการเป็นอาจารย์สอนวิศวกรรมอุตสาหการ และภาควิชาพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กว่า 13 ปี ก่อนก้าวสู่บทบาทผู้บริหารยุคใหม่

การทำงานที่ผ่านมา เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ C ASEAN ได้สร้าง Ecosystem เชื่อมโยงเทคโนโลยีในกลุ่มอาเซียน และเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่การขยายผลระดับชาติ ต่อมาเป็นผู้อำนวยการสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายอนาคตศึกษา (Chief Foresight Officer) แห่ง FutureTales Lab เป็นหญิงแกร่งสายเทคโนโลยีที่โดดเด่นในแวดวงธุรกิจ นวัตกรรม และอนาคตศึกษา สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงในสายงานเทคโนโลยี ด้วยพื้นฐานด้านวิศวกรรมอุตสาหการและประสบการณ์กว่า 20 ปีในการผลักดันการพัฒนานโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ นวัตกรรมเพื่อสังคม และการร่วมขับเคลื่อนเยาวชนไทยให้เป็นกำลังหลักของประเทศ อีกทั้งในฐานะนักบริหารธุรกิจและนักอนาคตศาสตร์ (Strategic Futurist) นางการดี เลียวไพโรจน์ ได้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ICORA ผลักดันการเปลี่ยนแปลงและการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ และดำรงตำแหน่ง Chief Foresight Officer แห่ง FutureTales Lab by MQDC โดยมุ่งสำรวจอนาคตเพื่อออกแบบเมืองและธุรกิจสู่อนาคตที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และที่ปรึกษาด้าน Deeptech Commercialization สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) เป็นกรรมการบริษัทด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในตลาดหลักทรัพย์ โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างเท่าเทียม ด้วยหัวใจที่เชื่อมั่นในพลังของเยาวชนและการร่วมมือข้ามรุ่น เมื่อดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ที่มีนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นประธาน นางการดีเปิดเวทีและสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ นำเทคโนโลยีมาเปลี่ยนสังคม พร้อมร่วมสร้างประเทศไทยที่เสมอภาค และเปิดรับความหลากหลาย เพื่ออนาคตที่ทุกคนมีส่วนร่วม

ทำความรู้จัก การดี เลียวไพโรจน์ ให้มากขึ้น

การได้รู้จักประวัติ “การดี เลียวไพโรจน์” ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในหลากหลายบทบาท ทั้งในแวดวงวิชาการ ธุรกิจ และการพัฒนาสังคม ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำพาประเทศไปข้างหน้า

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

ที่มา – ประวัติ “การดี เลียวไพโรจน์” หญิงแกร่งแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์

อภิสิทธิ์ ชู นโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดตัวนโยบายชุดใหญ่ภายใต้มอตโต้ที่ว่า “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” โดยชู 4 เสาหลักและ 27 นโยบายที่จะมาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ

“ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” นโยบายหลักพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 พรรคประชาธิปัตย์ได้เปิดตัวนโยบายหาเสียงอย่างเป็นทางการ โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนของพรรค นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรณ์ จาติกวณิช และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เข้าร่วมในการแถลงนโยบายครั้งนี้

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นโยบายของพรรคจะเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างภายใต้ 4 เสาหลัก และมีทั้งหมด 27 นโยบาย สอดคล้องกับหมายเลขประจำพรรคคือเบอร์ 27 โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนที่สะสมมานาน พรรคตั้งเป้าที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ย 5% ภายใน 4 ปี

4 เสาหลัก นำพา “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

เสาที่ 1 “หายจนรายได้”: เน้นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและแรงงาน โดยมีการประกันรายได้พืชผลทางการเกษตรที่สำคัญ และใช้กลไก “รัฐช่วยจ่ายส่วนต่าง” ให้กับแรงงานตามค่าครองชีพในแต่ละจังหวัด นอกจากนี้ยังมีนโยบายลดค่าไฟ สนับสนุนพลังงานสะอาด ลดภาษีเงินได้ และกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าและรถเมล์สูงสุด 30 บาทต่อเที่ยว

เสาที่ 2 “หายจนใจ”: เสริมสร้างหลักประกันชีวิตให้กับประชาชนในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เงินอุดหนุนสำหรับแม่และเด็ก เบี้ยผู้สูงอายุถ้วนหน้า โครงการปรับปรุงบ้านผู้สูงวัย การแปลงบ้านเป็นเงินเลี้ยงชีพ การเร่งรัดบริการทำฟันผู้สูงอายุ และการเพิ่มเบี้ยคนพิการเป็นสองเท่า

เสาที่ 3 “หายจนปัญญา”: ปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถออกแบบการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สนับสนุนคูปองการศึกษา แก้ปัญหาค่าใช้จ่ายแฝงในโรงเรียนขนาดเล็ก จัดหางานเพื่อชำระหนี้ กยศ. และยกระดับทักษะทางด้านภาษาและดิจิทัล

เสาที่ 4 “หายจนตรอก”: ปฏิรูประบบราชการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างด้วย AI ให้โอกาสแก่สินค้าไทยและ SMEs ตัดกฎหมายที่ล้าสมัย ยกระดับการรับมือภัยพิบัติ แก้ไขปัญหา PM 2.5 และปราบปรามยาเสพติด

27 นโยบายหลัก สู่เป้าหมาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอนโยบายย่อยอีก 27 ข้อ ซึ่งครอบคลุมหลากหลายด้าน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายหลักในการทำให้ “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” นโยบายเหล่านี้ประกอบไปด้วย:

  • ประกันรายได้เกษตรกรและแรงงาน
  • ลดค่าไฟและสนับสนุนพลังงานสะอาด
  • พัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดแห่งเอเชีย
  • ให้เงินอุดหนุนมารดาและเด็ก
  • เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุและคนพิการ
  • ปรับปรุงบ้านผู้สูงวัย
  • แปลงบ้านผู้สูงวัยเป็นเงินเลี้ยงชีพ
  • ทำฟันผู้สูงวัยแบบ Fasttrack
  • ปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น
  • สนับสนุนคูปองการศึกษา
  • จัดหางานเพื่อชำระหนี้ กยศ.
  • พัฒนาระบบราชการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
  • เปิดเผยข้อมูลภาครัฐ
  • สนับสนุน SMEs ไทยในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • ตัดตอนทุนผูกขาดด้วย Super Act
  • พัฒนาระบบเตือนภัยและรับมือภัยพิบัติ
  • แก้ไขปัญหา PM 2.5
  • ปราบปรามยาเสพติด
  • รับสมัครทหารอาสา
  • พัฒนามอเตอร์เวย์และรถไฟความเร็วสูง

นโยบายเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน

นโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” ของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นความพยายามในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตาม การจะทำให้นโยบายเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้จริงนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

ที่มา – “อภิสิทธิ์ ชู 4 เสาหลัก 27 นโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ยึดมอตโต้ “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

สมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง: วันแรกสุดเข้มข้น!

สมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง วันแรกดุเดือดพรรคใหญ่ส่งครบ 3 เขต ปูดหัวคะแนนเริ่มเคลื่อนไหว

บรรยากาศการสมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง วันแรกของการรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดพัทลุง คึกคักเป็นพิเศษ พรรคใหญ่จัดทัพส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง พร้อมด้วยพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กที่พร้อมลงชิงชัย มีทั้งผู้สมัครหน้าใหม่และหน้าเก่าที่คุ้นเคยสนามเลือกตั้งเป็นอย่างดี ทยอยเดินทางมาลงชื่อสมัครรับเลือกตั้งที่หอประชุมจังหวัดพัทลุง ซึ่งใช้เป็นสถานที่รับสมัคร สส.เขตเลือกตั้งที่ 1, 2 และ 3 ทำให้ กกต. ต้องดำเนินการจับสลากเพื่อจัดลำดับก่อน-หลัง และจับหมายเลขผู้สมัคร ท่ามกลางกองเชียร์ที่มาให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น เสียงเชียร์ดังกึกก้องทั้งภายในและภายนอกอาคาร

การเลือกตั้งครั้งนี้ จังหวัดพัทลุงยังคงเป็นพื้นที่ที่น่าจับตา มีการย้ายพรรคของอดีต สส. และนักการเมืองบ้านใหญ่อย่างเข้มข้น

ศึกชิงเก้าอี้ สส.พัทลุง แต่ละเขตเลือกตั้ง

เขตเลือกตั้งที่ 1: นางสุพัชรี ธรรมเพชร อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม เปิดศึกกับ น.อ.อธิคุณ คงมี จากพรรคภูมิใจไทย

เขตเลือกตั้งที่ 2: นายณิติศักดิ์ ธรรมเพชร เดิมสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ เปลี่ยนมาลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย เพื่อต่อสู้กับนายวรท เทอดวีระพงศ์ จากพรรคภูมิใจไทย ทำให้สนามเลือกตั้งเขตนี้เข้มข้นอย่างมาก

เขตเลือกตั้งที่ 3: หลังอดีต สส. นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจไม่ลงสมัคร และหันไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย เปิดทางให้ นายเขมพล อุ้ยตยะกุล ลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย อย่างไรก็ตาม นายจรัล จันทร์แก้ว ลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม เข้ามาท้าชิงในเขตนี้เช่นกัน

ภาพรวมวันแรกของการรับสมัคร พบว่ามีหลายพรรคส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคพลวัต พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรครวมไทยสร้างชาติ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของจังหวัดพัทลุงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งหลังการสมัครเสร็จสิ้น ผู้สมัครจากแต่ละพรรคต่างลงพื้นที่หาเสียงทันที

นอกจากนี้ กลุ่มพลเมืองพัทลุงได้ออกมารณรงค์ต่อต้านการซื้อเสียงทุกรูปแบบ โดยย้ำว่าการเลือกตั้ง สส.พัทลุง ในหลายสมัยที่ผ่านมา ถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้นๆ ของภาคใต้ในประเด็นการซื้อเสียง มีรายงานว่าเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวของหัวคะแนนในพื้นที่จดรายชื่อและขอเลขบัตรประจำตัวประชาชนจากชาวบ้านแล้ว ทำให้การสมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง ครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากหลายกลุ่ม ทั้งในแง่การแข่งขันทางการเมืองและความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง

การสมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง ในครั้งนี้จึงเป็นที่น่าติดตามอย่างยิ่ง ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร และพรรคใดจะสามารถครองใจชาวพัทลุงได้มากที่สุด การแข่งขันที่ดุเดือดและเข้มข้นเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของจังหวัดพัทลุงในเวทีการเมืองระดับชาติ

ที่มา – สมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง วันแรกดุเดือดพรรคใหญ่ส่งครบ 3 เขต ปูดหัวคะแนนเริ่มเคลื่อนไหว

“เต้ มงคลกิตติ์” แฉ! ย้ายพรรคเพราะไม่ผ่านสรรหา

“เต้ มงคลกิตติ์” ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุที่ย้ายจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไปอยู่พรรคทางเลือกใหม่ โดยอ้างว่าไม่ผ่านกระบวนการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. กทม. และถูก “สาธิต ปิตุเตชะ” ขีดชื่อออกจากการคัดเลือก นอกจากนี้ยังประกาศเตรียมผลักดัน พ.ร.บ. ผดุงเกียรติให้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคทางเลือกใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวว่า พรรคทางเลือกใหม่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2561 โดยได้รับการอนุญาตจากพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น และตนเองเคยสังกัดพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้ ส.ส. มา 1 คน คือตัวเขาเอง จนได้รับฉายา “พี่เต้พระราม 7” ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น “เต้ 007” จากการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นจนมีสายลับในทุกกระทรวง

เมื่อถูกถามถึงการที่เขาเคยเป็น ส.ส. ในปี 2562 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้งในปี 2566 นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า หลังจากว่างเว้นจากการเมืองไปหลายเดือน เขาได้หันไปทำธุรกิจส่วนตัว ก่อนที่จะย้ายไปสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในขณะนั้นนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเป็นเวลา 1 ปีครึ่ง ต่อมาเมื่อเกิดความขัดแย้งภายในพรรค และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง “เต้ มงคลกิตติ์” จึงได้เข้าสู่กระบวนการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. กทม. ในเขตพระราม 7 (เขต 7 กทม.) จนกระทั่งผ่านเข้ารอบสุดท้าย แต่ทราบภายหลังว่านายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค ซึ่งดูแลการเลือกตั้งในภาคกลาง เป็นผู้ขีดชื่อเขาออกจากการคัดเลือก เนื่องจากไม่ชอบพอนายเฉลิมชัย ทั้ง ๆ ที่นายสาธิตเคยได้รับความช่วยเหลือจากนายเฉลิมชัยมาก่อน

“เขาเรียกตนเองว่าคุณสมบัติต่ำกว่าเกณฑ์ พรรคเขาสูง ก็ลาออก พอลาออกพี่วัน อยู่บำรุง ก็โทรมา ให้มาอยู่พลังประชารัฐด้วยกันในวันที่ 18 ธันวาคม แต่ตอนนั้นไม่แน่ใจว่าลุงป้อมจะไปต่อหรือไม่ สุดท้ายพี่วันลาออกและขอพัก ตนเองก็บอกขอพัก จึงบอกพี่ๆ น้องๆ ปรากฏว่าพี่น้องทหารผ่านศึก ที่ตนเองเป็นที่ปรึกษา อยากให้ตนเองทำ พ.ร.บ. ผดุงเกียรติให้สำเร็จ ไปหาพรรคไหนก็ได้ แต่ตนเองบอกมันตั้งพรรคไม่ทัน ยอมรับพี่ต่อไม่ได้ชวนไปกล้าธรรม แต่พี่ธรรมนัสก็โทรมา แต่ตอนนั้นยังติดอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์” นายมงคลกิตติ์ กล่าว

นายมงคลกิตติ์ กล่าวต่อว่า ในตอนแรกเขาตั้งใจจะเว้นวรรคทางการเมืองและเดินทางไปญี่ปุ่น แต่ได้รับการร้องขอจากพี่น้องทหารผ่านศึกให้กลับเข้าสภาให้ได้ ส่วนนายราเชน ตระกูลเวียง จะเสนอชื่อเขาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคในวันพรุ่งนี้ เมื่อผู้ประกาศข่าวแซวว่าอาจจะต้องเรียกท่านนายกฯ แล้ว นายมงคลกิตติ์ตอบว่าอาจจะต้องเรียกจริง ๆ เพราะได้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อไปแล้ว 25 คน และสมัคร ส.ส. เขต อีก 80 เขต

“เต้ มงคลกิตติ์” แฉ! ย้ายพรรคเพราะไม่ผ่านสรรหา

การออกมาเปิดเผยเรื่องราวการย้ายพรรคของ “เต้ มงคลกิตติ์” ครั้งนี้ จุดประเด็นให้สังคมหันมาสนใจเรื่องกระบวนการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. ของแต่ละพรรคการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ผู้มีอำนาจในพรรคสามารถเข้ามาแทรกแซงการตัดสินใจได้ นอกจากนี้ ความมุ่งมั่นของนายมงคลกิตติ์ในการผลักดัน พ.ร.บ. ผดุงเกียรติ ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าจะสามารถดำเนินการได้สำเร็จหรือไม่

ทำไม “เต้ มงคลกิตติ์” ถึงย้ายพรรค?

คำถามสำคัญคือ เหตุใด “เต้ มงคลกิตติ์” ถึงออกมาเปิดเผยเรื่องราวเหล่านี้ในช่วงเวลานี้? เป็นไปได้หรือไม่ว่า เขาต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับการตัดสินใจย้ายพรรคของตนเอง หรือต้องการที่จะโจมตีพรรคประชาธิปัตย์เพื่อหวังผลทางการเมืองบางอย่าง? สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “เต้ มงคลกิตติ์” แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานทางการเมืองของเขาอย่างชัดเจน การประกาศตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคทางเลือกใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าเขามีความมั่นใจในศักยภาพของตนเอง และพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ อย่างไรก็ตาม การเดินทางทางการเมืองของเขายังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย และต้องเผชิญกับอุปสรรคอีกมากมาย

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของ “เต้ มงคลกิตติ์” เป็นเครื่องเตือนใจว่า การเมืองเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง และการปรับตัวอยู่เสมอ การตัดสินใจทางการเมืองแต่ละครั้ง อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตของนักการเมืองเอง และต่อประเทศชาติโดยรวม

ที่มา – “เต้ มงคลกิตติ์” แฉ ย้ายจาก ปชป. เพราะไม่ผ่านกระบวนการสรรหา ถูก “สาธิต” ขีดชื่อออก

Scroll to top