พรรคประชาธิปัตย์

ณัชกรณ์-ธนวัฒน์ ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ขอคะแนน สก. ให้พรรคประชาธิปัตย์

ณัชกรณ์-ธนวัฒน์ ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ขอคะแนน สก. ให้พรรคประชาธิปัตย์

บรรยากาศการเมืองระดับท้องถิ่นในกรุงเทพมหานครเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของ ณัชกรณ์-ธนวัฒน์ ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ขอคะแนน สก. ให้พรรคประชาธิปัตย์ ในเขตสวนหลวงและประเวศ ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากพี่น้องประชาชนที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ตัวเอง

ในส่วนของเขตสวนหลวง นายณัชกรณ์ เชิดชูกิจกุล หรือ “ทัต” ผู้สมัคร สก. หมายเลข 5 พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่อย่างหนักเพื่อพบปะพูดคุยกับชาวบ้าน พร้อมชูนโยบาย “การเมืองที่จริงใจ เริ่มต้นจากการรับฟัง” โดยเขาเชื่อว่าคนในพื้นที่คือผู้ที่เข้าใจปัญหาได้ดีที่สุด หน้าที่ของผู้แทนจึงไม่ใช่แค่การนำเสนอนโยบาย แต่คือการเป็นกระบอกเสียงที่พร้อมรับฟังและลงมือแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งเรื่องการจราจร ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยในแต่ละชุมชน

ก้าวสำคัญสู่การบริหารพื้นที่ด้วยความเข้าใจ

นอกจากนี้ การที่ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์อย่าง ณัชกรณ์-ธนวัฒน์ ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ขอคะแนน สก. ให้พรรคประชาธิปัตย์ อย่างต่อเนื่องนั้น ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงจุดยืนที่ต้องการทำงานร่วมกับประชาชนอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นหน้าใหม่หรือผู้มีประสบการณ์ ต่างก็มีความมุ่งมั่นที่จะนำพลังไอเดียของคนรุ่นใหม่ผสมผสานกับแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อให้เขตสวนหลวงและเขตประเวศเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่และยั่งยืนกว่าเดิม

ทางด้านนายธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล อดีต สก. เขตประเวศ ซึ่งเป็นผู้สมัครหมายเลข 5 ในพื้นที่เขตประเวศ ก็ยังคงเดินหน้าอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย แม้จะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์โชกโชนแต่เจ้าตัวย้ำเสมอว่า การเมืองท้องถิ่นต้องไม่หยุดนิ่งและต้องปรับตัวตามความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันอยู่เสมอ โดยบรรยากาศตลอดการลงพื้นที่เป็นไปอย่างอบอุ่น ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนในทุกซอยทุกชุมชน

  • นโยบายหลัก: เดินหน้าแก้ปัญหาจราจรและสิ่งแวดล้อม
  • จุดแข็ง: ประสบการณ์พื้นที่และการทำงานที่สัมผัสได้จริง
  • การมีส่วนร่วม: เน้นการรับฟังเสียงจากทุกกลุ่มคนในสังคม

โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจเลือกตัวแทนที่พร้อมจะทำงานเพื่อมวลชนอย่างจริงจัง การที่ ณัชกรณ์-ธนวัฒน์ ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ขอคะแนน สก. ให้พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เพียงแค่การขอโอกาสให้พรรคเท่านั้น แต่เป็นการขอโอกาสให้คนในเขตสวนหลวงและประเวศได้มีผู้แทนที่พร้อมรับฟังและขับเคลื่อนนโยบายจากมือคนในพื้นที่สู่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครอย่างแท้จริง มาร่วมกันตัดสินใจเพื่ออนาคตของเขตที่เราพักอาศัยกันครับ

ที่มา – “ณัชกรณ์-ธนวัฒน์” ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ขอคะแนน สก. ให้พรรคประชาธิปัตย์

“ชวน” ชงชาววังทองหลางช่วย “อนุชา” การันตี ดี สุจริต มีความสามารถ

“ชวน” ชงชาววังทองหลางช่วย “อนุชา” การันตี ดี สุจริต มีความสามารถ

การลงพื้นที่หาเสียงในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เมื่อนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีได้นำทีมลงพื้นที่ตลาดสะพาน 2 เขตวังทองหลาง เพื่อช่วยนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ หาเสียงอย่างเต็มกำลัง โดย นายชวน หลีกภัย ได้ย้ำถึงจุดยืนของพรรคที่เน้นย้ำเรื่องการเมืองที่สุจริตและยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลอย่างชัดเจน

นายชวน หลีกภัย ได้กล่าวปราศรัยโดยเน้นย้ำว่า “ชวน” ชงชาววังทองหลางช่วย “อนุชา” การันตี ดี สุจริต มีความสามารถ อย่างเต็มที่ เพราะเชื่อมั่นในตัวบุคคลที่มีความตั้งใจจริง แม้สถานการณ์การเมืองปัจจุบันจะเต็มไปด้วยกระแสของการทุจริตคอร์รัปชันตั้งแต่ระดับสภาฯ ไปจนถึงการสอบบรรจุข้าราชการ แต่การเลือคนที่มีประวัติขาวสะอาดคือทางออกของประเทศ

เหตุผลที่ “ชวน” ชงชาววังทองหลางช่วย “อนุชา” การันตี ดี สุจริต มีความสามารถ

ตลอดระยะเวลา 57 ปีบนเส้นทางการเมือง นายชวนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคนดีต้องมีที่ยืนในสังคม ท่านจึงตัดสินใจออกมาช่วยนายอนุชา เพื่อไม่ให้คนดีต้องโดดเดี่ยวในการทำหน้าที่ โดยนายชวนกล่าวว่า “ชวน” ชงชาววังทองหลางช่วย “อนุชา” การันตี ดี สุจริต มีความสามารถ ซึ่งจากการทำงานร่วมกันมานาน ท่านมั่นใจว่านายอนุชาคือผู้บริหารที่พร้อมจะรับใช้ประชาชนด้วยความซื่อสัตย์ ไม่มุ่งหวังผลประโยชน์ทับซ้อนเหมือนนักการเมืองที่มาจากการซื้อเสียงหรือระบบอุปถัมภ์

  • การเมืองต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
  • ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์และความสามารถในการกระจายอำนาจ
  • ยุติการคอร์รัปชันในทุกระดับ ตั้งแต่ท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศ

ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี ได้กล่าวขอบคุณทุกกำลังใจ พร้อมเน้นย้ำว่าหากได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม. จะเน้นย้ำเรื่องการบริหารงานที่โปร่งใส โดยเฉพาะการปฏิรูประบบงบประมาณ กทม. ที่ต้องตรวจสอบได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้

การตัดสินใจเลือกผู้บริหารเมืองในครั้งนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของชาวกรุงเทพมหานคร ว่าต้องการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยคนดีที่มีความสามารถจริง หรือจะยอมรับระบบเดิมที่เต็มไปด้วยการทุจริต ดังนั้นการศึกษาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนจึงเป็นสิทธิและหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของทุกคน

ที่มา – “ชวน” ชงชาววังทองหลางช่วย “อนุชา” การันตี ดี สุจริต มีความสามารถ

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร.

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นสำคัญว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร. ซึ่งถือเป็นแนวทางที่พรรคมีความมั่นใจว่าสอดคล้องกับหลักการและเจตนารมณ์ที่ถูกต้องตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยให้ความเห็นไว้

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร.

นายอภิสิทธิ์ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า แม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าประชาชนไม่ควรเป็นผู้เลือกผู้ร่างโดยตรง แต่ในส่วนของทางพรรคฯ นั้น วิธีการหยั่งเสียงผ่านตัวแทนจากจังหวัดต่างๆ แล้วให้รัฐสภาคัดเลือก รวมถึงการมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญจากฝ่ายตุลาการและวิชาการ ถือเป็นการออกแบบกระบวนการที่รัดกุม ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร. อย่างแน่นอนครับ

ความคืบหน้าในการรวบรวมรายชื่อ สส.

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินงานของพรรค โดยคาดการณ์ว่าภายในสัปดาห์หน้าจะสามารถรวบรวมรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ครบถ้วน เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการนำเสนอร่างแก้ไขตามกฎหมายต่อไป โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การใช้กลไกการหยั่งเสียงจากท้องถิ่นสู่ระดับสภาร่าง
  • การผสมผสานผู้ทรงคุณวุฒิ 20 คนจากตุลาการและภาควิชาการ
  • การยึดโยงเจตนารมณ์จากบันทึกข้อความการแลกเปลี่ยนกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ

หากมองในมุมของการเมืองไทยยุคปัจจุบัน การแสวงหาความร่วมมือและการอธิบายเหตุผลอย่างโปร่งใสถือเป็นเรื่องสำคัญมาก การที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดเผยข้อมูลให้สังคมได้รับทราบถึงเหตุและผลของ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร. นั้น ช่วยลดความคลุมเครือและสร้างความมั่นใจให้ผู้ติดตามข่าวสารว่ากระบวนการทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ในฐานะประชาชนผู้สนใจ การขับเคลื่อนกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เน้นความร่วมมือหลายภาคส่วนเช่นนี้ อาจเป็นต้นแบบที่ดีในการหาทางออกให้กับประเทศในอนาคต หากทุกฝ่ายสามารถตกลงกันได้ภายใต้หลักการที่ชัดเจน เชื่อว่าความสำเร็จในการปฏิรูปกฎหมายสูงสุดของประเทศคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เผย ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร.

ชัยชนะ เปิดข้อมูลใหม่ จี้รัฐเร่งตรวจสอบเว็บพนัน-Forex

ชัยชนะ เปิดข้อมูลใหม่ จี้รัฐเร่งตรวจสอบเว็บพนัน-Forex

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อ นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกี่ยวกับกรณีเครือข่ายธุรกิจสีเทา โดย ชัยชนะ เปิดข้อมูลใหม่ จี้รัฐเร่งตรวจสอบเว็บพนัน-Forex ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่กัดกินสังคมไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับข้อมูลชุดนี้มีการพุ่งเป้าไปที่การใช้ธุรกิจร้านอาหารมาเป็นฉากหน้าในการฟอกเงินผิดกฎหมาย

เปิดเส้นทางเงินผ่านร้านอาหารชื่อดัง

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูล นายชัยชนะได้ตั้งข้อสังเกตว่ามีร้านอาหารชื่อดังหลายแห่ง ตั้งแต่โซนฝั่งธนบุรีไปจนถึงย่านรังสิตคลอง 3 มีพฤติกรรมน่าสงสัยเหมือนเป็นเครือข่าย Payment Gateway ให้กับเว็บพนันออนไลน์ อาทิ เว็บไซต์ “หมีพู168” รวมถึงขบวนการหลอกลงทุน Forex และกลุ่มสแกมเมอร์ ซึ่งการที่ ชัยชนะ เปิดข้อมูลใหม่ จี้รัฐเร่งตรวจสอบเว็บพนัน-Forex ในครั้งนี้ ถือเป็นการกดดันให้หน่วยงานภาครัฐต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น

  • เชื่อมโยงร้านอาหารขนาดใหญ่ในฝั่งธนบุรี
  • พบความเชื่อมโยงกับร้านอาหารย่านรังสิตคลอง 3 ของบุคคลชื่อ “ตี๋”
  • มีการใช้โซเชียลมีเดีย TikTok เป็นช่องทางหนึ่งในการทำกิจกรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเป็นร้านอาหาร? คำตอบคือเพื่อเป็นการตบตาเจ้าหน้าที่ด้วยการทำตัวเลขรายรับรายจ่ายให้เหมือนธุรกิจปกติ แต่แท้จริงแล้วกลับมีการกระจายเส้นทางการเงินอย่างซับซ้อนเพื่อให้ยากต่อการติดตามของหน่วยงานความมั่นคง ซึ่ง ชัยชนะ เปิดข้อมูลใหม่ จี้รัฐเร่งตรวจสอบเว็บพนัน-Forex ครั้งนี้ถือเป็นการเปิดโปงเครือข่ายที่มีการทำงานเป็นกระบวนการอย่างชัดเจน โดยหลังจากนี้ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการการตำรวจ และคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ในมุมมองของเรา นี่ไม่เพียงแค่เรื่องของเว็บพนัน แต่เป็นปัญหาใหญ่ระดับโครงสร้างที่รัฐบาลต้องจัดการอย่างเด็ดขาด เพราะหากปล่อยให้เครือข่ายเหล่านี้ลอยนวลต่อไป ความสูญเสียทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อประชาชนจะยิ่งขยายวงกว้างมากขึ้น เราหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้ข้อมูลจากคุณชัยชนะเป็นเบาะแสสำคัญในการกวาดล้างขบวนการเหล่านี้ให้สิ้นซาก

ที่มา – “ชัยชนะ” เปิดข้อมูลใหม่ จี้รัฐเร่งตรวจสอบเครือข่ายต้องสงสัยโยงเว็บพนัน-Forex

“อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ

ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ประเด็นการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะล่าสุดที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างดุเดือดเกี่ยวกับประเด็น “อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงการเมืองขณะนี้

“อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการโอนงบประมาณของรัฐบาล โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวนั้นดูจะย้อนแย้งกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น หากมองในมุมของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลควรจัดสรรวงเงินให้คุ้มค่าที่สุดแทนที่จะเลือกวิธีปะผุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่รัฐบาลเลือกจะกู้เงินถึง 4 แสนล้านบาทแทนที่จะโอนงบประมาณให้เต็มศักยภาพ

ผลกระทบจากการกู้เงิน 4 แสนล้านและ “อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ

การผลักภาระหนี้สาธารณะให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบแตะเพดานที่กำหนดไว้ ถือเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง นายอภิสิทธิ์มองว่าหากรัฐบาลมีการบริหารจัดการที่ดี การโอนงบประมาณในสัดส่วนที่เหมาะสมกว่านี้อาจช่วยลดความจำเป็นในการกู้เงินลงได้ ซึ่งประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การบริหารทางการคลังที่อาจไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนในระยะยาว

  • ความล่าช้าในการเสนอ พ.ร.บ. ต่อสภาฯ
  • สัดส่วนการโอนงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็น
  • ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นจนน่ากังวล

สิ่งที่สังคมตั้งคำถามคือ หากรัฐบาลมีโครงการที่สามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้มากถึง 1 แสนล้านบาท เหตุใดจึงเลือกโอนงบประมาณเพียงแค่ 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น? การเลือกตัดสินใจเช่นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อแผนงานการฟื้นฟูประเทศ ท้ายที่สุดแล้ว การใช้เงินแผ่นดินทุกบาททุกสตางค์ควรต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและความเป็นธรรมของคนทั้งประเทศ มากกว่าความสะดวกทางการเมืองของฝ่ายบริหาร

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ ซัดกู้ 4 แสนล้าน สร้างภาระหนี้สาธารณะ

“ชัยชนะ” เตือน ผอ.เขต กทม. วางตัวเป็นกลาง อย่าใช้อำนาจรัฐ

ช่วงนี้สนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานครเริ่มคึกคักเป็นพิเศษ โดยล่าสุด นายชัยชนะ เดชเดโช จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่เขตดินแดงเพื่อช่วยผู้สมัครหาเสียง แต่ประเด็นที่น่าจับตามากกว่านั้นคือการออกมาส่งเสียงดังๆ ถึงเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะการย้ำเรื่อง “ชัยชนะ” เตือน ผอ.เขต กทม. วางตัวเป็นกลาง อย่าใช้อำนาจรัฐมาช่วยเหลืออดีตผู้บริหาร เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสที่สุด

“ชัยชนะ” เตือน ผอ.เขต กทม. วางตัวเป็นกลาง อย่าใช้อำนาจรัฐมาช่วยเหลืออดีตผู้บริหาร

นายชัยชนะมองว่าหัวใจสำคัญของการเลือกตั้งคือความเท่าเทียม การที่ผู้สมัครคนใดคนหนึ่งได้รับอาศัยกลไกจากภาครัฐหรืออำนาจที่ไม่เป็นธรรมย่อมสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบ ดังนั้นจึงต้องออกมาเตือนให้ ผอ.เขตทุกแห่งทั่วกรุงเทพฯ ดำเนินการตามหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่เอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นอดีตผู้บริหารหรือผู้สมัครหน้าใหม่ก็ตาม

ทำไมเรื่อง “ชัยชนะ” เตือน ผอ.เขต กทม. วางตัวเป็นกลาง อย่าใช้อำนาจรัฐมาช่วยเหลืออดีตผู้บริหาร ถึงสำคัญ?

เหตุผลที่นายชัยชนะต้องออกมาย้ำเรื่องนี้บ่อยครั้ง เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนคือสิ่งที่ทดแทนไม่ได้ หากปล่อยให้เกิดการใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อต่ออดีตผู้บริหาร กทม. หรือพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง จะกลายเป็นการทำลายกติกาที่เป็นธรรมในระบอบประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์จึงประกาศชัดเจนว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและตรวจสอบทุกความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น

หากเราต้องการเห็นการเมืองกรุงเทพฯ เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น การเลือกตั้งต้องมีมาตรฐานสูง สิ่งที่นักการเมืองทำได้คือ:

  • นำเสนอนโยบายที่แก้ปัญหาให้คนเมืองได้จริง
  • ลงพื้นที่พบปะประชาชนด้วยตัวเองโดยไม่เบียดบังเวลาราชการหรือใช้ทรัพยากรหลวง
  • รักษาบรรยากาศการหาเสียงให้เป็นไปตามกฎหมายเลือกตั้ง

ท้ายที่สุด การที่ “ชัยชนะ” เตือน ผอ.เขต กทม. วางตัวเป็นกลาง อย่าใช้อำนาจรัฐมาช่วยเหลืออดีตผู้บริหาร จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปถึงผู้มีอำนาจในเขตต่างๆ ว่าประชาชนและพรรคการเมืองกำลังจับตามองอยู่ หวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นสนามที่แฟร์สำหรับทุกคน เพื่อให้ได้คนที่ตั้งใจทำงานเข้ามาดูแลคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

ที่มา – “ชัยชนะ” เตือน ผอ.เขต กทม. วางตัวเป็นกลาง อย่าใช้อำนาจรัฐมาช่วยเหลืออดีตผู้บริหาร

อนุชา ลุยโค้งสุดท้าย ชูยุทธศาสตร์ทีม ปชป. พร้อมแก้ระบบขยะ

เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แล้ว บรรยากาศการลงพื้นที่ของ อนุชา ลุยโค้งสุดท้าย ชูยุทธศาสตร์ทีม ปชป. ยกเครื่องแก้ระบบจัดเก็บขยะ ชวนคนกรุงเลือกตั้ง 28 มิ.ย. นั้นเป็นไปอย่างคึกคัก โดยคุณอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครหมายเลข 5 จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้สวมวิญญาณนักสู้ เดินหน้าพบปะพี่น้องประชาชนในหลายเขตสำคัญ เพื่อนำเสนอนโยบายที่ตั้งใจจะเข้ามาเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

อนุชา ลุยโค้งสุดท้าย ชูยุทธศาสตร์ทีม ปชป. ยกเครื่องแก้ระบบจัดเก็บขยะ ชวนคนกรุงเลือกตั้ง 28 มิ.ย.

การลงพื้นที่ครั้งนี้ คุณอนุชาไม่ได้มาคนเดียว แต่ยังได้รับพลังสนับสนุนจากคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และทีมผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ที่ลงช่วยหาเสียงอย่างเต็มกำลัง โดยเน้นย้ำเรื่องการทำงานเป็นทีม หรือ “องคาพยพ” ที่พร้อมขับเคลื่อนนโยบายทั้ง 5 ด้าน ให้เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปากท้อง การระบายน้ำ หรือแม้แต่การจัดการขยะที่ชาวบ้านบ่นกันหนาหู

จุดเปลี่ยนสำคัญกับการแก้ระบบขยะเมืองหลวง

ปัญหาหนึ่งที่อยู่ใน อนุชา ลุยโค้งสุดท้าย ชูยุทธศาสตร์ทีม ปชป. ยกเครื่องแก้ระบบจัดเก็บขยะ ชวนคนกรุงเลือกตั้ง 28 มิ.ย. คือการจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพ หลายคนสะท้อนว่าอุตส่าห์แยกขยะแล้ว แต่พอรถของ กทม. มาเก็บกลับนำไปรวมกันเสียอย่างนั้น คุณอนุชาจึงประกาศชัดเจนว่าหากได้รับความไว้วางใจ จะขอทลายปัญหาเดิมๆ โดยการยกเครื่องระบบจัดเก็บขยะใหม่ทั้งหมด ทั้งต้นทางและปลายทาง เพื่อให้กรุงเทพฯ กลับมาสะอาดน่าอยู่อีกครั้ง

  • จัดการขยะคัดแยกจริงตั้งแต่ชุมชน
  • พัฒนาระบบรถเก็บขยะให้ทันสมัย
  • สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนผ่านผลงาน

นอกจากนี้ ในเรื่องนโยบายภาพรวม คุณอนุชายังมั่นใจว่านโยบายของพรรคประชาธิปัตย์นั้นตรงใจชาวกรุงแน่นอน โดยเฉพาะการมี สก. ที่แข็งแกร่งในทุกเขต ซึ่งทุกคนล้วนเป็นคนคุ้นเคยในพื้นที่ ทำงานหนักมาอย่างต่อเนื่องแม้ในยามที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง นี่คือบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นที่พรรคประชาธิปัตย์มีให้กับคนกรุงเทพฯ มาโดยตลอด

สำหรับใครที่ยังลังเล หรือรอดูผลโพลต่างๆ คุณอนุชาฝากทิ้งท้ายไว้ว่า ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร จะแพ้หรือชนะ แต่ตนเองยังคงรักษามาตรฐานการทำงานและความจริงใจที่มีต่อประชาชนไว้เสมอ และขอเชิญชวนให้พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครทุกคน ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ เพื่อกำหนดอนาคตของเมืองหลวงด้วยตัวคุณเอง เพราะทุกคะแนนเสียงคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายที่ อนุชา ลุยโค้งสุดท้าย ชูยุทธศาสตร์ทีม ปชป. ยกเครื่องแก้ระบบจัดเก็บขยะ ชวนคนกรุงเลือกตั้ง 28 มิ.ย. อยากทำให้สำเร็จ

ที่มา – “อนุชา” ลุยโค้งสุดท้าย ชูยุทธศาสตร์ทีม ปชป. ยกเครื่องแก้ระบบจัดเก็บขยะ ชวนคนกรุงเลือกตั้ง 28 มิ.ย.

ปชป. จัดไลฟ์ทอล์ค 5 ปัญหา กทม. แฉปมงบประมาณ

ปชป. จัดไลฟ์ทอล์ค 5 ปัญหา กทม. แฉปมงบประมาณ

เมื่อเร็วๆ นี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่บนเวทีการเมืองด้วยการจัดกิจกรรม ปชป. จัดไลฟ์ทอล์ค 5 ปัญหา กทม. แฉปมงบประมาณ ณ ปาร์ค สีลม ย่านศาลาแดง เพื่อร่วมกันเจาะลึกถึงปัญหาที่หมักหมมอยู่ในเมืองหลวงของเรา โดยมีทีมงานตัวตึงจากพรรคสีฟ้าร่วมเวทีกันอย่างพร้อมหน้า พร้อมนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ

เปิดเบื้องลึก ปชป. จัดไลฟ์ทอล์ค 5 ปัญหา กทม. แฉปมงบประมาณ

ในงานนี้ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคได้นำประเด็นเรื่องส่วยและการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่โปร่งใสมาตีแผ่ โดยเน้นย้ำถึงกระแสข่าวเรื่องการ “ล็อค-เลี่ยง-ล่องหน” ในระดับข้าราชการ กทม. ซึ่งนับเป็นปัญหาที่กัดกินความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ความน่าสนใจของเวทียังอยู่ที่การเปิดเผยข้อมูลจากแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” โดยนางการดี เลียวไพโรจน์ ที่ทำเอาหลายคนต้องหันมามองการใช้งบประมาณกันใหม่

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ปชป. จัดไลฟ์ทอล์ค 5 ปัญหา กทม. แฉปมงบประมาณ ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการใช้งบประมาณ ดังนี้:

  • การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษสูงถึง 92% ของโครงการทั้งหมด
  • การแบ่งซอยงบประมาณให้ต่ำกว่า 5 แสนบาท เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบและทำสัญญาแบบแข่งขัน
  • การใช้งบประมาณกว่า 1.3 หมื่นล้านบาทในลักษณะที่ส่อเค้าไม่โปร่งใส
  • ตรวจพบโครงการที่การแข่งขันมีเพียง 2 บริษัท และเสนอราคาทิ้งห่างกันเพียงเล็กน้อย

ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ย้ำชัดว่า ภายใต้นโยบายการเมืองที่สุจริต พรรคจะไม่ยอมให้ระบบ “ตั๋วพิเศษ” หรือการกระทำที่กัดกินงบประมาณภาษีของประชาชนดำเนินต่อไป โดยนายอนุชา บูรชัยศรี ผู้สมัครในนามพรรคได้ให้คำมั่นว่าจะนำความโปร่งใสกลับคืนสู่ กทม. ด้วยการใช้เทคโนโลยีและระบบคุณธรรมเป็นตัวตั้ง เพื่อพิสูจน์ว่ากรุงเทพฯ สามารถบริหารจัดการได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบใต้ดิน

ท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับคนเมือง โดยเฉพาะการหันมาใส่ใจเรื่องการติดตามตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐผ่านเครื่องมือดิจิทัล เพราะทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไปคือภาษีของพวกเราทุกคนที่ต้องได้รับความคุ้มค่า ไม่ใช่การปล่อยให้เกิดงบมืดที่ทำกิจกรรมได้ไม่เต็มประสิทธิภาพครับ

ที่มา – ปชป.เปิดปราศรัยย่อย “ไลฟ์ทอล์ค 5 ปัญหา กทม. “การดี” เปิดปมซอยงบประมาณเลี่ยงตรวจสอบ

พระปกเกล้าโพลเผยผลสำรวจก่อนโค้งสุดท้าย พบชัชชาตินำข้ามฐานพรรค

ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วสำหรับการเลือกตั้งที่หลายคนจับตามอง ล่าสุดสถาบันพระปกเกล้าได้ออกมาเปิดเผยผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 25 ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญก่อนถึงช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง โดยผลสำรวจนี้ได้รับความสนใจอย่างมากเพราะมีประเด็นเรื่อง พระปกเกล้าโพลเผยผลสำรวจก่อนโค้งสุดท้าย พบชัชชาตินำข้ามฐานพรรค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของคนกรุงเทพฯ ในการตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ และ สก. ได้อย่างชัดเจน

วิเคราะห์เจาะลึก พระปกเกล้าโพลเผยผลสำรวจก่อนโค้งสุดท้าย พบชัชชาตินำข้ามฐานพรรค

จากการสำรวจประชาชนกว่า 1,600 ตัวอย่างทั่วกรุงเทพฯ พบข้อมูลที่น่าสนใจว่าคนกรุงเกือบครึ่งมีการศึกษาข้อมูลนโยบายอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจเลือก แสดงให้เห็นว่านโยบายเริ่มมีความสำคัญมากกว่ากระแสเพียงอย่างเดียว โดยผลสรุปที่ว่า พระปกเกล้าโพลเผยผลสำรวจก่อนโค้งสุดท้าย พบชัชชาตินำข้ามฐานพรรค นั้นชี้ให้เห็นว่า คะแนนเสียงของผู้สมัครผู้ว่าฯ ไม่ได้ยึดติดอยู่กับสังกัดพรรคการเมืองเหมือนในอดีต แต่ตัวบุคคลและนโยบายเป็นปัจจัยหลักที่คนเลือก

สนามผู้ว่าฯ กับคะแนนนิยมส่วนบุคคล

สำหรับสนามผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังคงได้รับความนิยมสูงในหลายกลุ่มการเมือง ในขณะที่สนาม สก. นั้น พรรคประชาชนดูเหมือนจะมีคะแนนนำ แต่ก็ยังไม่สามารถวางใจได้เพราะผู้สมัครอิสระและกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจยังมีจำนวนมาก ทั้งหมดนี้ยืนยันได้จากประเด็นที่ว่า พระปกเกล้าโพลเผยผลสำรวจก่อนโค้งสุดท้าย พบชัชชาตินำข้ามฐานพรรค ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้สมัครต้องขยันลงพื้นที่และนำเสนอนโยบายที่แก้ปัญหาได้จริง

  • คนเลือก สก. เน้นนโยบายมากกว่าพรรคถึง 34.9%
  • สนาม สก. ยังมีความผันผวนสูงเนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 38.3% ยังเปิดใจรับฟังนโยบายใหม่ๆ
  • การเลือกตั้งครั้งนี้วัดกันที่ความสามารถในการแปลงกระแสความนิยมให้กลายเป็นคะแนนจริงที่คูหา

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงภาพสะท้อนจากผลสำรวจเท่านั้น ความจริงที่จะเกิดขึ้นในวันเลือกตั้งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หากผู้สมัครแต่ละท่านสามารถสื่อสารสิ่งที่ประชาชนต้องการได้อย่างโดนใจและตรงประเด็น ดังนั้น ช่วงโค้งสุดท้ายนี้จึงเป็นโอกาสทองสำหรับทุกทีมที่จะต้องเร่งแสดงวิสัยทัศน์เพื่อคว้าใจคนกรุงให้ได้มากที่สุดครับ

ที่มา – พระปกเกล้าโพลเผยผลสำรวจก่อนโค้งสุดท้าย พบ“ชัชชาติ” นำข้ามฐานพรรค

Scroll to top