พรรคประชาธิปัตย์

อย่าหยุดแค่ห้วยขวาง “ชัยชนะ” จี้ ก.พาณิชย์ ตรวจสอบนอมินีทั่วประเทศ

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับประเด็นร้อนเรื่องการที่ชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในไทยแบบไม่ถูกต้อง หรือที่เรียกว่า “นอมินี” กันมากขึ้นนะครับ ล่าสุด นายชัยชนะ เดชเดโช จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาส่งเสียงดังๆ ถึงกระทรวงพาณิชย์ว่า อย่าหยุดแค่ห้วยขวาง “ชัยชนะ” จี้ ก.พาณิชย์ ตรวจสอบนอมินีทั่วประเทศ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยให้ถึงที่สุด

อย่าหยุดแค่ห้วยขวาง “ชัยชนะ” จี้ ก.พาณิชย์ ตรวจสอบนอมินีทั่วประเทศ

จากการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบกลุ่มเสี่ยงนอมินีในเขตห้วยขวางถึง 53 บริษัท ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการจัดการปัญหา แต่ในมุมมองของคุณชัยชนะ การทำกเค่ในจุดเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะเครือข่ายเหล่านี้มักจะขยายตัวไปในหลายพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง การที่เขาออกมาเรียกร้องให้ อย่าหยุดแค่ห้วยขวาง “ชัยชนะ” จี้ ก.พาณิชย์ ตรวจสอบนอมินีทั่วประเทศ จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความกังวลว่าหากปล่อยไว้อาจกลายเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่กระทบต่อผู้ประกอบการท้องถิ่น

พื้นที่เสี่ยงที่ต้องจับตามองอย่างเร่งด่วน

นอกจากเขตห้วยขวางที่เป็นจุดเริ่มต้นแล้ว ยังมีพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญอีกหลายแห่งที่ควรเร่งตรวจสอบ ดังนี้:

  • กรุงเทพมหานคร ในย่านที่ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนสูง
  • จังหวัดภูเก็ต ที่โด่งดังเรื่องอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจบริการ
  • จังหวัดกระบี่ แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ
  • อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีการร้องเรียนเรื่องการถือครองที่ดินผ่านโครงสร้างที่ผิดกฎหมาย

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะหากเราปล่อยปละละเลยไปเรื่อยๆ เศรษฐกิจไทยจะเสียเปรียบในการแข่งขันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แรงงานและผู้ประกอบการไทยอาจสูญเสียโอกาสในการทำมาหากินไปอย่างน่าเสียดาย กระทรวงพาณิชย์จึงจำเป็นต้องแสดงความจริงใจด้วยการลงพื้นที่เชิงรุก ติดตามเส้นทางการเงิน และบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดโดยไม่เลือกปฏิบัติ

บทสรุปของเรื่องนี้คงไม่ใช่แค่การแถลงข่าวประจำปี แต่คือการที่รัฐบาลต้องก้าวข้ามผ่านวาทกรรม แล้วหันมาจัดการปัญหาด้วยวิธีที่เป็นรูปธรรมที่สุด เพราะเงินและโอกาสที่เสียไปอาจไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้หากขบวนการเหล่านี้หยั่งรากลึกเกินไป คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการปราบปรามนอมินีในประเทศไทย? มาร่วมแสดงความเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – อย่าหยุดแค่ห้วยขวาง “ชัยชนะ” จี้ ก.พาณิชย์ ตรวจสอบนอมินีทั่วประเทศ

“อนุชา” ชี้คน กทม. รู้กันหมดอิสระจริงไม่จริง ซัดปมส่วย

“อนุชา” ชี้คน กทม. รู้กันหมดอิสระจริงไม่จริง ซัดปมส่วย

กลายเป็นประเด็นเดือดในช่วงหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อ “อนุชา บูรพชัยศรี” แคนดิเดตผู้สมัครลงชิงเก้าอี้พ่อเมืองกรุงจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดใจแบบหมดเปลือกขณะลงพื้นที่ตลาดวัดแขก เขตบางรัก โดยมีการพูดถึงประเด็นร้อนเรื่องส่วยในกรุงเทพมหานครอย่างดุเดือด ซึ่งถือเป็นไม้ตายที่หลายคนจับตามอง

มุมมองต่อเรื่อง “อนุชา” ชี้คน กทม. รู้กันหมดอิสระจริงไม่จริง ซัดปมส่วย

ในการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน นายอนุชาได้ย้ำชัดเจนว่า “อนุชา” ชี้คน กทม. รู้กันหมดอิสระจริงไม่จริง ซัดปมส่วย โดยเปรียบเปรยให้เข้าใจง่ายว่า ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก เพื่อสะท้อนถึงปัญหาคอร์รัปชันในหน่วยงานที่หลายคนกังขา เขาเชื่อมั่นว่าข้าราชการชั้นผู้น้อยจำนวนมากส่งสัญญาณความอัดอั้นตันใจมาถึงตัวเขาตลอด ว่าปัญหาเหล่านี้มีอยู่จริงแต่หาหลักฐานใบเสร็จได้ยาก เพราะขบวนการหาประโยชน์นั้นแนบเนียนเหลือเกิน

นายอนุชายังได้กล่าวด้วยความมั่นใจว่า ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ทุกคนมีความฉลาดและรู้เท่าทันการเมืองดีที่สุด ไม่ว่าใครจะอ้างตัวว่าเป็นอิสระหรือมีเบื้องหลังอย่างไร “อนุชา” ชี้คน กทม. รู้กันหมดอิสระจริงไม่จริง ซัดปมส่วย ซึ่งเขาเองก็ไม่อยากขยายความให้มากความ เพราะเชื่อว่าเมื่อถึงวันเลือกตั้ง เสียงของประชาชนจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่าสิ่งที่เขาสื่อสารนั้นคือความเป็นจริงหรือไม่

  • นโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากและสตรีทฟู้ดในพื้นที่
  • การปรับปรุงสุขอนามัยและการจัดระเบียบขยะในแหล่งท่องเที่ยว
  • แนวคิดการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าเพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้ามีรายได้

นอกจากประเด็นส่วยแล้ว นายอนุชายังชูวิสัยทัศน์ในเรื่องการจัดสัดส่วนทางเท้า โดยเน้นย้ำว่าความเป็นเอกลักษณ์ของกรุงเทพฯ คือสตรีทฟู้ดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว เราสามารถบริหารจัดการพื้นที่เพื่อให้คนเดินถนนสัญจรได้และพ่อค้าแม่ค้ายังคงมีอาชีพไปพร้อมๆ กันได้ หากมีการจัดการที่เป็นระเบียบเรียบร้อย แทนที่จะใช้มาตรการรุนแรงเพียงอย่างเดียว

ในฐานะของผู้สมัครที่พร้อมเข้ามาแก้ไขปัญหา นายอนุชาทิ้งท้ายไว้ว่าการทำงานต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องรับฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่อย่างจริงจัง ท้ายที่สุดแล้วอำนาจการตัดสินใจจะอยู่ที่ปลายปากกาของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ว่าจะให้โอกาสคนทำงานที่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงเพื่อให้เมืองหลวงของเราดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไร

ที่มา – “อนุชา” ชี้คน กทม. รู้กันหมดอิสระจริงไม่จริง ซัดปมส่วย ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก

“ชัชชาติ” ยังนำโด่ง ผลโพลแนวโน้มคนกรุงเทพฯ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569

“ชัชชาติ” ยังนำโด่ง ผลโพลแนวโน้มคนกรุงเทพฯ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569

เรียกได้ว่าความเคลื่อนไหวทางการเมืองระดับท้องถิ่นของกรุงเทพมหานครกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อนิด้าโพลได้เปิดเผยผลสำรวจล่าสุดในหัวข้อ “โค้งแรก สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69” ซึ่งผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมานั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า “ชัชชาติ” ยังนำโด่ง ผลโพลแนวโน้มคนกรุงเทพฯ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ซึ่งถือเป็นการสะท้อนความนิยมที่ยังคงเหนียวแน่นในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างชัดเจน

จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกว่า 2,000 หน่วยตัวอย่าง ครอบคลุมทั้ง 50 เขต ระหว่างวันที่ 2-4 มิถุนายน 2569 พบว่าคะแนนนิยมของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในฐานะผู้สมัครอิสระนั้นพุ่งสูงถึงร้อยละ 67.30 ซึ่งทิ้งห่างจากผู้สมัครท่านอื่นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ กรุงเทพกลาง หรือแม้แต่เขตกรุงธนใต้ นายชัชชาติก็ยังคงเป็นขวัญใจคนกรุงที่ครองแชมป์ได้ทุกพื้นที่

วิเคราะห์ทำไม “ชัชชาติ” ยังนำโด่ง ผลโพลแนวโน้มคนกรุงเทพฯ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569

สาเหตุสำคัญที่ทำให้การสำรวจชี้ว่า “ชัชชาติ” ยังนำโด่ง ผลโพลแนวโน้มคนกรุงเทพฯ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 อาจเป็นผลมาจากการทำงานที่ลงพื้นที่จริงและภาพลักษณ์ของผู้ว่าฯ ที่เข้าถึงง่ายตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) นั้น ผลโพลกลับแสดงให้เห็นถึงความน่าสนใจที่แตกต่างออกไป ดังนี้:

  • อันดับ 1 ผู้สมัครอิสระ ครองใจคนกรุงร้อยละ 29.10
  • อันดับ 2 พรรคประชาชน ตามมาติดๆ ด้วยคะแนนร้อยละ 26.50
  • อันดับ 3 กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจหรือยังไม่แน่ใจ

ความน่าสนใจของกระแสการเมืองครั้งนี้อยู่ที่ความนิยมในตัวบุคคลที่สูงมากของนายชัชชาติ แต่ในขณะเดียวกัน ประชาชนก็เริ่มเปิดใจให้กับผู้สมัครหน้าใหม่และทางเลือกจากพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญในสภา กทม. ที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งจริง

ในมุมมองของเรา ผลโพลนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความร้อนแรงในสนามการเมือง กทม. เท่านั้น แม้ตัวเลขจะชี้ชัดว่าผู้ว่าฯ คนปัจจุบันมีคะแนนนิยมทิ้งห่าง แต่ทุกคะแนนเสียงจากประชาชนคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ การรณรงค์หาเสียงและนโยบายใหม่ๆ ในอนาคตจะเป็นตัวตัดสินสำคัญว่าภาพรวมนี้จะคงเดิมหรือมีการเปลี่ยนแปลงในวันหย่อนบัตรจริง

ที่มา – “ชัชชาติ” ยังนำโด่ง ผลโพลแนวโน้มคนกรุงเทพฯ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569

ปชป. ปล่อย MV เมืองฟ้าอมร and more ส่ง เจมส์ อนุชา ลุย

ปชป. ปล่อย MV เมืองฟ้าอมร and more ส่ง เจมส์ อนุชา ลุย

กลายเป็นกระแสฮือฮาในโลกโซเชียลทันที เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้ปล่อยมิวสิกวิดีโอเพลงแรปสุดเดือดในหัวข้อ ปชป. ปล่อย MV เมืองฟ้าอมร and more ส่ง เจมส์ อนุชา ลุย โดยงานนี้ได้ “เจมส์ อนุชา บูรพชัยศรี” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 5 มาลุยเดินเท้าถ่ายทำจริงตั้งแต่เช้ามืด เพื่อสะท้อนชีวิตคนเมืองอย่างตรงไปตรงมา

ในมิวสิกวิดีโอนี้ เราจะได้เห็นภาพความเรียล (Real) ของกรุงเทพฯ ผ่านมุมมองของเจมส์ อนุชา ที่ลงพื้นที่ตั้งแต่ช่วงที่ท้องฟ้ายังไม่สว่าง เพื่อถ่ายทอดอุปสรรคที่คนกรุงเทพฯ ต้องเจอในทุกเช้า ทั้งเรื่องการจราจร ทางเท้า และปัญหาชีวิตประจำวัน โดยมีเนื้อหาที่เข้าใจง่ายเข้าถึงได้ทุกกลุ่มผ่านทำนองเพลงแรปที่แต่งโดย วีร์ ศรีวราธนบูลย์

ทำไมต้อง ปชป. ปล่อย MV เมืองฟ้าอมร and more ส่ง เจมส์ อนุชา ลุย?

เป้าหมายสำคัญของมิวสิกวิดีโอชุดนี้คือการตั้งคำถามกับคนกรุงเทพฯ ว่า “เมืองหลวงของเราวันนี้ดีพอแล้วหรือยัง?” และตอกย้ำแนวคิด “เมืองฟ้าอมร and more” ที่พรรคประชาธิปัตย์และคุณเจมส์ อนุชา มั่นใจว่ากรุงเทพฯ ของเรายังมีศักยภาพที่จะเติบโตและเป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่ หากมีการบริหารจัดการที่ตรงจุดและมีนโยบายที่จับต้องได้จริง

โดยนโยบาย 5 แกนหลักที่ถูกแฝงไว้ในเพลงประกอบด้วย:

  • เดินทางสะดวก: จัดการระบบขนส่งมวลชนให้เชื่อมต่อไร้รอยต่อ
  • เมืองสะอาด: บริหารจัดการขยะ เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อปอดของคนเมือง
  • ใช้ชีวิตสบาย: เน้นความปลอดภัย และทางเท้ามาตรฐานที่ทุกคนใช้ได้จริง
  • มีรายได้มากขึ้น: กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างโอกาสและอาชีพใหม่
  • ตรวจสอบได้หมด: เน้นความโปร่งใส ทุกเม็ดเงินต้องคุ้มค่าไร้ทุจริต

ความน่าสนใจของ ปชป. ปล่อย MV เมืองฟ้าอมร and more ส่ง เจมส์ อนุชา ลุย คือการเลือกวิธีสื่อสารผ่านดนตรี ซึ่งดูทันสมัยและเข้าถึงใจคนรุ่นใหม่ได้ดีกว่าการปราศรัยแบบเดิมๆ นี่ถือเป็นก้าวสำคัญของการหาเสียงที่เน้นความจริงใจและความเข้าใจปัญหาเชิงลึกของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดนี้ มิวสิกวิดีโอนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการหาเสียง แต่คือการชวนคนกรุงเทพฯ มาหยุดคิดและร่วมกันหาทางออกให้เมืองที่เราต่างรักและอยู่อาศัย คุณล่ะคิดว่ากรุงเทพฯ ดีพอแล้วหรือยัง? มาร่วมกันตัดสินใจเพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่ากันครับ

ที่มา – ปชป. ปล่อย MV “เมืองฟ้าอมร and more” ส่ง “เจมส์ อนุชา” ลุยเดินเท้าตั้งแต่เช้ามืด

อนุชา ลุยหาเสียงเขตสวนหลวง ลั่นทำการเมืองสุจริต

บรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงของ อนุชา ลุยหาเสียงเขตสวนหลวง ลั่นทำการเมืองสุจริต กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. โดยนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครหมายเลข 5 พร้อมทีมงานจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่สวนหลวง ร.9 เพื่อนำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นการปฏิรูปพื้นที่สาธารณะให้ตอบโจทย์คนเมืองอย่างแท้จริง

อนุชา ลุยหาเสียงเขตสวนหลวง ลั่นทำการเมืองสุจริต

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นายอนุชาได้แสดงวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต ตั้งแต่การปรับปรุงแสงสว่างในสวนสาธารณะ การเพิ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ไปจนถึงการบริหารจัดการพื้นที่กิจกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในขณะที่กระแสผลโพลที่ยังตามหลังคู่แข่งอยู่นั้น นายอนุชากลับมองว่าเป็นแรงผลักดันชั้นดีที่จะทำให้ทีมงานมุ่งมั่นเข้าถึงประชาชนมากขึ้น

นโยบายโดนใจจากใจคนทำเมือง

นอกจากเรื่องความปลอดภัย นายอนุชายังชู 5 นโยบายหลักที่เน้นการแก้ปัญหาที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม การเดินทางที่สะดวกเข้าถึงสวนสาธารณะได้ง่ายขึ้น และการสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” เพื่อยืนยันว่า อนุชา ลุยหาเสียงเขตสวนหลวง ลั่นทำการเมืองสุจริต และพร้อมให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

  • การเพิ่มความปลอดภัยในสวนสาธารณะด้วยการตรวจตราเข้มข้น
  • การปรับปรุงเครื่องออกกำลังกายให้อยู่ในร่มเพื่อยืดอายุการใช้งาน
  • การบริหารจัดการพื้นที่ว่างของ กทม. ให้มีประสิทธิภาพ
  • การเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะเพื่อให้เดินทางเข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้สะดวกขึ้น
  • การทำการเมืองที่ตรวจสอบได้จริงภายใต้นโยบายพรรคประชาธิปัตย์

นายอนุชายังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่คือการนำเสนอทางเลือกเพื่อสร้างความหวัง และพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเดินหน้าทำงานเป็นทีมร่วมกับ ส.ก. ทั้ง 50 เขต เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

ในฐานะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง การพิจารณาผู้สมัครจากความโปร่งใสและนโยบายที่ปฏิบัติได้จริงถือเป็นหัวใจสำคัญของการเมืองคุณภาพ ถึงเวลาแล้วที่คนกรุงจะตัดสินใจเลือกอนาคตที่ดีกว่าผ่านการลงคะแนนเสียงในวันเลือกตั้งที่ใกล้จะถึงนี้

ที่มา – “อนุชา” ลุยหาเสียงเขตสวนหลวง ไม่หวั่นโพลตามหลัง ลั่นทำการเมืองสุจริต ยัน 5 นโยบายโดนใจ ปชช.

ณัฐพงษ์นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่ต้องจับตามองอีกครั้ง เมื่อ “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” โดยถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังจากที่สังคมตั้งคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระ

“ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านและ สว. ได้ร่วมกันแถลงข่าวยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีการยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งฝ่ายค้านมองว่ามีข้อพิรุธหลายประการ

เปิด 4 ข้อกล่าวหาหลักในการยื่นคำร้องตั้งคกก.ไต่สวน ป.ป.ช.

สำหรับสาระสำคัญในการดำเนินการครั้งนี้ นายณัฐพงษ์ได้สรุปข้อมูลจากการรวบรวมหลักฐานและพยานบุคคล โดยระบุ 4 ข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่:

  • ป.ป.ช. ตรวจสอบด้วยกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและปราศจากการตรวจสอบเชิงลึกในกรณีซุกหุ้น
  • มีการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยที่ขัดต่อข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏในศาลรัฐธรรมนูญ
  • การปกปิดข้อมูลและเพิกเฉยต่อคำขอเข้าถึงเอกสารของผู้ร้อง รวมถึงความล่าช้าในการแจ้งผล
  • การละเลยการตรวจสอบในประเด็นขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 126

นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่า “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องความสง่างามและความโปร่งใสขององค์กรอิสระที่จะต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่า กระบวนการตรวจสอบทั้งหมดมีความเป็นธรรมจริงหรือไม่

ทางด้านนายสาธิต วงศ์หนองเตย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้มุมมองเสริมว่าพรรคสนับสนุนการเมืองสุจริตและมองว่า ป.ป.ช. จงใจละเลยประเด็นสำคัญเรื่องการรับงานของบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับนายศักดิ์สยามจากกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลโดยตรง การพยายามยื่นเรื่องควบคู่กันนี้แสดงให้เห็นว่าฝ่ายทางการเมืองที่หลากหลายมีความเห็นพ้องต้องกันในความผิดปกติของกรณีดังกล่าว

ในเชิงความคิดเห็น เราอาจกล่าวได้ว่าหากประธานรัฐสภาเมินเฉยต่อคำร้องที่มีหลักฐานประกอบแน่นหนาเช่นนี้ สังคมย่อมเกิดคำถามถึงความเป็นไปได้ในการใช้อำนาจรัฐเพื่อตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามแทนการสร้างความยุติธรรม ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบตรวจสอบของภาครัฐ การเฝ้ามองท่าทีของประธานรัฐสภาหลังจากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าผู้มีอำนาจจะเลือกยืนข้างความโปร่งใสหรือผลประโยชน์ทางการเมือง

ที่มา – “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม”

“สกลธี” ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้โควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย

“สกลธี” ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้โควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภากันเลยทีเดียว เมื่อคุณสกลธี ภัททิยกุล สส. บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาสะท้อนมุมมองและยกบทเรียนในอดีตเกี่ยวกับ “สกลธี” ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้โควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ก้อนโต 4 แสนล้านบาทให้โปร่งใสที่สุด

นายสกลธีได้อ้างอิงถึงความผิดพลาดของ พ.ร.ก.กู้เงิน ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เคยมีประเด็นเรื่องโครงการ “อบรมทิพย์” หรือการจัดซื้อจัดจ้างที่เกินจริง ซึ่งบทเรียนเหล่านั้นยังคงเป็นแผลสดที่รัฐบาลควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในครั้งนี้มีการแบ่งการกู้ออกเป็นสองส่วน ซึ่งส่วนหลังกว่า 2 แสนล้านบาทนั้นถูกนำไปใช้ในเรื่องพลังงาน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วนในระดับวิกฤต

ตรวจสอบความจำเป็นการใช้เงินกู้ให้รัดกุม

คุณสกลธีตั้งข้อสังเกตว่า “สกลธี” ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้โควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย โดยมองว่ามาตรการด้านเศรษฐกิจหรือการเปลี่ยนผ่านพลังงานต่างๆ เช่น EV หรือโซลาร์เซลล์นั้น มีงบประมาณปกติรองรับอยู่แล้ว การนำเงินกู้มาใช้จึงดูขัดกับหลักการความเร่งด่วน พร้อมทั้งเสนอให้ กมธ. วิสามัญ ดำเนินการตรวจสอบใน 5 ประเด็นหลักดังนี้:

  • ตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่
  • กำหนดตัวชี้วัด (KPI) ให้ชัดเจนก่อนอนุมัติงบ
  • ตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มทุนพลังงาน
  • รายงานความคืบหน้าต่อรัฐสภาเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง
  • เปิดเผยข้อมูลการจ่ายเงินทุกบาทให้ประชาชนเข้าถึงได้

รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าเงินกู้ทุกบาทนั้นคือภาระของภาษีประชาชน การบริหารจัดการให้น้ำมันแพงแล้วนำเงินกู้มาอุดหนุนเพื่อดับไฟนั้น ไม่ใช่วิธีการที่ยั่งยืน และที่สำคัญคือต้องไม่มีโครงการยัดไส้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หาก “สกลธี” ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้โควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย ได้สำเร็จ ก็ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การเมืองไทยก้าวสู่ความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลมากขึ้น

ในฐานะประชาชน เราคงต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะเงินกู้ก้อนนี้จะเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต หากไม่มีการกลั่นกรองและตรวจสอบให้ดี ประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นอาจย้อนกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจไทยซ้ำอีกครั้ง เป็นกำลังใจให้การทำงานของกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้โปร่งใสและตรวจสอบได้จริง เพื่อประโยชน์ของทุกคนในประเทศครับ

ที่มา – “สกลธี” ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้โควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย

สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบตั้ง กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้านบาท

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อล่าสุดที่ประชุมได้มีมติสำคัญในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน โดยสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบตั้ง กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภายใต้ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาพลังงาน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายถึงความโปร่งใสและความจำเป็นในการกู้เงินในครั้งนี้

เหตุผลสำคัญที่ต้องมีการตั้ง กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้านบาท

การอภิปรายในสภาฯ ครั้งนี้ดุเดือดไม่น้อย โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการใช้งบประมาณที่มีลักษณะการ “ลักไก่” นำเงินกู้ไปใช้ในส่วนที่ควรจะอยู่ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจผิดวัตถุประสงค์และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลว่าโครงการลงทุนด้านพลังงานสะอาดมูลค่า 2 แสนล้านบาท จะกลายเป็นการล็อกสเปกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทในเครือข่ายทางการเมืองหรือไม่

มุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์กับการตรวจสอบการคลัง

ในขณะเดียวกัน นายกรณ์ จาติกวณิช ได้หยิบยกตัวเลขทางเศรษฐกิจมาโต้แย้งว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติถึงขั้นต้องกู้เงินก้อนโต เนื่องจากจีดีพีโตถึง 2.8% และเงินคงคลังยังอยู่ในระดับที่ดีมาก การผลักภาระหนี้สาธารณะให้คนรุ่นหลังจึงเป็นสิ่งที่ต้องกลับมาทบทวนอย่างจริงจังว่า การมีกลไกตรวจสอบอย่าง สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบตั้ง กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้านบาท นั้นเพียงพอแล้วหรือไม่

  • ตรวจสอบขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการพลังงาน
  • ติดตามความคุ้มค่าของการเยียวยาประชาชน
  • ป้องกันการรั่วไหลของภาษีของประชาชน

ความเห็นจากหลายฝ่ายสรุปได้ว่า แม้รัฐบาลจะอ้างความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหาพลังงาน แต่หัวใจสำคัญคือการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จึงเป็นด่านหน้าสำคัญที่จะช่วยผดุงความยุติธรรมและระเบียบวินัยการเงินการคลัง หากการใช้เงินกู้ไม่มีความโปร่งใส หรือไม่สอดคล้องกับหลักการที่ประกาศไว้ ประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะตั้งคำถามและเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ของการตรวจสอบนี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า เสียงของฝ่ายค้านและการทำหน้าที่ของตัวแทนประชาชน จะสามารถยับยั้งความเสียหายจากการบริหารงบประมาณที่น่ากังขาได้มากน้อยเพียงใด โปรดจับตาดูการทำงานของกรรมาธิการชุดนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเงินทุกบาทคือภาษีของพวกเราทุกคน

ที่มา – สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบตั้ง กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้านบาท

“สกลธี” จี้คมนาคมเร่งจ่ายเยียวยาแท็กซี่-วินมอเตอร์ไซค์

ในฐานะที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับความเดือดร้อนของผู้ขับขี่รถสาธารณะที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะประเด็นที่ นายสกลธี ภัททิยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาพูดถึงเรื่อง “สกลธี” จี้คมนาคมเร่งจ่ายเยียวยาแท็กซี่-วินมอเตอร์ไซค์ สะท้อนช่องโหว่นโยบาย จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจวันนี้

“สกลธี” จี้คมนาคมเร่งจ่ายเยียวยาแท็กซี่-วินมอเตอร์ไซค์ สะท้อนช่องโหว่นโยบาย

เหตุผลหลักที่ทำให้เกิดเสียงสะท้อนนี้ เพราะพี่น้องแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์หลายรายลงทะเบียนไปตั้งแต่เดือนเมษายน แต่จนถึงขณะนี้กลับยังไม่ได้รับเงินเยียวยาตามที่ภาครัฐกำหนดไว้ ซึ่งการที่ “สกลธี” จี้คมนาคมเร่งจ่ายเยียวยาแท็กซี่-วินมอเตอร์ไซค์ สะท้อนช่องโหว่นโยบาย ว่ากระบวนการทำงานของรัฐยังไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนที่แท้จริงของผู้ประกอบอาชีพขับรถรับจ้าง ซึ่งต้องหาเช้ากินค่ำและแบกรับภาระค่าครองชีพในแต่ละวันที่สูงขึ้นทุกวัน

เปิด 4 ปัญหาที่พบจากมาตรการรัฐ

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่ามีช่องโหว่หลายจุดที่ทำให้ผู้ที่ควรได้รับสิทธิ์กลับไม่ได้รับเงิน โดยทางคุณสกลธีได้จำแนกออกมาเป็นข้อๆ ดังนี้:

  • ความเป็นธรรมของเงินเยียวยา: เงินมักไปตกที่เจ้าของรถ แทนที่จะเป็นผู้ขับขี่ที่เป็นคนทำงานจริง
  • วงเงินช่วยเหลือไม่สัมพันธ์กับความจริง: วินมอเตอร์ไซค์ได้รับเพียง 840 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต
  • กลุ่มไรเดอร์ป้ายขาวถูกตกหล่น: มีแรงงานกลุ่มนี้อีกกว่า 3-4 แสนคนที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ
  • เทคโนโลยีเป็นอุปสรรค: ระบบที่มีความซับซ้อนเกินไปทำให้ผู้ขับขี่สูงอายุเข้าไม่ถึงสิทธิ์

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะหากรัฐปล่อยให้ล่าช้าต่อไป กลุ่มผู้ขับขี่เหล่านี้อาจต้องหันไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาหนี้สินที่แก้ได้ยากขึ้นไปอีก

โดยส่วนตัวมองว่ารัฐบาลต้องรีบทบทวนมาตรการเหล่านี้ใหม่ ไม่เพียงแค่เร่งจ่ายเงินให้ทันท่วงที แต่ต้องปรับให้ระบบการเข้าถึงมีความเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความเป็นอยู่ของพี่น้องแรงงานรากหญ้าให้มากขึ้น เพราะทุกนาทีที่รอคอยหมายถึงภาระหนี้สินที่เพิ่มพูนขึ้นสำหรับพวกเขา การแก้ปัญหาด้วยการลดเงื่อนไขที่ซับซ้อนและจัดสรรงบให้ถึงมือผู้ปฏิบัติงานจริง คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้พี่น้องกลุ่มขนส่งมวลชนก้าวข้ามวิกฤตนี้ไปได้

ที่มา – “สกลธี” จี้คมนาคมเร่งจ่ายเยียวยาแท็กซี่-วินมอเตอร์ไซค์ สะท้อนช่องโหว่นโยบาย

Scroll to top