พรรคเพื่อไทย

ภูมิใจไทย ยอมทำ MOA รัฐบาลเสียงข้างน้อย

ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน

ในการเมืองไทยปัจจุบัน การจัดตั้งรัฐบาลมักเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณีที่ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ด้วยดี

ร่าง MOA หรือบันทึกข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเข้าใจและข้อตกลงร่วมกันในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่พรรคภูมิใจไทยยอมที่จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการที่จะร่วมมือกับพรรคอื่นๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

วันที่ 1 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งหัวใจสำคัญคือการทำข้อตกลงสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล หรือ MOA โดยสาระสำคัญเน้นไปที่การดำรงสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย ตามที่พรรคภูมิใจไทยเคยให้คำมั่นสัญญาไว้กับพรรคประชาชน

เหตุผลที่ ภูมิใจไทย ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

การที่พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจเช่นนี้ มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นคือข้อจำกัดในเรื่องของศักยภาพในการรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแตกต่างจากพรรคเพื่อไทยที่มีโอกาสที่จะรวบรวมเสียงได้เกินครึ่งสภา การที่พรรคภูมิใจไทยยอมลดบทบาทลงมาเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จึงเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับพรรคประชาชน และโน้มน้าวให้สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็มีความท้าทายหลายประการ รัฐบาลจะต้องเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากฝ่ายค้าน และอาจมีปัญหาในการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมได้สำเร็จ นอกจากนี้ ยังต้องบริหารจัดการความสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล

  • การเจรจาและทำความเข้าใจกับพรรคการเมืองต่างๆ
  • การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
  • การประนีประนอมและหาจุดร่วมในการดำเนินนโยบาย
  • การบริหารจัดการความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายมากมาย แต่การที่ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป การเมืองคือศิลปะเเห่งความเป็นไปได้ บางครั้งการยอมเสียสละเล็กน้อยก็อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คาดไว้

การตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคภูมิใจไทยอาจเป็นจุดเริ่มต้นของรูปแบบการเมืองใหม่ที่เน้นการประนีประนอมและความร่วมมือมากกว่าการแข่งขันและการเผชิญหน้า ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยไทยในระยะยาว

อนาคตของการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการกระทำของนักการเมืองทุกคน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ การที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันและร่วมมือกันอย่างจริงใจ จะเป็นหนทางเดียวที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ถึงเเม้ว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจมีข้อจำกัด เเต่หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงใจ ก็สามารถสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประเทศเเละประชาชนได้

การที่ ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน ถือเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่น่าสนใจ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับวงการการเมืองไทยต่อไป

ที่มา – ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน

“พริษฐ์” ท้าเพื่อไทยยุบสภาได้เลย จริงหรือ?

“พริษฐ์ วัชรสินธุ์” สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ออกมาท้าทายพรรคเพื่อไทยให้ยุบสภาได้เลย โดยไม่ต้องรอการตัดสินใจจากพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมให้กำลังใจสื่อมวลชนในการจัดดีเบต เพื่อดึงแคนดิเดตนายกฯ จาก 2 พรรคมาแสดงวิสัยทัศน์ให้ประชาชนได้รับชม

จากกรณีที่พรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์ว่า หากพรรคประชาชนไม่สามารถตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งได้ อาจจะมีการยุบสภาได้เลยนั้น นายพริษฐ์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนระหว่างการประชุม สส. พรรคประชาชน ว่าพรรคเพื่อไทยไม่จำเป็นต้องรอการตัดสินใจของพรรคประชาชนก็สามารถดำเนินการยุบสภาได้เลย

“พริษฐ์” ท้าเพื่อไทยยุบสภาได้เลย ไม่ต้องรอการตัดสินใจจากพรรคประชาชน

นายพริษฐ์ยังได้ย้ำถึงจุดยืนของพรรคประชาชน 3 ข้อ ซึ่งได้เรียกร้องมาตั้งแต่มีการปล่อยคลิปเสียงของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฯ ฮุน เซน โดยเน้นย้ำว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว และได้รัฐบาลใหม่ที่มีความชอบธรรมและมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่ในขณะนั้น ผู้มีอำนาจไม่ได้ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว

พร้อมกันนี้ นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงอำนาจในการยุบสภาซึ่งยังคงอยู่ที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทย โดยย้ำว่าสามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการตัดสินใจจากพรรคประชาชน

สิ่งที่ทำให้พรรคประชาชนต้องมีการประชุมกันในครั้งนี้ เป็นเพราะยังไม่มีการยุบสภาเกิดขึ้น และพรรคประชาชนต้องการพิจารณาว่าจะใช้ 143 เสียงที่มีอยู่เพื่อเลือกนายกฯ ไปยุบสภา ซึ่งถือเป็นจุดยืนที่สำคัญของพรรค

พรรคประชาชนเรียกร้องให้ยุบสภามาโดยตลอด

นายพริษฐ์กล่าวว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา พรรคได้เรียกร้องให้ยุบสภาได้เลยมาโดยตลอด แต่ผู้มีอำนาจยังไม่ได้ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องนี้ และเรื่องการยุบสภาก็ไม่ได้มีการพูดคุยกันในการประชุม สส. เนื่องจากถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม บรรยากาศในการพูดคุยในวง สส. ยังมีความเห็นที่หลากหลาย เนื่องจาก สส. หลายคนได้กลับลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการพิจารณา

เมื่อถามถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ต้องการให้มีการดีเบตระหว่างแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย โดยมีไทยรัฐทีวีเป็นตัวกลาง นายพริษฐ์กล่าวว่า หากไม่มีการยุบสภาเกิดขึ้น และไม่มีกลุ่มใดได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง พรรคจะพิจารณาเลือกนายกฯ เพื่อที่จะยุบสภาฯ และดำเนินการตามเงื่อนไขที่ได้วางไว้

นายพริษฐ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคพยายามออกแบบกลไกเพื่อให้พรรคสามารถเป็นฝ่ายค้านได้อย่างเต็มตัว และเชื่อว่าข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถพิจารณาและตัดสินใจได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งให้กำลังใจไทยรัฐทีวีในการเชิญแคนดิเดตนายกฯ ทั้งสองคนมาพูดคุยกับประชาชน

ส่วนเรื่องเจตนาของพรรคเพื่อไทยในการเปิดประวัตินายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้น นายพริษฐ์กล่าวว่าควรสอบถามไปยังพรรคเพื่อไทยโดยตรง

เมื่อถามว่าจะมีการแถลงข่าวอีกหรือไม่ โฆษกพรรคประชาชนกล่าวว่าจะอยู่จนจบการประชุม และไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีการสรุปผลอย่างไร แต่เชื่อว่าความเห็นของตนจะเป็นประโยชน์

เมื่อถามย้ำว่าทันวันที่ 5 ก.ย. นี้ ซึ่งเป็นวันกำหนดกรอบการโหวตนายกฯ คนใหม่หรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่าไม่สามารถบอกได้ ต้องรอการประชุมก่อน และไม่มีการกำหนดเวลาที่แน่นอน

การออกมาท้าทายของนายพริษฐ์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของพรรคประชาชนที่ต้องการให้มีการยุบสภา เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของประเทศอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของพรรคเพื่อไทยว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ที่มา – “พริษฐ์” ท้าเพื่อไทยยุบสภาได้เลย ไม่ต้องรอการตัดสินใจจากพรรคประชาชน

“ภูมิธรรม” หวั่น ภท. เป็นรัฐบาล ห่วงคดีฮั้ว สว.

“ภูมิธรรม” ย้ำเห็นด้วยแก้รัฐธรรมนูญ ขอพรรคประชาชนคิดรอบคอบ หากภูมิใจไทยเป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง ยัน เพื่อไทยไม่เคยบิดพลิ้ว แต่ติดที่ สว. ไม่โหวตให้ “พิธา”

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี กล่าวที่กระทรวงมหาดไทย ถึงการพูดคุยกับพรรคประชาชนวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ว่า เมื่อวานนี้ได้พบกับพรรคประชาชน จริงๆ แล้วตนไม่ต้องเดินทางไป แต่เมื่อมีการถามหาตนจึงต้องลาการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ไป คิดว่าอนาคตของประเทศมีความสำคัญ แม้จะมีความกินแหนงแคลงใจ ไม่พอใจกันบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงาน การเดินทางไปพรรคประชาชนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นก่อนจะเข้าไป และหลังจากที่เดินเข้าไปแล้วก็รออยู่ไม่มีผู้บริหารรับ เดินเข้าไปพบ 4-5 คนในห้องประชุม

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า เราไปกับตัวแทนพรรคร่วมหลายคน พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรครับข้อเสนอของพรรคประชาชนทั้งหมด การทำตามข้อเสนอของพรรคประชาชนเป็นเรื่องที่ดีควรจะทำ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านกลไกของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเห็นด้วย ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยไม่ได้สนับสนุน

เมื่อถามถึงเรื่อง MOU 2543-2544 นายภูมิธรรม ระบุ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลใหม่ ยืนยันไม่มีอะไรติดใจหากจะดำเนินการในเรื่องนี้ และไม่มีประโยชน์อะไรแอบแฝง จึงเห็นควรแนบไปกับประชามติ ถ้าประชาชนเห็นอย่างไรรัฐบาลใหม่ จะได้ดำเนินการตามนั้น วิกฤติเรื่องนี้จะได้จบลง

“ภูมิธรรม” ขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง

ส่วนประเด็นที่ดินเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. นายภูมิธรรม เผยว่า จริงๆ เป็นกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นคดีจากพรรคใดรวมถึงที่ดินอัลไพน์ ตนคิดว่าทำได้ทั้งนั้น เห็นแกนนำพรรคประชาชนหลายคนพูดว่าหัวใจสำคัญของการตัดสินใจจะดูว่าใครจะอยู่ในความควบคุมได้มากที่สุด ดูเหมือนว่าจะสนใจพรรคภูมิใจไทย หากพูดกันตามความจริงก็ไม่มีใครสามารถควบคุมใครได้ หากคิดว่าไม่ซื่อตรงแล้วจะตัดสินใจก็ตัดสินใจได้ แต่สิ่งสำคัญคือการที่จะปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล ในเวลาอีก 4 เดือน ก่อนจะมีการเลือกตั้ง ขอถามว่าคดีเขากระโดงจะกลับไปเป็นแบบเดิมหรือไม่ ในการตีความของพรรคภูมิใจไทย เพราะขณะนี้อยู่ในกระบวนการที่จะนำที่ของหลวงกลับมาในช่วงสิ้นเดือนนี้

เช่นเดียวกับเรื่องการฮั้ว สว. ที่กำลังเข้าสู่การเปิดประเด็นจับกุม ขณะนี้ติดอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตนเชื่อว่า 2 เรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญ แต่ตนได้บอกไปว่าหากติดใจเรื่องนี้ก็ไม่เป็นไร แต่ขออย่าให้มีกระบวนการแทรกแซง และไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรตนก็เคารพการตัดสินใจของพรรคประชาชน แต่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นหัวใจสำคัญ ใครจะทำเต็มที่ได้มากกว่ากัน ซึ่งพรรคเพื่อไทยยืนยันในเรื่องนี้มาตลอด สิ่งที่เคยเป็นปัญหาในเรื่องบางมาตราที่มีความแตกต่างกัน แต่ในเรื่องการยกมือโหวตตรงกัน คือให้มีการตั้ง ส.ส.ร. จึงถามว่าใครคือผู้มีบทบาทในการควบคุม สว. ฝากให้ไปคิด

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า หากให้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะมีหลักประกันอะไรที่พรรคประชาชนสามารถทำให้เกิดขึ้น ในเมื่อตัวเองก็ไม่ได้เข้าไปเป็นรัฐมนตรี เพราะพรรคภูมิใจไทยสามารถทำได้ง่าย จะรอให้อภิปรายไม่ไว้วางใจตนบอกว่าไม่ทัน เชื่อว่าจะดำเนินการไปก่อน เพราะอำนาจในการยุบสภารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้มีอำนาจ และสิ่งสำคัญขออย่าเบี่ยงประเด็นว่าใครจะได้มากได้น้อย หรือพรรคภูมิใจไทยมีน้อยกว่า 100 เสียง สามารถควบคุมได้ โดยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สำหรับพรรคเพื่อไทยยอมรับว่าเคยบาดหมางกัน แต่เรายืนยันในข้อตกลงมาตลอด การที่บอกว่าพรรคเพื่อไทยบิดพลิ้วหรือตระบัดสัตย์ 2 ครั้ง ที่มีการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล ล้วนเป็นคนของพรรคเพื่อไทยที่เป็นผู้เสนอชื่อทั้ง 2 ครั้ง และทุกเสียงของพรรคเพื่อไทยยกมือให้หมด แต่สิ่งที่บอกคือ สว. จะโหวตให้ แต่สุดท้ายไม่เลือก และประเด็นสุดท้ายขอเวลา 10 เดือน ซึ่งได้ประกาศไปชัดเจนตั้งแต่แรกว่ารอการตัดสินใจของประชาชนไม่ได้

“วันนี้อยากจะร่วมมือกัน ลืมเรื่องเก่าๆ และอยากจะร่วมมือกัน สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ทุกคนยอมรับว่าปล่อยประเทศให้พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ที่มี 360 เสียงเป็นฝ่ายค้านไม่ได้ ในขณะที่รัฐบาลมีเพียง 143 เสียง ไม่มีประเทศไหนมาเจรจาด้วย เพราะไม่มีความเชื่อมั่นเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้อยู่ในอำนาจของพรรคประชาชน ที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ”

เมื่อถามว่าหากพรรคประชาชนไม่ร่วมรัฐบาล พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้านหรือตัดสินใจยุบสภา นายภูมิธรรม ตอบว่า ยังไม่ต้องตัดสินใจว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือยุบสภา เราเสนอประเด็นให้พรรคประชาชนตัดสินใจ ถ้าเขาเลือกพรรคภูมิใจไทยก็เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ ส่วนพรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไรก็มีกระบวนการตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้วที่จะต้องหาทางออกในหลายๆ ทางที่เป็นไปได้ อันนั้นอยู่ที่ดุลยพินิจ ขอให้สถานการณ์ชัด ตอบให้ชัดว่าจะสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทย และมีข้อกังวลอะไรบอกมาให้ชัด และข้อกังวลนั้นจะหาทางป้องกันอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามต่อ กระบวนการของพรรคเพื่อไทยปลายทางจะไม่เป็นฝ่ายค้านใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า “เปล่าครับ ยังไม่มีการตัดสินใจ มีแต่เพียงว่าอยากจะร่วมการตั้งรัฐบาล โดยให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ แล้วจะดำเนินการตามนั้น บอกแล้วว่านโยบายมีเยอะ รวมถึงวาระแห่งชาติ คือต้องเปลี่ยนแปลงสภาพการเมืองที่ผิดเพี้ยนแบบนี้ ให้มีการรีเซ็ตใหม่คือต้องไปแก้รัฐธรรมนูญ”

ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นรัฐบาลที่ยังรักาการอยู่ คิดว่าการจับขั้วเพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ควรจะใช้เวลาเร็วที่สุดเมื่อใด นายภูมิธรรม ระบุว่า เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น อยากได้เร็วที่สุด เพราะหากปล่อยสภาพแบบนี้ไว้ก็เป็นรัฐบาลเป็ดง่อย ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้ทั้งหมดอยู่ที่พรรคประชาชนตัดสินใจ อยากให้รอบคอบ เพราะการตัดสินใจครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญ พรรคประชาชนยังไม่เคยเลือกนายกรัฐมนตรีจากนอกพรรค ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ถ้าจะประเดิมด้วยพรรคภูมิใจไทย ต้องมีหลักประกันว่าประเทศจะไม่เสียหาย

เมื่อถามอีกว่าวันนี้พรรคประชาชนจะมีคำตอบที่ชัดเจนมาให้กับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายภูมิธรรม บอกว่า ไม่ทราบ ขอให้พรรคประชาชนใช้เวลาเต็มที่ แต่เมื่อเสร็จแล้วให้แจ้งเราด้วยเพื่อให้เราดำเนินการขั้นต่อไป ส่วนคำถามว่านอกจากพรรคประชาชนแล้วพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังอยู่ด้วยกันยังเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่ชัดว่าจะไปต่อและการที่มาร่วมแถลงข่าวอาจเป็นเพียงมารยาททางการเมืองเท่านั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า “เขาไม่ได้พูดคำนี้ เขาพูดเพียงว่าขณะนี้เรายังร่วมกันอยู่ ทั้งหมดจะตัดสินใจอย่างไรขึ้นกับสถานการณ์ ซึ่งเราเคารพอยู่แล้วทุกพรรคต้องพิจารณาตามสถานการณ์การเมือง”

ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล?

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น คำถามสำคัญคือ ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงออกมาขอให้พรรคประชาชนคิดอย่างรอบคอบ หากพรรคภูมิใจไทยจะขึ้นเป็นหัวหน้ารัฐบาล? ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความกังวลเกี่ยวกับ คดีฮั้ว สว.-เขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตามอง

ความเห็นของ “ภูมิธรรม” สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำ อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในคดีเหล่านี้ได้ ดังนั้น การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

สิ่งที่นายภูมิธรรมเน้นย้ำคือ ขอให้พรรคประชาชนพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงผลที่จะตามมา หากเลือกพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวจะส่งผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคต

มองในภาพรวม การออกมาแสดงความเห็นของนายภูมิธรรม เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการตัดสินใจทางการเมืองในขณะนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศชาติ

“ภูมิธรรม” ขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และต้องติดตามกันต่อไปว่าพรรคประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร และอนาคตทางการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของทุกฝ่ายควรคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับประเทศชาติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง

“ชัยเกษม” บอกไม่เคยได้รับการติดต่อให้นั่งนายกฯ

“ชัยเกษม” บอกไม่เคยได้รับการติดต่อจากเพื่อไทยให้ชิงเก้าอี้นั่งนายกฯ บอกรู้จักนิสัย “ทักษิณ” ดี รู้ดีเป็นแค่หมากตัวหนึ่ง แต่หากจะใช้ก็พร้อม

วันที่ 1 กันยายน 2568 เมื่อเวลา 10.00 น. นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์โดยยอมรับว่า พร้อมที่จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หากได้รับมอบหมายจากพรรค แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อหรือพูดคุยจากพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด

เมื่อถูกถามถึงการเจรจาเมื่อวานที่ผ่านมากับพรรคประชาชน ที่มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แทน นายชัยเกษมกล่าวว่า ตนเองไม่ได้รับรู้รายละเอียดใดๆ ทั้งสิ้น และมองว่าตนเองเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในพรรค การตัดสินใจต่างๆ ขึ้นอยู่กับพรรคเป็นหลัก

นายชัยเกษมยังกล่าวว่า นายทักษิณ ชินวัตร รู้ดีว่านิสัยของตนเองเป็นอย่างไร หากมีอะไรให้ทำก็คงติดต่อมาเอง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยปฏิเสธที่จะช่วยงานพรรค และหากพรรคประชาชนยินดีและพร้อมสนับสนุนให้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

“ชัยเกษม” บอกไม่เคยได้รับการติดต่อให้นั่งนายกฯ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ล่าสุด นายชัยเกษม นิติสิริ หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อจากพรรคเพื่อไทยให้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีกระแสข่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง

นายชัยเกษมยังกล่าวถึงความสัมพันธ์กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า รู้จักนิสัยของนายทักษิณเป็นอย่างดี และเข้าใจว่าตนเองเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในการวางแผนทางการเมือง แต่หากพรรคต้องการให้ช่วยงาน ก็พร้อมที่จะทำอย่างเต็มที่

ความพร้อมของ “ชัยเกษม” หากได้รับโอกาสนั่งนายกฯ

แม้ว่าจะยังไม่มีการติดต่ออย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทย แต่หากได้รับโอกาสให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายชัยเกษมกล่าวว่า ตนเองมีความพร้อมที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มความสามารถ ด้วยประสบการณ์และความรู้ที่สั่งสมมา จะนำพาประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของพรรคเพื่อไทย และการเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ซึ่งต้องรอติดตามดูกันต่อไปว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะคลี่คลายไปในทิศทางใด

บทบาทของพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาล

พรรคเพื่อไทยถือเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ และมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ รวมถึงการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี การเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาล และการกำหนดนโยบายต่างๆ ดังนั้น การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

ความท้าทายในการจัดตั้งรัฐบาล

การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากมีความขัดแย้งและความเห็นต่างทางการเมืองอยู่หลายประการ การที่จะสร้างความสมานฉันท์และนำพาประเทศชาติให้ก้าวไปข้างหน้าได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราในฐานะประชาชนคนไทยจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น

อนาคตทางการเมืองของไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และบทบาทของนายชัยเกษมในอนาคต

ที่มา – “ชัยเกษม” บอกไม่เคยได้รับการติดต่อจากเพื่อไทยให้นั่งนายกฯ บอกรู้จักนิสัย “ทักษิณ”ดี

จับตา! ประชุม สส. พรรคประชาชน ลุ้นโหวตนายกฯ

จับตาพรรคประชาชน: ตัวแปรสำคัญในการโหวตนายกฯ บ่ายนี้ สส. พรรคประชาชน ประชุม ลุ้นมติยกมือโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ให้ “พรรคเพื่อไทย” หรือ “พรรคภูมิใจไทย” สถานการณ์การเมืองเข้มข้น ทุกฝ่ายจับตาการตัดสินใจของพรรคประชาชน

วันที่ 1 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์การเมืองในช่วงนี้กำลังเป็นที่น่าจับตาอย่างมาก ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6:3 ให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ทำให้ต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมไปในทันที โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพ้นไปทั้งคณะเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ในระหว่างการต้องฟอร์มรัฐบาลขึ้นใหม่ ปรากฏว่าไม่ได้มีเพียงพรรคเพื่อไทย ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเดิม ที่จะเสนอ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย ลงชิงเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรีคนที่ 32” เท่านั้น แต่การเมืองขณะนี้ร้อนแรงและน่าจับตาขึ้น เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศท้าชิงจัดตั้งรัฐบาล และย้ำว่าพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เดินสายทาบทามขอเสียงโหวตหนุน ยินดีตอบรับข้อเสนอของพรรคประชาชนที่มีเสียงมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรอยู่ถึง 143 เสียง ว่าพร้อมที่จะเข้ามาทำหน้าที่แล้วจะยุบสภาภายใน 4 เดือน ซึ่งในเวลาต่อมาพรรคเพื่อไทยก็ยืนยันเช่นกันว่ายินดีรับข้อเสนอของพรรคประชาชนเช่นกัน

ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้หารือกับทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยแล้ว โดยนายอนุทิน เดิมเกมเร็วมาพบตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2568 หลังจากที่ทราบผลศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนพรรคเพื่อไทยเดินทางมาพบเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568

อย่างไรก็ตาม วันนี้เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป พรรคประชาชนจะมีการประชุม สส. ที่อาคารอนาคตใหม่ ซอยรามคำแหง 42 เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตัดสินใจ กรณีการโหวตนายกรัฐมนตรีตามเงื่อนไขที่พรรคเสนอ ต้องจับตาว่ามติที่ประชุมพรรคประชาชนจะโหวตให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลอีกครั้ง หรือจะกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย

จับตาบ่ายนี้ พรรคประชาชนประชุม สส. ลุ้นมติหนุนโหวตนายกฯ เพื่อไทยหรือภูมิใจไทย

การประชุม สส. พรรคประชาชนในวันนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง มติของพรรคจะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยต่างก็ต้องการเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชน การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงเป็นที่จับตาของทุกฝ่าย

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตนายกฯ

  • ข้อเสนอของแต่ละพรรค: พรรคประชาชนจะพิจารณาข้อเสนอและนโยบายของทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย เพื่อประเมินว่าพรรคใดสามารถตอบสนองความต้องการและประโยชน์ของประชาชนได้ดีที่สุด
  • ความชอบธรรมและธรรมาภิบาล: พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับความชอบธรรมและธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ พรรคที่จะได้รับการสนับสนุนจะต้องมีนโยบายที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนรวม
  • เสถียรภาพทางการเมือง: พรรคประชาชนจะพิจารณาถึงศักยภาพในการจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ รัฐบาลที่เข้มแข็งจะสามารถผลักดันนโยบายและแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประชุม พรรคประชาชนประชุม สส. ลุ้นมติหนุนโหวตนายกฯ เพื่อไทยหรือภูมิใจไทย ในบ่ายวันนี้ จะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ ว่าทิศทางการเมืองไทยจะเป็นไปในทิศทางใด มาร่วมกันติดตามและเฝ้ารอผลการตัดสินใจของพรรคประชาชน

การตัดสินใจของพรรคประชาชนครั้งนี้ ไม่ได้เป็นแค่การเลือกนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการกำหนดอนาคตของประเทศชาติ การเลือกครั้งนี้จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

ที่มา – จับตาบ่ายนี้ พรรคประชาชนประชุม สส. ลุ้นมติหนุนโหวตนายกฯ เพื่อไทยหรือภูมิใจไทย

เพื่อไทยพร้อม! ส่ง “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ

พรรคเพื่อไทยประกาศความพร้อม ส่ง “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ พร้อมเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ โดยสนับสนุนการจัดตั้ง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 พรรคเพื่อไทยได้เผยแพร่ภาพและข้อมูลของนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของพรรคฯ ผ่านทางเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความที่ระบุถึงความพร้อมในการเสนอชื่อนายชัยเกษมฯ เป็นนายกรัฐมนตรี

นายชัยเกษม นิติสิริ ถือเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงกฎหมายและการเมืองของไทย มีประสบการณ์มากมายทั้งในฐานะอัยการสูงสุด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นที่ยอมรับว่าเป็นนักกฎหมายที่ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ และมีบทบาทสำคัญในหลายเหตุการณ์ทางการเมืองของประเทศ

พรรคเพื่อไทยยังได้เน้นย้ำถึงประวัติการศึกษา เส้นทางการทำงาน ประสบการณ์ที่สำคัญ รวมถึงบทบาททางการเมืองของนายชัยเกษมฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2557 ในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายชัยเกษมฯ ได้เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายรัฐบาลในการเจรจากับคณะรัฐประหาร ณ สโมสรทหารบก เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยยืนยันจุดยืนของรัฐบาลรักษาการว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งทั้งคณะและรายบุคคล ก่อนที่พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะประกาศยึดอำนาจในเวลาต่อมา

พรรคเพื่อไทยพร้อมส่ง “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ

สำหรับจุดยืนทางการเมืองของนายชัยเกษม นิติสิริ นั้น ได้ย้ำมาโดยตลอดว่าหลักนิติรัฐคือทางออกของความขัดแย้งทางการเมือง และเห็นว่าการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองจะนำไปสู่ความแตกแยกและบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม

ในประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายชัยเกษมฯ มองว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นอุปสรรคสำคัญต่อพัฒนาการประชาธิปไตย และสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเสนอให้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนว่า “การรัฐประหารเป็นความผิดอาญาฐานกบฏ และไม่มีอายุความ” เพื่อป้องกันการยึดอำนาจในอนาคต

ทำไมต้อง “ชัยเกษม นิติสิริ”?

การเสนอชื่อ “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันวาระสำคัญทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการสร้างหลักนิติรัฐที่เข้มแข็งในสังคมไทย

เส้นทางของนายชัยเกษม นิติสิริ ผสมผสานประสบการณ์ด้านกฎหมายกับการเมืองได้อย่างลงตัว เป็นผู้ที่ยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตยและนิติรัฐ มุ่งหวังที่จะสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และผลักดันให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงบนเส้นทางประชาธิปไตย

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในการเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย และสร้างความปรองดองเพื่อนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อสร้างระบบการเมืองที่เป็นธรรมและยั่งยืน

การที่พรรคเพื่อไทยประกาศความพร้อมในการส่ง “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ พร้อมทั้งมุ่งมั่นที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ถือเป็นความหวังที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่สังคมที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้กับประชาชน

ที่มา – พรรคเพื่อไทย ประกาศพร้อมแล้ว ส่ง “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ พร้อมแก้ รธน. 60

“พิธา” ให้กำลังใจ “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน”

“พิธา” แท็ก “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน” ให้กำลังใจ ท่ามกลางสถานการณ์การเจรจาขอเสียงโหวตนายกฯ ที่กำลังเข้มข้น “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ ส่งกำลังใจให้พรรคประชาชน และ “หัวหน้าเท้ง” หรือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความให้กำลังใจลงในโซเชียลมีเดีย โดยแท็กไปที่เพจพรรคประชาชน และไอจีส่วนตัวของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ หัวหน้าเท้ง

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่แกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย นำโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย, นายสรวงศ์ เทียนทอง, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, น.ส.จิราพร สินธุไพร, นายชูศักดิ์ ศิรินิล พร้อมด้วยตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล 3 พรรค ได้แก่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ), นายเดชอิศม์ ขาวทอง (พรรคประชาธิปัตย์), นายชัยชนะ เดชเดโช (พรรคประชาธิปัตย์) และนายประภัตร โพธสุธน (พรรคชาติไทยพัฒนา) เดินทางมาที่ทำการพรรคประชาชน เพื่อหารือเกี่ยวกับการขอเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล

โดยทางฝั่งพรรคประชาชนมี นายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรค, นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรค และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค เข้าร่วมหารือ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมแกนนำพรรค ได้เดินทางมาเจรจากับพรรคประชาชน เพื่อขอเสียงสนับสนุนในการโหวตนายกรัฐมนตรีด้วยเช่นกัน สถานการณ์การเมืองจึงมีความน่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

“พิธา” ให้กำลังใจ “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน”

พรรคประชาชนกำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยในวันที่ 1 กันยายน เวลา 13.00 น. นายณัฐพงษ์ ได้เรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค รวมถึง สส. เพื่อหารือถึงแนวทางการลงมติ นอกจากนี้ จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกพรรคทั่วประเทศ และเจ้าหน้าที่ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจร่วมด้วย การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญต่อการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้

ทำไม “พิธา” ถึงให้กำลังใจ “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน”?

การที่ “พิธา” ออกมาให้กำลังใจ “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน” อาจเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลและพรรคการเมือง แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีความเปลี่ยนแปลงไป แต่การสนับสนุนและให้กำลังใจซึ่งกันและกันยังคงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความหวังว่าพรรคประชาชนจะตัดสินใจในทิศทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองของทุกฝ่าย ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายเคารพการตัดสินใจซึ่งกันและกัน และร่วมมือกันพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไป

  • พรรคประชาชนจะตัดสินใจอย่างไรในการโหวตนายกฯ?
  • การตัดสินใจของพรรคจะมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่หรือไม่?
  • ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการตัดสินใจของพรรคอย่างไร?

ประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมกำลังให้ความสนใจ และรอคอยคำตอบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การออกมาให้กำลังใจ “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน” ของ “พิธา” ครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนแสงสว่างเล็กๆ ที่ส่องให้เห็นถึงความหวังและความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์การเมืองที่ดีขึ้น

ติดตามข่าวสารและผลการตัดสินใจของพรรคประชาชนได้ในวันที่ 1 กันยายนนี้ มาร่วมกันจับตาดูว่าการเมืองไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

ที่มา – “พิธา” แท็ก “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน” ให้กำลังใจ ช่วงดีลขอเสียงโหวตนายกฯ

“นุชนาถ” ร่ายยาว เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย ยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า”

“นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร” ส.ส.ศรีสะเกษ เปิดใจ 6 ข้อ ยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า” แจงเหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย เพราะแสดงความเห็นที่ไม่ถูกใจผู้ใหญ่ในพรรค แถมปล่อยให้ ส.ส. รับหน้าเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตไปวันๆ ขอโหวตหนุน นายกฯ จากทุกพรรค ยกเว้น เพื่อไทย เรื่องราวของ “นุชนาถร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่หลายคนจับตามอง

วันที่ 31 ส.ค. 2568 นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 9 พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจง ว่าขอใช้พื้นที่เล็กๆ แสดงความรู้สึกที่มีในใจต่อทุกเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการตัดสินใจหันหลังให้กับพรรคเพื่อไทย พรรคที่ตนเองเคยยึดมั่นในอุดมการณ์มาโดยตลอด

ดิฉันขอไล่เรียงความเป็นมาก่อนที่ข่าวจะออกไปตามที่ทุกท่านได้เห็น ก่อนที่จะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปมากกว่านี้

1. ส.ส.ในพรรคเพื่อไทย ทราบเป็นอย่างดีว่าดิฉันมักจะแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมในสิ่งที่ ส.ส.หลายๆ ท่านไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเนื่องจากเกรงว่าจะกระทบกับผู้ใหญ่ในพรรค แต่ดิฉันด้วยความเป็นคนบ้านนอก คนของชาวบ้าน เป็น ส.ส.สมัยแรกที่เข้ามาเพราะต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง จึงมักจะแสดงข้อคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ได้สนใจผลกระทบเหล่านั้น ซึ่งนั่นคือจุดชนวนหนึ่งที่ดิฉันเดินออกมา

2. หลังจากการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกใจผู้ใหญ่ในพรรค ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอเกี่ยวกับพื้นที่ เรื่องเศรษฐกิจ ราคาสินค้าเกษตร รวมทั้งปัญหาชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน มีผู้ใหญ่ในพรรคถึงกับพูดกับ ส.ส.คนอื่นในพรรคที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ของดิฉันว่า เป็นพวกหัวรุนแรง ไม่ต้องการให้ดิฉันลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคเพื่อไทยต่อในสมัยหน้า ให้ช่วยหาคนมาลงแทนหน่อย แล้วจะให้ดิฉันยืนอยู่ในจุดนั้นด้วยความสบายใจได้อย่างไร

3. เงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ดิฉันรวมทั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย พยายามเสนอให้ฝ่ายบริหารดำเนินการให้แล้วเสร็จเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือความเงียบครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านต้องตอบคำถามประชาชนเองบ้าง ไม่ใช่ให้ ส.ส. รับหน้าให้ไปวันๆ ว่างบประมาณเป็นแสนๆ ล้านที่ควรดำเนินการโครงการดังกล่าว ท่านเอาไปทำอะไร ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่า ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่อึดอัดใจกับสถานการณ์ภายในพรรคที่เกิดขึ้น และรับไม่ได้กับสิ่งที่ต้องรับอยู่ในขณะนี้

4. เมื่อฟางเส้นสุดท้ายมาถึง ข้อเสนอต่างๆ จาก ส.ส.ในพรรคส่วนใหญ่ (ไม่ใช่แค่เพียงเสียงของดิฉัน) ไม่ได้รับการตอบสนอง การเดินออกจากพรรคเพื่อไทยของดิฉัน ไม่ใช่ออกมาเพื่อสนับสนุนผู้ใด แต่การเดินออกมาเพราะเจตนารมณ์ของพรรคที่ดิฉันเคยศรัทธานั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง อุดมการณ์อันแน่วแน่ของพรรคไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ส.ส.ในพื้นที่ต้องคอยรับหน้าให้กับการกระทำของฝ่ายบริหารพรรค ทั้งๆ ที่ไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น

5. ดิฉันจะยังคงสนับสนุนแนวทางประชาธิปไตยที่ยึดเสียงของประชาชนเป็นสำคัญ ที่ผ่านมาดิฉันอาจเป็นตัวตลกในสายตาประชาชน แม้กระทั่งในเวลานี้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ดิฉันลดละความตั้งใจที่จะต่อสู้เพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ไปได้ ดิฉันไม่ได้มาจากตระกูลหรือครอบครัวของนักการเมือง ไม่ได้สืบทอดอำนาจมาจากผู้ใด ความตั้งใจที่เข้ามาในสนามการเมืองก็เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้น

6. ดิฉันจะขอใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. สนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคใดก็แล้วแต่ที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ ยกเว้นแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย เพื่อปูทางไปสู่การยุบสภาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คืนอำนาจสู่ประชาชน ปลดล็อกสถานการณ์อันเลวร้ายทางการเมือง ถึงแม้ดิฉันจะต้องเสียตำแหน่ง ส.ส. ไปก็ยินดี หรืออาจจะหมดโอกาสในการเดินเข้าสภาฯ อีกก็ตาม ดิฉันขอใช้หนึ่งเสียงที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เพื่อคืนอำนาจกลับสู่ประชาชนเช่นเดิม

“ถ้าผู้คนทั้งประเทศตีตราว่าดิฉันเป็น ‘งูเห่า’ ดิฉันขอเป็นงูเห่าที่ย้ายข้างไปยกมือคืนอำนาจให้กับประชาชน ขอบคุณค่ะ”

นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร

ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 9

“นุชนาถ” ร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า”

การตัดสินใจของนางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สร้างความฮือฮาและเกิดคำถามมากมายในสังคม บทบาทของ ส.ส. ในการเป็นปากเสียงของประชาชนและการรักษาอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

เหตุผลที่ “นุชนาถ” ร่ายยาวถึง 6 ข้อ ยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า”

การออกมาให้เหตุผลอย่างละเอียดถึง 6 ข้อ สะท้อนให้เห็นถึงความอัดอั้นตันใจและความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทยที่นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ การเปิดเผยข้อมูลและความรู้สึกต่อสาธารณชนเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

การที่นางนุชนาถกล่าวถึงประเด็นต่างๆ เช่น การแสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกใจผู้ใหญ่ในพรรค ปัญหาเรื่องเงินดิจิทัลวอลเล็ต และความอึดอัดใจของ ส.ส. ส่วนใหญ่ในพรรค ล้วนเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรได้รับการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้อง

การตัดสินใจที่จะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคอื่นที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการคืนอำนาจสู่ประชาชนและการแก้ไขสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น แม้ว่าการตัดสินใจนี้อาจนำมาซึ่งผลกระทบต่อตนเอง นางนุชนาถก็ยังคงยืนหยัดในสิ่งที่ตนเองเชื่อมั่น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับนางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและความซับซ้อนของการเมืองไทย การรักษาอุดมการณ์และความมุ่งมั่นในการทำเพื่อประชาชนเป็นสิ่งที่นักการเมืองทุกคนควรยึดมั่น แม้ว่าต้องเผชิญกับอุปสรรคและความขัดแย้งต่างๆ

  • การแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน
  • ปัญหาภายในพรรคควรได้รับการแก้ไขอย่างโปร่งใส
  • การคืนอำนาจสู่ประชาชนเป็นเป้าหมายที่สำคัญ

เรื่องราวของ “นุชนาถ” ร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า” เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจและเป็นบทเรียนสำหรับนักการเมืองและประชาชนทุกคน

โดยสรุปแล้ว การออกมาเปิดเผยเหตุผลของ “นุชนาถร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า” เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ของการเมืองภายในพรรค การรักษาอุดมการณ์ และการทำเพื่อประชาชน การตัดสินใจครั้งนี้อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญต่อไปในอนาคต

ที่มา – “นุชนาถ” ร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า”

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน จริงหรือ?

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน แทงขาเดียวไม่ร่วมตั้งรัฐบาลกับภูมิใจไทย รัฐประหาร 100 ครั้ง ไม่เลวร้ายเท่าฮั้วเลือก สว. ย้ำ หนุนไม่ไหว ความเป็นคนไม่เหลือแล้ว โวข้อเสนอเพื่อไทยชิงเกมเร็ว

เมื่อเวลา 15.40 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หลังกลับจากร่วมคณะพรรคเพื่อไทย ไปเจรจาขอให้พรรคประชาชน ร่วมจัดตั้งรัฐบาลขั้วพรรคเพื่อไทย ว่า ตนไปเป็นเพื่อน แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่าง 2 พรรคคุยกัน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะนำข้อหารือของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนเข้าในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ด้วยหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า อาจจะอยู่ในวาระอื่นๆ เพราะเรามีวาระสำคัญอยู่แล้ว เมื่อถามอีกว่าส่วนตัวเห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยที่ให้พรรคประชาชนพิจารณาหรือไม่ นายเดชอิศม์ ตอบว่า เห็นด้วย วันนี้เราต้องยุบสภาให้เร็วที่สุด ถึงแม้อยู่ก็ขัดกับความรู้สึกของประชาชน ส่วนตัวตนเห็นว่า 4 เดือนยาวไป อยากให้ยุบสภาเร็วกว่านั้น เมื่อทำในสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนเสร็จสิ้นก็รีบยุบสภา อาจจะ 2-3 เดือน เพื่อให้ประชาชนได้กลับไปตัดสินใจว่าจะเลือกใครมาเป็นผู้นำประเทศ

“ส่วนประเด็นที่แถมไปในข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย เช่น เรื่องทุจริตที่ดินเขากระโดง ที่หลวงมันต้องเป็นที่หลวง เราปล่อยให้ยืดเยื้อขนาดนี้ได้อย่างไร และเรื่องฮั้ว สว. มันเป็นการทำร้ายประเทศ ผมว่าทำการรัฐประหาร 100 ครั้ง ก็ไม่เลวร้ายเท่ากับการฮั้ว สว. เพราะ สว. ต้องไปเลือก กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ หาก สว. มีเจ้าของ มีการสั่งกันได้ เท่ากับประเทศเราอยู่ภายใต้กำกับของคนเดียว ประเทศเราจะอยู่อย่างไร ผมว่าประเทศเราถึงกับล่มสลายได้เลย”

เมื่อถามย้ำแบบนี้แสดงว่าปิดประตูร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยแล้วใช่หรือไม่ นายเดชอิศม์ ตอบว่า หากตนสนับสนุนเจ้าของนโยบายที่ตนพูดไปสักครู่ อย่าว่าแต่เป็นนักการเมืองเลย ความเป็นคนก็ไม่เหลือแล้ว ไม่มีความเป็นคนเหลืออยู่แล้ว.

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน

ทำไม “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน?

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนในปัจจุบัน มุมมองของนายเดชอิศม์ที่เสนอให้ “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน นั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง ข้อเสนอดังกล่าวอาจเป็นทางออกเพื่อให้ประชาชนได้มีสิทธิในการตัดสินใจอนาคตของประเทศอีกครั้ง

การที่เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ย่อมสะท้อนถึงความอึดอัดใจต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ และต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นโดยเร็ว การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่จึงเป็นกลไกสำคัญในการคืนอำนาจให้กับประชาชน

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน หากพรรคการเมืองใดไม่สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้ ก็อาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม การ “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน ก็ยังมีความท้าทายอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระยะเวลาในการเตรียมการเลือกตั้ง การจัดการปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน และการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมมือกันเพื่อให้การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่เป็นไปอย่างราบรื่น และนำไปสู่การสร้างรัฐบาลที่มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

การที่นายเดชอิศม์ออกมาแสดงความเห็นชัดเจนเช่นนี้ ย่อมส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประชาชนและพรรคการเมืองต่างๆ คงต้องจับตาดูสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ที่มา – “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน แทงขาเดียว ไม่ร่วมตั้งรัฐบาลกับภูมิใจไทย

Scroll to top