พรรคเพื่อไทย

“ภูมิธรรม” แถลง พร้อมยุบสภา พรรคร่วมรับข้อเสนอ

“ภูมิธรรม” เป็นตัวแทนพรรคเพื่อไทย-พรรคร่วม แถลงหลังหารือ ยัน รับทุกข้อเสนอพรรคประชาชน ยินดีพร้อมยุบสภา มอง ต้องเร่งแก้ไขวิกฤติรัฐธรรมนูญ-รีเซ็ตการเมืองใหม่ เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจยกมือหนุนใคร

เมื่อเวลา 15.09 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย นำแถลงข่าวภายหลังการหารือร่วมกับพรรคประชาชน โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ว่า ในนามพรรคร่วมรัฐบาลได้มอบหมายให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการประสานติดต่อเพื่อพูดคุยในการจัดตั้งรัฐบาล วันนี้มาด้วยกัน ซึ่งพรรคร่วมได้ปรึกษาหารือกันหมดแล้วในข้อสรุปที่เรานำมาเสนอ ซึ่งตัวแทนที่มามีทั้งพรรคชาติไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชาติ ส่วนตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านป่วย แต่ถ้ามีข้อสงสัยก็สามารถซูมเข้ามาได้เนื่องจากติดผ่าตัดเหงือก

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า ข้อเสนอเราเป็นเอกภาพ เราเห็นว่าการเมืองช่วงนี้เป็นช่วงวิกฤติและเป็นเรื่องที่ควรจะหาทางออกร่วมกัน เราคุยกันแล้ว เพราะฉะนั้นพรรคร่วมรัฐบาลจึงได้มาพูดคุยกับพรรคประชาชน เนื่องจากมีข้อเสนอที่สำคัญ หากใครรับข้อเสนอได้เขาก็จะพิจารณา เพื่อจะนำมาตัดสินใจในการที่จะผลักดันให้ใครเป็นคณะรัฐมนตรี วันนี้พรรคร่วมทั้งหมดได้มานำเสนอ ได้มาพูดคุยกัน

ก่อนระบุต่อไปว่า หัวใจสำคัญวันนี้คือ ข้อเสนอพรรคประชาชนเรารับหมด พร้อมที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น ส่วนข้อเสนอที่เราเสนอ ก็ให้ทางพรรคประชาชนได้รับทราบ และเราได้คุยกันแล้วว่าจริงๆ หลายๆ​ เรื่องที่เราเสนอเป็นเรื่องที่ควรปฏิบัติในฐานะที่เป็นกระบวนการยุติธรรม เพราะสิ่งที่เราเสนอคือไม่ให้เข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม คดีต่างๆ ทุกคดีที่มีอยู่ก็ขอให้ดำเนินการไปทั้งหมด ส่วนรายละเอียดพรรคประชาชนจะนำไปพิจารณาเนื่องจากยังไม่ได้รับปากหรือตัดสินใจที่จะยกมือให้ใครเลย ซึ่งต้องฟังคณะกรรมการ องคาพยพของพรรคหลายๆ ส่วน ต้องฟังและปรึกษาหารือให้มากที่สุด เราก็ยอมรับเงื่อนไขนี้ได้ ทั้งนี้ เข้าใจว่าวันที่ 1 กันยายน 2568 พรรคประชาชนจะมีการประชุม และจะมีกระบวนการภายในของพรรค

“สิ่งที่อยากจะเรียนวันนี้คือ เราได้เสนอพูดคุยกัน และเห็นว่าถ้าจะจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา วาระสำคัญที่สุดขณะนี้เป็นวาระแห่งชาติ คือการแก้ไขวิกฤติเรื่องรัฐธรรมนูญ และเรื่องกติกาที่อยากจะรีเซ็ตการเมืองใหม่ ให้มีการเมืองที่สามารถมีประสิทธิภาพได้มากกว่านี้ ส่วนเรื่องอื่นๆ ยังเป็นกระบวนการในรายละเอียดที่ต้องขออนุญาตที่จะยังไม่พูดอะไร เป็นเรื่องที่เราจะพูดกันทั้งสองฝ่าย”

นายภูมิธรรมย้ำว่า ในเรื่องข้อเสนอ เราเห็นว่าไม่ได้เป็นปัญหาต่อข้อสรุปที่เราสรุปไปขั้นต้นแล้วว่าเรายอมรับทั้งหมด อันนี้ไม่ได้ขัดกัน แต่สิ่งที่เราเสนอไปเพื่อให้พิจารณาเท่านั้นเอง จะทำหรือไม่ทำ ไม่ได้มีผลต่อการที่จะร่วมกันสนับสนุนเรื่องการตั้งรัฐบาล

เมื่อถามว่าท่าทีการพูดคุยน่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีหรือไม่ นายภูมิธรรม หัวเราะแต่ไม่ได้ตอบ ก่อนจะกล่าวว่า “ไปเลยครับ” และเดินออกจากวงสัมภาษณ์ ซึ่งระหว่างนั้นผู้สื่อข่าวพยายามถามย้ำ โดยนายภูมิธรรม ตอบชัดเจนว่า “เรายินดีพร้อมยุบสภา” ก่อนที่พรรคร่วมที่มาเจรจาจะพากันออกจากที่ทำการพรรคประชาชนไป.

(ภาพ : ธนัท ชยพัทธฤทธี)

“ภูมิธรรม” แถลงล่าสุด พรรคร่วมพร้อมยุบสภา

หลังจากที่พรรคร่วมรัฐบาลได้หารือกับพรรคประชาชนเสร็จสิ้น นายภูมิธรรมได้ออกมาแถลงถึงผลการหารือ โดยยืนยันว่าพรรคร่วมฯ ยินดีรับทุกข้อเสนอของพรรคประชาชน และยังกล่าวว่าพร้อมยุบสภาหากจำเป็น เพื่อแก้ไขวิกฤติการเมืองในปัจจุบัน

ทำไมถึงพร้อมยุบสภา

การที่นายภูมิธรรมกล่าวว่าพร้อมยุบสภานั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคร่วมรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา การที่พรรคร่วมรัฐบาลแสดงความยืดหยุ่นและพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความปรองดองและความเข้าใจซึ่งกันและกัน

  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ
  • การรีเซ็ตการเมืองใหม่เป็นโอกาสในการสร้างระบบการเมืองที่มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทุกภาคส่วนในสังคม การเปิดให้มีการพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ผมมองว่าการที่พรรคการเมืองต่างๆ หันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกร่วมกันเป็นสิ่งที่น่ายินดี และหวังว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ที่มา – พร้อมยุบสภา “ภูมิธรรม” แถลงหลังหารือ พรรคร่วมรับทุกข้อเสนอพรรคประชาชน

“ประภัตร” ขอเสียงหนุนตั้งรัฐบาล ร่วมหารือ พท. – ปชน.

“ประภัตร” โผล่ร่วมวงหารือ “พท. – ปชน.” ขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาล

“ประภัตร โพธสุธน” เดินทางร่วมหนุนพรรคเพื่อไทย เข้าหารือกับพรรคประชาชน ขอเสียงโหวตนายกฯ ยอมรับมาไกลเลยเดินทางมาช้า

วันที่ 31 ส.ค. 2568 เมื่อเวลา 14.45 น. นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคประชาชน เพื่อร่วมกับพรรคเพื่อไทย หารือกับพรรคประชาชน ขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาล

เมื่อถามว่าทำไมถึงมาช้า นายประภัตร ตอบว่า ตนมาไกล เดินทางมาจากศรีประจันต์เลยมาช้า

เมื่อถามว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนามาด้วยหรือไม่ นายประภัตร ตอบว่า ไม่ได้มา ส่วนรายละเอียดจะเปิดเผยหลังจากการประชุมฯ

เบื้องลึกการขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาล: ประภัตร โพธสุธน และ ชทพ.

การปรากฏตัวของนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ในการหารือระหว่างพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคประชาชน (ปชน.) เพื่อขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาล ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงมีความไม่แน่นอน การที่พรรคชาติไทยพัฒนาซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิม แสดงท่าทีสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามสำคัญคือ เหตุใดพรรคชาติไทยพัฒนาจึงตัดสินใจให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาล? มีความเป็นไปได้หลายประการ:

  • ความสัมพันธ์ส่วนตัว: นายประภัตร โพธสุธน อาจมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีกับแกนนำพรรคเพื่อไทย ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจให้การสนับสนุนในครั้งนี้
  • ผลประโยชน์ทางการเมือง: พรรคชาติไทยพัฒนาอาจมองว่าการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย จะเป็นประโยชน์ต่อพรรคมากกว่าการอยู่ฝั่งตรงข้าม
  • เสถียรภาพทางการเมือง: พรรคชาติไทยพัฒนาอาจต้องการเห็นการจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของนายประภัตรครั้งนี้ อาจไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกับความต้องการของสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนาทั้งหมด มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความขัดแย้งภายในพรรคในอนาคต

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

การที่พรรคชาติไทยพัฒนาให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในการขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาล ย่อมส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยอย่างแน่นอน พรรคเพื่อไทยจะมีเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้น ทำให้มีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน พรรคการเมืองอื่นๆ จะต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ ท่าทีของพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ หากพรรคเหล่านี้ตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ประเทศไทยก็จะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การปรากฏตัวของนายประภัตร โพธสุธน ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น การขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ประภัตร” โผล่ร่วมวงหารือ “พท. – ปชน.” ขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาล

จาตุรนต์แนะ! 4 ข้อ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แนะนำ 4 ประเด็นใหญ่ที่ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรหารือกันในวันนี้ โดยเน้นเรื่องประชามติแก้รัฐธรรมนูญ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และเรื่องความตกต่ำของพรรคการเมือง

นายจาตุรนต์ได้โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับ “4 ปัญหาใหญ่ที่ไทยกำลังเผชิญ พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาชน ควรหารือกันในวันนี้” โดยย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรทำอย่างสอดคล้องกับการดำเนินการในรัฐสภา และคำนึงถึงปัญหาสำคัญของประเทศ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้งกับกัมพูชา และความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองที่ลดลง พร้อมเสนอให้มีข้อตกลงว่าจะไม่รับนักการเมืองบางคนหรือบางพรรคเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ข้อเสนอเรื่องรัฐบาลอยู่ 4 เดือน และการจัดทำประชามติในช่วงเลือกตั้งทั่วไปเป็นประเด็นสำคัญในการหารือ เมื่อรวมกับข้อเสนออื่นๆ จะเป็น 4 ข้อดังนี้

ประเด็นแรกคือการทำประชามติ ซึ่งต้องสอดคล้องกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในสภา และเชื่อมโยงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การเปิดประเด็นใหม่ เช่น การใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 อาจทำให้เกิดความสับสนและไม่สามารถดำเนินการได้

นอกจากนี้ หากพรรคการเมืองทั้งสองเห็นพ้องกันในหลักการแล้ว ยังมีประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ ประเทศกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาสำคัญหลายประการ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ลดลง

“พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือ

ดังนั้นในฐานะนักการเมืองคนหนึ่ง ขอเสนอความเห็นดังนี้:

แม้ว่ารัฐบาลจะอยู่ในตำแหน่งเพียง 4-6 เดือน การมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีก็ยังมีความสำคัญ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรหารือกันในวันนี้ เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีนโยบายและทิศทางที่เป็นที่ยอมรับของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่

เรื่องความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ควรร่วมกันกำหนดนโยบายที่จะคลี่คลายความขัดแย้งในทิศทางที่ประชาชนมั่นใจได้ว่ารัฐบาลจะรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างดีที่สุด

ประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองและนักการเมือง หากสองพรรคร่วมมือกันได้ ควรกำหนดข้อสงวนว่าจะไม่รับการเข้าร่วมรัฐบาลของนักการเมืองบางส่วน หรือเป็นรายบุคคล หากจะรับก็ควรรับเป็นพรรค เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของรัฐบาลและระบบพรรคการเมืองไว้

ทำไม “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือประเด็นเหล่านี้?

การหารือร่วมกันในประเด็นเหล่านี้จะช่วยให้ทั้งสองพรรคสามารถกำหนดทิศทางและนโยบายที่สอดคล้องกันเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความตั้งใจจริงในการทำงานเพื่อประชาชน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองทั้งสอง

การที่ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือกันในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะแก้ไขได้ในทันที แต่เป็นการเริ่มต้นกระบวนการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการพูดคุยหารือกันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “จาตุรนต์” แนะ 4 ประเด็นใหญ่ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรหารือกันในวันนี้

“วรชัย” แนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน

“วรชัย” ถามพรรคประชาชน ยุบสภาแล้วได้อะไร แนะร่วมมือกับเพื่อไทยเป็นรัฐบาล-แก้รัฐธรรมนูญ มองควรเป็นรัฐมนตรีด้วย เพื่อฝึกงานบริหารประเทศ

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์การตัดสินใจของพรรคประชาชน (ปชน.) ในการสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ว่า เรื่องนี้พรรคประชาชนต้องคิดถึงว่าการจับมือกับใครจะนำไปสู่อะไร โดยเฉพาะความคิดที่พรรคประชาชนต้องการแก้รัฐธรรมนูญ จึงต้องคิดว่าหากจับมือกับใครจะได้แก้รัฐธรรมนูญ และอาศัยเงื่อนไขเช่นนี้มากดดันพรรคที่จะโหวตให้เป็นรัฐบาลต้องแก้รัฐธรรมนูญลงสัตยาบันให้สัญญาประชาคมไว้ การเมืองเดินมาถึงทางตันเพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ให้อำนาจองค์กรอิสระมากเกินไป ทำให้ประเทศอยู่ภายใต้การปกครองขององค์กรอิสระ ซึ่งเราต้องมีการแก้ไขแน่นอน

และวันนี้การที่พรรคประชาชนบอกว่ายุบสภาภายใน 4 เดือน ถามว่ายุบสภาแล้วได้อะไร เพราะหากมีการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญปี 2560 ต่อไปก็จะมีปัญหาเช่นนี้อีก นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐมนตรีก็จะโดนเช่นนี้อีก

ตนคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพรรคประชาชนต้องเข้าไปบริหารประเทศด้วย ไปเป็นรัฐมนตรีด้วย ไม่ใช่พูดแค่ว่าจะโหวตให้แต่ไม่ร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะหากการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง ได้รับเสียงเกิน 250 เสียง เป็นรัฐบาลพรรคเดียว อยากให้ลองคิดดูว่าพวกคุณจะทำสำเร็จหรือไม่ การบริหารประเทศต้องฝึกงานพื้นฐานและเข้าใจระบบราชการไทยว่าเป็นอย่างไร

“ฉะนั้น พวกคุณควรเข้าไปเป็นรัฐบาล เข้าไปเป็นรัฐมนตรีและร่วม ครม. ด้วยเพื่อฝึกงาน เพราะมีส่วนร่วมในการเลือกรัฐบาลอยู่แล้ว เริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเริ่มต้นกี่เดือน กี่ปี แต่ก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ” นายวรชัยกล่าว

“วรชัย” แนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน

จากกรณีที่นายวรชัย เหมะ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการตัดสินใจของพรรคประชาชน (ปชน.) ในการสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น ได้มีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาล และการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศอย่างจริงจัง การที่นายวรชัยออกมากล่าวเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับแนวทางการทำงานของพรรคประชาชน หากไม่เข้าร่วมรัฐบาลและไม่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ

### ทำไม “วรชัย” ถึงแนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน

เหตุผลหลักที่นายวรชัย เหมะ แนะนำให้พรรคประชาชนร่วมรัฐบาลและเข้าไปเป็นรัฐมนตรีนั้น คือการฝึกฝนและเรียนรู้ระบบราชการไทย การบริหารประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย และการมีประสบการณ์ตรงจะช่วยให้พรรคประชาชนสามารถดำเนินนโยบายและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลยังเปิดโอกาสให้พรรคประชาชนได้ผลักดันนโยบายที่ต้องการ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การที่พรรคประชาชนเข้าไปร่วม ครม. จะทำให้เกิดประโยชน์หลายด้าน ดังนี้:

  • เรียนรู้ระบบราชการ: เข้าใจกลไกการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ
  • ฝึกฝนการบริหาร: พัฒนาทักษะการจัดการและแก้ไขปัญหา
  • ผลักดันนโยบาย: มีโอกาสนำเสนอนโยบายและแก้ไขกฎหมาย
  • สร้างความเชื่อมั่น: แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการบริหารประเทศ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของพรรคประชาชนเอง การมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สิ่งสำคัญคือการประเมินสถานการณ์และตัดสินใจบนพื้นฐานของผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ

การที่นายวรชัยออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ อาจเป็นการกระตุ้นให้พรรคประชาชนทบทวนบทบาทของตนเองในการเมืองไทย และพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศอย่างเต็มตัว การเมืองไทยในปัจจุบันต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า การเปิดใจและรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ดังนั้น การที่ “วรชัย” แนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน จึงเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติในอนาคต

ที่มา – “วรชัย” แนะพรรคประชาชนร่วมเป็น ครม. กับเพื่อไทย ฝึกงานบริหารประเทศด้วย

ปชน. ยันเงื่อนไขโหวตนายกฯ แค่ 3 ข้อ

พรรคประชาชน โต้ “ไพศาล พืชมงคล” หลังโพสต์อ้าง ปชน. ไม่โหวตให้ใครเป็นรัฐบาล ยืนยัน เงื่อนไขโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 มีแค่ 3 ข้อ ย้ำ ยังไม่ได้รับข้อเสนอของพรรคใดทั้งสิ้น

เมื่อเวลา 10.26 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาชน (ปชน.) มีการแชร์โพสต์ของ นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย และอดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ด่วนมาก พรรคประชาชนออกอาการไม่โหวตให้ใครเป็นรัฐบาล จะทำให้การตั้งรัฐบาลตั้งไม่ได้ วันนี้มีข่าวจากเฟซบุ๊กว่าพรรคประชาชนตั้งเงื่อนไขเพิ่มอีก 2 ข้อ รวมเป็น 5 ข้อ ถ้าแบบนี้ก็ส่ออาการกดดันให้ยุบสภา เมื่อบ่ายวันนี้ (30 สิงหาคม) หัวหน้าพรรคประชาชนได้ตั้งเงื่อนไข ในการโหวตให้พรรคใดเป็นรัฐบาลเพิ่มอีก 2 ข้อคือ 1. ต้องปล่อยตัวผู้ต้องคดีมาตรา 112 ทั้งหมด 2. ต้องจัดเงินบำนาญให้แก่ประชาชน ส่วนเงื่อนไขที่ตั้งมาก่อนหน้า 3 ข้อคือ 1. ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน 2. ต้องทำประชามติ แก้รัฐธรรมนูญและตั้ง ส.ส.ร. และ 3. การแก้ปัญหาข้อพิพาทกับกัมพูชา

พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย จะกล้ารับเงื่อนไข 5 ข้อนี้ไหม ถ้าไม่รับเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อนี้ พรรคประชาชนก็จะไม่โหวตให้เป็นรัฐบาล ก็จะไม่มีพรรคไหนได้เสียงข้างมากในการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็จะตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็จะนำไปสู่การยุบสภา ใครที่ตีความรัฐธรรมนูญเอาตามใจว่ารัฐบาลรักษาการยุบสภาไม่ได้ ก็เท่ากับตีความว่าให้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลไปจนครบเทอม ในฐานะรัฐบาลรักษาการอย่างนั้นใช่ไหม นี่จะไม่ใช่ตีความรัฐธรรมนูญในทางวิปริตดอกหรือ

ทางด้าน พรรคประชาชนยืนยันผ่านทางเฟซบุ๊กพรรคว่า “เงื่อนไขในการโหวตนายกรัฐมนตรีมีเพียง 3 ข้อ ได้แก่ 1. ยุบสภาภายใน 4 เดือน 2. จัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ 3. พรรคประชาชนจะไม่ร่วมรัฐบาลเด็ดขาด และไม่มีบุคคลในพรรคหรือตัวแทน ไปรับตำแหน่งใน ครม. ยังไม่มีการเพิ่มเงื่อนไขอื่นใดจากนี้ และขณะนี้พรรคประชาชนยังไม่ได้ตัดสินใจรับข้อเสนอของพรรคใดทั้งสิ้น ขอให้พี่น้องประชาชนรับฟังข่าวสารจากช่องทางที่เป็นทางการของพรรคเท่านั้น”

ปชน. ยันเงื่อนไขโหวตนายกฯ แค่ 3 ข้อ

จากกรณีที่นายไพศาล พืชมงคล ได้ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเงื่อนไขการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่มีการเพิ่มเติมเงื่อนไข ทำให้หลายฝ่ายเกิดความสับสน ล่าสุดทางพรรคประชาชนได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า เงื่อนไขโหวตนายกฯ ยังคงมีเพียง 3 ข้อตามที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ และยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคใด

ทำความเข้าใจเงื่อนไขโหวตนายกฯ ของพรรคประชาชน

เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน เรามาสรุปเงื่อนไขในการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชนกันอีกครั้ง:

  • เงื่อนไขที่ 1: ยุบสภาภายใน 4 เดือน
  • เงื่อนไขที่ 2: จัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ
  • เงื่อนไขที่ 3: พรรคประชาชนจะไม่ร่วมรัฐบาลเด็ดขาด

ทางพรรคย้ำว่ายังไม่มีการเพิ่มเงื่อนไขอื่นใดจากนี้ และขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากช่องทางที่เป็นทางการของพรรคเท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความผันผวน และการเจรจาต่อรองระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ยังคงดำเนินต่อไป การที่พรรคประชาชนออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญในการกำหนดทิศทางของการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต จึงต้องติดตามกันต่อไปว่า เงื่อนไขโหวตนายกฯ ทั้ง 3 ข้อนี้ จะมีผลต่อการตัดสินใจของพรรคอื่นๆ อย่างไร และใครจะเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

การที่พรรคประชาชนออกมาเน้นย้ำ เงื่อนไขโหวตนายกฯ ของตนเอง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันประเด็นที่สำคัญต่อประชาชน เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปการเมือง แม้ว่าจะเป็นพรรคขนาดเล็ก แต่ก็มีบทบาทในการกำหนดทิศทางและสร้างความเปลี่ยนแปลงในการเมืองไทยได้

การออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่องการเพิ่มเงื่อนไขในการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง เพราะแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาจุดยืนและความน่าเชื่อถือของพรรค ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่เต็มไปด้วยข่าวสารที่บิดเบือนและข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การที่พรรคประชาชนยืนยัน เงื่อนไขโหวตนายกฯ อย่างชัดเจน จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจและติดตามสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น

ที่มา – ปชน. โต้ “ไพศาล” ยันเงื่อนไขโหวตนายกฯ แค่ 3 ข้อ ย้ำยังไม่ได้รับข้อเสนอพรรคใด

เพื่อไทยหารือพรรคประชาชน หวังข้อยุติที่ดี

โฆษกเพื่อไทย เผย “พ.ต.อ.ทวี – เดชอิศม์” ร่วมวงหารือพรรคประชาชนบ่ายนี้ด้วย หวังได้ข้อยุติที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ย้ำ หากเดินหน้าตามข้อเสนอได้ไว พร้อมยุบสภาก่อน 4 เดือน

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายดนุพร ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการนัดหารือกันของพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคประชาชน (ปชน.) ในช่วงบ่ายวันนี้ ว่า การหารือกันของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะสร้างบรรยากาศการเมืองที่ดีที่จะทำให้เห็นว่าประเทศจะไม่เกิดสุญญากาศทางการเมือง เนื่องจากมีข้อเสนอที่ชัดเจนในกรอบเวลาที่เหมาะสม ซึ่งพรรคเพื่อไทยตอบรับเงื่อนไขต่างๆ ตามข้อเสนอของพรรคประชาชนตั้งแต่ต้น พร้อมยืนยันว่าหากสามารถดำเนินการตามเงื่อนไขดังกล่าวได้รวดเร็ว ก็จะสามารถยุบสภาคืนอำนาจให้พี่น้องประชาชนได้ก่อนเวลา 4 เดือนที่พรรคประชาชนวางเอาไว้

นายดนุพร กล่าวต่อไปว่า สำหรับข้อเสนอเพิ่มเติมอื่นๆ ที่พรรคเพื่อไทยเสนอไปก็เพื่อให้ประเด็นคำถามที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันในสังคม เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ เรื่อง MOU ทั้ง 2 ฉบับ ได้มีข้อยุติผ่านกระบวนการประชาธิปไตย

ส่วนการหารือกันในช่วงบ่ายวันนี้ พรรคเพื่อไทยจะนำโดย นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค, นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค, นางสาวจิราพร สินธุไพร รองหัวหน้าพรรค พร้อมมีตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาล นำโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมด้วย

ทั้งนี้ การประสานนัดหมายกับพรรคประชาชน และข้อเสนอต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอไปนั้น ได้มีการประสานให้แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคได้รับทราบและเห็นชอบตรงกันแล้ว จึงคาดหวังว่าผลการหารือในวันนี้จะมีข้อยุติที่ดีและเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด.

เพื่อไทยหารือพรรคประชาชน หวังข้อยุติที่ดี

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุด พรรคเพื่อไทยได้เปิดเผยถึงการหารือร่วมกับพรรคประชาชน โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือการหาข้อยุติที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด การหารือครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย เนื่องจากเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์แตกต่างกัน การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความหวังว่าจะได้ข้อยุติที่ดี ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาในครั้งนี้

เป้าหมายหลักของการหารือเพื่อไทยหารือพรรคประชาชน

เป้าหมายหลักของการหารือเพื่อไทยหารือพรรคประชาชน คือการสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ การที่ทั้งสองพรรคสามารถหาจุดร่วมกันได้ จะเป็นสัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพทางการเมือง และเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันได้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

การที่พรรคเพื่อไทยย้ำว่า หากสามารถดำเนินการตามข้อเสนอต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ก็พร้อมที่จะยุบสภาก่อนกำหนดถึง 4 เดือน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะคืนอำนาจให้กับประชาชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกผู้แทนของตนเองอีกครั้งหนึ่ง การตัดสินใจนี้ถือเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่สำคัญ และสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทยต่อการสนับสนุนจากประชาชน

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยได้เชิญตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เข้าร่วมการหารือในครั้งนี้ด้วย แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะสร้างความโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมของพรรคร่วมรัฐบาล จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และนำไปสู่การทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเรื่อง MOU ทั้ง 2 ฉบับ เพื่อให้เกิดข้อยุติผ่านกระบวนการประชาธิปไตย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมด้วยวิธีการที่สันติและเป็นประชาธิปไตย การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ จะช่วยลดความขัดแย้ง และสร้างความสมานฉันท์ในสังคม

การหารือเพื่อไทยหารือพรรคประชาชนในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ การที่ทั้งสองพรรคสามารถหาข้อยุติที่ดีได้ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามผลการหารืออย่างใกล้ชิด และดูว่าข้อตกลงต่างๆ จะถูกนำไปปฏิบัติจริงได้หรือไม่

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง การมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็น การเลือกตั้ง หรือการสนับสนุนพรรคการเมืองที่เราเชื่อมั่น จะช่วยสร้างสังคมที่ดีและเข้มแข็ง

ที่มา – เพื่อไทย เผย “ทวี-เดชอิศม์” ร่วมวงหารือพรรคประชาชน หวังได้ข้อยุติที่ดี

“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ ไม่โหวต “ชัยเกษม”

“ภูมินทร์” สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ขอใช้เอกสิทธิ์ สส. ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 พร้อมยก 2 เหตุผล นโยบายล้มเหลว-ปมคลิปเสียง “อิ๊งค์” ต้องรับผิดชอบ เสียสละไม่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเพื่อไทย 5 คน ทยอยออกจากกลุ่มไลน์พรรค โดยคาดว่าจะไปสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ สส.ศรีสะเกษ เขต 4 พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในนั้น ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เลือกที่จะใช้เอกสิทธิ์ สส. ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมระบุเหตุผลการตัดสินใจที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ ว่า

1. พรรคเพื่อไทยบริหารประเทศมา 2 ปี นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยแถลงไว้แทบจะไม่สามารถปฏิบัติได้เป็นผล โดยเฉพาะราคาข้าว ราคามันสำปะหลัง ราคาวัว ตกต่ำเป็นอย่างมาก

2. จากเหตุการณ์คลิป Uncle หลุด และเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะที่อำเภอกันทรลักษ์ ประชาชนได้รับบาดเจ็บล้มตาย เดือดร้อนกันอย่างแสนสาหัส นั่นหมายถึงรัฐบาลบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ไม่ดีพอ

“มาถึงฟางเส้นสุดท้ายคือคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้ท่านนายกฯ มีความผิด ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่ง”

นพ.ภูมินทร์ เผยต่อไป สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้องกลับมาคิดอย่างจริงจังว่า ตนเองและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้นควรต้องมีส่วนแสดงความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน และควรจะต้องเสียสละไม่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ฉุดลากประเทศให้ตกต่ำ เดือดร้อนเสียหายไปมากกว่านี้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อันจะนำไปสู่การยุบสภาเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนกำหนดอนาคตของตัวเองอีกครั้งในเร็ววัน

“นี่คือเหตุผลที่ผมจะไม่สนับสนุนให้คุณชัยเกษม นิติสิริ เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครับ”

“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” ยก 2 เหตุผล เพื่อไทยต้องรับผิดชอบ

จากกรณีที่ นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ประกาศ“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก การตัดสินใจครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย และความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลผสม สิ่งที่ นพ.ภูมินทร์ ได้เน้นย้ำคือความรับผิดชอบต่อประชาชน และผลกระทบจากนโยบายที่ผ่านมาของพรรค

เหตุผลเบื้องหลังการไม่โหวต “ชัยเกษม”

เหตุผลหลักที่ นพ.ภูมินทร์ ยกขึ้นมานั้น มี 2 ประการที่สำคัญ คือ

  • ความล้มเหลวของนโยบาย: นพ.ภูมินทร์ ชี้ให้เห็นว่า นโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้แถลงไว้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราคาผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และวัว ที่ตกต่ำอย่างมาก
  • ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เหตุการณ์คลิป Uncle หลุด และความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศของรัฐบาล

นอกจากนี้ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ส่งผลให้นายกฯ พ้นจากตำแหน่ง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ นพ.ภูมินทร์ ต้องกลับมาทบทวนบทบาทของตนเองและพรรคเพื่อไทย

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ การใช้เอกสิทธิ์ สส. ของ นพ.ภูมินทร์ ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และการจัดตั้งรัฐบาลผสมอย่างไร การที่ สส. ภายในพรรคเดียวกันออกมาแสดงจุดยืนที่แตกต่างกัน บ่งบอกถึงความแตกแยกภายในพรรคหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่สังคมกำลังจับตามอง

การตัดสินใจของ นพ.ภูมินทร์ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมือง และความท้าทายในการบริหารประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยจะต้องพิจารณาถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคนว่า ความรับผิดชอบต่อประชาชน และการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานการเมือง การที่ นพ.ภูมินทร์ กล้าที่จะออกมาแสดงจุดยืนที่แตกต่าง แม้จะต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในพรรค นับเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป ว่าสถานการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไร และพรรคเพื่อไทยจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปได้อย่างไร ที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชนจะต้องได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของ สส. แต่ละคนในการเลือกนายกรัฐมนตรี ถือเป็นสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และควรอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน การมีผู้นำที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องการ

ดังนั้นการที่ “ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบถึงเหตุผลและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” ยก 2 เหตุผล เพื่อไทยต้องรับผิดชอบ

เพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

เพื่อไทย ส่ง “สรวงศ์-จิราพร” คุยพรรคประชาชน บ่าย 2 วันนี้ ยินดีตอบรับข้อเสนอทุกประการ พร้อมยุบสภาใน 4 เดือน นับจากวันแถลงนโยบายรัฐบาล ลุยประชามติแก้รัฐธรรมนูญ – คดีฮั้ว สว. – ที่ดินเขากระโดง

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) มีการประสานงานและกำหนดนัดหมายกับพรรคประชาชน (ปชน.) เพื่อหารือเรื่องข้อเสนอในการจัดตั้งรัฐบาล ในวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ ที่ทำการพรรคประชาชน โดย นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนางสาวจิราพร สินธุไพร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนของพรรค

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยินดีตอบรับข้อเสนอจากพรรคประชาชนทุกประการ และมีข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจนถึงแนวทางปฏิบัติ และแก้ไขปัญหาของประเทศดังนี้

1. รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ตั้งขึ้นจากข้อตกลงนี้จะยุบสภาภายใน 4 เดือน นับจากวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา และหากกระบวนการตามเงื่อนไขบรรลุผลก่อนกำหนดเวลา รัฐบาลจะยุบสภาทันที

2. การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะตั้งคำถามเรื่องเห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย พ.ศ. 2540 เป็นร่างหลักหรือไม่ เพื่อกระชับเวลาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

3. ในการทำประชามติครั้งเดียวกัน จะตั้งคำถามเรื่องการคงไว้หรือยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อหาข้อยุติและลดความขัดแย้งภายในประเทศ

4. รัฐบาลชุดนี้จะร่วมมือกับพรรคประชาชนและทุกฝ่าย เร่งดำเนินการคดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน ตามกฎหมายและหลักนิติธรรมอย่างตรงไปตรงมา.

บ่าย 2 วันนี้ เพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีตอบรับข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุด พรรคเพื่อไทยได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาชนเพื่อหาข้อสรุปในการจัดตั้งรัฐบาล โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่พรรคเพื่อไทยยินดีที่จะทำตามข้อเสนอต่างๆ ที่พรรคประชาชนได้ยื่นมา หนึ่งในนั้นคือการยุบสภาใน 4 เดือนหลังจากแถลงนโยบาย

รายละเอียดการพูดคุยเพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีตอบรับข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

การเจรจาในครั้งนี้มีความคืบหน้าไปมาก โดยพรรคเพื่อไทยแสดงความพร้อมที่จะดำเนินการตามข้อเสนอหลักๆ ของพรรคประชาชน ซึ่งรวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการเร่งรัดคดีสำคัญต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน การที่พรรคเพื่อไทยยอมรับข้อเสนอยุบสภาใน 4 เดือน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังได้เสนอแนวทางเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดการคดีที่ดินเขากระโดงอย่างตรงไปตรงมา การดำเนินการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและสร้างความปรองดองในสังคม

การที่พรรคเพื่อไทยยินดีตอบรับข้อเสนอต่างๆ รวมถึงเรื่องยุบสภาใน 4 เดือน ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน การทำงานร่วมกันระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะเป็นก้าวสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความเป็นธรรม

การเจรจาในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทย การที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน นอกจากนี้ การเร่งรัดแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่สะสมมาเป็นเวลานาน จะช่วยสร้างความปรองดองและความสามัคคีในสังคม

การที่พรรคเพื่อไทยแสดงความชัดเจนในเรื่องการยุบสภาใน 4 เดือน ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อสร้างรัฐบาลที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตย

โดยสรุปแล้ว การที่พรรคเพื่อไทยคุยกับพรรคประชาชนและยินดีตอบรับข้อเสนอต่างๆ รวมถึงการยุบสภาใน 4 เดือน ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลที่โปร่งใสและเป็นธรรม การทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ จะช่วยนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคง

ที่มา – บ่าย 2 วันนี้ เพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีตอบรับข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

พรรคประชาชน ย้ำ! เหตุใดได้ 143 สส.

“พริษฐ์” เผย พรรคประชาชนยังไม่ได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทย และยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของพรรคใด ตระหนักดีทำไมได้ 143 สส. ยันจะไม่นำความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ไปกระทำการใดๆ ที่ขัดหลักการ

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวว่าหลังจากที่พรรคประชาชนได้ออกแถลงการณ์เมื่อวาน (29 ส.ค.) ว่าหากรักษาการนายกฯ ไม่ยุบสภา และไม่มีบุคคลใดในบัญชีนายกรัฐมนตรีที่สามารถรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ทางพรรคประชาชนพร้อมจะใช้กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว โดยพิจารณาเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้เป็นขั้นต่ำ

  • นายกฯ คนใหม่จะต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน เพื่อให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.
  • คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติโดยเร็วและไม่ช้ากว่าวันเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง
  • พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี

ทางพรรคประชาชนขอย้ำว่าหากประเทศมีนายกฯ คนใหม่ตามเงื่อนไขนี้จริง พรรคประชาชนจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านต่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ถูกตั้งขึ้นมา เพื่อใช้กลไกสภา (รวมถึงกลไกการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151) ในการควบคุมรัฐบาลให้รักษาสัญญาตามเงื่อนไข และในการตรวจสอบรัฐบาลในกรณีที่มีการทุจริต การใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

หลังจากได้ประกาศเงื่อนไขดังกล่าว ทางพรรคภูมิใจไทยได้ติดต่อมาขอเข้าพบผู้บริหารพรรคประชาชนเพื่อรับทราบรายละเอียดเมื่อวานเย็น แต่ทางผู้บริหารพรรคประชาชนยังไม่ได้รับการติดต่อมาอย่างเป็นทางการจากทางพรรคเพื่อไทย โดยเห็นแต่การให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของแกนนำพรรคเพื่อไทยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนขอย้ำว่าทางเรายังไม่มีการตกลงใดๆ กับพรรคใด และพร้อมจะพิจารณากับข้อเสนอของทุกพรรคด้วยมาตรฐานเดียวกัน โดยจะยึดหลักการพิจารณาดังต่อไปนี้

  • หากพรรคใดพร้อมจะตอบรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน ขอให้พรรคดังกล่าวแถลงต่อสาธารณะอย่างชัดเจนและทำความเข้าใจ 3 เงื่อนไขของเราอย่างถ่องแท้ โดยทางเรายินดีหารืออย่างเป็นทางการเพื่อรับทราบเจตนารมณ์และชี้แจงรายละเอียด
  • กระบวนการตัดสินใจภายในพรรคประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอต่างๆ จะเกิดขึ้นหลังจากพรรคที่พร้อมตอบรับเงื่อนไข ได้มีการแถลงและพูดคุยกับเราอย่างเป็นทางการเท่านั้น

พรรคประชาชนขอยืนยันว่าเราตระหนักดีทำไมได้ 143 สส. ในสภาผู้แทนราษฎร เป็นเพราะเราได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจำนวนมากในการเลือกตั้งปี 2566 ทางเราจึงขอยืนยันว่าเราจะไม่นำความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ ไปกระทำการใดๆ ที่ขัดกับหลักการของพรรคหรือคำพูดที่เราเคยให้ไว้กับประชาชน แต่จะเน้นการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศตามอุดมการณ์ที่พรรคประชาชนยึดมั่น

พรรคประชาชน ย้ำ ตระหนักดีทำไมได้ 143 สส.

เหตุผลสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนได้ 143 สส.

การที่พรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจนมีจำนวน ส.ส. ถึง 143 คนนั้น เป็นผลมาจากการที่พรรคได้นำเสนอแนวทางและนโยบายที่ตรงใจประชาชน รวมถึงความชัดเจนในจุดยืนและหลักการของพรรคที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ทางการเมือง การที่พรรคประชาชนย้ำถึงความตระหนักดีทำไมได้ 143 สส. นั้น แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ และเป็นการยืนยันว่าจะไม่ทรยศต่อความคาดหวังของประชาชน

นอกจากนี้ การที่พรรคประชาชนวางเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาล หรือการสนับสนุนบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปในทิศทางที่พรรคเชื่อมั่น ซึ่งก็คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการจัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในอนาคตจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักการและความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อรักษาความไว้วางใจที่ได้รับมา และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ยั่งยืนต่อไป การที่พรรคย้ำถึงความตระหนักในเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อพรรค

พรรคประชาชนกำลังเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง โดยยึดมั่นในหลักการที่ได้ให้ไว้กับประชาชน และพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การที่พรรคตระหนักถึงเหตุผลที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้พรรคสามารถรักษาจุดยืนและทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่

ที่มา – พรรคประชาชน ย้ำ ตระหนักดีทำไมได้ 143 สส. ยันไม่ทำลายหลักการที่ประชาชนมอบให้

Scroll to top