พรรคเศรษฐกิจ

ภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงหนุนอนุทินนั่งนายก

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง เมื่อพรรคภูมิใจไทยออกมาแถลงข่าวสำคัญ โดยภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงพรรคเศรษฐกิจ – ประชาธิปไตยใหม่ และพรรคใหม่ หนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรี ทำให้โอกาสของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การประกาศครั้งนี้ไม่เพียงยืนยันการสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 5 เสียง แต่ยังแสดงถึงพันธมิตรใหม่ที่เกิดขึ้นในเวทีการเมือง

ภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงพรรคเศรษฐกิจ – ประชาธิปไตยใหม่ และพรรคใหม่ หนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรี

การแถลงข่าวจัดขึ้นเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 12 ก.พ. 2569 ณ สำนักงานพรรคภูมิใจไทย โดยมีนางสาวบุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย และนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ร่วมแถลงเคียงข้างนายสุรทิน พิจารณ์ ว่าที่ ส.ส. พรรคประชาธิปไตยใหม่ และนางสาวนวินดา สวัสดิ์เดชดี ว่าที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคใหม่ นอกจากนี้ยังมีพลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ที่ยืนยันการสนับสนุนเช่นกัน

นางสาวบุณย์ธิดา กล่าวชัดเจนว่า ทั้งสามพรรคได้ยืนยันการสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 หลังจากสภาผู้แทนราษฎรเปิดประชุมและรับรองผลการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มข้น โดยพรรคภูมิใจไทยมองว่านี่คือก้าวสำคัญในการสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

รายละเอียดการสนับสนุนจากแต่ละพรรค

นายสุรทิน พิจารณ์ ตัวแทนพรรคประชาธิปไตยใหม่ เน้นย้ำว่า พรรคมีมติชัดเจนสนับสนุนนายอนุทิน 100% โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น “เรามาด้วยหัวใจ ร้อยเปอร์เซ็นต์” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและไม่มีการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง

  • พรรคเศรษฐกิจ: พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรค ยืนยันการสนับสนุนเต็มที่ เน้นนโยบายเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของพรรคภูมิใจไทย
  • พรรคประชาธิปไตยใหม่: นายสุรทิน พิจารณ์ และทีมงาน มองว่านายอนุทินคือผู้นำที่เหมาะสมในการนำพาประเทศ
  • พรรคใหม่: นางสาวนวินดา สวัสดิ์เดชดี ว่าที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ยืนยันการโหวตสนับสนุนในที่ประชุมใหญ่

การรวมตัวของ 5 เสียงนี้แม้จะดูน้อย แต่มีน้ำหนักในทางยุทธศาสตร์ เพราะเป็นการแสดงจุดยืนก่อนการโหวตนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า

บริบทการเมืองและผลกระทบ

หลังการเลือกตั้งทั่วไป พรรคภูมิใจไทยได้รับที่นั่ง ส.ส. จำนวนมาก และเสนอชื่อนายอนุทินเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตั้งแต่แรก ปัจจุบันการเจรจาระหว่างพรรคใหญ่ๆ ยังคงดำเนินอยู่ โดยพรรคภูมิใจไทยพยายามรวบรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคขนาดเล็กเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงพรรคเศรษฐกิจ – ประชาธิปไตยใหม่ และพรรคใหม่ หนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรี จึงเป็นข่าวดีที่ช่วยเพิ่มคะแนนในสายตานักการเมืองและประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิเคราะห์จากนักการเมืองอาคารและถนนว่าการสนับสนุนไร้เงื่อนไขนี้อาจนำไปสู่การจัดสรรตำแหน่งคณะรัฐมนตรีในอนาคต โดยพรรคเศรษฐกิจและพรรคใหม่หวังได้บทบาทในรัฐบาลใหม่ หากนายอนุทินก้าวสู่ทำเนียบรัฐบาลได้สำเร็จ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนายอนุทินในการดึงดูดพันธมิตรจากหลากหลายฝ่าย ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลใหม่มีฐานเสียงที่มั่นคง ลดความเสี่ยงจากการล้มรัฐบาลในอนาคต หากคุณเป็นคนติดตามข่าวการเมือง คงเห็นด้วยว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เน้นผลประโยชน์ประชาชนมากขึ้น

อย่าลืมติดตามอัปเดตสถานการณ์การโหวตนายกรัฐมนตรีและข่าวการเมืองล่าสุดจากบล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญ!

ที่มา – ภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงพรรคเศรษฐกิจ – ประชาธิปไตยใหม่ และพรรคใหม่ หนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรี

พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย ชาดาต้อนรับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทยหลังเลือกตั้งมากเลยนะครับ โดยเฉพาะเหตุการณ์ พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย ที่กลายเป็นประเด็นร้อนฮือฮาไปทั่วโซเชียล มาดูกันครับว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และนัยยะทางการเมืองที่อาจตามมาจะเป็นอย่างไร

พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และมีประสบการณ์ยาวนานในเรื่องความมั่นคงชายแดนใต้ ได้เดินทางเข้ามายังทำการพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายชาดา ไทยเศรษฐ์ แกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทยและ ส.ส.อุบลราชธานี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่ ส.ส.ยังไม่ได้รับรองอย่างเป็นทางการ ทำให้หลายคนตีความว่านี่อาจเป็นสัญญาณการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหญ่

ชาดาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง อุบเรื่องชวนร่วมรัฐบาล

นายชาดาเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่าการเชิญพล.อ.รังษีมาร่วมสนทนาในครั้งนี้ เพื่อปรึกษาเรื่องเส้นทางการเมืองและประสบการณ์ด้านปัญหาชายแดน ซึ่งพล.อ.รังษีมีความเชี่ยวชาญสูงสุดคนหนึ่งในวงการทหารและการเมือง เมื่อผู้สื่อข่าวถามตรงๆ ว่ามันเป็นการส่งสัญญาณชวนร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายชาดาก็ยิ้มรับและอุบไว้ก่อน โดยบอกว่า “ยังไม่ได้พูดถึงตรงนั้นครับ เพราะ ส.ส. ยังไม่ได้รับรอง” คำตอบแบบนี้ชวนให้คิดนะครับว่า ทุกอย่างยังอยู่ในขั้นตอนการสำรวจและเจรจา

นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงนโยบายของทั้งสองพรรคที่ดูจะไปในทิศทางเดียวกัน เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความมั่นคงชายแดน นายชาดายังชื่นชมพรรคเศรษฐกิจว่าทำงานได้ดี และยกย่องทุกพรรคที่รอดเข้ามาในสภา รวมถึงพรรคที่ไม่รอดด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่เปิดกว้างของแกนนำภูมิใจไทย

มุมมองต่อปมนับคะแนนเลือกตั้งใหม่

อีกประเด็นที่นายชาดาพูดถึงคือกระแสเรียกร้องให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่จากบางภาคส่วน เขามองว่า “ถ้าไม่สบายใจก็นับใหม่ทั้งประเทศไปเลยครับ จะได้รู้กันไปว่าสิ่งที่สงสัยกับสิ่งที่เป็นจริงต่างกันอย่างไร คนที่โกงจะได้เผยโฉม หรือถ้าไม่ได้โกงจะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์” คำพูดนี้สะท้อนถึงความโปร่งใสที่พรรคภูมิใจไทยยึดถือ และอาจช่วยคลายข้อกังขาในสังคมได้บ้าง

มาดูกันครับว่าประเด็นหลักที่ทั้งสองฝ่ายน่าจะคุยกันมีอะไรบ้าง:

  • เส้นทางการเมืองหลังเลือกตั้ง: การรวมพรรคเพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง
  • ปัญหาชายแดนใต้: ประสบการณ์พล.อ.รังษีช่วยเสริมจุดแข็งให้ภูมิใจไทย
  • นโยบายเศรษฐกิจ: คล้ายคลึงกันในเรื่องกระจายอำนาจท้องถิ่น
  • ความโปร่งใสเลือกตั้ง: ยอมรับการตรวจสอบเพื่อความเชื่อมั่น

จากมุมมองของผม การที่ พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเยี่ยมเยียนธรรมดา แต่เป็นการวางหมากสำคัญในเกมการเมืองไทยยุคใหม่ พรรคเล็กอย่างเศรษฐกิจที่มี ส.ส.ไม่กี่คน หากรวมกับพรรคใหญ่ที่มีที่นั่งหลักร้อย อาจกลายเป็นพันธมิตรที่ทรงพลังได้ โดยเฉพาะประเด็นชายแดนที่ภูมิใจไทยเองก็ให้ความสำคัญ

หลังจากนี้เราน่าจะเห็นการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ สถานการณ์รัฐบาลยังคลุมเครือ พรรคเพื่อไทย ก้าวไกล และภูมิใจไทยกำลังเจรจาอย่างเข้มข้น ถ้าพรรคเศรษฐกิจเข้ามาร่วม จะช่วยเพิ่มน้ำหนักด้านความมั่นคงได้ดีทีเดียว

คุณล่ะครับ คิดว่าพล.อ.รังษีจะตัดสินใจยังไง? จะร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยหรือไม่? มาคอมเมนต์แบ่งปันความเห็นกันด้านล่างเลยนะครับ อย่าลืมแชร์บทความนี้ถ้าชอบ และติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวการเมืองแบบเรียลไทม์!

สุดท้ายนี้ การเมืองไทยกำลังน่าติดตามมากขึ้นทุกวัน หวังว่าทุกฝ่ายจะมุ่งเน้นผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลักนะครับ

ที่มา – “พล.อ.รังษี” รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย มี “ชาดา” ต้อนรับ อุบชวนร่วมรัฐบาล คุยการเมือง-เรื่องชายแดน

พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล ปราบสแกมเมอร์ชายแดน

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่า พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาเรื้อรังของชาติ โดยเฉพาะการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนเดือดร้อนมานาน

พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล ลุยแก้ปัญหาสแกมเมอร์และชายแดน

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 (แก้ปีจาก original ที่อาจผิด) พล.อ.รังษี ให้สัมภาษณ์ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ย้ำว่าพรรคเศรษฐกิจยังคงมุ่งมั่นทำงานบริหารประเทศเต็มสูบ หากได้รับโอกาสเข้าไปในรัฐบาล จะรับผิดชอบภารกิจสำคัญทันที ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ พล.อ.รังษี กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ถ้ามอบความรับผิดชอบให้ผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปราบสแกมเมอร์ เรื่องความมั่นคง ผมรับทันที ผมพร้อมทำงานจริง”

ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์กลายเป็นภัยร้ายที่สร้างความเสียหายให้คนไทยนับพันล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไปที่ตกเป็นเหยื่อโทรศัพท์หลอกลวงหรือแอปพลิเคชันปลอม พล.อ.รังษี มองว่าต้องตัดวงจรเหล่านี้ให้สิ้นซาก ด้วยมาตรการเข้มงวดทั้งเทคโนโลยีและกำลังทหาร ขณะที่ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ก็เป็นจุด nóng ที่มีทั้งการบุกรุกดินแดน การค้าของเถื่อน และอาชญากรรมข้ามชาติซ่อนตัว ทำให้ประชาชนชายแดนเดือดร้อน

พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล เน้นแก้ปัญหาเป็นรูปธรรม

สิ่งที่น่าสนใจคือ พรรคเศรษฐกิจของ พล.อ.รังษี ไม่ได้ต้องการอำนาจเชิงสัญลักษณ์ แต่เน้น “แก้ปัญหาเป็นรูปธรรม” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน พรรคมี ส.ส. เพียง 3 คน แต่ทุกคนรวมใจยึดแนวทางเดียวกัน โดยหัวหน้าพรรคเป็นผู้ตัดสินใจหลัก พล.อ.รังษี ยืนยันว่า “ผมคุยกันรู้เรื่องแล้ว เรื่องสำคัญอยู่ที่หัวหน้าพรรค ทุกคนทำงานไปในทิศทางเดียวกัน” ด้วยประสบการณ์บริหารบุคลากรจำนวนมากจากอดีตนายทหาร ทำให้มั่นใจในการกำกับดูแลทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ พล.อ.รังษี ยังเลือกอยู่ลำดับที่ 10 ในบัญชีรายชื่อนายกฯ โดยตั้งใจ เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ “ผมอยากให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน ไม่อยากเอา ส.ส. แก่ ที่ไม่ปล่อยให้รุ่นใหม่ได้ทำงาน” หากอยากยึดอำนาจ สามารถลงลำดับ 1 ได้ แต่เลือกสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบทีมเวิร์ค “ถ้าผมเป็นหัวหน้าพรรคแบบเผด็จการ ผมลงเบอร์หนึ่งไปแล้ว แต่ผมไม่เอา ผมเอาเรื่องงานเป็นหลัก”

แผนงานสำคัญที่ พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล

พรรคเศรษฐกิจพร้อมร่วมมือทุกฝ่ายบนหลักโปร่งใส ยึดประโยชน์ชาติเป็นหลัก นี่คือแผนงานเด่น:

  • ปราบสแกมเมอร์: จัดการเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ ตัดเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย ร่วมมือนานาชาติ
  • ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา: เสริมกำลังดูแลแนวชายแดน ป้องกันบุกรุก แก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ
  • ฟื้นฟูเศรษฐกิจ: สนับสนุน SME และการท่องเที่ยวชายแดน สร้างงานยั่งยืน
  • ความมั่นคง: ปรับโครงสร้างกองทัพให้มีประสิทธิภาพ ลดการเมืองในกองทัพ

ด้วยวิสัยทัศน์เช่นนี้ พล.อ.รังษี จึงเป็นตัวเลือกที่น่าจับตามองในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งใหม่

ในมุมมองของผู้เขียน ท่าทีของ พล.อ.รังษี แสดงถึงผู้นำที่เน้นผลงานจริง ไม่ใช่เกมการเมืองเก่าๆ หากได้ร่วมรัฐบาล น่าจะช่วยลดปัญหาสแกมเมอร์ได้มาก และสร้างความสงบสุขชายแดน คุณคิดเห็นอย่างไร? คอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น และกดแชร์หากเห็นด้วย! ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – “พล.อ.รังษี” พร้อมร่วมรัฐบาล แก้ปัญหาปราบสแกมเมอร์-ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชนกวาดกรุงเทพ 33 เขต

วันนี้เรามีข่าวร้อนมาอัปเดตกันกับ ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน ที่สร้างความฮือฮาทั่วประเทศ! พรรคสีส้มสุดแกร่งนี้นำคะแนนแบบถล่มทลายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ครองแชมป์ทุกเขตเลือกตั้งครบทั้ง 33 เขตเลยทีเดียว ไม่ว่าจะนับคะแนนไปถึงไหน พรรคประชาชนก็ยังคงนำเป็นอันดับหนึ่งแบบไม่มีใครสู้ได้

การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ปิดหีบลงเวลา 17.00 น. และเริ่มทยอยนับคะแนนทันที ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเริ่มเผยแพร่ตั้งแต่ช่วงค่ำ ทำให้ประชาชนหลายคนตื่นเต้นรอติดตาม โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่เป็นสมรภูมิสำคัญของการเมืองไทย

ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชนกวาดกรุงเทพ 33 เขต

ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน นำเดี่ยวครบ 33 เขตกรุงเทพ

อัปเดต ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน ล่าสุด ณ เวลา 22.57 น. กกต. นับคะแนนแล้ว 53% ในพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่าพรรคประชาชนปักธงสีส้มยึดพื้นที่ได้ทั้งหมด! ต่อมา เวลา 23.04 น. คะแนนยังคงนิ่ง พรรคนี้ยังนำอันดับหนึ่งในทุกเขต ไม่ว่าจะเป็นเขตใจกลางเมืองอย่างเขตพระนคร สาทร หรือชานเมืองอย่างลาดกระบัง บางขุนเทียน พรรคประชาชนกวาดเรียบ

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการทำงานหนักของทีมงานและนโยบายที่โดนใจชาวกรุง นโยบายแก้ปัญหาจราจร น้ำท่วม และค่าครองชีพที่พุ่งสูง ทำให้ได้คะแนนถล่มทลาย สีส้มของพรรคกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะในคืนนี้

รายละเอียดคะแนนและเขตเลือกตั้งที่พรรคประชาชนชนะ

  • เขต 1 พระนคร: นำด้วยคะแนนกว่า 60%
  • เขต 10 สาทร: ครองคะแนนนำขาดลอย
  • เขต 33 ลาดกระบัง: กวาดคะแนนจากฐานเสียงชานเมือง
  • และทุกเขตอื่นๆ รวม 33 เขตทั้งหมด

ข้อมูลนี้มาจากระบบของกกต. ที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ ชาวเน็ตต่างแชร์ภาพธงสีส้มโบกสะบัดตามโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ

ขั้นตอนหลังผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน

หลังจากนี้ กกต. จะตรวจสอบความถูกต้องของคะแนนอีกครั้ง โดยคาดว่าจะประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการภายใน 60 วัน ระหว่างนี้ ผู้สมัครและพรรคการเมืองสามารถยื่นอุทธรณ์ได้หากเห็นว่ามีปัญหา สำหรับประชาชน สามารถติดตามผลคะแนนแบบละเอียดได้ที่เว็บไซต์กกต. หรือเพจข่าวชั้นนำ

นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว ผลเลือกตั้งในต่างจังหวัดก็กำลังนับคะแนนเข้มข้นเช่นกัน แต่ที่กรุงเทพฯ พรรคประชาชนชัดเจนที่สุด การครองทุกเขตแสดงให้เห็นถึงฐานเสียงที่เหนียวแน่นในเมืองหลวง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดนักการเมืองรุ่นใหม่

ทำไมพรรคประชาชนถึงประสบความสำเร็จ? นอกจากนโยบายประชานิยมแล้ว ยังมีผู้นำรุ่นใหม่ที่สื่อสารเก่ง ใช้โซเชียลมีเดียเข้าถึงวัยรุ่นและคนทำงานได้ดีเยี่ยม การหาเสียงแบบออนไลน์และออฟไลน์ผสมผสาน ทำให้ทะลุทะลวงกำแพงเขตเลือกตั้งเก่าๆ ได้

หากมองย้อนอดีต การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งก่อนๆ ชาวกรุงมักกระจายคะแนนให้หลายพรรค แต่ครั้งนี้ ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน เปลี่ยนเกมทั้งหมด สีส้มกลายเป็นสีแห่งอนาคตการเมืองกทม.

สำหรับแฟนข่าวการเมือง อย่าพลาดติดตามอัปเดตเพิ่มเติม เพราะผลนี้อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า ชาวกรุงเทพฯ ได้แสดงจุดยืนชัดเจนแล้ว ว่าต้องการการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

สรุปแล้ว ชัยชนะของพรรคประชาชนในกรุงเทพฯ เป็นสัญญาณบวกต่อการเมืองไทยที่ต้องการความสดใหม่และตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น ติดตามข่าวสารล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมกับเราได้เลย!

ที่มา – ผลเลือกตั้ง 2569 “พรรคประชาชน” ปักธงสีส้ม กวาดพื้นที่กรุงเทพฯ ครบทั้ง 33 เขต

“พรรคเศรษฐกิจ” ขอบคุณคะแนนเลือกตั้ง 2569 เปิด 4 สส.ปาร์ตี้ลิสต์

หลังจากวันเลือกตั้งที่ทุกคนเฝ้าติดตามกันอย่างใกล้ชิด พรรคเศรษฐกิจ ขอบคุณทุกคะแนนเสียงเลือกตั้ง 2569 เปิด 4 รายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ กันแบบสดๆ ร้อนๆ เลยนะครับ สร้างความฮือฮาให้กับแฟนๆ พรรคและประชาชนที่สนับสนุนกันเต็มที่ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และทำไมพรรคนี้ถึงได้รับความนิยมขนาดนี้

พรรคเศรษฐกิจ ขอบคุณทุกคะแนนเสียงเลือกตั้ง 2569 เปิด 4 รายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์

เมื่อเวลา 22.30 น. ของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ ได้ออกมาแสดงความขอบคุณต่อประชาชนทุกท่านที่มอบคะแนนเสียงให้กับพรรค แม้ว่าการนับคะแนนจะยังไม่นิ่งสนิท แต่คาดการณ์ว่าพรรคจะได้รับคะแนนรวมกว่า 1 ล้านเสียงเลยทีเดียว! ท่านประธานบอกว่าทุกคนในพรรครู้สึกซึ้งใจและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังที่ประชาชนมอบให้

แต่ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ พรรคเศรษฐกิจยังได้รับข้อมูลจากพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับความผิดปกติในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะเรื่องการซื้อเสียงที่อาจเกิดขึ้นถึง 100 เขต! พรรคประกาศชัดเจนว่าจะเข้าไปตรวจสอบและเป็นตัวแทนประชาชน เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม พรรคสัญญาว่าจะทำหน้าที่เต็มที่ ไม่ว่าจะได้ที่นั่งเท่าไหร่ ก็จะไม่ยอมแพ้ต่อระบบเก่าๆ จนกว่าประเทศจะเปลี่ยนแปลงจริงๆ คำพูดนี้ทำให้แฟนๆ รู้สึกมีกำลังใจมากเลย

ผลการนับคะแนนเบื้องต้นและรายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์

จากผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 23.00 น. พรรคเศรษฐกิจกวาดที่นั่งได้ 4 ที่นั่งทั้งหมดจากบัญชีรายชื่อ หรือที่เรียกกันว่าปาร์ตี้ลิสต์นั่นเอง ซึ่งเป็นผลงานที่ทุกคนในพรรคภูมิใจมาก รายชื่อผู้สมัครชั้นนำ 4 อันดับแรกที่คาดว่าจะได้เป็น สส. มีดังนี้:

  • 1. นายคริส โปตระนันทน์ – ประธานพรรคคนนำที่มาแรง
  • 2. นายพีรพล กนกวลัย – ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ
  • 3. นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล – แทนเสียงสตรีและเยาวชน
  • 4. พลตำรวจตรีไพบูลย์ มะระพฤษณ์วรรณ – ผู้พิทักษ์ความยุติธรรม

รายชื่อเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของพรรคเศรษฐกิจ ที่มีทั้งผู้นำ นักเศรษฐศาสตร์ สตรี และอดีตตำรวจ ซึ่งจะเข้ามารับใช้ประชาชนในสภาอย่างเต็มที่

พรรคเศรษฐกิจคือใคร และทำไมถึงได้รับความไว้วางใจ

พรรคเศรษฐกิจเป็นพรรคใหม่ที่เน้นนโยบายเศรษฐกิจเพื่อประชาชนเป็นหลัก ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างงาน ส่งเสริมการลงทุน และปฏิรูประบบการเมืองให้โปร่งใส การเลือกตั้ง 2569 ครั้งนี้ พรรคพิสูจน์ตัวเองด้วยคะแนนที่พุ่งทะยาน แม้จะเจออุปสรรคเรื่องข่าวลือการซื้อเสียง แต่พรรคยืนยันว่าจะสู้เพื่อประชาชนต่อไป

ในมุมมองของผม การที่พรรคเศรษฐกิจ ขอบคุณทุกคะแนนเสียงเลือกตั้ง 2569 เปิด 4 รายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ แบบนี้ แสดงถึงความจริงใจและพร้อมทำงานจริง ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่เรารอคอยมานาน ประชาชนหลายคนที่โหวตให้พรรคนี้ คงรู้สึกคุ้มค่ากับคะแนนที่มอบไปแน่นอน

อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยยังมีเรื่องให้ต้องจับตาต่อ โดยเฉพาะประเด็นตรวจสอบการเลือกตั้ง หากมีการทุจริตจริง พรรคเศรษฐกิจจะเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการผลักดันให้เกิดความยุติธรรม นอกจากนี้ 4 สส.ปาร์ตี้ลิสต์เหล่านี้จะมีบทบาทอย่างไรในสภา ก็ต้องรอติดตามกันต่อไป

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าความหวังของประชาชนไม่ได้สูญเปล่า พรรคเศรษฐกิจได้จุดประกายให้เราเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งอีกครั้ง คุณล่ะครับ คิดเห็นยังไงกับผลงานเบื้องต้นของพรรคนี้? ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารการเมืองแพร่กระจายกว้างขึ้น!

ที่มา – “พรรคเศรษฐกิจ” ขอบคุณทุกคะแนนเสียงเลือกตั้ง 2569 เปิด 4 รายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์

อัปเดตผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 พรรคทางเลือกใหม่ได้ 1 ที่นั่ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาอัปเดตผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 กันแบบเรียลไทม์เลยนะครับ โดยเฉพาะ อัปเดตผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 “พรรคทางเลือกใหม่” ล่าสุดได้ 1 ที่นั่ง ที่หลายคนกำลังรอคอย หลังจากปิดหีบโหวตเมื่อช่วงบ่ายแก่ๆ ไปแล้ว กกต. ก็เริ่มนับและเผยผลไม่เป็นทางการทันที

อัปเดตผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 “พรรคทางเลือกใหม่” ล่าสุดได้ 1 ที่นั่ง

ณ เวลา 19.56 น. ผลนับคะแนนไปได้ 3% แล้ว พบว่า “พรรคทางเลือกใหม่” ซึ่งมี “เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” หรือที่รู้จักในชื่อ เต้ พระราม 7 เป็นแคนดิเดตนายกฯ อันดับ 3 นั้น ได้รับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง และยังไม่มี ส.ส. เขตเลยครับ แต่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจับตามองมาก!

ส่วนอันดับต้นๆ ของพรรคใหญ่ๆ นั้น พรรคภูมิใจไทยนำโด่งด้วย 192 ที่นั่ง ตามด้วยพรรคเพื่อไทย 84 ที่นั่ง และพรรคประชาชน 75 ที่นั่ง กกต. คาดว่าผลเกิน 90% จะออกมาในช่วง 21.00-23.00 น. ค่ำนี้เอง ใครที่กำลังลุ้นผลเลือกตั้ง 2569 อย่าพลาดนะครับ

สรุปผลคะแนนพรรคหลักๆ ล่าสุด

  • พรรคภูมิใจไทย: 192 ที่นั่ง (อันดับ 1)
  • พรรคเพื่อไทย: 84 ที่นั่ง (อันดับ 2)
  • พรรคประชาชน: 75 ที่นั่ง (อันดับ 3)
  • พรรคทางเลือกใหม่: ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง, ส.ส.เขต 0 ที่นั่ง

นี่เป็นผลไม่เป็นทางการนะครับ กกต. จะตรวจสอบอีกครั้งและประกาศรับรองภายใน 60 วัน ใครที่อยากรู้เพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ ไทยรัฐออนไลน์ เลย

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าน่าตื่นเต้นมาก เพราะมีพรรคใหม่ๆ เข้ามาแข่งขันหลายพรรค โดยเฉพาะพรรคทางเลือกใหม่ที่เน้นนโยบายทางเลือกใหม่ๆ ให้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมืองแบบโปร่งใส เต้ มงคลกิตติ์ ก็เป็นตัวพิมพ์ใหญ่อยู่แล้ว จากประสบการณ์ในวงการ 1 ที่นั่งนี้แม้จะน้อย แต่ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรใหญ่โตได้ในอนาคต

สำหรับเพื่อนๆ ที่ตามผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 แบบอัปเดตผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 “พรรคทางเลือกใหม่” ล่าสุดได้ 1 ที่นั่ง ผมคิดว่ามันแสดงให้เห็นถึงกระแสของพรรคเล็กที่กำลังมาแรง แม้จะนับแค่ 3% แต่คะแนนอาจพุ่งขึ้นได้อีกเยอะ ลองคิดดูสิครับ ถ้าพรรคนี้ได้ที่นั่งเพิ่ม จะนำเสนอนโยบายอะไรบ้าง? เช่น การปฏิรูประบบการเมือง หรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นให้ถกเถียงเยอะ เช่น การนับคะแนนในเขตต่างๆ ที่อาจมีดราม่า หรือการรวมพรรคหลังเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าคืนนี้หลายคนคงนั่งเฝ้าหน้าจอแน่ๆ มาลุ้นกันต่อว่าพรรคไหนจะได้โควต้านายกฯ ไป

สุดท้ายนี้ อยากชวนทุกคนติดตามผลแบบเรียลไทม์ไปด้วยกัน และอย่าลืมแสดงความเห็นในคอมเมนต์นะครับ คุณคิดว่าพรรคทางเลือกใหม่จะได้ที่นั่งเพิ่มไหม? หรือพรรคใหญ่จะครองหมด? แชร์ประสบการณ์การโหวตของคุณมาเลย!

ที่มา – อัปเดตผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 “พรรคทางเลือกใหม่” ล่าสุดได้ 1 ที่นั่ง

ศาลฎีกาสั่งถอน 22 ผู้สมัคร สส. 14 พรรค ไม่ใช้สิทธิเลือกตั้ง

ศาลฎีกา สั่งถอน 22 รายชื่อ ผู้สมัคร สส. จาก 14 พรรค เหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทยล่าสุด เมื่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ออกคำสั่งถอนชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวน 22 ราย จากพรรคการเมืองถึง 14 พรรค เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้งที่ผ่านมา สิ่งนี้สะท้อนถึงความเข้มงวดของกฎหมายเลือกตั้งที่กำหนดให้ผู้สมัครต้องปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด

ศาลฎีกา สั่งถอน 22 รายชื่อ ผู้สมัคร สส. จาก 14 พรรค เหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ตามรายงานเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวเผยว่า ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ได้เผยแพร่ประกาศคำสั่งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ โดยให้ถอนชื่อผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อทั้ง 22 ราย ออกจากรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สาเหตุหลักมาจากการที่ผู้สมัครเหล่านี้ละเลยไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นข้อบังคับสำคัญตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 151 ที่ระบุชัดเจนว่าผู้สมัครต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มิฉะนั้นจะเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในครั้งถัดไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการตรวจสอบข้อมูลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่พบว่าผู้สมัครบางรายไม่ได้ไปลงคะแนน ทำให้ถูกเพิกถอนสิทธิ์ การตัดสินของศาลนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อตัวผู้สมัครเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องด้วย โดยพรรคเล็กๆ หลายพรรคได้รับผลกระทบหนักเพราะสูญเสียลำดับในบัญชีรายชื่อ

รายชื่อผู้สมัคร สส. ที่ถูกศาลฎีกาสั่งถอน

นี่คือรายชื่อผู้สมัครทั้ง 22 รายที่ถูกถอนชื่อ แบ่งตามพรรคและลำดับในบัญชีรายชื่อ:

  • 1. นายวุฒิไกร ศรีจันไชย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ลำดับที่ 49
  • 2. น.ส.วาเลน ชื่นโชคสันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ลำดับที่ 64
  • 3. นาวาอากาศเอกปริญ ไชยเสวกวิ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ลำดับที่ 53
  • 4. นายเปี่ยมศักดิ์ คุณากรประทีป ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยก้าวใหม่ ลำดับที่ 40
  • 5. นายวิชัย แซ่เตีย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยพร้อม ลำดับที่ 4
  • 6. นายกัมชัย อภิโชครตนกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยธรรม ลำดับที่ 7
  • 7. น.ส.พนัชกร ตุลานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ลำดับที่ 38
  • 8. นายปรัชวินทร์ ภาสย์วชิรานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยพร้อม ลำดับที่ 7
  • 9. ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 31
  • 10. น.ส.ชัญญพัชร์ โมอินทร์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชน ลำดับที่ 3
  • 11. น.ส.วริสรา พังงา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครักชาติ ลำดับที่ 18
  • 12. นายเทวภัทร พรมเอี่ยม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครักชาติ ลำดับที่ 21
  • 13. นายพร้อมพณ ทินวงศ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 26
  • 14. นายเศรษฐศิษฏ์ ณุวงค์ศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ลำดับที่ 3
  • 15. นายธนวิชญ์ พานแก้ว ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 23
  • 16. สิบตรีสมยศ นุริตานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ลำดับที่ 17
  • 17. นายวชิรชัย คงชัย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 22
  • 18. นายเลิศบุตร บูรณะคุณาภรณ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 98
  • 19. นายพุทธชาติ ช่วยราม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ลำดับที่ 10
  • 20. นายชญาศักดิ์ พูลทรัพย์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยชนะ ลำดับที่ 20
  • 21. นายสมชาติ อ่อนประดิษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคฟิวชัน ลำดับที่ 9
  • 22. นายชัยนครินทร์ ศรีกุลโรจน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรวมไทย

สาเหตุและผลกระทบจากการไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้สมัคร

กฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้ผู้สมัคร สส. ทุกคนต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาธิปไตย หากฝ่าฝืนจะถูกเพิกถอนชื่อทันที คำสั่งศาลฎีกาครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้พรรคการเมืองคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วนมากขึ้น ผลกระทบที่ตามมาคือ พรรคเหล่านี้ต้องปรับบัญชีรายชื่อใหม่ ส่งผลต่อกลยุทธ์หาเสียงและโอกาสในการได้ที่นั่ง สส. ในสภา

นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประชาชนทั่วไปที่มองข้ามการไปเลือกตั้ง เพราะแม้แต่ผู้สมัครเองยังถูกบทลงโทษหนักเช่นนี้ การเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตย การไม่ไปโหวตอาจทำให้เสียสิทธิสำคัญในอนาคต

ในมุมมองของผู้เขียน คำสั่งนี้ช่วยยกระดับคุณภาพผู้สมัคร สส. ให้สูงขึ้น และกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิเลือกตั้ง หากคุณเป็นสมาชิกพรรคหรือสนใจการเมือง อย่าลืมตรวจสอบสิทธิของตัวเองก่อนเลือกตั้งครั้งหน้า!

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ศาลฎีกา สั่งถอน 22 รายชื่อ ผู้สมัคร สส. จาก 14 พรรค เหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

“พล.อ.รังษี” ปราศรัย กทม. ชู 5 นโยบาย สลายสีเสื้อ

“พล.อ.รังษี” ปราศรัย กทม. ชู 5 นโยบาย กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย เมื่อ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ จัดเวทีปราศรัยสุดคึกคักที่ชุมชนอุทัยรัตน์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 โดยชูจุดยืนการเมืองเชิงนโยบายเพื่อฟื้นฟูประเทศให้เข้มแข็งทันท่วงที พล.อ.รังษี ย้ำว่าประเทศไทยต้องเดินหน้าเชิงรุกทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และความโปร่งใส เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้งเก่าๆ ไปสู่ยุคใหม่

พล.อ.รังษี ปราศรัย กทม. ชู 5 นโยบาย ก่อนประกาศสลายสีเสื้อ

“พล.อ.รังษี” ปราศรัย กทม. ชู 5 นโยบาย ก่อนประกาศสลายสีเสื้อก้าวข้ามความขัดแย้ง

ในเวทีนี้ พล.อ.รังษี ได้นำเสนอ 5 นโยบายหลักที่ตอบโจทย์ปัญหาเรื้อรังของชาติอย่างตรงจุด ไม่ใช่แค่สัญญา แต่เป็นแผนงานชัดเจนพร้อมเดินหน้าทันทีหากได้เป็นรัฐบาล นโยบายเหล่านี้ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาคไปจนถึงการปราบปรามทุจริตและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

5 นโยบายเด่นจาก “พล.อ.รังษี” ปราศรัย กทม.

  • 1. ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์โลก: สร้างโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงลาว-ไทย-พม่า-อินเดีย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ครอบคลุมประชากร 1.7 พันล้านคน โครงการนี้จะเปลี่ยนไทยให้เป็นฮับการขนส่งสำคัญ ดึงดูดการลงทุนมหาศาล สร้างงานนับล้านตำแหน่ง และกระตุ้น GDP โตแบบก้าวกระโดด
  • 2. ปลดล็อกศักยภาพทางทะเล: พัฒนาเขตอุตสาหกรรมการเกษตรริมมหาสมุทร ดึงนักลงทุนจากกลุ่ม BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้) ตั้งเป้ารายได้เฉลี่ยประชาชน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายใน 10 ปี โครงการโอเชียนลิงก์จะเชื่อมสองมหาสมุทร สร้างโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก
  • 3. ออกกฎหมายปราบโกงฉบับใหม่: ยกระดับความโปร่งใส กำหนดโทษสูงสุดประหารชีวิต บังคับให้คดีสิ้นสุดภายใน 1 ปีหลังคำพิพากษาศาลฎีกา เพื่อกำจัดขบวนการคอร์รัปชันที่กัดกินงบประมาณแผ่นดิน
  • 4. ปฏิรูประบบยุติธรรม: แยกการจับกุมออกจากการสอบสวน ตัดวงจรอาชญากรรมเชิงระบบ ลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างโปร่งใส
  • 5. ลดค่าไฟทันทีทุกครัวเรือน: ปรับโครงสร้างราคาพลังงานผ่าน ปตท. เน้นผลประโยชน์ประชาชนเหนือกำไร ปรับราคาก๊าซปิโตรเคมีตามต้นทุนจริง และปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ลดงบประมาณแผ่นดิน

นอกจากนี้ ยังมีเมกะโปรเจกต์เด่นอย่างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และโอเชียนลิงก์ โดยเน้นการลงทุนแบบรัฐต่อรัฐ แบ่งปันผลกำไรโปร่งใส ไม่มีเงินใต้โต๊ะ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งมหภาคและจุลภาคให้หมุนเวียนได้จริง

กิจกรรมสลายสีเสื้อ พล.อ.รังษี ปราศรัย กทม.พล.อ.รังษี ชู 5 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ

ก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยกิจกรรมสลายสีเสื้อ

ปิดท้ายเวทีด้วยกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “สลายสีเสื้อ” ที่สะท้อนเจตนารมณ์ก้าวข้ามความแตกแยกทางการเมืองเก่าๆ มุ่งสู่การเมืองใหม่ที่เน้นนโยบายและประชาชนเป็นศูนย์กลาง พล.อ.รังษี เชื่อว่านี่คือก้าวสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยสู่ความสามัคคีและเจริญรุ่งเรือง

นโยบายเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน หากได้ลงมือทำจริง จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ถดถอย ค่าครองชีพแพง และการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เขียนมองว่า “พล.อ.รังษี” ปราศรัย กทม. ชู 5 นโยบาย ครั้งนี้ เป็นสัญญาณบวกให้ประชาชนได้ประเมินพรรคการเมืองจากผลงาน ไม่ใช่สีเสื้อ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับ 5 นโยบายนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ กันนะครับ!

ที่มา – “พล.อ.รังษี” ปราศรัย กทม. ชู 5 นโยบาย ก่อนประกาศสลายสีเสื้อก้าวข้ามความขัดแย้ง

“ซูชิ พริษฐ์” ยันเหลนหลวงฯ ลาออกพรรค

“รังษี” ตัดไฟแต่ต้นลม สะกิดโฆษกและผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 5 พรรคเศรษฐกิจลาออกจากสมาชิกพรรค ด้าน “ซูชิ พริษฐ์” ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ตัดสินใจลาออกเองเพราะเหตุผลอื่นด้วย

ช่วงเย็นวันที่ 4 ม.ค. 2569 พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 10 แถลงข่าวด่วน พร้อมนำ นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 และโฆษกของพรรคมาแถลงข่าวการลาออกจากสมาชิก โดยพลเอก รังษี ระบุว่า ขอแจ้งให้ทราบว่า นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ขอลาออกจากสมาชิกพรรค โฆษกพรรคและผู้สมัครบัญชีรายชื่อของพรรคเศรษฐกิจตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นายพริษฐ์ ได้กล่าวขอบคุณทีมงานพรรคทุกคนและทีมงานคัดสรรบัญชีรายชื่อ ตนเองไม่เคยคิดว่าจะได้มาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์อันดับที่ 5 ตนดูแลโซเชียลมีเดียและประชาสัมพันธ์ของพรรคมาโดยตลอด เมื่อตนเห็นว่ามีความไม่สบายใจของประชาชนเกี่ยวกับการที่ตนอยู่ในบัญชีรายชื่อ ตนก็รู้สึกไม่สบายใจและยินดีที่จะออกจากบัญชีรายชื่อของพรรค ไม่ได้มีความขัดแย้งกับใคร แต่เป็นความสมัครใจของตนเอง ไม่มีวิธีอื่นที่จะทำให้ขาดสมาชิกภาพการเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ นอกจากการยื่นลาออกจากสมาชิกพรรค ขอบคุณผู้ที่สนับสนุนพรรคเศรษฐกิจมาโดยตลอดและอวยพรขอให้พรรคประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังในโลกโซเชียลได้ขุดคุ้ยประวัติของนายพริษฐ์ ทายาทของหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะราษฎร ที่ครั้งหนึ่ง เมื่อ 16 เมษายน 2560 พริษฐ์ ได้ เดินทางไปยัง สน.ดุสิต เพื่อแจ้งความลงบันทึกประจำวัน ขอให้มีการติดตามหาหมุดกลับคืนมา ทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมขุดคุ้ยประวัติและวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา เนื่องจากเห็นว่าพลเอก รังษี ก็มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมอยู่แล้ว แต่ทำไมถึงเลือกบุคคลผู้นี้มาเป็น ผู้สมัครบัญชีรายชื่อของพรรคในลำดับต้น ๆ เป็นเหตุให้พลเอกรังษีต้องขอให้นายพริษฐ์ลาออก

“ซูชิ พริษฐ์” ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ตัดสินใจลาออกสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ

ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์

ล่าสุดนายพริษฐ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจง ว่า ไม่ได้แอบอ้างว่าเป็นเหลนของหลวงเสรีเริงฤทธิ์ แต่ตนเป็นเหลนจริงๆที่ตัดสินใจลาออกด้วยตนเองเพราะเหตุผลอื่นด้วย

“ผมเสียสละเพื่อให้ลำดับของพลเอกรังษีขึ้นมาเป็นลำดับที่ 9 และผมไม่คิดมาก่อนว่าผมจะได้อยู่ในลำดับที่ 5 การทำกิจกรรมในวัยมหาวิทยาลัยแล้วนำกลับมาโดน IO ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดามากครับ ซึ่งเมื่อสมัครปาร์ตี้ลิสต์แล้ว มันไม่สามารถแก้ไขหรือลาออกได้ มีวิธีเดียวคือการลาออกจากสมาชิกพรรคเท่านั้นครับ เมื่อลาออกจากสมาชิกพรรค ทุกตำแหน่งย่อมต้องออกตามไปด้วยอยู่แล้วครับ”

ดังนั้นคำว่า “แอบอ้าง” ผมไม่ค่อยโอเค แต่ถ้าถามว่าวัยรุ่นทำกิจกรรมการเมืองเยอะไหม ไม่ปฏิเสธ

ทำไม “ซูชิ พริษฐ์” ถึงลาออกจากพรรคเศรษฐกิจ?

จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประวัติและแนวคิดของนายพริษฐ์ ทำให้เกิดแรงกดดันต่อพรรคเศรษฐกิจ พลเอกรังษีจึงตัดสินใจให้นายพริษฐ์ลาออกจากสมาชิกพรรค เพื่อลดกระแสความไม่พอใจจากประชาชนและผู้สนับสนุนพรรค

นายพริษฐ์เองก็ยืนยันว่าการลาออกเป็นความสมัครใจของตนเอง และไม่ได้มีความขัดแย้งกับใครในพรรค เขาเห็นว่าการที่ตนอยู่ในบัญชีรายชื่อสร้างความไม่สบายใจให้กับประชาชน จึงตัดสินใจลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

การลาออกของ “ซูชิ พริษฐ์” ถือเป็นการตัดสินใจที่น่าสนใจ และแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย การที่บุคคลที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันสามารถเข้ามาทำงานร่วมกันในพรรคการเมืองได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสังคมและผู้สนับสนุนพรรค

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการคัดเลือกผู้สมัคร และต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางความคิดเห็นของสมาชิกพรรค เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การที่พรรคสามารถจัดการกับความขัดแย้งภายในพรรคได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการเลือกตั้ง

เรื่องราวของ “ซูชิ พริษฐ์” และการตัดสินใจลาออกจากพรรคเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การตัดสินใจของเขาไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อตนเองและพรรคเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่สนใจการเมืองไทย

ที่มา – “ซูชิ พริษฐ์” ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ตัดสินใจลาออกสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ

Scroll to top