พายุเข้าไทย

22 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยเข้าสู่ “ฤดูร้อน” อย่างเป็นทางการ

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยเข้าสู่ “ฤดูร้อน” อย่างเป็นทางการแล้ว ตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ทำให้ประชาชนหลายพื้นที่เริ่มรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ปกคลุมทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบนที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

22 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยเข้าสู่ “ฤดูร้อน” อย่างเป็นทางการแล้ว

กรมอุตุนิยมวิทยาได้โพสต์แจ้งเตือนผ่านเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ถือเป็นวันแรกของฤดูร้อนในประเทศไทย สิ้นสุดฤดูหนาวที่ยาวนานไปแล้ว ปัจจัยหลักมาจากอุณหภูมิสูงสุดในภาคเหนือตอนบนและภาคกลางที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนทิศทางของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่หันมาเป็นลมตะวันออกเฉียงใต้หรือลมใต้แทน ส่งผลให้อากาศร้อนอบอ้าวทั่วประเทศ

แม้ว่าฤดูร้อนจะเริ่มต้น แต่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้า โดยเฉพาะบริเวณยอดดอยและที่ราบสูง คาดว่าระยะนี้จะคงอยู่อีกระยะหนึ่ง ก่อนที่ความร้อนจะแผ่ปกคลุมเต็มที่ กรมอุตุฯ ประเมินว่าระยะฤดูร้อนจะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2569 ก่อนเข้าสู่ฤดูฝน

ลักษณะเด่นของฤดูร้อนในประเทศไทย

ฤดูร้อนของไทยแตกต่างจากประเทศเขตร้อนอื่นๆ โดยทั่วไปเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดอาจแตะ 40 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่ เช่น ภาคอีสานและภาคกลาง ลมใต้ที่พัดเข้ามายังนำความชื้น ทำให้อากาศร้อนชื้น อึดอัด เหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งน้อยลง แต่เป็นช่วงที่ผลไม้ฤดูร้อนอย่างมะม่วง ส้มโอ และทุเรียนออกสู่ตลาดอย่างคึกคัก

  • ภาคเหนือ: เช้าเย็น อุณหภูมิต่ำ 15-20 องศา แต่กลางวันร้อนจัด
  • ภาคอีสาน: ร้อนที่สุด บางจังหวัดเกิน 42 องศา
  • ภาคกลางและตะวันออก: ร้อนแห้ง ลมพัดแรง
  • ภาคใต้: ร้อนฝนตกปรอยๆ

ผลกระทบและวิธีรับมือฤดูร้อน 2569

การเข้าสู่22 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยเข้าสู่ “ฤดูร้อน” อย่างเป็นทางการแล้ว ส่งผลต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรัง กรมอนามัยแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน สวมเสื้อผ้าสีอ่อนระบายอากาศดี หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วง 11.00-15.00 น. และติดตั้งเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมในบ้าน

นอกจากนี้ เกษตรกรควรระวังไฟป่าและภัยแล้ง โดยเตรียมระบบชลประทานให้พร้อม ภาครัฐได้ออกมาตรการช่วยเหลือ เช่น สายด่วน 1155 สำหรับแจ้งไฟป่า และโครงการน้ำเพื่อประชาชน

ในมุมเศรษฐกิจ ฤดูร้อนกระตุ้นการท่องเที่ยวทะเล เช่น พัทยา หัวหิน และภูเก็ต ที่นักท่องเที่ยวแห่แหน่งรับแดดอุ่นๆ แต่ต้องระวังผิวไหม้จากรังสียูวีที่สูงขึ้น ใช้ครีมกันแดด SPF 50+ เป็นประจำ

จากประสบการณ์ปีก่อนๆ ฤดูร้อนมักมาพร้อมพายุฤดูร้อนหรือฝนฟ้าคะนองกะทันหันในบางพื้นที่ ดังนั้นควรติดตามพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุฯ ทุกวันผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์

ฤดูร้อน 2569 นี้ คาดว่าจะรุนแรงกว่าปีที่แล้วจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ยังหลงเหลือ ส่งผลให้ฝนน้อยและร้อนจัดยาวนาน ประชาชนควรเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อสุขภาพและทรัพย์สิน

สุดท้ายนี้ ถึงแม้22 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยเข้าสู่ “ฤดูร้อน” อย่างเป็นทางการแล้ว แต่เรายังปรับตัวได้ ด้วยการดูแลตัวเองให้ดี ลองหันมาออกกำลังกายในร่มหรือกินอาหารต้านอนุมูลอิสระจากผลไม้สดๆ เพื่อสุขภาพแข็งแรงตลอดฤดูร้อนนี้ ลองแบ่งปันเคล็ดลับรับมือร้อนของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ!

ที่มา – 22 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยเข้าสู่ “ฤดูร้อน” อย่างเป็นทางการแล้ว

อุตุฯ ประกาศฤดูร้อน 2569 เริ่ม 22 ก.พ. ร้อนจัด 43°C

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้อากาศร้อนๆ อบอ้าวแบบนี้ ทำให้หลายคนเริ่มบ่นกันแล้วใช่ไหมล่ะ กรมอุตุนิยมวิทยาเพิ่งประกาศอย่างเป็นทางการว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อน 2569 แล้วนะ เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป คาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งสูงสุดถึง 42-43 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคกลาง เพื่อนๆ เตรียมตัวรับมือความร้อนกันให้ดีล่ะ

ฤดูร้อน 2569 เริ่มเมื่อไหร่และมีเงื่อนไขอะไรบ้าง

ตามที่ ดร.สุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา แถลงเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. ประเทศไทยจะเข้าสู่ ฤดูร้อน 2569 อย่างเป็นทางการในวันที่ 22 ก.พ. แม้ว่าอากาศจะร้อนมานานแล้ว แต่ต้องรอให้ครบเงื่อนไข 2 ข้อหลักๆ คือ

  • อุณหภูมิสูงสุดกลางวันตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไป ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 60% ของภาคเหนือตอนบน
  • ลมพัดประจำทิศอย่างต่อเนื่อง

หลังจากนั้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จะเจอพายุฤดูร้อน วันที่ 23-25 ก.พ. ขอเตือนให้ประชาชนระวังความเสียหายจากลมแรง เช่น หลังคาพัง ป้ายโฆษณาล้ม และพืชผลทางการเกษตรนะคะ

ฤดูร้อน 2569 ไม่เกี่ยวกับเอลนีโญ่?

หลายคนสงสัยว่าความร้อนปีนี้มาจากเอลนีโญ่รึเปล่า? กรมอุตุฯ ชี้แจงชัดว่ายังไม่ใช่ เพราะตอนนี้ยังเป็นลานีญา กำลังจะเป็นกลาง แล้วค่อยเข้าสู่เอลนีโญ่ช่วงสิงหาคม ซึ่งตรงกับฤดูฝน ดังนั้นความร้อนฤดูร้อน 2569นี้เป็นแบบปกติ แต่ร้อนกว่าปีที่แล้วนิดหน่อย อุณหภูมิเฉลี่ยภาคบน 36-37 องศาเซลเซียส

พยากรณ์อากาศร้อนจัดในฤดูร้อน 2569

คาดการณ์ว่าช่วงปลายมีนาคม-เมษายน จะร้อนสุดๆ อุณหภูมิพุ่ง 42-43 องศาฯ อบอ้าวมาก โดยเฉพาะ 3 จังหวัดที่ต้องระวังอันตรายจากความร้อน คือ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และตาก ภาคเหนือบางพื้นที่อาจแตะ 42 องศาขึ้นไป ส่วนปลายเมษายน-พฤษภา จะเปลี่ยนเป็นฝนฟ้าคะนอง พายุฤดูร้อน และอากาศแปรปรวน

ย้อนดูสถิติ 75 ปี อุณหภูมิสูงสุดบันทึกไว้ 44.6 องศาฯ ที่แม่ฮ่องสอน 28 เม.ย. 2559 และตาก 15 เม.ย. 2566 ปีที่แล้ว (2568) สูงสุด 42.3 องศาฯ ที่แม่ฮ่องสอน 27 เม.ย. ปีนี้เลยต้องจับตา!

ดัชนีความร้อนที่มนุษย์รู้สึกจริงๆ

อย่าดูแค่อุณหภูมิจากเครื่องวัดนะคะ เพราะคนเรารู้สึกร้อนกว่าจริงๆ จากความชื้นในอากาศ สิ่งนี้เรียกว่า ดัชนีความร้อน (Heat Index) โดยเฉพาะเมษายน-พฤษภา จะสูงมาก เสี่ยงโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) ได้ง่าย

5 วิธีรับมืออากาศร้อนในฤดูร้อน 2569 ให้ปลอดภัย

เพื่อนๆ อย่าประมาทความร้อนเด็ดขาด! นี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ที่กรมอุฯ แนะนำ

  • ดื่มน้ำเยอะๆ วันละ 2-3 ลิตร หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกาแฟ
  • สวมเสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศดี ใส่หมวกและแว่นกันแดด
  • หลบแดดช่วง 10.00-16.00 น. อยู่ในที่ร่มหรือห้องแอร์
  • กินอาหารสด ผลไม้ที่มีน้ำเยอะ เช่น ส้ม แตงโม
  • สังเกตอาการผิดปกติ เช่น เวียนหัว คลื่นไส้ หายใจลำบาก รีบพบแพทย์ทันที

สำหรับเกษตรกร ควรวางแผนให้น้ำพืชผล และป้องกันสัตว์เลี้ยงจากฮีทสโตรกด้วยนะ

สรุปแล้ว ฤดูร้อน 2569 นี้ร้อนสะสมแต่จัดการได้ ถ้าทุกคนช่วยกันดูแลตัวเอง ปีนี้อาจไม่ต้องเจอสถิติใหม่ร้อนสุดขั้ว! เพื่อนๆ ลองแชร์ประสบการณ์รับมือความร้อนในคอมเมนต์ด้านล่างหน่อยสิ หรือติดตามพยากรณ์อากาศประจำวันจากกรมอุตุฯ เพื่อวางแผนชีวิตให้ชิลล์ยิ่งขึ้น ดูแลสุขภาพกันนะทุกคน 💨☀️

ที่มา – อุตุฯ ประกาศไทยเข้าสู่ “ฤดูร้อน 2569” เริ่ม 22 ก.พ. เตือนอุณหภูมิสูงสุด 43 องศาฯ

2 รมต.ฉะเชิงเทรา! รับมือวิกฤตน้ำ สั่งตั้งเครื่องผลักดัน

สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังคงน่าเป็นห่วง ล่าสุด 2 รัฐมนตรีลงพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา สั่งการเชิงรุกรับมือวิกฤตน้ำ “สุรศักดิ์” ย้ำ อว. พร้อมบูรณาการร่วมหน่วยงานในพื้นที่ ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหา วางแผนระบายน้ำ พร้อมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำรับมือพายุถล่ม

วันที่ 9 พฤศจิกายน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจเร่งด่วน ณ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางการระบายน้ำในพื้นที่ทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก โดยมี นายประสิทธิ์ อินทโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) นายไวฑิต โอชวิช ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ รักษาราชการแทนรองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และ นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าร่วม ที่ลานอเนกประสงค์วัดสุทธาวาส ต.คลองหลวงแพ่ง อ.เมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา

จากสถานการณ์ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างเข้าสู่ภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเผชิญหน้ากับปัจจัยซ้อนทางอุทกภัยถึง 3 ระลอกพร้อมกัน ได้แก่ 1) น้ำเหนือหลากและน้ำท่วมขังเดิม: พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะทุ่งรับน้ำต่างๆ มีปริมาณน้ำสะสมในระดับสูง 2) น้ำทะเลหนุนสูง: ในช่วงวันที่ 6-13 พฤศจิกายน 2568 ภาวะน้ำทะเลหนุนดันมวลน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้การระบายน้ำเป็นไปได้ช้าลงอย่างมาก และ 3) น้ำฝนจากพายุลูกใหม่: อิทธิพลของพายุ “คัลแมกี” จะทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน ในช่วงวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งปัจจัยทั้ง 3 นั้น ก่อให้เกิดมวลน้ำมหาศาลไว้ในพื้นที่ ทำให้ศักยภาพการระบายน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มความเสี่ยงที่ประชาชนจะได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างและยาวนานขึ้น

นายสุรศักดิ์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้ทุกหน่วยงานบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและทำงานร่วมกันในเชิงรุก ซึ่งขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมอู่ทหารเรือ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินการสำรวจและกำหนดจุดติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำหรือเรือผลักดันน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก จำนวน 10 จุด เรือผลักดันน้ำ 50 ลำ คาดการณ์สามารถผลักดันน้ำได้ 5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการนำเอาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเราไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานสนับสนุน แต่คือหน่วยงานที่ทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ โดยมีหน่วยงานหลักอย่าง สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ที่จะร่วมกันบูรณาการข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อรับมือวิกฤตน้ำในพื้นที่ อาทิ ข้อมูลดาวเทียมจากดาวเทียมสำรวจโลก THEOS-2 ในการติดตามและจัดทำแผนที่พื้นที่น้ำท่วมจริง (Real-time Flood Extent) ทำให้เราเห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และแอปพลิเคชัน Thai water ครอบคลุมสถานการณ์น้ำในปัจจุบันและสามารถคาดการณ์ล่วงหน้า เช่น ปริมาณฝน, ระดับน้ำในแม่น้ำและเขื่อน, คลื่นลมในทะเล, พายุ และคุณภาพอากาศ

“นอกจากนี้ การบูรณาการข้อมูลดังกล่าวจะทำให้หน่วยงานปฏิบัติงานในพื้นที่ สามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถวางแผนการระบายน้ำล่วงหน้า กำหนดจุดติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำได้อย่างตรงจุด และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นความมุ่งหวังของ อว. ที่จะใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ เพื่อบรรเทาผลกระทบและปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนให้ได้มากที่สุด“ นายสุรศักดิ์ กล่าว

2 รมต.ลงพื้นที่ฉะเชิงเทรา รับมือวิกฤตน้ำ สั่งตั้งเครื่องผลักดัน

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีทั้งสองท่านในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตน้ำและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการน้ำ ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและควรได้รับการสนับสนุน

เร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อรับมือวิกฤตน้ำ

หนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือ การเร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

  • กำหนดจุดติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 10 จุด
  • ใช้เรือผลักดันน้ำ 50 ลำ
  • คาดการณ์ผลักดันน้ำ 5 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน

การบูรณาการข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน เป็นกุญแจสำคัญในการรับมือวิกฤตน้ำในครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการไป จะสามารถช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมและทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

ที่มา – 2 รมต.ลงพื้นที่ฉะเชิงเทรา รับมือวิกฤตน้ำ รมว.อว. สั่งตั้ง 50 เครื่องผลักดันน้ำบรรเทาอุทกภัย

อัปเดต! พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ไม่เข้าไทย

สถานการณ์สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานถึงการอ่อนกำลังของพายุ “คัลแมกี” ซึ่งกำลังสลายตัว แต่ยังคงทิ้งไว้ซึ่งหย่อมความกดอากาศต่ำ ส่งผลให้หลายพื้นที่ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องในอีก 1-2 วันข้างหน้า

ส่วน พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ที่หลายคนจับตามองนั้น มีการคาดการณ์ว่าจะเคลื่อนผ่านเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงวันที่ 10-11 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือ พายุนี้จะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบต่อสภาพอากาศในประเทศของเรา ณ ขณะนี้

อัปเดตเส้นทางพายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ไม่เคลื่อนเข้าไทย

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน กรมอุตุนิยมวิทยาได้โพสต์ข้อความอัปเดตสถานการณ์ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยวิเคราะห์แผนที่อากาศผิวพื้นและภาพถ่ายดาวเทียม พบว่าพายุ “คัลแมกี” ได้อ่อนกำลังลงและกำลังจะสลายตัว กลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมภาคเหนือและภาคกลางตอนบนของประเทศไทย ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีกลุ่มเมฆฝนปกคลุมต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบกลุ่มฝนกำลังอ่อนถึงปานกลางปกคลุมต่อเนื่องทางภาคเหนือและภาคกลางด้านตะวันตก ซึ่งยังคงต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักในบางพื้นที่

เส้นทางล่าสุดของพายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง”

สำหรับเส้นทางของ พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” นั้น ณ เวลา 04:00 น. ของวันที่ 8 พฤศจิกายน พายุฯ กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก (ด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์) คาดว่าจะเคลื่อนผ่านเกาะลูซอนของฟิลิปปินส์ ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนในช่วงวันที่ 10-11 พฤศจิกายน หลังจากนั้น พายุจะเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือ มุ่งหน้าไปยังช่องแคบไต้หวัน และขึ้นฝั่งทางด้านตะวันออกของประเทศจีน

ถึงแม้ว่า พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” จะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศของประเทศไทยโดยตรง แต่กรมอุตุนิยมวิทยายังคงแนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่จะเดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์ ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางเพื่อความปลอดภัย

สถานการณ์ พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตามข้อมูลสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด แม้ว่าพายุจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปยังพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากพายุ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและคนที่เรารัก

ที่มา – อัปเดตเส้นทางพายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ไม่เคลื่อนเข้าไทย ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศ

พายุ “คัลแมกี” อ่อนกำลัง! เช็กจังหวัดฝนหนัก

กรมอุตุฯ ประกาศฉบับ 8 พายุ “คัลแมกี” ได้อ่อนกำลังลงแล้ว เป็นหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมด้านตะวันตกของภาคอีสาน เหนือ และมีแนวโน้มจะเคลื่อนผ่านภาคกลางตอนบน และภาคเหนือ ตามลำดับ เช็กพื้นที่ 24 จังหวัด ยังต้องเฝ้าระวัง “ฝนตกหนัก” อาจเกิดน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน ช่วงวันที่ 8 – 9 พ.ย. สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ พายุ “คัลแมกี” อ่อนกำลังลงแล้วจะเป็นอย่างไร มาติดตามรายละเอียดกันค่ะ

วันที่ 8 พ.ย. 68 กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเรื่อง พายุ “คัลแมกี” และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ฉบับที่ 18 ระบุว่า หย่อมความกดอากาศต่ำที่อ่อนกำลังลงจากพายุดีเปรสชัน “คัลแมกี” (KALMAEGI) ปกคลุมบริเวณด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีแนวโน้มจะเคลื่อนผ่านภาคกลางตอนบน และภาคเหนือ ตามลำดับ

จากอิทธิพลดังกล่าว ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 8–9 พ.ย. 68 ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนักบางพื้นที่ บริเวณด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือตามลำดับ ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่น้ำท่วมขัง สำหรับเกษตรกรควรป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีก 1 วัน

ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

พายุ “คัลแมกี” อ่อนกำลังลงแล้ว เช็ก 24 จังหวัด ยังต้องรับมือฝนตกหนัก 8 – 9 พ.ย.

จังหวัดไหนบ้างที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ พายุ “คัลแมกี” อ่อนกำลังลงแล้ว และผลกระทบจากฝนตกหนัก มาดูกันเลยค่ะ

พื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจาก พายุ “คัลแมกี”

(ปริมาณตั้งแต่ 35.1 ถึง 90.0 มิลลิเมตร)

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 

  • ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย และชัยภูมิ
  • ภาคกลาง : จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท
  • ภาคใต้ : จังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 

  • ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา และตาก

สถานการณ์ พายุ “คัลแมกี” อ่อนกำลังลงแล้ว ส่งผลกระทบต่อหลายจังหวัด ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นนะคะ เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและคนที่ท่านรักนะคะ

ที่มา – พายุ “คัลแมกี” อ่อนกำลังลงแล้ว เช็ก 24 จังหวัด ยังต้องรับมือฝนตกหนัก 8 – 9 พ.ย.

ทล. เฝ้าระวัง “พายุคัลแมกี” 24 ชม. พร้อมเส้นทางเลี่ยง

กรมทางหลวง (ทล.) สั่งเฝ้าระวัง “พายุคัลแมกี” ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมตรวจสอบเส้นทางน้ำท่วมและแนะนำเส้นทางเลี่ยง เพื่อความปลอดภัยของผู้เดินทาง

จากสถานการณ์ที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า “พายุคัลแมกี” จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ที่อาจมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก กรมทางหลวงจึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมทั้งบุคลากร เครื่องจักรกล และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ทล. สั่งเฝ้าระวัง “พายุคัลแมกี” 24 ชม. เช็กเส้นทางน้ำท่วม-แนะทางเลี่ยง

พื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ สุโขทัย นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง และอุทัยธานี ซึ่งอาจมีฝนตกต่อเนื่องและมีน้ำล้นตลิ่งในบางจุด กรมทางหลวงได้เน้นย้ำให้หน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการดังนี้:

  • เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำและอุทกภัยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบริเวณทางหลวงที่ตัดผ่านพื้นที่ลุ่มแม่น้ำ และจุดเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก พร้อมรายงานสถานการณ์ไปยังศูนย์บริหารงานอุบัติภัย กรมทางหลวง
  • ติดตั้งป้ายเตือน ป้ายบอกระดับน้ำ และเสาแสดงแนวเขตทางอย่างชัดเจน เพื่อเตือนผู้ใช้ทางให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง และเมื่อระดับน้ำลดลง ให้เร่งประเมินความเสียหายและซ่อมแซมเบื้องต้นโดยเร็ว
  • บูรณาการร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนกำลังคน เครื่องจักรกลหนัก รถบรรทุกน้ำ ยานพาหนะ และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยเหลือประชาชน
  • จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ทั้งการอำนวยความสะดวกในการสัญจร การส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ อาหาร น้ำดื่ม และของใช้จำเป็น

กรมทางหลวงได้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและรายงานสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงจัดตั้งชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่เสี่ยงภัย

สถานการณ์น้ำท่วมปัจจุบัน และเส้นทางเลี่ยง

ปัจจุบัน โครงข่ายทางหลวงหลายแห่งประสบปัญหาอุทกภัย ทำให้บางเส้นทางไม่สามารถสัญจรได้ กรมทางหลวงจึงได้ประกาศเส้นทางเลี่ยง เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

เส้นทางที่ได้รับผลกระทบและเส้นทางเลี่ยง (ข้อมูล ณ วันที่…)

  1. จังหวัดเชียงใหม่
    • ทล.1012 ฮอด – วังลุง – บ้านนาคอเรือ (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้เส้นทางท้องถิ่นตามคำแนะนำ
    • ทล.1322 เชียงดาว – บ้านเมืองนะ (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้เส้นทางท้องถิ่นตามคำแนะนำ
  2. จังหวัดสุโขทัย
    • ทล.125 ช่วงกม.14+000 – 19+800 อ.เมืองสุโขทัย (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้ ทล.1272 และ สท.3017
    • ทล.1347 ช่วงกม. 0+100 – 5+200 อ.เมืองสุโขทัย (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้ ทล.125 (โค้งตานก) และ ทล.12
  3. จังหวัดอุทัยธานี
    • ทล.3319 ช่วงกม. 17+800 – 18+400 อ.ทับทัน (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้เส้นทางเลียบเขื่อนวังล่ม และ ทล.3221

หากต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทางเพิ่มเติม หรือแจ้งเหตุอุทกภัยบนทางหลวง สามารถติดต่อสายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง) เจ้าหน้าที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเดินทาง

การเตรียมพร้อมรับมือกับ “พายุคัลแมกี” และสถานการณ์อุทกภัยเป็นสิ่งสำคัญ กรมทางหลวงขอความร่วมมือประชาชนติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด วางแผนการเดินทางล่วงหน้า และหลีกเลี่ยงเส้นทางที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

ช่วงฤดูฝนแบบนี้ การตรวจสอบสภาพรถยนต์ให้พร้อมใช้งานก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามนะครับ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

ที่มา – ทล. สั่งเฝ้าระวัง “พายุคัลแมกี” 24 ชม. เช็กเส้นทางน้ำท่วม-แนะทางเลี่ยง

กรมทางหลวงชนบท รับมือพายุคัลแมกี สั่งช่วยเหลือ

กรมทางหลวงชนบท (ทช.) สั่งการหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือ “พายุคัลแมกี” พร้อมช่วยเหลือประชาชนและอำนวยความปลอดภัย โดยนำกระสอบทรายวางกั้นน้ำในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา

นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า จากข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา พายุคัลแมกี คาดว่าจะขึ้นฝั่งเวียดนามก่อนอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและดีเปรสชัน เคลื่อนผ่านลาวเข้าอุบลราชธานี ทำให้ไทยมีฝนเพิ่มขึ้น ทช. ได้กำชับ สทช. และ ขทช. ในพื้นที่เสี่ยงให้ช่วยเหลือประชาชนเต็มที่ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ทช. เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องมือพร้อมอำนวยความสะดวกและปลอดภัย พร้อมบูรณาการกับจังหวัด สนับสนุนกำลังคน รถบรรทุกน้ำ จัดการเส้นทาง และส่งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้ผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

กรมทางหลวงชนบท ลุยรับมือ “พายุคัลแมกี” สั่งช่วยเหลือประชาชน วางกระสอบทรายเส้นทางน้ำท่วม

ปัจจุบัน มีสายทางที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยใน 10 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี, กำแพงเพชร, ตาก, นครปฐม, นครสวรรค์, พระนครศรีอยุธยา, พิจิตร, พิษณุโลก, สุโขทัย และอุทัยธานี รวม 27 สายทาง โดยสัญจรผ่านได้ 20 สายทาง และไม่สามารถสัญจรผ่านได้ 7 สายทาง

ทช. เร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุคัลแมกี

ทช. จัดหน่วยลาดตระเวนเข้าช่วยเหลือประชาชนเร่งด่วน เช่น แขวงทางหลวงชนบทพระนครศรีอยุธยาและหมวดบำรุงทางหลวงชนบทเสนา ระดมกำลังบรรจุทรายและวางกระสอบทรายกั้นน้ำสองข้างทางบนถนนทางหลวงชนบทสาย อย.4044 แยก ทล.3454 – บ้านเจ้าเจ็ด ป้องกันน้ำท่วมสายทางเพิ่มเติม

ทช. จะรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนทราบต่อเนื่อง หากพบเหตุอุทกภัยหรือความเสียหายบนเส้นทาง สามารถแจ้งได้ที่แขวงทางหลวงชนบทในพื้นที่ หรือติดต่อสายด่วนกรมทางหลวงชนบท โทร. 1146

การเตรียมพร้อมรับมือ “พายุคัลแมกี” และการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบทต่อสังคมส่วนรวม พวกเราขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติงานอย่างหนักในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ และขอให้ผู้ประสบภัยทุกท่านปลอดภัยครับ

ที่มา – กรมทางหลวงชนบท ลุยรับมือ “พายุคัลแมกี” สั่งช่วยเหลือประชาชน วางกระสอบทรายเส้นทางน้ำท่วม

“คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี สั่งช่วย 9 จังหวัด

“พิพัฒน์” รับลูก “นายกฯ อนุทิน” กำชับทุกหน่วยคมนาคมเฝ้าระวังพายุ “คัลแมกี” เฝ้าระวัง 9 จังหวัดอีสาน เสี่ยงน้ำท่วม ย้ำโครงข่ายคมนาคม “ถนน–ราง–น้ำ–อากาศ” เตรียมแผนรับมือพร้อมคน เครื่องมือ เข้าพื้นที่ทันทีใน 24 ชม.

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กรมทางหลวง(ทล.) กรมทางหลวงชนบท(ทช.) กรมเจ้าท่า (จท.) และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” อย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำหากเกิดน้ำท่วมให้เร่งระบายน้ำออกโดยเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่ชุมชนหนาแน่น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในเขตเสี่ยงภัยน้ำท่วม

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามในช่วงวันที่ 6–7 พฤศจิกายน ก่อนอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชัน จากนั้นจะเคลื่อนผ่านประเทศลาวเข้าสู่จังหวัดอุบลราชธานีในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 โดยจะทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมาก (มากกว่า 90 มิลลิเมตรต่อวัน) ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ครอบคลุม 9 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ และ นครราชสีมา

อย่างไรก็ตามในส่วนของพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และถนนชำรุดเสียหาย ต้องเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดกระทรวงคมนาคม ทั้งด้านบก ราง น้ำ และอากาศ จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมวางแผนรับมือเฉพาะหน้าในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณลาดเชิงเขา ลำธาร และพื้นที่ริมแม่น้ำที่อาจเกิดน้ำล้นตลิ่ง

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนในกรณีที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าพื้นที่บริหารจัดการเส้นทางทันที เตรียมอุปกรณ์พร้อมจัดทำทางเลี่ยงและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน หากมีการร้องขอ และหากพบถนนหรือสะพานขาด ให้เร่งติดตั้งสะพานเบลีย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้โดยเร็ว ในกรณีที่มีต้นไม้หักโค่นหรือสิ่งกีดขวางถนน ให้ระดมเครื่องจักรกลเข้าดำเนินการเก็บกู้และเปิดทางทันที รวมถึงจัดตั้งป้ายเตือนภัยและจุดอำนวยความสะดวกในพื้นที่เสี่ยงทันที

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนของการเดินทางทางน้ำ ผู้ประกอบการควรติดตามข่าวสารและประกาศเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด หากมีพายุหรือคลื่นลมแรง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ส่วนเรือขนาดใหญ่ควรชะลอการเดินทางจนกว่าสภาพอากาศจะคลี่คลาย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำ

สำหรับประชาชนทั่วไป หากพบพื้นที่มีน้ำท่วมขัง น้ำหลาก หรือมีความเสี่ยงต่อการสัญจร ขอให้หลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ซึ่งอาจมีสายไฟฟ้า กิ่งไม้ หรือสิ่งกีดขวางที่เป็นอันตราย พร้อมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำและป้ายเตือนของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้กำชับหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดทุกแห่งให้เผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์เส้นทาง และมาตรการช่วยเหลือประชาชนผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ของหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา หากประชาชนต้องการสอบถามหรือติดต่อแจ้งเหตุ สามารถโทรสายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรี 24 ชม.) และเว็บไซต์ระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ (HDMS) สายด่วนกรมทางหลวงชนบท 1146 และสายด่วนกรมเจ้าท่า 1199 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายพิพัฒน์ ย้ำว่า “กระทรวงคมนาคมพร้อมทำงานเชิงรุกตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า ทุกเส้นทางคมนาคมจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และหากเกิดเหตุฉุกเฉิน หน่วยงานของกระทรวงจะเข้าช่วยเหลือภายใน 24 ชั่วโมงแน่นอน”.

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

“คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี สั่งช่วย 9 จังหวัด

จากสถานการณ์พายุ “คัลแมกี” ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทย กระทรวงคมนาคมได้เตรียมพร้อมรับมือและช่วยเหลือประชาชนใน 9 จังหวัดภาคอีสานอย่างเต็มที่ หน่วยงานต่างๆ ได้ถูกสั่งการให้เฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และเตรียมพร้อมทั้งกำลังคนและเครื่องมือเพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างทันท่วงที นี่คือความมุ่งมั่นของกระทรวง“คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี

มาตรการ “คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี

กระทรวงคมนาคมได้วางมาตรการต่างๆ เพื่อ“คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี ดังนี้:

  • จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง
  • เตรียมพร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชน
  • จัดทำทางเลี่ยงในกรณีที่เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด
  • ติดตั้งสะพานเบลีย์ในกรณีที่ถนนหรือสะพานขาด
  • จัดตั้งป้ายเตือนภัยและจุดอำนวยความสะดวกในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังได้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการขนส่งทางน้ำให้ติดตามข่าวสารและประกาศเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำที่อาจเกิดขึ้นในช่วงพายุ

“คมนาคม” ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ประชาชนสามารถติดต่อสอบถามหรือแจ้งเหตุได้ที่สายด่วนต่างๆ ของกระทรวงคมนาคมตลอด 24 ชั่วโมง.

การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติเป็นสิ่งสำคัญ และกระทรวงคมนาคมได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การทำงานเชิงรุกและการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “คมนาคม” รับมือ “พายุคัลแมกี” สั่งทุกหน่วยพร้อมช่วย 9 จว.อีสาน ตลอด 24 ชม.

เขื่อนเจ้าพระยา ระบายน้ำเพิ่ม เตือน 15 จังหวัด

กรมชลประทานคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้น้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีประมาณ 3,300 – 3,400 ลบ.ม./วินาที ทำให้มีการอนุญาตปรับระบายน้ำ “เขื่อนเจ้าพระยา” มากกว่า 2,700 ลบ.ม. เตือน 15 พื้นที่เฝ้าระวัง พื้นที่ริมน้ำ 15 แห่งต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) อนุญาตให้ปรับเพิ่มการระบายน้ำ

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 กรมชลประทานเปิดเผยว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ออกประกาศฉบับที่ 29/2568 เรื่อง เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก สทนช.ได้ติดตามสภาพอากาศและประเมินสถานการณ์น้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พบว่าในช่วงวันที่ 7 – 10 พฤศจิกายน 2568 มีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือและภาคใต้ อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม

กรมชลประทานคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 2,900 – 3,000 ลบ.ม./วินาที และปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขาเพิ่มขึ้นประมาณ 400 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา มีประมาณ 3,300 – 3,400 ลบ.ม./วินาที และรับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกรวม 550 ลบ.ม./วินาที

จากสถานการณ์ดังกล่าว กรมชลประทานได้ดำเนินการภายใต้เกณฑ์การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา โดยประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติอนุญาตให้กรมชลประทาน อนุญาตปรับระบายน้ำ “เขื่อนเจ้าพระยา” มากกว่า 2,700 ลบ.ม. เตือน 15 พื้นที่เฝ้าระวัง โดยปริมาณน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ระดับน้ำตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท เพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบัน

อนุญาตปรับระบายน้ำ “เขื่อนเจ้าพระยา” มากกว่า 2,700 ลบ.ม. เตือน 15 พื้นที่เฝ้าระวัง

พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่:

  1. คลองโผงเผง จังหวัดอ่างทอง, คลองบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา, ตำบลลาดชิด ตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำน้อย)
  2. วัดสิงห์ อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  3. อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี
  4. อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  5. อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง
  6. ตำบลโพธิ์นางดำออก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท
  7. วัดเสือข้าม อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  8. อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง
  9. บ้านท่าทราย อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท
  10. ตำบลอินทร์บุรี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  11. ตำบลเทวราช อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง
  12. ตำบลตลาดกรวด ตำบลย่านซื่อ ตำบลบ้านแห ตำบลจำปาหล่อ ตำบลมหาดไทย ตำบลโพสะ อำเภอเมือง, ตำบลบางจัก ตำบลสี่ร้อย ตำบลท่าช้าง ตำบลไผ่จำศีล ตำบลศาลเจ้าโรง อำเภอวิเศษชัยชาญ, ตำบลโพธิ์รังนก ตำบลบ่อแร่ ตำบลบางระกำ และตำบลองครักษ์ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง
  13. ตำบลตลุก ตำบลหาดอาษา และตำบลสรรพยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท
  14. ตำบลบ้านกระทุ่ม อำเภอเสนา, ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอบางบาล, ตำบลบ้านโพ อำเภอบางปะอิน และตำบลประตูชัย อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  15. อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

กรมชลประทานแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำ

กรมชลประทานได้ออกประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 10 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 11 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมรับการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาที่เพิ่มขึ้น ขอให้ประชาชนริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือหากระดับน้ำเพิ่มขึ้น หากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลง จะรายงานให้ทราบทันที

สถานการณ์น้ำในขณะนี้ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

การอนุญาตปรับระบายน้ำ “เขื่อนเจ้าพระยา” มากกว่า 2,700 ลบ.ม. เตือน 15 พื้นที่เฝ้าระวัง เป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อบริหารจัดการน้ำในภาพรวม แต่ก็ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ การเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – อนุญาตปรับระบายน้ำ “เขื่อนเจ้าพระยา” มากกว่า 2,700 ลบ.ม. เตือน 15 พื้นที่เฝ้าระวัง

Scroll to top