พายุเข้าไทย

นายกฯ สั่งรับมือพายุ “คัลแมกี” เตือนน้ำท่วม!

นายกรัฐมนตรี สั่งการทุกหน่วยงาน เตรียมพร้อมรับมือพายุ “คัลแมกี” เตือนพื้นที่ภาคเหนือ อีสาน กลาง ภาคใต้ และ กทม. อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ช่วงวันที่ 7 – 9 พ.ย. นี้ สถานการณ์ นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี” เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

วันที่ 6 พ.ย. 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ซึ่งคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนาม ก่อนอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชั่น เคลื่อนผ่านประเทศลาวเข้าสู่จังหวัดอุบลราชธานีในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 อาจส่งผลให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ในช่วงวันที่ 7 – 9 พ.ย. 2568

นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี”

เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวด้วยว่า ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขัง ดังนี้

ภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และจังหวัดอุทัยธานี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี

ภาคกลาง จำนวน 23 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรปราการ

ภาคใต้ จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และจังหวัดสตูล

และกรุงเทพมหานคร ขอให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมขัง

ภาคใต้คลื่นลมแรง

สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังคลื่นลมแรง ในระหว่างวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ได้แก่พื้นที่บริเวณภาคใต้ จำนวน 6 จังหวัด ดังนี้ จังหวัดระนอง (อำเภอเมืองระนอง อำเภอสุขสำราญ และอำเภอกะเปอร์) จังหวัดพังงา (อำเภอเกาะยาว อำเภอตะกั่วทุ่ง อำเภอท้ายเหมือง อำเภอตะกั่วป่า และอำเภอคุระบุรี) จังหวัดภูเก็ต (ทุกอำเภอ) จังหวัดกระบี่ (อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอคลองท่อม อำเภอเกาะลันตา อำเภอเหนือคลอง และอำเภออ่าวลึก) จังหวัดตรัง (อำเภอกันตัง อำเภอสิเกา อำเภอปะเหลียน และอำเภอหาดสำราญ) และจังหวัดสตูล (อำเภอเมืองสตูล อำเภอละงู อำเภอท่าแพ และอำเภอทุ่งหว้า)

การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์พายุ “คัลแมกี”

“นายกรัฐมนตรีสั่งการทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และผลกระทบจากพายุ “คัลแมกี” เน้นให้การช่วยเหลือเรื่องความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมกำชับให้จัดทีมปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงเพื่อเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย โดยเฉพาะพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง และพื้นที่ที่ยังมีสถานการณ์น้ำท่วมอยู่ ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุอุทกภัยให้ได้มากที่สุด รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้า และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนปฏิบัติตามประกาศแจ้งเตือนภัยจากทางราชการอย่างเคร่งครัด” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

สถานการณ์ นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี” เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากนี้ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น จัดเตรียมสิ่งของจำเป็นและวางแผนอพยพ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

การรับมือกับพายุ “คัลแมกี” ไม่ใช่แค่หน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ แต่เป็นความร่วมมือของทุกคนในสังคม การตระหนักถึงความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมืออย่างเหมาะสม จะช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติและทำให้เราสามารถผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย ดังนั้น ขอให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองและสังคม

ดังนั้น การ นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี” จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องใส่ใจและร่วมมือกัน

ที่มา – นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี”เตือนทุกภาคอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน 7-9 พ.ย.นี้

เขื่อนภูมิพล ปรับแผนรับมือพายุคัลแมกี

สทนช. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพล จ.ตาก เตรียมแผนการระบายน้ำแบบขั้นบันได ตั้งรับพายุ “คัลแมกี” ย้ำจัดการน้ำอย่างรอบคอบ ไม่กระทบประชาชน-ตุนไว้ใช้ในหน้าแล้ง

วันที่ 6 พ.ย. 68 นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำและการวางแผนการบริหารจัดการน้ำเขื่อนภูมิพล โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดตาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมประชาสัมพันธ์ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก เข้าร่วมประชุม 

จากนั้น คณะผู้ร่วมประชุมได้เดินทางไปติดตามสถานการณ์น้ำบริเวณโดยรอบเขื่อนภูมิพล โดยนายไพฑูรย์ เปิดเผยว่า จากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ “พายุคัลแมกี” ซึ่งจากอิทธิพลของพายุจะส่งผลให้ในช่วงวันที่ 7-9 พ.ย. 68 ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยจะเริ่มจากบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือ 

ในเรื่องนี้ สทนช. ได้ร่วมกับทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์ฝน สถานการณ์น้ำท่า และปริมาณน้ำในเขื่อนแต่ละแห่งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ในแนวพื้นที่รับฝนจากพายุคัลแมกี ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนอุบลรัตน์ ที่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในเขื่อนเกือบ 100% จึงต้องมีการวางแผนพร่องระบายน้ำจากแต่ละเขื่อนอย่างรอบคอบรัดกุม 

โดยจากการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พบว่าเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนอุบลรัตน์ สถานการณ์ยังไม่น่าเป็นห่วงและสามารถรองรับปริมาณฝนที่จะตกมาเพิ่มได้  ในวันนี้ สทนช. จึงได้เดินทางมาเขื่อนภูมิพล เพื่อดูข้อมูลจริงในพื้นที่และได้ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ วางแผนบริหารจัดการรองรับสถานการณ์พายุให้ดีที่สุด และส่งผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด  

รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อนภูมิพลวันนี้ มีปริมาณน้ำกักเก็บ 13,195 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 98.02% ของความจุเก็บกัก ระดับน้ำสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่ 259.14 เมตร (เต็มที่ สูงสุด ที่ 260 เมตร รทก.) มีพื้นที่ว่างรองรับน้ำได้อีก 266.92 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 1.98 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันมีการระบายน้ำอยู่ที่ 25 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน 

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานข้อมูลพยากรณ์ฝน 7 วันล่วงหน้า คาดว่าจะมีปริมาณฝนในพื้นที่เขื่อน 80 มม. ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสะสม 301.92 ล้าน ลบ.ม. หากปรับเพิ่มปริมาณการระบายน้ำแบบขั้นบันได เป็น 30 ล้าน ลบ.ม./วัน (เดิมตามแผน 25 และ 30) พบว่าในอีก 7 วันจะมีปริมาตรน้ำ 13,323 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 99% ของความจุเก็บกัก โดยที่ประชุมได้เห็นชอบให้ กฟผ. วางแผนปรับเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันไดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในอัตรา 30 ล้าน ลบ.ม./วัน ขยับไปที่ 40 และ 45 ล้าน ลบ.ม./วัน สูงสุดไม่เกิน 60 ล้าน ลบ.ม./วัน ปริมาณน้ำที่ระบายออกจากเขื่อนดังกล่าวจะส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนฯ เพิ่มสูงขึ้นไม่เกิน 20 เซนติเมตร โดยมวลน้ำจากเขื่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำปิง ผ่านจังหวัดตาก จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดนครสวรรค์ จนถึงเขื่อนเจ้าพระยาใช้เวลาอีก 8-9 วัน ซึ่งจะไม่ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น โดยขอให้ กฟผ. พิจารณาปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของเขื่อน และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อด้านท้ายน้ำเป็นสำคัญ 

พร้อมให้มีการสื่อสารประชาสัมพันธ์กับพื้นที่และประชาชนล่วงหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ได้ทัน ซึ่งน้ำที่ระบายจากเขื่อนภูมิพลนี้ก็จะส่งต่อไปพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่ง ณ วันนี้ ที่สถานี C.2 จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,988 ลบ.ม./วินาที คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 6 – 14 พ.ย. ปริมาณน้ำที่จุดนี้จะอยู่ในช่วง 2,833 – 3,110 ลบ.ม.ต่อวินาที และมีปริมาณน้ำที่มาจากลุ่มน้ำสะแกกรัง (side flow) ไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 336 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงได้วางแผนระบายน้ำท้ายเขื่อนที่เจ้าพระยาให้คงอยู่ในอัตรา 2,700 ลบ.ม./วินาที และวางแผนผันไปฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้สมดุลกันเพื่อเร่งระบายออกสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด

“ปี 2568 นี้ มีปริมาณฝนที่ตกสะสมค่อนข้างสูงอย่างเห็นได้ชัด พบว่า ณ วันที่ 3 พ.ย.68 มีปริมาณฝนสะสม 1,600 มม. มากกว่าค่าปกติ 8% ขณะที่ปี 2567 ปริมาณฝนสะสม 1,705 มม. มากกว่าค่าปกติ 5% สำหรับในปีที่มีฝนตกปริมาณสูงเป็นพิเศษ เช่น ปี 2565 พบว่าปริมาณฝนสะสม 2,012 มม. มากกว่าค่าปกติ 24% และปี 2554 มีปริมาณฝนสะสม 1,974.9 มม. มากกว่าค่าปกติ 20% จากสถานการณ์ฝนที่ได้คาดการณ์และเกิดขึ้นจริง ทุกหน่วยงานจะต้องวางแผนร่วมกันเพื่อกักเก็บน้ำในเขื่อนแต่ละแห่งให้ได้เกือบเต็มความจุเก็บกักซึ่งได้ดำเนินการล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อให้มีน้ำในเขื่อนมากที่สุดเพื่อใช้เป็นน้ำต้นทุนสำหรับใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน ตามปฏิทินการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม อย่างไรก็ตาม สทนช. และทุกหน่วยงานก็ยังคงต้องเฝ้าระวังปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ ที่จะได้รับอิทธิพลจากพายุในช่วงถัดจากนี้ไปอย่างเข้มข้น โดยต้องวางแผนจัดการจราจรน้ำในแต่ละพื้นที่แบบเป็นกลุ่มลุ่มน้ำเพื่อให้สอดคล้องและสัมพันธ์กันและช่วยบรรเทาผลกระทบในแต่ละพื้นที่ให้ได้มากที่สุด” รองเลขาธิการ สทนช. กล่าว

เขื่อนภูมิพลกับการรับมือพายุคัลแมกี

แผนการระบายน้ำของเขื่อนภูมิพล

การปรับแผนการระบายน้ำของเขื่อนภูมิพลเป็นแบบขั้นบันได ถือเป็นมาตรการที่รอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการป้องกันน้ำท่วมและการสำรองน้ำไว้ใช้ในอนาคต การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนนี้

ที่มา – “เขื่อนภูมิพล” ปรับแผนการระบายน้ำ เป็นแบบขั้นบันได รับพายุ “คัลแมกี”

ประกาศฉบับ 2 เตือนพายุคัลแมกี! ไทยฝนตกหนักมาก

สถานการณ์น่าเป็นห่วง! “กรมอุตุนิยมวิทยา” ออกประกาศฉบับที่ 2 เตือนภัยจากพายุ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก ระหว่างวันที่ 7–9 พฤศจิกายนนี้ หลายจังหวัดอาจได้รับผลกระทบ เตรียมรับมือกันให้พร้อม!

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนเรื่องพายุ “คัลแมกี” ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยพายุไต้ฝุ่นคัลแมกี (KALMAEGI) บริเวณทะเลจีนใต้ มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งเวียดนามตอนกลางช่วงวันที่ 6-7 พ.ย. 2568 ก่อนจะอ่อนกำลังลง

ผลกระทบจากพายุคัลแมกี จะทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้นระหว่างวันที่ 7–9 พ.ย. 2568 และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ เริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือตามลำดับ ทางกรมอุตุฯ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่น้ำท่วมขัง รวมถึงเกษตรกรควรเตรียมป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันจะมีกำลังค่อนข้างแรง คลื่นสูง 2-3 เมตร และสูงกว่า 3 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 6–7 พ.ย. 68

กรมอุตุนิยมวิทยาเน้นย้ำให้ประชาชนติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก ที่กำลังจะมาถึง

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจาก พายุ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก

  • วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, ยโสธร, อำนาจเจริญ, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ, และอุบลราชธานี

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก

  • วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, สกลนคร, นครพนม, กาฬสินธุ์, มุกดาหาร, ขอนแก่น, และชัยภูมิ

ภาคกลาง : นครสวรรค์, ชัยนาท, ลพบุรี, สระบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, สุพรรณบุรี, นครปฐม, และสมุทรสาคร รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก : นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, และตราด

ภาคใต้ : พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง, และสตูล

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568

ภาคเหนือ : แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, กำแพงเพชร, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, และตาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, และสกลนคร

ภาคกลาง : นครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, ลพบุรี, สระบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, ราชบุรี, นครปฐม, สมุทรสงคราม, และสมุทรสาคร รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568

ภาคเหนือ : แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, กำแพงเพชร, พิจิตร, พิษณุโลก, และตาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : เลย, หนองบัวลำภู, และหนองคาย.

เตรียมพร้อมรับมือ! ไทยฝนตกหนักมาก จากพายุคัลแมกี

สถานการณ์พายุ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยา เตรียมพร้อมรับมือ และวางแผนการเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและครอบครัว

ที่มา – ประกาศฉบับ 2 เตือนพายุ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก เช็กจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ

สภาพอากาศวันนี้ ฝนตกหนัก! กทม.ยังอ่วม

“กรมอุตุนิยมวิทยา” เตือน สภาพอากาศวันนี้ หลายจังหวัดยังคงมี “ฝนตกหนัก” อาจทำให้เกิดน้ำท่วมได้ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

วันที่ 4 พ.ย. 2568 เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า “พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลงแต่ยังคงมีฝนตกหนักเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดกรุงเทพมหานคร รวมทั้งปริมณฑล ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และนครปฐม เนื่องจากร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคกลาง และภาคตะวันออกเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลาง

ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากประเทศจีนได้เคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้บริเวณดังกล่าวจะมีอุณหภูมิลดลงกับมีอากาศเย็นในตอนเช้า

ทั้งนี้ ขอให้เกษตรกรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีฝนตก รวมถึงระวังอันตรายจากฝนตกหนักซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมได้ในบางพื้นที่

สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร อ่าวไทยและทะเลอันดามันตอนล่างมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น ‘คัลแมกี’ บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนกลาง ในช่วงวันที่ 4–5 พ.ย. คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลางในช่วงวันที่ 6–7 พ.ย. จากนั้นมีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงอย่างรวดเร็ว และเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบน”

สภาพอากาศวันนี้ อุตุฯ เตือนหลายจังหวัดยังคงมี “ฝนตกหนัก” โดยเฉพาะ กทม.

เตรียมรับมือ! สภาพอากาศวันนี้ มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่

สถานการณ์ฝนตกหนักที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของประเทศไทยในขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังในหลายจุด ทำให้การจราจรติดขัดและสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน

เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้นอีก ขอแนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และวางแผนการเดินทางให้รอบคอบ หากจำเป็นต้องเดินทางในช่วงที่มีฝนตกหนัก ควรหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีน้ำท่วมขัง และขับรถด้วยความระมัดระวัง

นอกจากนี้ ควรตรวจสอบระบบระบายน้ำรอบบ้านและที่อยู่อาศัยให้พร้อมใช้งาน เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมขังภายในบ้าน และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การเตรียมสิ่งของจำเป็น ยาประจำตัว และอุปกรณ์สื่อสารให้พร้อมใช้งาน

สำหรับเกษตรกร ควรติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศและคำแนะนำจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรให้เหมาะสมกับสถานการณ์

สถานการณ์ฝนตกหนักที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด ขอให้ประชาชนทุกคนเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อผ่านพ้นช่วงฤดูฝนนี้ไปได้อย่างปลอดภัย

สถานการณ์ฝนตกหนักที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ ยังคงเป็นสิ่งที่น่ากังวล และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงการประกอบอาชีพของประชาชนในหลายพื้นที่ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ที่มา – สภาพอากาศวันนี้ อุตุฯ เตือนหลายจังหวัดยังคงมี “ฝนตกหนัก” โดยเฉพาะ กทม.

อัปเดต! เส้นทางพายุโซนร้อน “คัลแมกี” ใกล้ฟิลิปปินส์

สถานการณ์สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา! วันนี้เรามาอัปเดตเส้นทางพายุโซนร้อน “คัลแมกี” ที่กำลังจะเคลื่อนผ่านประเทศฟิลิปปินส์กันค่ะ ข่าวนี้สำคัญมากๆ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ ดังนั้นเราต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดนะคะ

อัปเดตเส้นทางพายุโซนร้อน “คัลแมกี” จ่อเคลื่อนผ่านฟิลิปปินส์ ต้องติดตามเป็นระยะ

“กรมอุตุนิยมวิทยา” ได้ออกมาอัปเดตข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับเส้นทางของพายุโซนร้อน “คัลแมกี” อย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าพายุกำลังจ่อเคลื่อนผ่านประเทศฟิลิปปินส์ แต่ทิศทางของพายุยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ทางเฟซบุ๊กของ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้โพสต์ข้อความอัปเดตสถานการณ์พายุในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยระบุว่า พายุโซนร้อน “คัลแมกี” (KALMAEGI) ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก (ทางตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์) กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก และคาดว่าจะเคลื่อนผ่านตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์ลงสู่ทะเลจีนใต้

คาดการณ์เส้นทาง “คัลแมกี” และผลกระทบ

จากข้อมูลล่าสุด คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2568 พายุโซนร้อน “คัลแมกี” จะเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนาม แต่เมื่อปะทะกับอากาศเย็นก็จะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เนื่องจากทิศทางและความรุนแรงของพายุยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้

สิ่งที่น่ากังวลคือ แม้ว่าพายุจะอ่อนกำลังลงเมื่อเข้าใกล้เวียดนาม แต่ก็อาจจะยังคงมีฝนตกหนักและลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่ ดังนั้นเราจึงควรเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

  • ตรวจสอบสภาพบ้านเรือนให้อยู่ในสภาพที่แข็งแรง
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน
  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่อง
  • เตรียมสิ่งของจำเป็น เช่น อาหาร น้ำดื่ม ยา

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์พายุเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของเรา ดังนั้นอย่าลืมติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัดนะคะ

หวังว่าข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับเส้นทางพายุโซนร้อน “คัลแมกี” นี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะคะ อย่าลืมแชร์ข้อมูลนี้ให้เพื่อนและครอบครัวของคุณ เพื่อให้ทุกคนได้เตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – อัปเดตเส้นทางพายุโซนร้อน “คัลแมกี” จ่อเคลื่อนผ่านฟิลิปปินส์ ต้องติดตามเป็นระยะ

กรมอุตุฯ อัปเดตเส้นทางพายุ “แมตโม” ไม่เข้าไทย

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องพยากรณ์อากาศที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือ กรมอุตุฯ อัปเดตเส้นทางพายุ “แมตโม” ย้ำไม่เข้าไทย แต่ต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง พายุโซนร้อนแมตโมกำลังเคลื่อนตัวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ข่าวดีคือ มันจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยนะครับ อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรประมาท ต้องติดตามข้อมูลล่าสุดจากกรมอุตุนิยมวิทยาอยู่เสมอ เพื่อเตรียมตัวรับมือกับสภาพอากาศที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

กรมอุตุฯ อัปเดตเส้นทางพายุ “แมตโม” ย้ำไม่เข้าไทย แต่ต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2567 กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานว่า ศูนย์กลางของพายุโซนร้อน “แมตโม (MATMO)” อยู่ทางตะวันออกของฟิลิปปินส์ และกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ คาดว่าจะผ่านเกาะลูซอนของฟิลิปปินส์และลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนในวันนี้ จากนั้นจะมุ่งหน้าสู่เกาะไหหลำและขึ้นฝั่งที่จีนตอนใต้ในช่วงวันที่ 5-6 ตุลาคม 2567

ที่สำคัญคือ กรมอุตุฯ ย้ำชัดเจนว่า กรมอุตุฯ อัปเดตเส้นทางพายุ “แมตโม” ย้ำไม่เข้าไทย แต่ต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง พายุนี้จะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่เมฆฝนบางส่วนจากพายุที่อ่อนกำลังลงอาจปกคลุมพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ทำให้มีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะเริ่มมีกำลังแรงขึ้นในช่วงวันที่ 6-7 ตุลาคม ซึ่งอาจนำฝนหนักและคลื่นลมแรงมาสู่บางพื้นที่

กรมอุตุนิยมวิทยาแนะนำให้ประชาชนติดตามประกาศพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังฝนตกหนักที่อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือดินถล่ม โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัย และหลีกเลี่ยงการเชื่อข่าวลือที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะเส้นทางของพายุยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพอากาศ

ผลกระทบที่อาจเกิดจากพายุ “แมตโม” ต่อประเทศไทย

แม้ว่าพายุจะไม่เข้าไทย แต่ผลกระทบทางอ้อมก็ยังมีให้เห็น โดยเฉพาะฝนที่เพิ่มขึ้นในภาคเหนือและอีสานตอนบน ซึ่งอาจทำให้อุณหภูมิลดลงเล็กน้อยและความชื้นสูงขึ้น สำหรับชาวเรือในทะเลอันดามันและอ่าวไทย ควรระมัดระวังคลื่นสูงกว่า 2 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ

นอกจากนี้ การอัปเดตนี้ยังช่วยให้เราเข้าใจลักษณะอากาศทั่วไปของประเทศไทยในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ที่มีฝนลดลงแต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคใต้ตอนล่าง เนื่องจากลมตะวันออกพัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและอ่าวไทย ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังมีกำลังอ่อน

พยากรณ์อากาศรายภาคสำหรับประเทศไทย

ภาคเหนือ: มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนใหญ่ที่แม่ฮ่องสอน ตาก พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส สูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30 ส่วนใหญ่ที่เลย หนองคาย ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศา สูงสุด 33-35 องศา ลมตะวันออก 10-20 กม./ชม.

ภาคกลาง: ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ที่สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศา สูงสุด 34-35 องศา ลมตะวันออกเฉียงใต้ 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออก: ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ที่นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศา สูงสุด 32-34 องศา ลมตะวันออก 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1 เมตร บริเวณฝนคลื่นสูงกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก): ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ที่สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา สูงสุด 32-34 องศา ลมตะวันออก 15-30 กม./ชม. คลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก): ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ที่พังงา กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศา สูงสุด 31-33 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ 15-30 กม./ชม. คลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล: ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศา สูงสุด 33-35 องศา ลมตะวันออกเฉียงใต้ 10-20 กม./ชม.

  • เคล็ดลับ: เตรียมร่มและเสื้อกันฝนให้พร้อม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฝนสูง
  • สำหรับเกษตรกร: ตรวจสอบสภาพดินเพื่อป้องกันน้ำท่วม
  • นักเดินทาง: เช็คพยากรณ์ก่อนออกนอกบ้าน

สรุปแล้ว แม้พายุแมตโมจะไม่เข้าไทย แต่สภาพอากาศยังคงผันผวน เราควรติดตามข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่อความปลอดภัย

สุดท้ายนี้ ขอแนะนำให้ทุกท่านติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้อย่างทันท่วงที สุขภาพและความปลอดภัยของคุณสำคัญที่สุดครับ!

ที่มา – กรมอุตุฯ อัปเดตเส้นทางพายุ “แมตโม” ย้ำไม่เข้าไทย แต่ต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง

ประกาศสุดท้ายพายุบัวลอยเตือน34จังหวัดฝนตกหนัก

วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องที่หลายคนกำลังกังวลกันอยู่ นั่นคือ ประกาศฉบับสุดท้าย “พายุบัวลอย” เตือน 34 จังหวัด ได้รับผลกระทบจาก “ฝนตกหนัก” จากกรมอุตุนิยมวิทยา ที่เพิ่งออกมาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นฉบับที่ 15 และถือเป็นประกาศสุดท้ายสำหรับเหตุการณ์นี้เลยทีเดียว หย่อมความกดอากาศต่ำที่อ่อนกำลังลงจากพายุบัวลอย ปกคลุมบริเวณประเทศเมียนมาตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้ทั่วประเทศมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงต่างๆ

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ใน 34 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ กรมอุตุฯ แนะนำให้เตรียมตัวรับมือกับฝนตกหนักที่อาจนำมาซึ่งน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และที่เคยน้ำท่วมขังมาก่อน ควรตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบบ้าน เก็บของมีค่าขึ้นที่สูง และหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงในช่วงนี้

ประกาศฉบับสุดท้าย “พายุบัวลอย” เตือน 34 จังหวัด ได้รับผลกระทบจาก “ฝนตกหนัก”

ประกาศนี้ครอบคลุมหลายภาคทั่วประเทศ โดยวันที่ 30 กันยายน 2568 คาดว่าฝนจะตกหนักในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้บางส่วน มาดูรายชื่อจังหวัดกันแบบละเอียดเลยนะครับ

รายชื่อจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากประกาศฉบับสุดท้าย พายุบัวลอย

  • ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, ตาก, กำแพงเพชร, พิษณุโลก, พิจิตร, เพชรบูรณ์ – พื้นที่เหล่านี้เสี่ยงน้ำป่าไหลหลากสูงมาก เนื่องจากเป็นภูเขาและลุ่มน้ำ
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, ชัยภูมิ – ฝนสะสมอาจทำให้เกิดน้ำท่วมในที่ราบ
  • ภาคกลาง: นครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, ลพบุรี, กาญจนบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล – กรุงเทพฯ เองก็เสี่ยงน้ำท่วมขังในซอยต่างๆ ควรเตรียมแผนสำรองการเดินทาง
  • ภาคตะวันออก: ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด – ชายฝั่งตะวันออกอาจมีลมแรงและคลื่นสูง
  • ภาคใต้: ระนอง, พังงา – ทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองสูงกว่า 3 เมตร

นอกจากนี้ ยังมีคำเตือนสำหรับชาวเรือด้วยนะครับ ทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรง คลื่นสูง 2-3 เมตร และสูงมากกว่า 3 เมตรในจุดที่มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบน คลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงพื้นที่ฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กในทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งอีก 1 วัน

ประกาศฉบับสุดท้าย “พายุบัวลอย” เตือน 34 จังหวัด ได้รับผลกระทบจาก “ฝนตกหนัก” นี้เป็นสัญญาณว่าสถานการณ์กำลังคลี่คลาย แต่ก็ยังต้องเฝ้าระวังต่อไป กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อม ลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้น ในช่วงฤดูฝนแบบนี้ การมีข้อมูลล่วงหน้าช่วยให้เราจัดการชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนกิจกรรมกลางแจ้งหรือเตรียมเสบียงอาหาร

จากประสบการณ์ในอดีต พายุและฝนตกหนักมักนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน แต่ด้วยเทคโนโลยีการพยากรณ์ที่ทันสมัยมากขึ้น อย่างเช่นดาวเทียมและแบบจำลองสภาพอากาศ เราสามารถรับมือได้ดีกว่าเดิม หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ลองเช็คสภาพหลังคาบ้าน ระบบระบายน้ำ และมีแผนอพยพหากจำเป็น อย่าลืมติดตามข้อมูลอัปเดตจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

เพื่อความปลอดภัย สิ่งสำคัญคือการเตรียมพร้อมส่วนบุคคล เช่น เก็บเอกสารสำคัญในที่สูง สวมเสื้อกันฝน และหลีกเลี่ยงการข้ามสะพานน้ำท่วม นอกจากนี้ รัฐบาลและหน่วยงานท้องถิ่นก็ควรทำงานร่วมกันในการจัดการน้ำและแจกจ่ายถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัย

ในมุมมองของผม สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วแบบนี้เป็นผลจากภาวะโลกร้อน เราควรช่วยกันลดการปล่อยคาร์บอนเพื่อป้องกันพายุที่รุนแรงขึ้นในอนาคต หวังว่าประกาศนี้จะช่วยให้ทุกคนผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ หรือติดตามข่าวสาร气象เพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์

ที่มา – ประกาศฉบับสุดท้าย “พายุบัวลอย” เตือน 34 จังหวัด ได้รับผลกระทบจาก “ฝนตกหนัก”

พายุบัวลอยอ่อนกำลัง เช็กจังหวัดฝนหนัก

กรมอุตุนิยมวิทยาเพิ่งออกประกาศล่าสุดเกี่ยวกับ “พายุบัวลอย” อ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ เช็กจังหวัดรับมือฝนตกหนักได้ที่นี่! ในช่วงนี้สภาพอากาศแปรปรวนมาก โดยเฉพาะจากอิทธิพลของพายุที่เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้บริเวณประเทศไทย ทำให้หลายพื้นที่ต้องเตรียมรับมือกับฝนที่อาจตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน หากคุณอาศัยอยู่ในจังหวัดที่เสี่ยงภัย ควรติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัย

“พายุบัวลอย” อ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ เช็กจังหวัดรับมือฝนตกหนัก

วันที่ 30 กันยายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเรื่องพายุ “บัวลอย” และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ฉบับที่ 14 โดยระบุว่าพายุดีเปรสชัน “บัวลอย” (BUALOI) ได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงแล้ว บริเวณแขวงหลวงน้ำทา ประเทศลาว เมื่อเวลา 01.00 น. และล่าสุดปกคลุมบริเวณประเทศเมียนมาตอนบนและลาวตอนบน เวลา 04.00 น. คาดว่าหย่อมนี้จะเคลื่อนตัวตามแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านเมียนมาตอนบนและภาคเหนือตอนบนของไทยในวันนี้

อิทธิพลจาก “พายุบัวลอย” อ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ เช็กจังหวัดรับมือฝนตกหนักนั้น ส่งผลให้ร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้ทั่วประเทศมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ประชาชนควรระวังอันตรายจากฝนสะสม ซึ่งอาจนำไปสู่ น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะบริเวณลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และที่ลุ่มน้ำขัง

ผลกระทบต่อคลื่นลมและทะเล

นอกจากฝนตกหนักแล้ว คลื่นลมในทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนยังมีกำลังค่อนข้างแรง คลื่นสูง 2-3 เมตร ในที่ที่มีฝนฟ้าคะนองอาจสูงเกิน 3 เมตร สำหรับทะเลอันดามันตอนล่าง คลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และสูงกว่าในจุดที่มีพายุฝน ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงพื้นที่ฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กในทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 เพื่อความปลอดภัย

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจาก “พายุบัวลอย” อ่อนกำลัง

จากประกาศของกรมอุตุฯ จังหวัดที่ต้องเตรียมรับมือฝนตกหนักมีดังนี้:

  • ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, ตาก, กำแพงเพชร, พิษณุโลก, พิจิตร, เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, ชัยภูมิ
  • ภาคกลาง: นครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, ลพบุรี, กาญจนบุรี รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  • ภาคตะวันออก: ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด
  • ภาคใต้: ระนอง, พังงา

หากคุณอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ ควรตรวจสอบสภาพอากาศล่วงหน้า และเตรียมแผนรับมือภัยพิบัติ เช่น ย้ายสิ่งของไปยังที่สูง หลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยง และติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เคล็ดลับรับมือฝนตกหนักจากพายุ

เพื่อความปลอดภัยในช่วง “พายุบัวลอย” อ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ เช็กจังหวัดรับมือฝนตกหนัก แนะนำให้ประชาชนเตรียมถุงทรายกันน้ำ ตรวจสอบระบบระบายน้ำรอบบ้าน และหลีกเลี่ยงการขับขี่ในที่ลื่นหรือน้ำท่วม หากเกิดน้ำท่วมฉับพลัน อย่าพยายามข้ามน้ำลึกเพราะอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ การมีวิทยุสื่อสารหรือแอปพลิเคชันเตือนภัยจะช่วยให้คุณได้รับข้อมูลแบบเรียลไทม์

สภาพอากาศในประเทศไทยมักเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะในฤดูฝน ดังนั้นการติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างสม่ำเสมอจึงสำคัญมาก คุณสามารถเช็คข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.tmd.go.th หรือโทรสอบถามที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ตลอด 24 ชั่วโมง ประกาศนี้出ณวันที่ 30 กันยายน 2568 เวลา 05.00 น. และฉบับต่อไปจะออกเวลา 11.00 น. ในวันเดียวกัน

ในฐานะที่ปรึกษาด้านสภาพอากาศ สรุปว่าช่วงนี้ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ หากมีฝนตกหนัก อย่าลืมแบ่งปันข้อมูลนี้ให้ครอบครัวและเพื่อนๆ เพื่อช่วยกันรับมือภัยพิบัติได้ดีขึ้น ลองเช็คพยากรณ์อากาศประจำวันเพื่อวางแผนกิจกรรมให้เหมาะสม

ที่มา – “พายุบัวลอย” อ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ เช็กจังหวัดรับมือฝนตกหนัก

พายุ “บัวลอย” อ่อนลงเป็นโซนร้อน เตือนฝนหนัก

กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศฉบับที่ 12 เกี่ยวกับ พายุ “บัวลอย” อ่อนกำลังลงเป็นโซนร้อนแล้ว เตือนพื้นที่ได้รับผลกระทบ เจอฝนตกหนัก โดยพายุนี้ได้อ่อนกำลังลงจากพายุโซนร้อนกำลังแรง สู่การเป็นพายุโซนร้อนธรรมดา และคาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมเมียนมาตอนบนในช่วงวันที่ 29-30 กันยายน 2568 แม้พายุจะไม่เคลื่อนตรงเข้าประเทศไทย แต่ผลกระทบยังคงส่งให้เกิดฝนตกหนักหลายพื้นที่ทั่วไทย

จากข้อมูลล่าสุด เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันที่ 29 กันยายน 2568 ศูนย์กลางของพายุ “บัวลอย” (BUALOI) อยู่บริเวณแขวงเชียงขวาง ประเทศลาว ที่ละติจูด 19.5 องศาเหนือ ลองติจูด 103.4 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าพายุนี้จะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วเป็นพายุดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง โดยไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผ่นดินไทย แต่ร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทย จะทำให้เกิดฝนตกหนักมากในหลายจังหวัด

พายุ “บัวลอย” อ่อนกำลังลงเป็นโซนร้อนแล้ว เตือนพื้นที่ได้รับผลกระทบ เจอฝนตกหนัก

อิทธิพลจากพายุ “บัวลอย” ทำให้ประเทศไทยตอนบนและตอนล่างเผชิญกับฝนฟ้าคะนองหนัก โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ที่อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และที่ลุ่มน้ำขัง ประชาชนควรเตรียมตัวรับมือให้ดี เช่น เก็บข้าวของสำคัญไปไว้ในที่สูง หลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยง และติดตามประกาศจากกรมอุตุฯ อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ คลื่นลมในทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรง คลื่นสูง 2-3 เมตร ในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองอาจสูงเกิน 3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่าง คลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และสูงกว่า 2 เมตรในจุดที่มีฝน ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงพื้นที่ฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กในทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 เพื่อความปลอดภัย

พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักจากพายุ “บัวลอย” อ่อนกำลังลงเป็นโซนร้อนแล้ว

สำหรับวันที่ 29 กันยายน 2568 จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักมาก ได้แก่:

  • ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, ลำพูน, ลำปาง, แพร่, สุโขทัย, พิษณุโลก, พิจิตร, เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย, ชัยภูมิ, ขอนแก่น, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, ยโสธร, อำนาจเจริญ, นครราชสีมา, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี
  • ภาคตะวันออก: ปราจีนบุรี, ชลบุรี, ระยอง
  • ภาคใต้: ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, สงขลา, กระบี่, ตรัง, สตูล

ส่วนวันที่ 30 กันยายน 2568 พื้นที่ฝนหนักมากจะลดลง แต่ยังมีจังหวัดตะวันออกอย่างจันทบุรีและตราดที่เสี่ยง สำหรับฝนตกหนักทั่วไปในวันที่ 29 กันยายน จะคล้ายกัน แต่วันที่ 30 จะขยายไปยังภาคเหนือเพิ่มเติม เช่น เชียงราย, พะเยา, น่าน, อุตรดิตถ์, ตาก, กำแพงเพชร ภาคอีสานอย่างหนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี ภาคกลางอย่างนครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, ลพบุรี, กาญจนบุรี ภาคตะวันออกเพิ่มฉะเชิงเทรา และภาคใต้อย่างระนอง, พังงา

ในฐานะที่เราอยู่ในฤดูฝน การเตรียมพร้อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้ตรวจสอบสภาพอากาศล่าสุดผ่านแอปหรือเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา และวางแผนการเดินทางให้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัยและติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ หากมีคำถามเกี่ยวกับการรับมือฝนตกหนัก สามารถคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – พายุ “บัวลอย” อ่อนกำลังลงเป็นโซนร้อนแล้ว เตือนพื้นที่ได้รับผลกระทบ เจอฝนตกหนัก

Scroll to top