พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

“รทสช.” รุกคืบกาญจน์ เปิดสำนักงาน ชูคนทำงาน

พรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดสำนักงานพรรค จ.กาญจนบุรี เดินหน้าสร้างดีเอ็นเอคนทำงาน ชู “เกษตรแปลงใหญ่” นโยบายเปลี่ยนชีวิตเกษตรกร พร้อมสานต่อ “โซลาร์เสรี” เพื่อประชาชน

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พร้อมด้วยนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรค ร่วมเปิดสำนักงานตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ สาขาจังหวัดกาญจนบุรี อย่างเป็นทางการ โดยมี นายชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ จ.กาญจนบุรี เขต 2 และคณะ ให้การต้อนรับท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นจากประชาชนในพื้นที่

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า เป็นโอกาสดีที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้เปิดสำนักงานตัวแทนพรรคในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ภายใต้การดูแลของ นายชาติชาย ลูกหลานของคนกาญจนบุรีซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ เปี่ยมประสบการณ์บนสนามการเมือง ที่ตั้งใจมาร่วมทำงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติเพื่อแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน ซึ่งตนมั่นใจว่านายชาติชาย เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ ที่จะมาช่วยขับเคลื่อนให้พี่น้องชาวกาญจนบุรีมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นได้แน่นอน

“ผมขอฝากคุณชาติชาย หรือ ตั้ม กับพ่อแม่พี่น้องชาวกาญจนบุรีทุกคน เลือกตั้งคราวหน้าต้อง ชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะการจะเป็นคนทำงานการเมืองได้ มาทำงาน มาพัฒนาชีวิตให้ประชาชนได้ ใจต้องมาก่อน ซึ่งคุณชาติชายมีคุณสมบัตินี้อย่างเต็มเปี่ยม”

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า ตลอดเวลาที่ตนทำงานการเมืองมา 30 กว่าปี ไม่เคยคิดอยากมีตำแหน่ง คิดแต่เพียงการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน โดยในช่วงที่ตนเป็น สส.ทุกคนสามารถโทรหาได้ตลอดเวลา จนถึงวันนี้ตนก็ยังคงมุ่งมั่นทำงาน ไม่ได้มาเล่นการเมือง ซึ่งผลงานที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้ว โดยเฉพาะการลดราคาค่าไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และตรึงราคาค่าแก๊สหุงต้มมาตลอดในช่วงที่ตนได้กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน

นายพีระพันธุ์ ยังเปิดเผยถึงพันธกิจของพรรครวมไทยสร้างชาติในการช่วยเหลือประชาชนพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ว่า พื้นที่แห่งนี้ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และพรรครวมไทยสร้างชาติก็มีนโยบายสำคัญเพื่อสนับสนุนการยกระดับเกษตรกรไทย นั่นคือ “นโยบายเกษตรแปลงใหญ่” โดยรัฐจะร่วมลงทุนกับกลุ่มเกษตรกร พร้อมสนับสนุนด้านทุน เทคโนโลยี ปัจจัยการผลิต และช่องทางตลาดเสริมศักยภาพการผลิต ซึ่งจะสามารถลดต้นทุน และเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกรเพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้ภาคเกษตรกรรมของไทย

“สิ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติจะทำให้พี่น้อง คือ จะทำให้ราคาปุ๋ยถูกลง ประเทศไทยมีแร่โพแทชระดับโลก แต่เรากลับไม่เคยมีนโยบายนำแร่เหล่านี้มาทำปุ๋ยอย่างจริงจัง ถ้าผมและพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้มีโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ ผมจะเดินหน้าทำให้สำเร็จเช่นเดียวกับเรื่องไฟฟ้า และผมจะเดินหน้าโครงการโซลาร์เสรี ต่อไป รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างน้ำมัน โครงการผลิตน้ำมันชุมชน พร้อมทั้งเรื่องพลังงานทดแทนจากธรรมชาติ เช่น การผลิตไฟฟ้าจากใบอ้อย พี่น้องประชาชนไม่ต้องห่วงครับ ผมทำต่อแน่ และจะทำให้ดู”

ขณะที่นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค กล่าวถึงความตั้งใจในการทำงานด้านการเกษตรว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องประสบกับต้นทุนการทำการเกษตรในราคาสูง แต่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์เซลล์ จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้ ทั้งการผลิตไฟฟ้า การสูบน้ำ ซึ่งเมื่อนำมารวมกับการสนับสนุนด้านเครื่องมือการเพาะปลูก และการรวมตัวกันของเกษตรกร ตนก็มั่นใจว่าต้นทุนการผลิตจะลดลง กำไรของเกษตรกรจะมากขึ้น และเกษตรกรจะลืมตาอ้าปากได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

“หากพี่น้องมีใจอยากได้คนทำงาน ไม่สนผลประโยชน์ ผมรับรองว่าถ้ามาเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ พี่น้องจะไม่ผิดหวัง เพราะเราจะได้นักการเมืองที่ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง”

ด้านนายชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์ เปิดเผยว่า การที่ตนตัดสินใจเข้ามาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเพราะอุดมการณ์ของพรรคสอดคล้องกับความตั้งใจของตนที่ต้องการอาสาเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนอย่างจริงจัง ไม่เน้นการเล่นการเมือง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้กับพี่น้องชาวจังหวัดกาญจนบุรี เขต 2

“พื้นที่กาญจนบุรี เขต 2 มีมากกว่า 200 หมู่บ้าน ผมได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและความเดือดร้อนมาอย่างต่อเนื่อง และหวังว่า พี่น้องประชาชนจะพิจารณาให้โอกาสผมเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนเพื่อช่วยพัฒนาชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”

รทสช. รุกคืบกาญจนบุรี เปิดสำนักงานพรรค “พีระพันธุ์” ชู เดินหน้าสร้าง DNA คนทำงาน

พรรครวมไทยสร้างชาติ หรือ รทสช. เดินหน้าขยายฐานเสียงในจังหวัดกาญจนบุรี โดยเปิดสำนักงานพรรคอย่างเป็นทางการ พร้อมชูประเด็นการสร้าง DNA คนทำงาน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่

ทำไมต้อง “รทสช.” รุกคืบกาญจนบุรี เปิดสำนักงานพรรค “พีระพันธุ์” ชู เดินหน้าสร้าง DNA คนทำงาน?

การที่พรรครวมไทยสร้างชาติให้ความสำคัญกับจังหวัดกาญจนบุรี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของประชาชนที่ต้องการนักการเมืองที่เข้าใจปัญหาและพร้อมที่จะลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง การเปิดสำนักงานพรรคและการชูประเด็น DNA คนทำงาน จึงเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการเข้าถึงใจประชาชน

พรรครทสช. รุกคืบกาญจนบุรี เปิดสำนักงานพรรค “พีระพันธุ์” ชู เดินหน้าสร้าง DNA คนทำงาน เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะนโยบายด้านการเกษตรและพลังงาน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับประชาชนในพื้นที่

การเปิดสำนักงานพรรค รทสช. ที่กาญจนบุรีครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง และการเน้นย้ำถึงการสร้าง DNA คนทำงาน ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่า พรรคจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรีให้ก้าวหน้าได้อย่างไร

การที่พรรครวมไทยสร้างชาติเปิดสำนักงานในจังหวัดกาญจนบุรี ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาพื้นที่และแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง การเน้นย้ำถึงคุณสมบัติของ “คนทำงาน” ที่มีความรู้ความสามารถและความตั้งใจจริง จึงเป็นสิ่งที่น่าจะได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่

ที่มา – “รทสช.” รุกคืบกาญจนบุรี เปิดสำนักงานพรรค “พีระพันธุ์” ชู เดินหน้าสร้าง DNA คนทำงาน

“นราพัฒน์” เผย สาเหตุย้ายพรรค เหตุ DNA ทางการเมืองตรงกัน

“นราพัฒน์ แก้วทอง” เปิดใจสาเหตุย้ายร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ มั่นใจ DNA ตรงกัน เรื่องกฎหมาย ขอขับเคลื่อนนโยบายเกษตร มั่นใจทำได้สำเร็จแน่

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายนราพัฒน์ แก้วทอง อดีต สส.หลายสมัย อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงความท้าทายทางการเมืองครั้งใหม่ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติว่า การที่ตนตัดสินใจเข้ามาร่วมงานทางการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติในครั้งนี้ เป็นเพราะมีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของพรรคซึ่งตรงกับอุดมการณ์ของตน นั่นคือการทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ นอกจากนี้ การที่หัวหน้าพรรค นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ก็จะเป็นอีกกุญแจสำคัญในการผลักดันนโยบายและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย

“ผมเป็นคนชอบทำงาน และพรรครวมไทยสร้างชาติก็เป็นพรรคที่มุ่งหน้าทำงานและมีแนวทางการทำงานที่ชัดเจนเพื่อชาติและประชาชนเช่นกัน ดังนั้น DNA จึงตรงกัน และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์กับการทำงานของผมด้วย ก็คือ กฎหมาย เพราะทุกเรื่องที่เราจะทำให้ชาวบ้านล้วนต้องอาศัยกฎหมายเป็นกลไกขับเคลื่อน เราต้องผลักดันกฎหมายบางฉบับให้ออกมามีผลบังคับใช้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นแนวทางที่ชัดเจนของท่านพีระพันธุ์อยู่แล้ว เพราะท่านแม่นยำเรื่องกฎหมาย เมื่อนำมารวมกับนโยบายที่ผมอยากจะทำ โดยเฉพาะนโยบายด้านการเกษตร ผมมั่นใจว่าผมจะทำได้สำเร็จแน่นอน ผมก็เลยตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ” นายนราพัฒน์กล่าว

นายนราพัฒน์ยังบอกเล่าถึงเส้นทางการเมืองที่ผ่านมาว่า ในวัยเด็กตนไม่ได้มีความสนใจที่จะเข้ามาทำงานการเมือง เนื่องจากเห็นความเหนื่อยยากและเวลาที่หายไปของคุณพ่อ นายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีต สส. 12 สมัย ผู้ได้รับการขนานนามว่า “พ่อพระของพิจิตร” โดยหลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี บริหารธุรกิจ สาขาบัญชี จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตนก็ได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท บริหารธุรกิจ (M.B.A) ที่มหาวิทยาลัย National University ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนกลับมาทำงานในบริษัทภาคเอกชนอยู่ช่วงหนึ่ง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2540 เมื่อรัฐธรรมนูญเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง ทำให้นายไพฑูรย์ ผู้เป็นบิดาได้รับการวางตัวให้ลงสมัครเลือกตั้งเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ ตนจึงเบนเข็มมาลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่เดิมของคุณพ่อที่จังหวัดพิจิตร โดยเริ่มจากเป็นผู้ช่วย สส. ซึ่งต้องลงพื้นที่เพื่อพบปะชาวบ้านทุกหลังคาเรือนในเขตเลือกตั้งเป็นเวลากว่า 2 ปีก่อนการเลือกตั้ง จนกระทั่งได้รับเลือกตั้งเป็น สส.เขต ติดต่อกัน 3 สมัย

“นราพัฒน์” เผย สาเหตุย้ายพรรค เหตุ DNA ทางการเมืองตรงกับพรรครวมไทยสร้างชาติ

ประเด็นสำคัญที่นายนราพัฒน์เน้นย้ำคือความสอดคล้องของ DNA ทางการเมืองระหว่างตนเองและพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจย้ายพรรคครั้งนี้

ทำไมนราพัฒน์ถึงย้ายพรรค?

นราพัฒน์ แก้วทอง อธิบายว่า “นราพัฒน์” เผย สาเหตุย้ายพรรค เหตุ DNA ทางการเมืองตรงกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะเล็งเห็นถึงแนวทางการทำงานที่ชัดเจนและมุ่งเน้นประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ นอกจากนี้ ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายของหัวหน้าพรรคยังเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้นโยบายต่างๆ สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรซึ่งเป็นสิ่งที่นายนราพัฒน์ให้ความสำคัญ

การย้ายพรรคของนายนราพัฒน์ แก้วทอง ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของนายนราพัฒน์ในด้านการเกษตรและการบริหารจัดการ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการผลักดันนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ นายนราพัฒน์ยังกล่าวถึงความสำคัญของกฎหมายในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ โดยมองว่ากฎหมายเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานเพื่อประชาชนเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ จึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้นายนราพัฒน์มั่นใจว่าจะสามารถทำงานร่วมกับพรรคได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ

การตัดสินใจครั้งนี้ของนายนราพัฒน์จึงเป็นการเดิมพันที่น่าสนใจ และเป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไปว่า “นราพัฒน์” เผย สาเหตุย้ายพรรค เหตุ DNA ทางการเมืองตรงกับพรรครวมไทยสร้างชาติ จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

การเข้ามาของนายนราพัฒน์ แก้วทอง จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรครวมไทยสร้างชาติได้มากน้อยแค่ไหน และจะมีผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลาต่อจากนี้

“นราพัฒน์” เผย สาเหตุย้ายพรรค เหตุ DNA ทางการเมืองตรงกับพรรครวมไทยสร้างชาติคือการมองเห็นอนาคตที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของตนเอง และพร้อมที่จะทุ่มเททำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติอย่างเต็มที่

ที่มา – “นราพัฒน์” เผย สาเหตุย้ายพรรค เหตุ DNA ทางการเมืองตรงกับพรรครวมไทยสร้างชาติ

รวมไทยสร้างชาติ เลือก “พีระพันธุ์” นั่งหัวหน้าพรรคต่อ

พรรครวมไทยสร้างชาติ จัดประชุมใหญ่ เลือก “พีระพันธุ์” นั่งหัวหน้าพรรคต่อ “ชัช เตาปูน” นั่งเลขาธิการพรรค พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เดินหน้าสู้ศึกเลือกตั้ง “นราพัฒน์” โผล่นั่งรองหัวหน้าพรรค

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2568 เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค และตำแหน่งอื่นของพรรค แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีผู้บริหารพรรค พร้อมด้วย สส. และสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ณ สโมสรราชพฤกษ์ กรุงเทพฯ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้

1.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

2.นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

3.นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

4.นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

5.นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

6.นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

7.นายสามารถ มะลูลีม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

8.นายโกวิทย์ ธารณา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

9.พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

10.นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

11.นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

12.นาวาอากาศตรี ดร.ปุญณัฐส์ นำพา รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

13.ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง อัยรดา บำรุงรักษ์ รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

14.นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

15.นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

ในการประชุม นายพีระพันธุ์ ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกพรรคทุกคนที่ให้ความไว้วางใจเลือกตนให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป พร้อมระบุว่า ตลอด 2 ปีเศษที่ผ่านมา ตนได้มีโอกาสเข้าไปปฏิบัติภารกิจให้กับประเทศในการกำกับดูแลพลังงาน ทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงและปัญหาต่าง ๆ ในด้านพลังงาน จึงได้เร่งแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน จนทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่สามารถบริหารจัดการโครงสร้างพลังงานของประเทศให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการตรึงราคาก๊าซหุงต้มให้อยู่ที่ 423 บาท/ถัง ขนาด 15 กิโลกรัม และการลดค่าไฟฟ้าลงอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่หน่วยละ 3.94 บาท ในปัจจุบัน ซึ่งตนมั่นใจว่าหากได้ทำงานกำกับดูแลกระทรวงพลังงานต่อก็จะสามารถลดค่าไฟให้ลงมาเหลือหน่วยละ 3.70 บาท ได้แน่นอน ทั้งนี้จากการตรึงค่าไฟในปี 2567 สามารถทำให้ประชาชนประหยัดเงินค่าไฟรวมกันได้ถึง 270,000 กว่าล้านบาท ส่งผลให้ประชาชนมีเงินคืนสู่กระเป๋าเพื่อนำไปจับจ่ายซื้อสิ่งของและกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

“ผมอาจจะช่วยให้ทุกคนรวยขึ้นไม่ได้ แต่ผมทำให้ทุกคนประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ประเทศไทยในวันนี้ต้องการคนทำงาน คนที่ตั้งใจแก้ปัญหาให้ประเทศ ผมจึงขอให้คำมั่นกับสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติว่า พรรคจะเดินหน้าทำงานต่อไปอย่างเต็มที่ และหากได้เข้าไปบริหารประเทศ ผมจะแก้ทุกปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในทันที ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความมั่นคงทางชายแดน ความมั่นคงทางพลังงาน และปัญหาความมั่นคงด้านอื่น ๆ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า วันนี้ยังเป็นนิมิตหมายที่ดีที่พรรคได้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยเฉพาะในตำแหน่งเลขาธิการพรรคที่ได้นายชัชวาลล์ คงอุดม เข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งตนมั่นใจว่า ด้วยผลงานที่ผ่านมาของนายชัชวาลล์ ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานและการช่วยเหลือผู้อื่นมาเสมอ จะช่วยขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแน่นอน

ด้านนายชัชวาลล์ กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับนายพีระพันธุ์และพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะนายพีระพันธุ์ เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ เสียสละ ทำงานให้ประเทศเต็มที่ และมุ่งมั่นตั้งใจทำงานแก้ไขปัญหาให้ประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ตนตัดสินใจอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป

นอกจากนี้ ในคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ยังมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง เข้ามารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค เพื่อร่วมขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติด้วย

รวมไทยสร้างชาติ ประชุมใหญ่

พรรครวมไทยสร้างชาติ ยังคงเดินหน้าเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของชาติ มาร่วมกันติดตามข่าวสารและสนับสนุนพรรคการเมืองที่เราเชื่อมั่น เพื่อสร้างประเทศไทยให้ก้าวหน้าไปด้วยกัน

ทิศทางต่อไปของพรรครวมไทยสร้างชาติ

หลังจากที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้จัดการประชุมใหญ่และมีการเลือกตั้งตำแหน่งต่างๆ ภายในพรรคเสร็จสิ้น สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือทิศทางและนโยบายที่พรรคจะนำเสนอในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรครวมไทยสร้างชาติจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน ต้องติดตามดูกันต่อไป

การประชุมใหญ่ของพรรครวมไทยสร้างชาติและการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การมีผู้นำที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์ จะช่วยนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จได้ หวังว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะสามารถนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

รวมไทยสร้างชาติ มุ่งมั่นที่จะเป็นพรรคการเมืองที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศในทางที่ดีขึ้น ด้วยนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน การสนับสนุนและติดตามการทำงานของพรรคจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “รวมไทยสร้างชาติ” ประชุมใหญ่ เลือก “พีระพันธุ์” นั่งหัวหน้าพรรคต่อ “ชัชวาลล์” ขึ้นเลขาธิการพรรค

“พีระพันธุ์” ย้ำ เฟ้นผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง

“พีระพันธุ์” ย้ำความมั่นคงอยู่เหนือประชานิยม ยืนยันพรรคยังมี DNA “ลุงตู่” เตรียมเฟ้นผู้สมัครเลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการสีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง ทาง Youtube โดยเปิดเผยถึงจุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาติว่า นโยบายที่เป็นธงนำของพรรคก็คือการกำกับดูแลและเสริมสร้าง “ความมั่นคง” ของชาติในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงในการดำรงชีวิต ความมั่นคงในเรื่องเศรษฐกิจโดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ความมั่นคงด้านเกษตรกรรม ไปจนถึงความมั่นคงในด้านการศึกษา พร้อมเน้นย้ำว่า ความมั่นคงมีความสำคัญและยั่งยืนมากกว่านโยบายประชานิยม

“จะมีประโยชน์อะไรถ้ามีประชานิยมแต่ไม่มีความมั่นคง แล้วประชานิยมจะช่วยให้ประเทศชาติยั่งยืนได้แค่ไหน?” นายพีระพันธุ์ตั้งคำถาม พร้อมได้ยกตัวอย่างความมั่นคงด้านพลังงานว่า “ช่วงที่ผมบริหารกระทรวงพลังงานตั้งแต่วันแรก ผมบอกกับทุกคนเลยว่าภารกิจของกระทรวงนี้เกี่ยวข้องกับประชาชนมาก แต่ที่ผ่านมาประชาชนไม่ได้รู้สึกถึงความสำคัญของกระทรวงพลังงาน เพราะฉะนั้นกระทรวงพลังงานต้องกลับมามุ่งเน้นในเรื่องของประชาชน ไม่ใช่มุ่งเน้นในเรื่องของธุรกิจการลงทุน และในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาผมทำให้ประชาชนเห็นแล้วว่ากระทรวงพลังงานมีความสำคัญกับชีวิตของประชาชนแค่ไหน”

พูดมากบอกโหน พูดน้อยบอกลืม

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า “ทุกวันนี้พรรคก็ยังเป็น DNA ของ “ลุงตู่” แต่เมื่อผมพูดถึงมาก ก็กล่าวหาว่าผมไปโหน “ลุงตู่” แต่พอไม่พูด ก็กล่าวหาว่าผมลืมลุงไปแล้ว นี่เป็นตัวอย่างของคนที่หาเรื่อง ท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับคนรักชาติบ้านเมือง คนตั้งใจทำงาน จุดนี้คือสิ่งที่ต้องเก็บรักษาไว้ให้เป็น DNA ของลุงตู่ในพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นแนวทางของพรรคตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว”

เตรียมหาผู้สมัครสู้เลือกตั้ง

นายพีระพันธุ์ ยังมั่นใจเหตุผลที่ถูกโจมตีมาตลอด เพราะมีเบื้องหลังคือมาจากการที่ต่อสู้ในเรื่องของราคาพลังงาน ทำในสิ่งที่ต้องทำ และทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ยืนยันการเข้าสู่เส้นทางทางการเมืองของตน ไม่ใช่เพราะอยากเป็นนักการเมือง เมื่อลาออกจากผู้พิพากษาเพื่อมาทำงานการเมือง ไม่ได้มาเล่นการเมือง  ส่วนการแยกตัวของสมาชิก ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเข้าใจ ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ตนเคารพในความคิดของทุกคน ทุกคนมีสิทธิตัดสินใจอนาคตของตนเอง ทุกคนมีแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเขา ซึ่งในตอนนี้ตนก็รู้สึกสบายใจเพราะสามารถบริหารจัดการพรรคได้อย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น และกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งถัดไป

ลั่นอยากได้คนรุ่นใหม่

“พรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ระหว่างเตรียมคนอยู่ ซึ่งผมพูดตรง ๆ เลยว่า ผมอยากได้คนใหม่ คนที่ไม่ใช่นักการเมือง และเป็นคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อชาวบ้าน เพื่อประชาชน ในทุก ๆ ครั้งของการสำรวจมีคนไม่ตัดสินใจเยอะที่สุด ทำไมคนไม่ตัดสินใจ เพราะว่าคนเบื่อการเมือง คนเบื่อนักการเมืองเก่า ๆ คนอยากได้นักการเมืองอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมพร้อมที่จะเป็นนักการเมืองที่ไม่ได้เล่นการเมืองแบบเก่า ๆ แต่ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน ถ้าประชาชนต้องการเห็นพรรคการเมืองที่มาทำงาน ก็สนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันหลักของการเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลี นายพีระพันธุ์ พร้อมด้วยนายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าร่วมชมงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ณ ย่านพาหุรัดและคลองโอ่งอ่าง ระหว่างการเข้าชมงานในครั้งนี้ นายพีระพันธุ์ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์และกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรมประจำเทศกาลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังได้พบปะพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าที่ออกร้านจำหน่ายสินค้าหลากหลายชนิด อาทิ ขนมหวานอินเดีย และอาหารสตรีทฟู้ด รวมถึงแวะชมกิจกรรมสาธิตทางวัฒนธรรม เช่น การเพ้นท์เฮนน่า ด้วย

“พีระพันธุ์” ย้ำความมั่นคงอยู่เหนือประชานิยม เตรียมเฟ้นผู้สมัครเลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

“พีระพันธุ์” เน้นเฟ้นผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการเฟ้นหาผู้สมัครเลือดใหม่เพื่อลงสู้ศึกในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำว่าพรรคต้องการคนรุ่นใหม่ที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ แต่มีความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

การเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติในการสร้างความเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของประชาชนที่เบื่อหน่ายนักการเมืองแบบเดิมๆ พรรคจึงมุ่งเน้นไปที่การค้นหาบุคคลที่มีความสามารถ มีความรู้ความสามารถ และมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของความมั่นคงในทุกมิติ ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักของพรรค และยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติยังคงยึดมั่นใน DNA ของ “ลุงตู่” พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างเต็มที่ การเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง จึงเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์จากนักการเมืองรุ่นเก่าที่ยึดมั่นในอุดมการณ์

การเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง ที่กำลังจะมาถึงจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะสามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานการเมืองได้หรือไม่ และจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศชาติได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “พีระพันธุ์” ย้ำความมั่นคงอยู่เหนือประชานิยม เตรียมเฟ้นผู้สมัครเลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

“พีระพันธุ์” รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 รับปากเดินหน้าติดตามแก้ไขปัญหาสาธารณูปโภคพื้นฐาน และผลกระทบจากแผ่นดินไหว ขาดพื้นที่สันทนาการ

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ลงพื้นที่พบปะและรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน ณ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 โดยมี นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต และนางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติร่วมลงพื้นที่เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนด้วย

อุ่นใจทุกครั้งเจอชาวดินแดง

นายพีระพันธุ์เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ตนได้ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในเขตดินแดง และได้เข้ามาทำงานการเมืองจนถึงวันนี้ก็นับเป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว รู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่ได้มาร่วมกิจกรรมกับพี่น้องประชาชนชาวดินแดง ซึ่งในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ได้มอบหมายให้ นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต มาประสานงานการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดินแดงมาโดยตลอด และแม้ในวันนี้ตนจะไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตดินแดง แต่ตนยังคงรักและเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในเขตดินแดงเหมือนเดิม และพร้อมที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง

ชาวบ้านร้องซ่อมแซมล่าช้า

ในโอกาสนี้ ทางด้านตัวแทนประชาชนผู้อยู่อาศัย ณ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงได้นำปัญหาที่เกิดขึ้นมาร้องเรียนต่อนายพีระพันธุ์ ได้แก่ ปัญหาการซ่อมแซมอาคารหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวซึ่งเป็นไปด้วยความล่าช้า และทุกวันนี้หลายห้องพักก็ยังไม่สามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้ ทำให้ผู้พักอาศัยได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งปัญหาการขาดการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้าส่องสว่าง ทำให้เกิดปัญหาลักขโมย และอุบัติเหตุตามมา

ร้องขอพื้นที่สันทนาการ

นอกจากนี้ ทางผู้อยู่อาศัยในโครงการดังกล่าวยังได้ร้องขอพื้นที่สันทนาการสำหรับผู้สูงวัย เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ส่วนกลางของโครงการได้ โดยขอให้มีการร่วมมือระหว่างการเคหะแห่งชาติและผู้อยู่อาศัยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย

รับปากตามเรื่องแก้ไข

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า เรื่องร้องเรียนทั้งหมดนี้ ตนจะดำเนินการตรวจสอบและประสานงานกับการเคหะแห่งชาติ โดยจะติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาพร้อมทั้งแจ้งถึงผลการดำเนินงานให้พี่น้องประชาชนทราบเป็นระยะ ๆ

“ผมดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดินแดงมาตั้งแต่ปี 2539 ทุกเรื่องที่ผมรับปาก ผมทำให้ทุกเรื่อง ผมไม่รับรองว่าจะทำได้สำเร็จทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่ก็ทำได้หมด ขอให้พวกเรามั่นใจว่าปัญหาทั้งหมดของพี่น้องประชาชน ผมจะเป็นปากเสียงให้ และจะไปประสานงานกับการเคหะแห่งชาติในการดูแลพี่น้องประชาชนต่อไป” นายพีระพันธุ์กล่าว

จากนั้น นายพีระพันธุ์ได้ลงพื้นที่สำรวจโครงสร้างอาคารที่เสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว สาธารณูปโภคพื้นฐานของอาคาร และพื้นที่ส่วนกลางของโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 พร้อมพบปะพูดคุย ให้กำลังใจชาวบ้านชุมชนแฟลต 8 ชั้นดินแดง โดยมีพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ความสำคัญของการลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวแฟลตดินแดงใหม่

การลงพื้นที่ของนายพีระพันธุ์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่ดินแดง ซึ่งเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายและความต้องการที่แตกต่างกัน การรับฟังโดยตรงจากประชาชน ช่วยให้นักการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจถึงปัญหาที่แท้จริงและความต้องการของประชาชนได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

ปัญหาที่ชาวแฟลตดินแดงใหม่ร้องเรียนนั้น มีทั้งปัญหาการซ่อมแซมที่ล่าช้าหลังเหตุแผ่นดินไหว ปัญหาการขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐาน และความต้องการพื้นที่สันทนาการสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง

นายพีระพันธุ์รับปากที่จะนำเรื่องร้องเรียนทั้งหมดไปประสานงานกับการเคหะแห่งชาติ เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดินแดงให้ดีขึ้น การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนต่อภาครัฐอีกด้วย

การแก้ไขปัญหา “พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและวางแผนการพัฒนา จะช่วยให้การพัฒนาเป็นไปในทิศทางที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 เป็นสัญญาณที่ดีของการเมืองที่ใส่ใจประชาชน และมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง หวังว่าการดำเนินการแก้ไขปัญหาของนายพีระพันธุ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในพื้นที่ดินแดงต่อไป

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการช่วยเหลือเเละดูเเลประชาชนอย่างเเท้จริง

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 รับปากช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน

“พีระพันธุ์” ลั่น นำทัพ รทสช. **สู้ศึกเลือกตั้ง**

“พีระพันธุ์” พร้อมนำทัพรวมไทยสร้างชาติสู้ศึกเลือกตั้ง ย้ำ 2 ปีพิสูจน์แล้ว ชวนคนอุดมการณ์เดียวกันทำงานเพื่อชาติ-ประชาชน ซัดคนปล่อยข่าวโง่ อยากทำลายพรรค ชี้ นายกฯ ต้องมาด้วยความมีศักดิ์ศรี

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 18 กันยายน 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงทิศทางการทำงานของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ว่า ขอยืนยันว่าพร้อมเดินหน้าในการดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพื่อเป็นแม่ทัพของพรรครวมไทยสร้างชาติในการทำงานทางการเมืองต่อไป ส่วนกระแสข่าวเลือดไหลออกจากพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น วันนี้ยังไม่มีเลือดไหลออกจากพรรค เพราะทุกคนยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ และยังมีผู้สนใจมาสมัครสมาชิกพรรคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน

ขณะเดียวกัน นายพีระพันธุ์ ยังได้เปิดเผยถึงจุดยืนของตนเองเกี่ยวกับการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ว่า หลังจากที่มีการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ การเมืองของไทยก็มีพัฒนาการทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญก็คือมีการพยายามนำพรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติได้ประกาศตั้งแต่ต้นว่าไม่สามารถร่วมมือด้วยได้ เนื่องจากมีอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก และมีการใช้วิธีการให้พรรคการเมืองนั้นมาลงมติสนับสนุนผู้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่ได้เป็นการร่วมรัฐบาล แต่เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน ตนเห็นว่าแนวทางเช่นนี้ไม่ถูกต้องทางการเมือง เพราะจะทำให้รัฐบาลกลายเป็นเบี้ยล่างทางการเมืองของพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล วิธีการดังกล่าวอาจเป็นการผิดกฎหมายพรรคการเมืองในการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไป จาก 2 เหตุผลข้างต้น ทำให้ตนมีความเห็นว่าไม่สามารถลงคะแนนเสียงสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีได้ในขณะนั้น ทั้งที่โดยส่วนตัวตนเคารพและรักนายอนุทินมาก คิดว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ แต่วิธีการในการจัดตั้งรัฐบาลในรูปแบบนี้ไม่ใช่วิธีทางที่ถูกต้อง ต่อมาทางพรรคเพื่อไทยก็ได้มีการติดต่อในการเพิ่มเสียงสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ด้วยแนวทางแลกเปลี่ยนผลประโยชน์แต่ไม่ร่วมรัฐบาลนั้น ตนยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ดังนั้นจึงมีความเห็นว่าถ้าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลด้วยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ก็ไม่สามารถสนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้เลย

“สำหรับผมคิดว่านี่เป็นวิธีการทางการเมืองที่ไม่ถูกต้อง และจะทำให้รัฐบาลกลายเป็นเบี้ยล่างของพรรคการเมืองอื่นซึ่งไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งในทางการเมืองเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นและผมรับไม่ได้”

โหวตนายกฯ ไร้มติพรรค เปิดกว้างเอกสิทธิ สส.

ในส่วนการบริหารจัดการพรรคจะต้องมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค เบื้องต้นตนได้มีการหารือกับผู้บริหารระดับสูงของพรรคว่า หากแนวทางเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องทางการเมืองเช่นนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติก็ไม่สามารถร่วมรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม โดยก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคร่วมกับ สส. พรรค ตนมองว่าเมื่อการเมืองเดินมาถึงสถานการณ์เช่นนี้น่าจะจบลงด้วยการยุบสภา จึงยังไม่มีมติของพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเพียงการหารือแลกเปลี่ยนความเห็นกันเท่านั้น

ต่อมาเมื่อปรากฏว่าการยุบสภาไม่สามารถทำได้ ประกอบกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในส่วนของพรรคหลายคนสอบถามและแสดงความคิดเห็นว่า กก.บห.พรรครวมไทยสร้างชาติ ควรมีมติที่ชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการของ สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ จึงมีการเชิญประชุม กก.บห.พรรคอย่างเร่งด่วน ในวันพุธ (3 กันยายน 2568) ก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยต่อไปว่า ในการประชุม กก.บห.พรรคครั้งนั้น 3 คนเห็นด้วยกับแนวทางของตน แต่มี 1 คนเห็นว่า หากนายอนุทินยืนยันว่าจะไม่มีการแตะต้องมาตรา 112 และยืนยันว่าจะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และหมวด 2 ควรจะต้องสนับสนุน ส่วนอีก 2 คนเห็นว่าควรให้เป็นเอกสิทธิ์ของ สส. ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วหากมีมติทางใดทางหนึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในพรรคได้ จึงไม่มีการพูดถึงมติของกรรมการบริหารพรรค แต่แจ้งผลความเห็นของ กก.บห.พรรคว่ามีความเห็นกี่แนวทางอย่างไรบ้าง และให้เป็นเอกสิทธิ์ดุลพินิจของ สส. โดย สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ลงมติเลือกนายอนุทิน 33 เสียง และไม่ประสงค์ลงคะแนน 3 เสียง พร้อมยืนยันว่าในพรรคไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น และทุกอย่างก็เดินหน้าตามกระบวนการต่อไป

ซัดคนปล่อยข่าวอยากเป็นนายกฯ “โง่-อยากทำลายพรรค”

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปถึงกระแสข่าวว่าพรรครวมไทยสร้างชาติถูกซื้อ ว่า “ผมไม่ทราบครับ แต่ผมไม่โดนซื้อเด็ดขาด” ส่วนกรณีที่มีการโจมตีว่าตนหวังตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และไม่มีการหารือในการเสนอชื่อของตนในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะหากคิดในทางการเมืองแล้วเมื่อพรรคมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว แต่ไปดึงแคนดิเดตทางการเมืองจากพรรคอื่นมาแทน แบบนี้ในทางการเมืองจะเสียหายเป็นอย่างมาก

“ความคิดแบบนี้ผมว่าวิเคราะห์แบบตื้น แต่ไม่ได้รู้หรอกว่าในทางการเมืองมันเป็นไปไม่ได้ เหมือนพรรครวมไทยสร้างชาติเรามีบัญชีรายชื่อคนเป็นนายกฯ จะเอาไปพรรคอื่นมาเสนอ แล้วพรรคเราจะใส่ไว้ทำไม ถูกไหม และในทางการเมืองอีกอย่างหนึ่งคือ ถ้าเราจะได้รับการเลือก มันต้องมาด้วยความมีศักดิ์ศรี ลักษณะแบบนี้ผมรู้สึกว่าไม่มีศักดิ์ศรีเลย ถึงจะเป็นพรรคร่วม ก็ต้องเอา(แคนดิเดต)จากบัญชีของพรรคหลัก เขาจะมาเอาบัญชีของพรรคร่วมเป็นไปได้ยังไง คนปล่อยข่าวก็มี 2 อย่าง อย่างที่ 1 คือไม่รู้จริง โง่ อย่างที่ 2 คืออยากทำลายพรรค อยากทำลายผม ก็แค่นั้น ไม่มีอะไร”

ทางด้านคำถามที่พรรครวมไทยสร้างชาติเผชิญแรงเสียดทานและกระแสของสังคมเยอะมากคิดว่าเพราะอะไร นายพีระพันธุ์ ตอบว่า พรรคการเมืองก็เหมือนกับชีวิตมนุษย์ ทุกคนเกิดมาก็ต้องมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้น ไม่มีใครที่ชีวิตราบรื่นมีแต่ความสำเร็จมีแต่ความสุข เพียงแต่ว่าแต่ละคนเมื่อเจอปัญหาแล้วท้อไหม พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ใช่เป็นพรรคแรกที่เพิ่งเกิดและเจอปัญหา แต่พรรคจะผ่านปัญหาทุกอย่างไปได้ ส่วนตัวไม่เคยท้อ เพราะความจริงในชีวิตก็เจอปัญหามาเยอะอยู่แล้ว นี่ก็เป็นอีกแค่เสี้ยวหนึ่งของชีวิต แนวทางการทำงานของตนคือทำทุกอย่างให้ดีที่สุดทำให้เต็มที่ที่เราทำได้ ทำไม่สำเร็จก็ต้องยอมรับว่ามันทำไม่สำเร็จ แต่ว่าทำให้ดีที่สุด ทำให้มากที่สุด ทำให้เต็มที่ ได้เท่านี้ก็เท่านี้ จะไม่ติดยึดกับคำพูดคนอื่น เพราะคนอื่นไม่รู้ดีเท่าตัวเรา ตนติดยึดกับตัวเราเองว่าเราทำดีหรือยัง เราทำถูกต้องไหม เราไม่มีทางทำให้คนทุกคนถูกใจ ไม่มีวันทำให้ทุกคนพอใจ แต่เราทำในสิ่งที่ต้องทำหรือเปล่า ทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองกับส่วนรวมหรือเปล่า ตนคิดว่าแนวทางการทำงานแบบนี้ที่ทำให้เดินหน้ามาจนถึงวันนี้ได้

เดินหน้าดันกฎหมายพลังงานต่อ

ในส่วนของการแก้ไขเรื่องของพลังงาน นายพีระพันธุ์ ระบุว่า เรื่องการจัดการกับปัญหาพลังงานสะท้อนถึงแนวทางการทำงานของตนเป็นอย่างดี พร้อมยกตัวอย่างค่าไฟ เมื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ค่าไฟอยู่ที่ 4.70 บาทต่อหน่วย แต่ในวันนี้ค่าไฟเหลือเพียง 3.94 บาทต่อหน่วย และไม่มีการปรับขึ้นค่าไฟ ขณะที่ค่าแก๊สก็ไม่ได้ปรับขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากวิธีการทำงานของตน คือทำให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่ สุดท้ายแล้วได้เท่าไรเท่านั้น ซึ่งหากรัฐบาลเดินหน้าต่อไปจนครบวาระตนยืนยันว่าราคาน้ำมันจะสามารถควบคุมได้ และประเทศไทยจะมีคลังน้ำมันสำรองของประเทศ ที่เป็นของรัฐเพื่อความมั่นคง ไม่ใช่ของเอกชน

ทางด้านความคืบหน้ากฎหมายส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ตนหวังว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะเดินหน้าต่อ ส่วนกฎหมายควบคุมราคาน้ำมันเสร็จเรียบร้อย ขณะที่กฎหมายคลังน้ำมันนั้นใกล้แล้วเสร็จ ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้จะต้องเสนอคู่กันเพื่อปรับโครงสร้างราคาน้ำมันได้ทั้งกระบวนการ แม้จะไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้วแต่จะต้องมีการเดินหน้ากฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ต่อโดยผ่านกลไกของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะเสนอในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ด้วยเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่จะต้องยุบสภาใน 4 เดือนนี้ คาดว่าไม่น่าจะสำเร็จได้ด้วยสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้

พร้อมนำทัพเลือกตั้ง ใครหวังประโยชน์ส่วนตน อยู่พรรคนี้ไม่ได้

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งหลังการยุบสภาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 4 เดือนนี้ ว่า เมื่อเป็นพรรคการเมืองจะต้องมีความพร้อมในการลงรับเลือกตั้งตลอดเวลาอยู่แล้ว ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมหลายด้าน โดยเฉพาะผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร พรรคจะพยายามหาคนที่มีอุดมการณ์ แนวทางทำงานเพื่อประชาชน ช่วยกันสู้กับทุกปัญหา โดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน เรื่องของความไม่เป็นธรรมต่างๆ ในสังคม เชื่อว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาพรรครวมไทยสร้างชาติพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราพูด เราทำ เราแก้จริง ยืนยันว่าเป็นผู้นำทัพด้วยตัวเอง

ในช่วงท้าย นายพีระพันธุ์ ยังเชิญชวนทุกคนที่มีแนวทางเดียวกันกับพรรครวมไทยสร้างชาติ คือแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ไม่ได้มาเล่นการเมือง ปัญหาของพี่น้องประชาชน ปัญหาของประเทศชาติมีเยอะ แต่ที่มีน้อยคือคนทำงาน คนที่ตั้งใจทำจริง วันนี้พรรครวมไทยสร้างชาติประกาศมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้วตอนเข้าสู่สนามเลือกตั้งว่าเราจะเป็นแบบนั้น ตนมั่นใจว่า 2 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราเป็นแบบนั้นจริง เพราะฉะนั้นถ้าใครที่มีความคิดแบบเดียวกัน มีแนวทางเดียวกัน มาร่วมกับเราช่วยกันฟื้นประเทศนี้

“เราเป็นพรรคที่มาทำงานการเมือง เราไม่ได้มาเล่นการเมือง ถ้าใครคิดว่ามาเล่นการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เพื่อยศถาบรรดาศักดิ์ เพื่อตำแหน่ง เพื่อผลประโยชน์เงินทอง ก็อยู่พรรคนี้ไม่ได้ ใครที่อยู่ได้ก็คือต้องไม่มีเรื่องแบบนี้ อยากเห็นการเมืองที่เป็นการทำงานเพื่อบ้านเมือง ไม่อยากเห็นการเมืองที่เข้ามาเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว ส่วนพรรค แล้วก็อ้างประชาชน อ้างบ้านเมือง แต่เบื้องหลังมีแต่เรื่องส่วนตัว นั่นคือสิ่งที่ทำไมผมสร้างพรรครวมไทยสร้างชาติขึ้นมา ผมก็จะเดินแนวนี้ ทำแนวนี้ ได้เท่าไหร่เท่านั้น เพราะผมไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องทำพรรคมาเพื่อหาอำนาจ หาบารมี หาตำแหน่งให้ตัวเอง ทำมาให้เห็นว่าอยากเป็นพรรคแบบนี้ ถ้าหากว่าประชาชนให้การตอบรับมากก็เป็นโชคดีไป ประชาชนไม่ให้การตอบรับ ได้เท่าไหร่ผมทำเท่านั้น แต่ผมเป็นแบบนี้ พรรคนี้จะเป็นแบบนี้”

รทสช. พร้อม**สู้ศึกเลือกตั้ง**

ดังนั้น ถ้าคุณเห็นด้วยกับแนวทางของพรรครวมไทยสร้างชาติในการทำงานเพื่อชาติและประชาชนอย่างแท้จริง มาร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลั่น นำทัพ รทสช. สู้ศึกเลือกตั้ง ใครหวังผลประโยชน์อยู่พรรคนี้ไม่ได้

“เอกนัฏ” แจงเหตุลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์”

“ขิง เอกนัฏ” ทิ้งเลขาฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ เหตุแนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ยอมรับถ้าย้ายค่าย ภูมิใจไทยตัวเลือกแรก ไม่อยากให้มองพรรคแตกหัก-อวสาน เผยจุดแตกหักปมกลับลำโหวตหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 17 กันยายน 2568 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงกรณี “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ว่า ช่วงเช้าวันนี้ตนได้ยื่นหนังสือเพื่อลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) กับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าตนกับนายพีระพันธุ์ไม่มีความขัดแย้งส่วนตัว ซึ่งท่านเป็นนักการเมืองน้ำดีคนหนึ่ง แต่ในบทบาทของตนที่ทำหน้าที่เลขาธิการพรรคมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หากจะทำงานต่อในสภาวะความคิดเห็นที่แตกต่างกันจะไม่เป็นผลดีต่อพรรค ตนจึงยินดีลาออกเพื่อให้ กก.บห.พรรคมีเอกภาพมากกว่านี้

“ในช่วงหลังโดยเฉพาะช่วงที่มีกระแสข่าวคลิปเสียง และช่วงของการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เริ่มมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ด้วยการทำงานที่ระยะเวลาอีก 4-5 เดือนจะมีการเลือกตั้งใหม่ ถ้าหากยังปล่อยให้เป็นสภาพแบบนี้ต่อไปคงไม่เป็นผลดีต่อทางพรรคแน่ วันนี้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค แต่ก็ยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ และก็ยังดำรงตำแหน่ง สส. แม้ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็ยังสานต่อภารกิจที่ยังคงค้างไว้ที่อยู่ในกระทรวงอุตสาหกรรม เช่น ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….”

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพร่วมรับประทานอาหารร่วมกันกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตนกับนายอนุทินมีการพูดคุยกันตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะเราเคยร่วมรัฐบาลกันมาก่อน 2 ปี โดยนายอนุทินเป็นคนขออนุญาตมาพูดคุยด้วย เนื่องจากทราบว่าตนและกลุ่ม สส.ชุมพร จะไปทานข้าวกัน ซึ่งนายอนุทินถามว่าอยู่ที่ไหนและขออนุญาตมาร่วมพูดคุยด้วย ส่วนเรื่องที่มีหารือในวงทานข้าว นายชุมพล จุลใส พร้อมกลุ่ม สส. ที่ไปร่วมทานข้าว เปิดเผยว่าอยากไปทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ตนก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร และก็ขอให้พรรคภูมิใจไทยดูแล สส.ด้วย

“จริงๆ ถ้าผมจะทำการเมืองต่อ พรรคภูมิใจไทยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง จุดยืนไม่ต่างกัน ที่อยากทำงานปกป้องสถาบันเสาหลักของชาติ ผมว่าอยู่ในใจผมอยู่แล้ว แต่รายละเอียดการทำงานก็ต้องให้โอกาสผมตัดสินใจพิจารณาก่อน เป็นเพราะผมไม่เคยทำอย่างอื่นนอกจากเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ”

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าถึงจุดแตกหักอวสานของพรรครวมไทยสร้างชาติแล้ว นายเอกนัฏ ตอบว่า ไม่อยากให้คิดเช่นนั้น ตนอยากให้มีพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ ไม่อยากให้มองว่าจะทำให้พรรคแตก การที่ตนออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยเสียงของ กก.บห. ที่แตกออกเป็น 2 ข้าง และไม่ใช่ครั้งแรก มีหลายเรื่อง ตนคิดว่าทำให้ตรงไปตรงมา ขยับออกให้ชัดเจนดีกว่า อีกทั้งตนก็ยังไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ได้พูดคุยกับหัวหน้าเพื่อยื่นใบลาออก แต่เจตนาไม่อยากให้พรรคแตก อยากทำงานการเมืองต่อกับพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ในพื้นที่เมื่อวันนี้มีความชัดเจนว่า 4-5 เดือนจะถึงกำหนดการเลือกตั้งใหม่ ทุกทีมก็มีอิสระที่จะตัดสินใจว่าจะไปที่ไหน เราไม่ได้ปิดกั้น

“ผมยังรักและผูกพันกับพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ พูดตามตรงเป็นไปได้ไม่ได้อยากไปไหนเลย แม้ว่าวันนี้จะออกจาก กก.บห.พรรค ก็ยังไม่ได้อยากไปไหน ขอให้เวลาตัดสินใจหน่อย”

ทางด้านกระแสข่าวว่าจุดที่ทำให้พรรคแตกหักมาจากการโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น นายเอกนัฏ เผยว่า ตนไม่ได้อยากพูดให้มีความรู้สึกไม่ดีต่อกัน เอาเป็นว่าไม่มีฝั่งไหนที่คิดผิดหรือถูกในทางการเมือง แต่มีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องของการแสดงจุดยืน สำหรับตนคิดว่าทุกคนต้องมีความชัดเจนในจุดยืน ตนไม่ชอบทำอะไรที่เก้ๆ กังๆ กล้าๆ กลัวๆ ที่ผ่านมามีส่วนหนึ่งใน กก.บห. ที่คิดว่าควรจะงดออกเสียง แต่ตนคิดว่าในสถานการณ์บ้านเมืองที่ยุบสภาก็ไม่ได้ แล้วต้องเลือกซ้ายหรือขวานั้น ตนจะไม่ใช่ประเภทที่ทิ้งไว้ระหว่างทางหรืออยู่ตรงกลาง คิดว่าต้องไปทางใดทางหนึ่ง จึงโหวตให้นายอนุทิน แต่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล คล้ายกับพรรคประชาชน ไม่ได้มีการไปต่อรองเรื่องตำแหน่ง

ขณะเดียวกัน ตนพูดในที่ประชุม กก.บห. รวมถึงที่ประชุม สส. ชัดเจนว่าการตัดสินใจที่โหวตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นคนละเรื่องกับการตัดสินใจที่จะเข้าหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาล ไม่เกี่ยวข้องกับการไปรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ใน กก.บห. ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่บางครั้งเวลาที่มีจุดยืนทางการเมืองที่มีความสำคัญ และมีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกัน คงจะไม่เป็นผลดี ตนคิดว่าคนใดคนหนึ่งต้องไขก๊อก หากไม่มีใครออกตนก็ยินดีที่จะออก ไม่ได้ติดอะไร.

“เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์”

ทำไม “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ถึงเป็นประเด็นร้อน?

การลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้สร้างความสนใจในวงกว้างถึงสาเหตุและความเป็นไปได้ในอนาคตทางการเมืองของทั้งตัวนายเอกนัฏเองและพรรครวมไทยสร้างชาติ การที่นายเอกนัฏออกมา “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” นั้นแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในพรรคที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพและการดำเนินงานของพรรคในอนาคต

สถานการณ์นี้ยังเป็นที่น่าจับตามองว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ใกล้กับการเลือกตั้งครั้งใหม่ การตัดสินใจของนายเอกนัฏในการ “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” อาจเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเอกภาพ

ที่มา – “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ไม่อยากให้มองแตกหัก-อวสาน

“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่

“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่ เพื่อประโยชน์ประชาชน เผยต้นทุนราคาก๊าซจาก 3 แหล่ง โรงงานอุตสาหกรรมถูกใช้อ้างเพื่อกินหัวคิวใช่หรือไม่

วันที่ 12 ก.ย. 2566 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก อธิบายระบบ Pool Gas เพื่อประชาชนว่าเกี่ยวอะไรกับค่าไฟฟ้า โดยระบุว่าเป็นระบบที่เอาก๊าซที่ได้จากหลายแหล่งหลายราคามารวมกันแล้วหาราคาเฉลี่ยเพื่อใช้เป็นราคากลาง Pool Price สำหรับประเทศไทย มีแหล่งก๊าซอยู่ 3 แหล่ง คือ

1. ก๊าซจากอ่าวไทย ตรงนี้ราคาถูก ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 210 บาทต่อ MMbtu ประเทศไทยผลิตจากอ่าวได้ 50% จากความต้องการของทั้งประเทศ

2. ก๊าซที่นำเข้าจากเมียนมา จะมีราคาแพงขึ้นมานิดหนึ่ง ประมาณ 324 บาทต่อ MMbtu แต่ยังพอไหว ซึ่งนำเข้ามาใช้อยู่ที่ 10% ของความต้องการ และ

3. ก๊าซจากการนำเข้าจากต่างประเทศที่ต้องทำให้เป็นของเหลวเพื่อการขนส่ง จึงมีราคาแพงและราคาขึ้นลงตามตลาดโลกและสถานการณ์โลก เรียกว่า LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลว มีราคาแพงมากแถมยังมีหลากหลายราคา ซึ่งราคาที่ประเทศไทยต้องจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาทต่อ MMbtu ซึ่งต้องนำเข้ามาถึง 40% จากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซของทั้งประเทศ

ก๊าซ LNG เป็นตัวปัญหา

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ก๊าซ LNG เป็นตัวปัญหา แต่ไม่นำเข้าก็ไม่ได้ เพราะไทยใช้ก๊าซประมาณวันละ 5,000 MMbtu แต่ขุดก๊าซจากอ่าวไทยที่เรียกว่าก๊าซอ่าวได้เพียงวันละประมาณ 2,500 MMbtu จึงต้องนำเข้าก๊าซจากเมียนมาอีกประมาณวันละ 600-700 MMbtu และต้องนำเข้า LNG อีกวันละประมาณ 1,800 – 1,900 MMbtu ซึ่ง LNG มีหลากหลายราคา ที่ผ่านมาจึงเกิดระบบ Pool Gas ขึ้นมา คือนำราคาก๊าซทั้งสามประเภทนี้มาเฉลี่ยราคาเข้าด้วยกัน เพื่อให้ราคาก๊าซในประเทศราคาเท่ากันทั้งหมด แต่กันเฉพาะส่วนที่จะใช้เป็นก๊าซหุงต้มสำหรับประชาชนออกมา ที่เรียกว่า LPG

Pool Gas ทำให้ราคาลดลง

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ราคาก๊าซ LPG จะยึดตามราคาก๊าซอ่าวที่แยกไว้เฉพาะ ปัจจุบันอยู่ที่ราคาประมาณ 210 บาทต่อ MMbtu ทำให้ราคาก๊าซหุงต้มในปัจจุบันอยู่ที่ราคา 423 บาท ต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ที่เหลือเอาไปลง Pool Gas หมด รวมทั้งก๊าซจากเมียนมา ทำให้ราคา Pool Gas ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 356 บาทต่อ MMbtu และราคานี้นำมาใช้ผลิตไฟฟ้าและใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

ถามส่วนต่างใครรับไปบ้าง

เหตุผลที่จัดระบบ Pool Gas แบบนี้เพราะต้องการให้ต้นทุนราคาก๊าซที่โรงงานอุตสาหกรรมใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องจักรถูกลง, แต่โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซสำหรับเครื่องจักรมีประมาณไม่เกิน 2,000 โรงงาน ในขณะที่โรงงานทุกประเภทมีประมาณ เกือบๆ 70,000 โรงงาน และประชาชนคนไทยมีเกือบ 70 ล้านคน ซึ่งประชาชนและโรงงานทุกแห่งต้องใช้ไฟฟ้า ไม่ได้ใช้ก๊าซมาเดินเครื่องจักร

“กลายเป็นว่าก๊าซจาก Pool Gas สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมนั้น เอาเข้าจริงไม่ได้ขายให้โรงงานอุตสาหกรรมโดยตรง แต่ขายให้บริษัท PTT NGD แล้ว PTT NGD จะนำไปขายต่อให้โรงงานอุตสาหกรรม ไม่ใช่ในราคา Pool Gas แต่กลับนำไปขายในราคาสิงคโปร์ครับ ส่วนต่างใครรับไปบ้าง ไปลองหากันดูว่าใครเป็นใครในบริษัทนี้ แต่พอจะสรุปได้ไหมว่าโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อกินหัวคิวเท่านั้นใช่หรือไม่” นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า

แฉระบบเก่าทำค่าไฟสูง

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ระบบนี้ยังทำให้ต้นทุนราคาก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นเพราะต้องใช้ราคา Pool Gas เป็นราคาเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแทนที่จะใช้ราคาก๊าซอ่าว ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาตนจึงเสนอ กพช. (คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ) ให้ปรับสูตรการคิด Pool Gas ใหม่ เพื่อจะนำก๊าซจากอ่าวไทยทั้งหมดที่ราคาถูกมาใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้าเพื่อประชาชน แทนที่จะนำก๊าซส่วนนี้ไปลง Pool Gas ให้คนกินหัวคิว และเพื่อช่วยลดราคาก๊าซให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานที่มีเพียงไม่ถึง 2,000 แห่ง ในขณะที่โรงงานทั้งหมดในประเทศและประชาชนต้องใช้ไฟฟ้า ซึ่ง กพช. เห็นชอบและตนได้มอบให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน หรือ สนพ. ทำการศึกษาเพื่อปรับสูตร Pool Gas ใหม่มาตั้งแต่ประมาณเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ถูกถล่มเพราะปรับสูตรคิดต้นทุน

ระบบใหม่นี้จะนำก๊าซอ่าวทั้งหมดที่เหลือจากการแยกเป็นก๊าซหุงต้ม LPG มาใช้ผลิตไฟฟ้าในราคาก๊าซอ่าวซึ่งจะทำให้ต้นทุนราคาไฟฟ้าถูกลงทันที แต่ก็ยังไม่พอ ต้องเอาก๊าซจากเมียนมาทั้งหมดมารวมด้วย และยังขาดอยู่ประมาณ 20% ส่วนนี้ต้องนำ LNG มารวมด้วย แต่ก็เพียงเล็กน้อย และถ้าให้ กฟผ. หาก๊าซ LNG ที่ราคาถูกมารวมเองโดยไม่ต้องนำไปเข้าระบบ Pool Gas ก็จะไม่กระทบมากนัก เคยคำนวณดูคร่าวๆ พบว่าราคาต้นทุนก๊าซที่จะนำมาผลิตไฟฟ้าจะลงจาก 356 บาทต่อ MMbtu มาอยู่ที่ประมาณ 244 บาทต่อ MMbtu ราคาค่าไฟฟ้าลงแน่นอน

“ความจริงจะต้องแก้ปัญหาในส่วนอื่นเพื่อลดค่าไฟฟ้าลงด้วย ไม่ใช่แค่เรื่อง Pool Gas เรื่องเดียว เช่น ค่าพร้อมจ่ายที่สูงเกินสมควร และต้นทุนส่วนอื่นๆ ที่สูงเกินสมควรด้วยเช่นกัน ที่ผมถูกถล่มหนักมากในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องนี้ด้วย”

อุตสาหกรรมค้านสุดตัว

อย่างไรก็ตาม ระบบ Pool Gas แบบนี้จะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงทั้งประเทศ แต่ค่าก๊าซของโรงงานอุตสาหกรรมจะสูงขึ้น เลยค้านสุดตัว ล่าสุดทาง ผอ.สนพ. ไปหารือกับสภาอุตสาหกรรม เมื่อประมาณวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ก็ไม่เห็นด้วย แต่ผมบอกให้ ผอ.สนพ. เดินหน้าต่อเพราะประชาชนสำคัญกว่า โดยให้หาวิธีและรูปแบบที่ทางอุตสาหกรรมพอจะรับได้ ขณะนี้ ผอ.สนพ. กำลังเดินเครื่องเรื่องนี้อยู่ครับ และนี่คือระบบ Pool Gas เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

เสียดายยังไม่ทันเสร็จ

“เสียดายที่ยังไม่ทันเสร็จก็หมดเวลาเสียก่อน แต่ผมมั่นใจว่านโยบายนี้และสูตร Pool Gas ที่ผมวางรูปแบบใหม่ไว้นี้จะเดินหน้าต่อ เพราะผมเชื่อมั่นใน สนพ. ที่มีความตั้งใจจะลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนดังที่ช่วยผมตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงตลอดมา และผมเชื่อว่ารัฐบาลใหม่นี้ก็คงเห็นตรงกัน เราคงได้เห็น ระบบ Pool Gas เพื่อประชาชน จะเกิดขึ้นจริงตามที่ผทและ สนพ. ได้ดำเนินการใกล้แล้วเสร็จ ใครทำก็ได้ ขอให้ทำจริงเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่เท่านั้น” นายพีระพันธุ์ กล่าว

“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่

ทำไมต้องเดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่?

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ฝากความหวังให้รัฐบาลใหม่สานต่อนโยบาย“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่ ที่ตนได้วางรากฐานไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงสูตร Pool Gas เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน แม้ว่าจะมีแรงต้านจากภาคอุตสาหกรรม แต่เขายืนยันว่าผลประโยชน์ของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก

การผลักดันสูตร Pool Gas ใหม่นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายและความขัดแย้ง แต่ด้วยความตั้งใจจริงและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรค และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานเพื่ออนาคตที่ดีกว่าได้

นโยบาย“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่ เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะมีผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยรวม

ที่มา – “พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่ ซัดโรงงานอุตสาหกรรมถูกใช้อ้าง

ศศิกานต์ อัด สนธิญา หวังผลการเมือง หลังศาลฯ ตีตก

“ศศิกานต์” ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “สนธิญา” ว่าหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องในคดีของ “พีระพันธุ์” โดยเน้นย้ำถึงความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบในการดำเนินการทางการเมือง

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่ได้มีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องกรณีการตรวจสอบคุณสมบัติของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในประเด็นเรื่องการถือหุ้น โดยเธอมองว่ากรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนายสนธิญา สวัสดี ในเรื่องของความน่าเชื่อถือ และเตือนว่าการร้องเรียนไม่ควรมีจุดประสงค์เพียงเพื่อหวังผลทางการเมืองเท่านั้น

ศศิกานต์ วิจารณ์ สนธิญา หวังผลการเมือง

ในโพสต์ดังกล่าว นางสาวศศิกานต์ ระบุว่า “มติเอกฉันท์! ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ปมยื่นตรวจสอบพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เรื่องหุ้น” พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่ยึดมั่นในข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย และขอบคุณประชาชนที่ไม่คล้อยตามเกมการเมือง

เหตุผลสำคัญที่ศาลไม่รับคำร้องไว้พิจารณาคือ ผู้ร้องไม่มีสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกร้อง

นอกจากนี้ นางสาวศศิกานต์ยังกล่าวว่า การฟ้องร้องโดยไม่เข้าเงื่อนไขทางกฎหมายไม่เพียงแต่ทำให้เสียเวลาของทุกฝ่าย แต่ยังส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของผู้ร้องเองอีกด้วย

“พรรครวมไทยสร้างชาติจะยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าทำงานเพื่อบ้านเมือง และพี่น้องประชาชนต่อไปอย่างเต็มกำลัง” นางสาวศศิกานต์กล่าว

ศศิกานต์ อัด สนธิญา หวังผลการเมือง หลังศาลฯ ตีตก

สืบเนื่องจากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องที่นายสนธิญา สวัสดี ยื่นให้พิจารณาความเป็นรัฐมนตรีของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสิ้นสุดลง โดยอ้างว่านายพีระพันธุ์ถือครองหุ้นต้องห้ามและขาดคุณสมบัติด้านจริยธรรมทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าการยื่นคำร้องดังกล่าวไม่เป็นไปตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และผู้ร้องไม่มีสิทธิในการยื่นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

น.ส.ศศิกานต์เน้นย้ำว่า คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การฟ้องร้องโดยปราศจากกระบวนการที่ถูกต้องและข้อเท็จจริงที่เพียงพอ ไม่เพียงแต่ทำให้เสียเวลาของทุกฝ่าย แต่ยังสะท้อนกลับไปบั่นทอนความน่าเชื่อถือของผู้ร้องเอง พร้อมย้ำว่าการเมืองที่สร้างสรรค์ควรตั้งอยู่บนหลักการ ความจริง และความรับผิดชอบต่อสังคม มากกว่าการใช้ช่องทางร้องเรียนเพื่อหวังผลทางการเมือง

บทเรียนจากกรณี ศศิกานต์ อัด สนธิญา

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินการทางการเมืองอย่างมีความรับผิดชอบและอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง การใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อหวังผลทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและกระบวนการที่เหมาะสมนั้น นอกจากจะไม่ประสบความสำเร็จแล้ว ยังอาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของตนเองอีกด้วย

  • การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนดำเนินการทางกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญ
  • การใช้กฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งทางการเมืองเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
  • การสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำงานการเมือง

การที่นางสาวศศิกานต์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายสนธิญาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ว่า การเมืองควรเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์และแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ไม่ใช่การใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อโจมตีหรือหวังผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัว

การเมืองสร้างสรรค์สำคัญกว่าการหวังผลประโยชน์ส่วนตัว

การเมืองที่สร้างสรรค์ควรเน้นการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามหรือเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัวนั้น นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมแล้ว ยังเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองอีกด้วย ดังนั้น นักการเมืองทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานอย่างมีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ และโปร่งใส เพื่อสร้างสังคมที่ดีและน่าอยู่สำหรับทุกคน

การออกมาแสดงความคิดเห็นของ “ศศิกานต์” ในกรณี “สนธิญา” หวังผลการเมือง หลังศาลฯ ตีตกคดี “พีระพันธุ์” นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งเสียงที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และความรับผิดชอบต่อสังคม การเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ ย่อมไม่นำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ที่มา – “ศศิกานต์” อัด “สนธิญา” หวังผลทางการเมืองอย่างเดียว หลังศาลรธน. ตีตกคดี “พีระพันธุ์”

Scroll to top