พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยให้เหตุผลว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ยื่นร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 โดยอ้างว่านายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ผู้ถูกร้อง) และภริยา ถือครองหุ้นในบริษัทที่เป็นข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 และยังเสนอชื่อบุคคลที่เป็นกรรมการในบริษัทของตนเองให้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานที่กำกับดูแล ซึ่งถือเป็นการขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ดังนั้น ผู้ร้องจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายพีระพันธุ์สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และ (5) และขอให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่เป็นการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 231 (1) ซึ่งไม่ใช่การยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกร้อง และการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 นั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก เพื่อให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย รวมทั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้

ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่า กรณีนี้เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้อง หรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่าผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ได้ และมีมติไม่รับคำร้อง

ทำไมศาลรัฐธรรมนูญถึงไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้?

  • ผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ
  • รัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องไว้เป็นการเฉพาะแล้ว

การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้ในครั้งนี้ เป็นการยืนยันว่าการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามกระบวนการและเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์และการใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองและกระบวนการยุติธรรมได้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้ในครั้งนี้ อาจเป็นเพราะพิจารณาแล้วเห็นว่าประเด็นที่ถูกร้องเรียนยังไม่มีมูลเพียงพอที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยว่านายพีระพันธุ์ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการถือครองหุ้นและการเสนอชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนเองให้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานที่กำกับดูแล ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้รัฐมนตรี

“นายกฯ อนุทิน” เก็บตัว: พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์ ส่งดอกไม้แสดงความยินดี

“นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรคภูมิใจไทย “พีระพันธุ์“ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ “ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรคประชาชน ส่งดอกไม้แสดงความยินดี เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวันนี้

วันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากพรรคภูมิใจไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีชื่อเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพรรคพร้อมเอกสารซองน้ำตาล เมื่อถามว่ายื่นประวัติเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วหรือไม่ นายภราดร ไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่ยิ้มและเดินขึ้นไปชั้นบนทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้เดินทางมาที่ทำการพรรค แต่มีรายงานข่าวว่าอาจจะเดินทางเข้าเซฟเฮ้าส์เพื่อดูความเรียบร้อยของการจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังจากเมื่อวานนี้ (7 กันยายน 2568) นายอนุทิน บอกว่าจัดเสร็จแล้วกว่า 99.9725%

ขณะที่เวลา 10.40 น. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้ นายสยาม บางกุลธรรม รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ นำแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีกับนายอนุทิน พร้อมเปิดเผยว่า หัวหน้าพรรคสบายดี ไม่ได้ฝากบอกอะไรมา ส่วน นายสุชาติ ชมกลิ่น และนายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ลาออกจาก สส. และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ และส่งหนังสือถึงพรรคแล้ว หลังจากนี้พรรคจะมีการประชุมกันอีกครั้ง สำหรับบัตรอวยพรที่มาพร้อมดอกไม้เขียนด้วยลายมือ ของนายพีระพันธุ์ ว่า “ขอแสดงความยินดีในโอกาสที่ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีครับ”

นอกจากนี้เวลา 11.00น. นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นำแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีให้แก่นายอนุทิน ต่อมาเวลา 11.40 น. ตามมาด้วยแจกันดอกไม้ของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน.

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ “นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนและความสัมพันธ์อันดีจากพรรคร่วมรัฐบาลและภาคธุรกิจต่างๆ การที่นายอนุทินเลือกที่จะ “เก็บตัว” เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาล สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบและความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศ

การที่ “นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี นั้นเป็นสัญญาณที่ดีของการเริ่มต้นรัฐบาลใหม่ที่มาจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน

“นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี

การที่นายภราดร ปริศนานันทกุล เดินทางเข้าพรรคเพื่อยื่นเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีก็เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง

ทำไมนายกฯ อนุทินถึงเลือกที่จะเก็บตัว?

มีหลายเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีอาจเลือกที่จะเก็บตัวในช่วงนี้ หนึ่งในนั้นอาจเป็นการต้องการสมาธิในการพิจารณาและจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้เหมาะสมกับความสามารถและความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคล การตัดสินใจที่รอบคอบในขั้นตอนนี้จะส่งผลดีต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในระยะยาว

นอกจากนี้ การที่ “นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการและธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมือง การรอคอยความชัดเจนและความพร้อมก่อนที่จะปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

การที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส่งดอกไม้แสดงความยินดีนั้น แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ และความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ

การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความท้าทายและความคาดหวัง การที่นายอนุทินได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคง

การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการกำหนดนโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน และการรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

จับตาดูการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และติดตามนโยบายสำคัญที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “นายกฯ หนู” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี

ครม. มอบหมายหน้าที่รองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 มีมติสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการมอบหมายหน้าที่ให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีในกรณีที่นายกฯ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ นอกจากนี้ ยังมีการอนุมัติร่างกฎหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอุตสาหกรรมเป้าหมายอีกด้วย

ครม. เห็นชอบมอบหมายหน้าที่รองนายกฯ 4 ลำดับ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงภายหลังการประชุมว่า ครม. ได้พิจารณาและอนุมัติคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การมอบหมายหน้าที่รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี โดยมีการเรียงลำดับดังนี้:

  1. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  2. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
  3. นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  4. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีทั้ง 4 ท่าน จะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีตามลำดับ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ รวมถึงมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่กล่าวมานั้น และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับที่ผ่านมา

การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง

นอกจากเรื่องการมอบหมายหน้าที่รองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีแล้ว ครม. ยังมีมติแต่งตั้งข้าราชการการเมืองเท่าที่จำเป็น โดยให้มีข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประสานงานและรับเอกสาร รวมถึงการแต่งตั้งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อาทิ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ ดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

อนุมัติร่างกฎหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ที่ประชุม ครม. ยังได้อนุมัติร่างพระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสิทธิประโยชน์ในการให้เครดิตทางด้านภาษี เพื่อดึงดูดบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ร่างกฎหมายนี้จะถูกส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อตรวจพิจารณา ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป การผลักดันกฎหมายฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ข้อห่วงใยเรื่องการจ้างงานคนพิการ

ครม. รับทราบข้อห่วงใยและความวิตกกังวลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพคนพิการ พ.ศ. 2550 แม้ว่ากฎหมายดังกล่าวและมติ ครม. จะกำหนดเป้าหมายให้หน่วยงานต่างๆ เปิดโอกาสให้คนพิการเข้าทำงานอย่างทั่วถึง แต่ในปัจจุบันมีคนพิการจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการจ้างงาน ครม. จึงมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำแนกประเภทของคนพิการให้ชัดเจน พร้อมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้คนพิการเข้าทำงานมากขึ้น เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ การมอบหมายหน้าที่รองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดิน ยังมีประเด็นทางสังคมที่รัฐบาลให้ความสำคัญเช่นกัน

โดยสรุปแล้ว การประชุม ครม. ครั้งนี้มีการพิจารณาในหลายประเด็นที่สำคัญต่อการบริหารประเทศ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม การมอบหมายหน้าที่รองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน การผลักดันกฎหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นการวางรากฐานสำหรับอนาคต และการแก้ไขปัญหาการจ้างงานคนพิการเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม

การตัดสินใจเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศในทุกมิติ และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของประเทศไทย หวังว่าการดำเนินนโยบายต่างๆ จะเป็นไปอย่างราบรื่นและส่งผลดีต่อประชาชนทุกคน

ที่มา – ครม. เห็นชอบมอบหมายหน้าที่รองนายกฯ 4 ลำดับ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี

โปรดเกล้าฯ ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ เป็นราชบัณฑิต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ เป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ สร้างความปลื้มปีติและเป็นเกียรติอย่างสูงแก่ ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ และวงศ์ตระกูล

โปรดเกล้าฯ ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ เป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การแต่งตั้งราชบัณฑิต โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ ให้ดำรงตำแหน่งราชบัณฑิต ประเภทวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ สาขาวิชาสรีรวิทยา สำนักวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2568 เป็นต้นมา

ประกาศดังกล่าว ลงวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยมี พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

การได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของ ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ ซึ่งท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาสรีรวิทยา การได้รับการแต่งตั้งเป็นราชบัณฑิต แสดงให้เห็นถึงความรู้ความสามารถและความทุ่มเทในการทำงานของท่าน ที่เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การแต่งตั้งราชบัณฑิต ได้จากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา โดยตรง [คลิกที่นี่เพื่ออ่านประกาศ]

การแต่งตั้งราชบัณฑิตถือเป็นพิธีสำคัญที่แสดงถึงการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะทำหน้าที่ในการให้ความรู้ คำปรึกษา และเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ การที่ ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นราชบัณฑิต จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง

ราชบัณฑิตมีหน้าที่สำคัญในการสร้างสรรค์และเผยแพร่องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่ง ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวงการวิทยาศาสตร์สุขภาพของประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

ขอแสดงความยินดีกับ ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ ในโอกาสที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นราชบัณฑิตในครั้งนี้ และขอเป็นกำลังใจให้ท่านในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติต่อไป

การที่ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถอย่าง ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะสร้างคุณูปการให้กับวงการวิทยาศาสตร์สุขภาพและสังคมไทยต่อไปในอนาคต

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ เป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ

รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 แน่นอน!

พรรครวมไทยสร้างชาติมั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 อย่างแน่นอน! นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กำชับ สส. เข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียง ไม่หวั่นฝ่ายค้านท้วงติงเรื่องงบประมาณฯ พร้อมรับมือภาษีทรัมป์ มั่นใจรัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ที่กำลังจะมาถึง โดยระบุว่าจากการที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ในวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568 นั้น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เน้นย้ำให้ สส.ของพรรคทุกคนเข้าร่วมการพิจารณางบประมาณโดยพร้อมเพรียงกัน เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชนในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังชะลอตัว

รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

สำหรับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ในวาระที่ 2 และ 3 นั้น สส. พรรครวมไทยสร้างชาติได้มีการแปรญัตติปรับลดงบประมาณในหลายกระทรวง โดยเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ที่ได้มีการปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อให้งบประมาณของภาครัฐมีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้มากที่สุดในหลากหลายกระทรวง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม รวมถึงในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ส่วนข้อกังวลของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่แสดงความเห็นว่า การแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีในครั้งนี้อาจจะไม่สามารถตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากภาษีตอบโต้ (Tariff) ของสหรัฐอเมริกานั้น พรรครวมไทยสร้างชาติมีความเห็นสอดคล้องกับรัฐบาลว่า ผลกระทบที่เคยคาดการณ์ว่าจะรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของไทยนั้น มีโอกาสที่จะไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ กำหนดต่อประเทศไทยนั้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนแล้ว ถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกันคือประมาณ 19-20% ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศมากนัก ดังเช่นที่ได้มีการประเมินไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีชุดข้อมูลที่ใช้ในการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านและครบถ้วน

ทำไม รทสช. ถึงมั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการแปรญัตติงบประมาณไปยังภาคส่วนที่มีความจำเป็นมากกว่า หรือหากเกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจขึ้นจริง รัฐบาลยังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น งบกลาง ซึ่งสามารถใช้ได้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน หรืออาจจะพิจารณาเสนองบกลางปีเพิ่มเติม ซึ่งการแปรญัตติในวงเงินงบประมาณ 8.92 พันล้านบาทนี้ รัฐบาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เพื่อที่จะได้จัดสรรงบประมาณไปแก้ไขปัญหาที่จำเป็นเร่งด่วนของชาติและประชาชน

“พรรครวมไทยสร้างชาติมั่นใจว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 จะสามารถผ่านการพิจารณาได้อย่างราบรื่น และจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง” เราเชื่อว่าการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและ สส. จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนทุกคน

งบประมาณปี 2569 นี้จะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และสร้างโอกาสให้ทุกคนในสังคม

ที่มา – รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 ไม่หวั่นฝ่ายค้านท้วงไม่แปรงบฯ รับมือภาษีทรัมป์

Scroll to top