ม็อบเขมร

ทหารคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยเจ้าหน้าที่-ชาวบ้าน เข้ารังวัดที่ดินบ้านหนองจาน

ทหารคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยเจ้าหน้าที่-ชาวบ้าน เข้ารังวัดที่ดินบ้านหนองจาน

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 เวลา 06.00 น. หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ภายใต้กองกำลังบูรพา ได้เข้าควบคุมพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว อย่างเข้มงวด เพื่อให้การรังวัดที่ดินดำเนินไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย โดยมุ่งเน้นการดูแล ทหารคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยเจ้าหน้าที่-ชาวบ้าน เข้ารังวัดที่ดินบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญหลักเขตที่ 46-47 บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

การปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับการร้องเรียนจากราษฎรเกี่ยวกับข้อพิพาทสิทธิ์ครอบครองที่ดินในบางแปลง ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระแก้ว สาขาอรัญประเทศ ต้องเข้าดำเนินการรังวัดอย่างเป็นทางการ ทหารจากหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 จึงถูกมอบหมายให้สนับสนุนภารกิจ โดยจัดกำลังพลเข้ารักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

รายละเอียดการปฏิบัติการทหารคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัย

หน่วยทหารได้วางแผนการดูแลอย่างรอบคอบ โดยแบ่งกำลังเป็นชุดระวังป้องกันและชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) จำนวน 2 ชุด ปฏิบัติการตั้งแต่เช้าตรู่ ด้วยการกระจายกำลังรอบจุดรังวัด ตั้งจุดสังเกตการณ์ และตรวจสอบพื้นที่โดยรอบเพื่อป้องกันการลอบวางสิ่งกีดขวางหรือวัตถุอันตราย นายทหารคนหนึ่งจากหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 กล่าวว่า “หน้าที่หลักของเราคือการรักษาความปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่และประชาชน วันนี้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ”

ทหารคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัย

บรรยากาศในพื้นที่แม้จะอ่อนไหวเนื่องจากเป็นเขตชายแดนที่เคยมีปัญหาการอ้างสิทธิ์ที่ดิน แต่โดยรวมแล้วเป็นไปด้วยความสงบ เจ้าหน้าที่ที่ดินทำงานด้วยความระมัดระวัง ขณะที่ชาวบ้านและเจ้าของที่ดินติดตามอย่างใกล้ชิด ชาวบ้านรายหนึ่งแสดงความเห็นว่า “ก่อนหน้านี้เรากังวลเรื่องความขัดแย้ง แต่พอเห็น ทหารคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยเจ้าหน้าที่-ชาวบ้าน เข้ารังวัดที่ดินบ้านหนองจาน ก็รู้สึกมั่นใจมากขึ้น การดำเนินงานดูโปร่งใสและปลอดภัย”

การรังวัดที่ดินในครั้งนี้ใช้เวลาหลายชั่วโมง จนแล้วเสร็จตามขั้นตอนโดยไม่มีรายงานความวุ่นวายหรือการต่อต้านใดๆ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการแก้ไขปัญหาที่ดินชายแดนที่ซับซ้อน นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้านได้อีกด้วย

ความสำคัญของการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน

พื้นที่บ้านหนองจานเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากอยู่ระหว่างหลักเขตที่ 46-47 ซึ่งเป็นแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมามีปัญหาการอ้างสิทธิ์ที่ดินเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้ทุกการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะการปฏิบัติด้านกฎหมายอย่าง ทหารคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยเจ้าหน้าที่-ชาวบ้าน เข้ารังวัดที่ดินบ้านหนองจาน ต้องได้รับการจับตาจากทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน

กองกำลังบูรพาได้ย้ำว่า การปฏิบัติการเช่นนี้จะดำเนินต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับสิทธิ์ของราษฎร ในขณะเดียวกันก็เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันปัญหาที่อาจลุกลามเป็นความขัดแย้งใหญ่ได้

การรังวัดที่ดิน

จากประสบการณ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าระบบการทำงานร่วมกันระหว่างทหาร เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน สามารถแก้ไขปัญหาที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณสนใจเรื่องความมั่นคงชายแดนหรือปัญหาที่ดินในพื้นที่อ่อนไหว แนะนำให้ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทมากขึ้น

  • การคุมเข้มพื้นที่ช่วยป้องกันเหตุร้าย
  • สร้างความมั่นใจให้ชาวบ้าน
  • ลดข้อพิพาทชายแดน

โดยรวมแล้ว การปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาที่ดินเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการจัดการพื้นที่ชายแดนในอนาคต หวังว่ารัฐบาลจะขยายรูปแบบการทำงานเช่นนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ เพื่อความสงบสุขของประชาชนทุกคน

ที่มา – ทหารคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยเจ้าหน้าที่-ชาวบ้าน เข้ารังวัดที่ดินบ้านหนองจาน

บ้านหนองจาน–หนองหญ้าแก้ว ยังเงียบสงบ พบทหารกัมพูชาตรึงพื้นที่

บ้านหนองจาน–หนองหญ้าแก้ว ยังเงียบสงบ พบทหารกัมพูชาตรึงพื้นที่ ตามคำสั่ง “กำนันลี”

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงอยู่ในความสงบเรียบร้อย แม้ว่าจะมีรายงานการเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่กัมพูชาที่ตรึงกำลังในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้วตามคำสั่งของ “กำนันลี” ผู้นำท้องถิ่นฝั่งกัมพูชา ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า ไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในขณะนี้ แต่เจ้าหน้าที่ไทยยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ภาพชายแดนไทย-กัมพูชา

บ้านหนองจาน–หนองหญ้าแก้ว ยังเงียบสงบ พบทหารกัมพูชาตรึงพื้นที่

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 27 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ว่าบ้านหนองจาน–หนองหญ้าแก้ว ยังเงียบสงบ พบทหารกัมพูชาตรึงพื้นที่ตามคำสั่งของ “กำนันลี” โดยในบริเวณบ้านหนองจาน มีเจ้าหน้าที่กัมพูชาประจำการอยู่ประมาณ 8-10 นาย ขณะที่บ้านหนองหญ้าแก้ว มีกำลังพลมากขึ้นราว 20-25 นาย นอกจากนี้ ยังมีชาวบ้านและทหารกัมพูชาบางส่วนที่ถูกสั่งให้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวฝั่งไทยทั้งกลางวันและกลางคืน

การตรึงกำลังนี้เกิดขึ้นภายใต้คำสั่งของ “กำนันลี” ซึ่งเป็นผู้นำท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมสถานการณ์และมวลชนฝั่งกัมพูชา ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่า กำนันลีมักสั่งการให้เกิดการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในช่วงที่มีข่าวลือเรื่องข้อพิพาทชายแดน สถานการณ์แบบนี้ทำให้ชาวบ้านไทยในละแวกใกล้เคียงรู้สึกกังวล แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น

การเฝ้าระวังจากฝั่งไทย

ด้านเจ้าหน้าที่ไทย ได้จัดกำลังพลลาดตระเวนชายแดนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เช้าตรู่ โดยใช้เทคโนโลยีโดรนบินตรวจสอบพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์ ผลการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบการรวมตัวของมวลชนกัมพูชาหรือสิ่งผิดปกติใดๆ การเฝ้าระวังนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรักษาความมั่นคงชายแดน ที่ไทยทำมาตลอดเพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไทยยืนยันว่าพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ หากเกิดการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งอาจมีกลุ่มมวลชนกัมพูชานัดรวมตัวในช่วงบ่าย ทำให้จำนวนผู้คนเพิ่มขึ้น คาดการณ์ว่าอาจมีผู้คนมากกว่า 50-100 คนในพื้นที่ หากเกิดขึ้นจริง เจ้าหน้าที่จะเพิ่มกำลังพลและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

ภาพเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังชายแดน

บทบาทของ “กำนันลี” ในสถานการณ์ชายแดน

“กำนันลี” หรือชื่อจริงนายลี อายุราว 50 ปี เป็นผู้นำชุมชนท้องถิ่นฝั่งกัมพูชาที่มีอิทธิพลสูงในพื้นที่ชายแดน เขามีบทบาทในการประสานงานระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานรัฐบาลกัมพูชา โดยเฉพาะเรื่องข้อพิพาทที่ดินและชายแดนที่ยืดเยื้อมานานหลายปี ชาวบ้านฝั่งไทยบางคนเคยเล่าว่า กำนันลีเป็นคนที่สั่งการให้เกิดการชุมนุมหลายครั้งในอดีต เพื่อกดดันฝั่งไทยในประเด็นดินแดน

  • สั่งการตรึงกำลังทหารและชาวบ้านเฝ้าติดตาม
  • ควบคุมมวลชนในช่วงวันหยุด
  • มีบทบาทในข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

แม้สถานการณ์จะสงบ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชายแดนแนะนำให้ชาวบ้านในพื้นที่หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ชายแดนโดยไม่จำเป็น เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานระหว่างไทยและกัมพูชาผ่านช่องทางทางการทูต เพื่อลดความตึงเครียด

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์บ้านหนองจาน–หนองหญ้าแก้ว ยังเงียบสงบ พบทหารกัมพูชาตรึงพื้นที่ ตามคำสั่ง “กำนันลี” แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังชายแดนอย่างต่อเนื่อง การที่ทั้งสองฝ่ายยังคงสงบแสดงถึงความพยายามในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี หากคุณสนใจข่าวสารชายแดนเพิ่มเติม สามารถติดตามบทความของเราได้ทุกวัน เพื่ออัปเดตล่าสุด

ที่มา – บ้านหนองจาน–หนองหญ้าแก้ว ยังเงียบสงบ พบทหารกัมพูชาตรึงพื้นที่ ตามคำสั่ง “กำนันลี”

“กำนันลี” โผล่ยั่วยุสื่อไทยที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

“กำนันลี” โผล่ประชิด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ยั่วยุ ท้าทายสื่อฝั่งไทย มีวอร์เรียกแก๊งแครอท

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด โดยเฉพาะบริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567 ทีมประชาสัมพันธ์กองทัพบกนำโดย พ.อ.สิทธิชัย ชัยวงศ์ หัวหน้าส่วนปฏิบัติการและสารสนเทศ ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก พาสื่อมวลชนลงพื้นที่อีกครั้ง เพื่อแสดงให้เห็นถึงอธิปไตยของไทยในพื้นที่ดังกล่าว

“กำนันลี” โผล่ประชิด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ยั่วยุ ท้าทายสื่อฝั่งไทย มีวอร์เรียกแก๊งแครอท

บรรยากาศที่บ้านหนองจานเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาเก็บตัวไม่เคลื่อนไหว หลังจากคณะ IOT (International Observer Team) ลงพื้นที่ฝั่งกัมพูชา ทหารกัมพูชาที่ตรึงกำลังอยู่รีบวิ่งมาถ่ายภาพสื่อไทยทันทีที่เห็นการเคลื่อนไหว พ.อ.สิทธิชัย อธิบายว่าพื้นที่นี้เป็นของไทยมาโดยตลอด แม้จะถูกบุกรุกมานานกว่า 40 ปี แต่ปัจจุบันมีการกั้นสแลนดำและลวดหนามชัดเจน มวลชนกัมพูชาวันนี้ดูเงียบเหงา คาดว่าเพราะ IOT ลงพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้พวกเขาไม่กล้าทำการแสดงออกแบบปกติ

จากข้อมูลพบว่ามีบ้านหลายหลังในพื้นที่ที่ถูกกำนันลี ซึ่งมีอดีตภรรยาเป็นคนไทย กว้านซื้อและครอบครอง แม้จะอยู่ในอธิปไตยไทย แต่เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นแกนนำม็อบกัมพูชา การเคลื่อนไหวของเขาในพื้นที่นี้สร้างความกังวลให้เจ้าหน้าที่ไทย

ความเคลื่อนไหวยั่วยุของกำนันลีและมวลชนกัมพูชา

เมื่อคณะสื่อไทยย้ายไปยังบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านเปรยจันของกัมพูชา พื้นที่นี้ถูกมองว่าเป็นจุดที่กัมพูชาใช้มวลชนเป็นโล่มนุษย์เพื่อยั่วยุและสร้างภาพลักษณ์ต่อนานาชาติ ทหารไทยพยายามสื่อสารว่าบริเวณเขตแดน 42-43 เป็นของไทย แต่ถูกบุกรุกมานาน

จากภาพมุมสูงก่อนลงพื้นที่ ไม่เห็นมวลชนกัมพูชาเคลื่อนไหว แต่พอสื่อไทยเข้าใกล้ เสียงวอร์จากเจ้าหน้าที่ดังขึ้นว่ามีชาวกัมพูชาหลายสิบคนมารวมตัวหน้าแนวลวดหนามทันที ราวกับนัดหมายกันไว้ พวกเขายืนสังเกตการณ์ ถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์ โดยส่วนใหญ่เป็นเด็ก ผู้หญิง คนชรา และพระสงฆ์

ไม่นาน “กำนันลี” ในชุดหมวกครีม ถือวอร์ ก็โผล่มาประชิดแนว สังเกตการณ์ฝั่งไทย เขายั่วยุด้วยการกวักมือเรียกท้าทายให้เข้าไปใกล้ บางช่วงยังวอร์เรียกมวลชนเพิ่มเติม โดยให้ยืนสแตนด์บายหลังสแลนดำ รวมถึงพระสงฆ์ที่นั่งเต็มหลังกระบะ คาดว่าเพราะวันนี้ IOT ลงพื้นที่บ้านหนองจาน ทำให้มวลชนไม่กล้าเคลื่อนไหวรุนแรง

ภาพกำนันลีที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

นอกจากนี้ เด็กกัมพูชาบางคนชูนิ้วกลางแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อคณะไทย และยังมีป้ายข้อความเดิมที่ระบุว่า “เราทุกคนต่อต้านฝ่ายไทยที่รุกรานดินแดนราชอาณาจักรกัมพูชา” การนำผู้หญิง เด็ก คนชรา และพระมาประชิดแนวแบบนี้ ทำให้เกิดคำถามว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ โดยเฉพาะหลักการใช้พลเรือนและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เจ้าหน้าที่ไทยเรียกร้องให้องค์กรนานาชาติตรวจสอบ

ภาพมวลชนกัมพูชาที่แนวชายแดน

จากภาพมุมสูงของตำรวจนครบาล ยังเห็นพระและมวลชนขนเสบียงที่ท้ายกระบะ เตรียมสำหรับการปักหลักยาวนาน สถานการณ์ “กำนันลี” โผล่ประชิด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ยั่วยุ ท้าทายสื่อฝั่งไทย มีวอร์เรียกแก๊งแครอท แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่ซับซ้อนของฝั่งกัมพูชาในการใช้ประชาชนเพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง

  • มวลชนกัมพูชาเงียบเมื่อ IOT ลงพื้นที่
  • กำนันลีกวักมือท้าไทยและเรียกมวลชนเพิ่ม
  • ใช้เด็กและผู้หญิงเป็นโล่มนุษย์?
  • ทหารกัมพูชาถ่ายภาพสื่อไทยทันที

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังชายแดนและการสื่อสารข้อเท็จจริงจากฝั่งไทย เพื่อป้องกันการบิดเบือนจากฝั่งตรงข้าม ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาต้องการการเจรจาที่โปร่งใสจากทั้งสองฝ่าย เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น หากปล่อยให้ยืดเยื้อ อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและชีวิตชาวบ้านในพื้นที่

ติดตามสถานการณ์ล่าสุดและข่าวสารชายแดนเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “กำนันลี” โผล่ประชิด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ยั่วยุ ท้าทายสื่อฝั่งไทย มีวอร์เรียกแก๊งแครอท

บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่พบสิ่งผิดปกติ

สถานการณ์ชายแดนเช้านี้ที่บ้านหนองจาน ไม่พบความผิดปกติ มีเพียงความเคลื่อนไหวเล็กน้อยจากฝั่งกัมพูชา โดยทหารกัมพูชาบางส่วนได้ถ่ายรูปทหารไทยขณะลาดตระเวน คาดการณ์ว่าช่วงบ่ายวันนี้กัมพูชาอาจจะมีการเพิ่มกำลังคนเข้ามาในพื้นที่

บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติ

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ที่ชายแดนบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม พบว่ามีเพิงพักของชาวกัมพูชาตั้งอยู่ใกล้กับหลักเขตที่ 46 ซึ่งคาดว่าเป็นที่พักของชาวกัมพูชาและทหารกัมพูชา

ภาพจากโทรศัพท์มือถือที่เจ้าหน้าที่ไทยบันทึกไว้ขณะลาดตระเวน เผยให้เห็นทหารกัมพูชาและกลุ่มคนบริเวณชายแดนที่กำลังถ่ายรูปความเคลื่อนไหวของฝั่งไทย สำหรับบริเวณรั้วลวดหนามบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติและยังไม่มีความเคลื่อนไหวของชาวกัมพูชา

ในส่วนของฝั่งไทย มีประชาชนทั้งในพื้นที่และจากจังหวัดอื่นๆ ทยอยเดินทางมาให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง

ป้าน้อยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เราตั้งใจทำอาหารมาให้ทหาร เพราะพวกเขาก็เหมือนลูกหลานของเรา อยากให้พวกเขามีกำลังใจ และรู้ว่าชาวบ้านทุกคนอยู่เคียงข้างเสมอ”

สำหรับสถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนจากฝั่งกัมพูชาเพียงเล็กน้อย คาดการณ์ว่าในช่วงบ่ายวันนี้ กัมพูชาจะทำการเกณฑ์คนจากภายนอกเข้ามาในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายความมั่นคงของไทยได้เตรียมพร้อมกำลังพลเพื่อรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอยู่ตลอดเวลา

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ล่าสุดที่ชายแดนบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติที่น่ากังวล แม้จะมีความเคลื่อนไหวบ้างเล็กน้อยจากฝั่งกัมพูชา ทั้งการถ่ายภาพของทหารไทยและการตั้งเพิงพักใกล้หลักเขต แต่ทางการไทยก็มีการเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด การที่ประชาชนเดินทางมาให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความห่วงใยที่คนไทยมีต่อทหารกล้าที่ปกป้องประเทศชาติ

สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปคือ สถานการณ์ในช่วงบ่ายวันนี้ ตามที่คาดการณ์ว่ากัมพูชาจะมีการเกณฑ์คนเข้ามาในพื้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ชายแดนได้ ฝ่ายความมั่นคงของไทยจะต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบและดำเนินการตามแผนที่วางไว้ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์

การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราทุกคนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน การสนับสนุนและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้าก็เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติ คาดกัมพูชาเกณฑ์คนเข้าพื้นที่ช่วงบ่าย

กห. ลั่นเอาผิด หากกัมพูชาไม่ย้ายคนออกจากสระแก้ว

โฆษกกระทรวงกลาโหมย้ำชัด ต้องดำเนินการทางกฎหมายหากถึงเส้นตาย 10 ตุลาคม แล้วกัมพูชายังไม่ส่งแผนอพยพประชาชนออกจากพื้นที่แนวชายแดนจังหวัดสระแก้ว

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีเส้นตายวันที่ 10 ตุลาคม ที่กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชา ส่งแผนอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ตลอดแนวชายแดนจังหวัดสระแก้ว หากฝั่งกัมพูชายังคงนิ่งเฉย จะมีขั้นตอนการดำเนินการอย่างไรบ้าง ว่า ตามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ในพื้นที่ ไปหารือระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งสองฝ่าย ซึ่งขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งสองกำลังอยู่ในระหว่างการพูดคุยกัน และยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ จึงต้องปล่อยให้การเจรจาเป็นไปในระดับพื้นที่ก่อน

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า หากมีการรุกล้ำอธิปไตย ก็มีกฎหมายบังคับใช้ในข้อหารุกล้ำอธิปไตยของไทย ซึ่งประเทศไทยสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที หากยังคงมีการรุกล้ำอยู่เช่นเดิม ก็จะดำเนินมาตรการจากเบาไปหาหนัก โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารในพื้นที่ดูแลเรื่องบูรณภาพแห่งดินแดน และเชื่อว่าสถานการณ์นี้จะไม่น่าเป็นห่วง

ต้องเอาผิดทางกฎหมาย หากถึงเดดไลน์แล้วกัมพูชาไม่อพยพคนออกจากสระแก้ว

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในเรื่องของการรุกล้ำอธิปไตยและการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย การที่โฆษกกระทรวงกลาโหมออกมาประกาศชัดเจนถึงมาตรการทางกฎหมายที่จะบังคับใช้ หากกัมพูชาไม่ดำเนินการตามข้อตกลง ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการปกป้องอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยของประชาชน

ความสำคัญของการดำเนินการทางกฎหมาย หากกัมพูชาไม่ดำเนินการตามข้อตกลง

การบังคับใช้กฎหมายในกรณีที่กัมพูชาไม่ดำเนินการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย มีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายด้าน:

  • การปกป้องอธิปไตย: การรุกล้ำอธิปไตยเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และการดำเนินการทางกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการละเมิดอธิปไตย
  • ความปลอดภัยของประชาชน: การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย เป็นสิ่งสำคัญเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การที่กัมพูชาไม่ดำเนินการตามข้อตกลง อาจส่งผลให้ประชาชนได้รับอันตราย
  • ความน่าเชื่อถือของข้อตกลง: การบังคับใช้กฎหมาย จะช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของข้อตกลงระหว่างประเทศ และส่งเสริมความร่วมมือที่ดีระหว่างประเทศ

การที่กระทรวงกลาโหมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการทางกฎหมายหากถึงกำหนดเส้นตายแล้วกัมพูชา ไม่ส่งแผนอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ ถือเป็นท่าทีที่ชัดเจนในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศและความสงบสุขตามแนวชายแดน

การดำเนินการดังกล่าวมีความละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝั่ง การเจรจาและการหาทางออกร่วมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

โฆษก กห. ลั่นต้องเอาผิดทางกฎหมาย หากถึงเดดไลน์แล้วกัมพูชาไม่อพยพคนออกจากสระแก้ว เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา

ที่มา – โฆษก กห. ลั่นต้องเอาผิดทางกฎหมาย หากถึงเดดไลน์แล้วกัมพูชาไม่อพยพคนออกจากสระแก้ว

กัมพูชาระดมม็อบป่วนชายแดนสระแก้ว: เริ่มแล้ว!


สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่จังหวัดสระแก้วเริ่มตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อกัมพูชาเริ่มระดมม็อบป่วนแนวชายแดน จ.สระแก้ว โดยมีรายงานการเสริมกำลังด้วยกลุ่มที่เรียกว่า “แก๊งแครอท” เข้ามาในพื้นที่

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นที่บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 โดยมีรายงานว่าผู้นำท้องถิ่นของกัมพูชาได้นัดหมายประชาชนให้มารวมตัวกันใกล้กับแนวรั้วลวดหนามชายแดน

กัมพูชาระดมม็อบป่วนแนวชายแดน จ.สระแก้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. ได้เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวจากฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยมีพระสงฆ์ชาวกัมพูชานำหน้า ตามด้วยชาวบ้านทั้งชายหญิง ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้พิการ รวมแล้วกว่า 100 คน เดินทางเข้ามาในพื้นที่อย่างเป็นระเบียบ

กลุ่มคนเหล่านี้เดินทางมาจากหมู่บ้านเปรยจันและหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อมาปักหลักอาศัยในเพิงพักชั่วคราวบริเวณชายแดนฝั่งกัมพูชา ตรงข้ามกับบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงของไทยระบุว่า การรวมตัวครั้งนี้เป็นไปตามรายงานที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ ว่าจะมีการนัดหมายกลุ่มชาวบ้านจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาเพื่อกดดันทางการไทยอย่างต่อเนื่อง

ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกลุ่มมวลชนทยอยเดินทางเข้ามาปักหลักพักค้างคืนในพื้นที่ชายแดน และมีการเคลื่อนไหวเป็นระยะๆ สถานการณ์นี้สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเพิ่มเติมจากฝั่งกัมพูชาว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากนายอุม เรีย ตรัย ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในจังหวัด รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง จัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นแจกจ่ายแก่กลุ่มผู้ชุมนุมอย่างไม่จำกัด เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประชาชนที่เข้ามาปักหลักจะสามารถอยู่ในพื้นที่ได้ต่อเนื่อง

ด้านการรักษาความปลอดภัย กองกำลังบูรพาได้จัดกำลังลาดตระเวนอย่างเข้มงวด พร้อมนำโดรนบินตรวจสอบความเคลื่อนไหวตลอดแนวชายแดน เพื่อป้องกันสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย เบื้องต้นยังไม่พบการกระทำที่เป็นการยั่วยุหรือใช้ความรุนแรงจากฝั่งกัมพูชา แต่บรรยากาศโดยรวมเริ่มตึงเครียดมากขึ้น เนื่องจากจำนวนผู้ชุมนุมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สถานการณ์ล่าสุด: กัมพูชาระดมม็อบป่วนแนวชายแดน จ.สระแก้ว

เจ้าหน้าที่ไทยยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

การที่ กัมพูชาระดมม็อบป่วนแนวชายแดน จ.สระแก้ว ครั้งนี้ ถือเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงในภูมิภาคได้

การเสริมกำลังด้วย “แก๊งแครอท” หรือกลุ่มคนที่แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจและต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

กัมพูชาระดมม็อบป่วนแนวชายแดน จ.สระแก้ว เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องจัดการด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ การเจรจาและการพูดคุยกันด้วยเหตุผล น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้

ที่มา – เริ่มแล้ว กัมพูชา ระดมม็อบป่วนแนวชายแดน จ.สระแก้ว เสริมกำลังด้วย “แก๊งแครอท”

“วินธัย” อัดกัมพูชา รุกล้ำดินแดน รอผลักดัน!

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมาตำหนิ กัมพูชาที่ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการยั่วยุ และ รุกล้ำดินแดน ของไทย พร้อมยืนยันว่าพื้นที่ “บ้านหนองหญ้าแก้ว” เป็นเขตอธิปไตยของไทยอย่างแน่นอน และกำลังรอเวลาที่เหมาะสมในการใช้กฎหมายผลักดันผู้ที่รุกล้ำออกไป

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการประกาศหยุดยิงครบ 53 วัน และเข้าสู่กลไกทวิภาคีเพื่อสร้างสันติภาพนั้น พล.ต.วินธัย เผยว่า ยังคงมีความพยายามจากฝ่ายกัมพูชาในการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยใช้กำลังภาคประชาชน โดยเฉพาะสตรี เด็ก และพระภิกษุสงฆ์ ในการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แทนที่จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือทหาร

สถานการณ์ปัจจุบันมีการชุมนุมของชาวกัมพูชาที่ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไทย มีพฤติกรรมยั่วยุโดยใช้สิ่งเทียมอาวุธ เช่น ไม้และก้อนหิน ในพื้นที่อธิปไตยของไทยที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว นอกจากนี้ยังพบว่ามีทหารกัมพูชามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ โดยไม่มีการห้ามปรามประชาชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการจงใจให้ประชาชนออกหน้าในการยั่วยุ หรือ รุกล้ำดินแดน กระทำผิดกฎหมายไทยอย่างชัดเจน ทำให้จำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองเพื่อรักษาความสงบและบังคับใช้กฎหมาย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชายังไม่มีท่าทีที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ชี้ “อันวาร์” ได้รับข้อมูลไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับการรุกล้ำดินแดน

พล.ต.วินธัย ยืนยันว่า นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ของฝ่ายกัมพูชา เกี่ยวกับกรณีบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งเป็นเขตอธิปไตยของไทย ไม่ใช่พื้นที่ที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ แต่มีชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามา กองทัพบกจะประสานกับกองทัพไทย เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ยืนยันว่าการปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นตำรวจ ไม่ใช่ทหาร และการใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตา เป็นเพียงการป้องกันไม่ให้รื้อแนวลวดหนามที่เป็นทรัพย์สินทางราชการ

ย้ำชัด! กัมพูชา รุกล้ำดินแดน ไทย

โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีกัมพูชา น่าจะนำเสนอข้อมูลที่ผิดพลาดในเวทีต่างๆ จึงจะมีการประสานกระทรวงการต่างประเทศต่อไป ยืนยันว่าไทยไม่ได้ขยายขอบเขตเกินกว่าพื้นที่พิพาท เนื่องจากพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ตรงกับพื้นที่พันเตียเมียนเจย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาอยู่แล้ว ไม่ใช่พื้นที่ใหม่ และไม่ใช่พื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และไม่ใช่พื้นที่เหนืออธิปไตยของกัมพูชา แต่ที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชา นอกจากจะละเมิดข้อตกลง MOU 2543 เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ แต่ยัง รุกล้ำดินแดน เข้ามายังพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งเป็นความเร่งด่วนแรกที่ต้องดำเนินการ

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า การรายงานข้อมูลเท็จเพียงฝ่ายเดียวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา รวมถึงคณะ IOT ฝ่ายกัมพูชา ไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ทำให้เกิดความเข้าใจผิด จึงขอเรียกร้องให้สื่อสารไปยังเวทีต่างประเทศด้วยความโปร่งใส นอกจากนี้ จะให้กระทรวงการต่างประเทศประสานไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซียว่า ยังมีข้อมูลของฝ่ายไทย เพื่อป้องกันไม่ให้มาเลเซียถูกมองว่าไม่มีความเป็นกลาง

พล.ต.วินธัย ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม กรณีที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ไม่รอข้อมูลจากคณะ IOT ฝ่ายไทยก่อนออกมาให้ความเห็น ว่าไม่ทราบ ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ต่อสายตรงไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จึงทำให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแสดงความคิดเห็นเช่นนั้น ตนก็ตอบไม่ได้เช่นกัน

ลั่น! กัมพูชาต้องออกจากพื้นที่ รุกล้ำดินแดน เท่านั้น

พล.ต.วินธัย ยอมรับว่า ปัญหาพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เป็นการเผชิญหน้าระหว่างพลเรือนกัมพูชา กับเจ้าหน้าที่รัฐของฝ่ายไทย ถือว่าเป็นปัญหาละเอียดอ่อน และพยายามใช้ความอดทนอดกลั้น ซึ่งตอนแรกมีความกังวลเรื่องภาพลักษณ์ในสายตาของต่างประเทศ แต่ก็ยังพบว่าในระดับต่างประเทศ มีการสื่อสารข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และหลังจากนี้จะพยายามใช้กลไกที่มีอยู่ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ การใช้กำลังผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ที่ รุกล้ำดินแดน ไม่ต้องรอให้รัฐบาลไฟเขียว สามารถดำเนินการได้ทันที เพียงแต่ต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก อย่างไรก็ตาม ชาวกัมพูชาก็ต้องออกไปจากพื้นที่นี้ ยืนยันว่าไม่ได้มีการเตรียมยาแรงอะไร แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ แต่ต้องสื่อสารให้ได้ก่อนว่าพื้นที่นั้นสามารถดำเนินการได้อย่างชอบธรรม

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสในระดับนานาชาติ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น การที่ประเทศไทยยืนยันในอธิปไตยเหนือดินแดนของตน และพร้อมที่จะใช้กฎหมายในการปกป้องนั้น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

ที่มา – “วินธัย” อัดกัมพูชา ใช้ประชาชนออกหน้ารุกล้ำดินแดน รอเวลาเหมาะสม ใช้ กม. ผลักดัน

สรุปสถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว 18 ก.ย. 68


สรุปสถานการณ์ชายแดน “บ้านหนองหญ้าแก้ว” วันที่ 18 กันยายน 2568 พบว่า ตลอดทั้งวัน “ชาวกัมพูชา” ยังคงมีการเคลื่อนไหว กดดันฝ่ายไทยอย่างเป็นระบบ มีการเกณฑ์ประชาชนเข้ามาเติมในพื้นที่ พร้อมตะโกนด่าทอ กดดัน และยั่วยุเจ้าหน้าที่ที่ยังคงตรึงกำลังเข้มแข็งเพื่อควบคุมสถานการณ์

วันที่ 18 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา หลังจากเกิดเหตุการณ์รวมตัวชุมนุมของชาวกัมพูชา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีการรื้อลวดหนามเพื่อก่อกวนเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่ตรึงกำลังบริเวณแนวชายแดน จ.สระแก้ว ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ซึ่งเป็นตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ภายหลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้มีการสลายการชุมนุมโดยใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวาน (17 กันยายน) ช่วงเวลาประมาณ 16.30 น. ดังที่ได้นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้

สถานการณ์โดยรวมในวันนี้ 18 กันยายน พบว่ายังคงตึงเครียด และมีการรวมตัวของชาวกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดทั้งวันพบพฤติกรรมที่แสดงถึงการเตรียมการและการกดดันฝ่ายไทยอย่างเป็นระบบ ดังนี้

เวลา 11.00 น. ชาวกัมพูชา เริ่มรวมตัวกันในพื้นที่ใกล้แนวชายแดน พร้อมประกาศว่าจะเคลื่อนย้ายลวดหนาม หากเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยังคงดำเนินการวางแนวลวดหนามต่อไป

เวลา 12.30 น. ฝ่ายกัมพูชายังคงเกณฑ์ชาวบ้านจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่ โดยไม่มีการห้ามปรามจากทหารกัมพูชา อีกทั้งยังมีการจัดเตรียมสถานที่พยาบาลไว้รองรับสถานการณ์ที่อาจบานปลาย

เวลา 12.40 น. สถานการณ์ยิ่งน่าจับตา เมื่อมีสื่อมวลชนและผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยเข้ามาอยู่ร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุม ถือเป็นการแสดงออกถึงการให้การสนับสนุนในระดับจังหวัด

เวลา 13.20 น. มีรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาได้เกณฑ์ชาวบ้านเพิ่มเติมเข้ามาในพื้นที่ และพักคอยเพื่อเตรียมการ จำนวนประมาณ 300 คน

เวลา 13.50 น. ชาวบ้านกัมพูชาประมาณ 120 คนเริ่มทยอยเคลื่อนเข้ามายังแนวลวดหนามของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง

เวลา 15.10 น. การเคลื่อนไหวทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อฝ่ายกัมพูชายังคงเกณฑ์ชาวบ้านเพิ่ม และได้มีการแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น ท่อนไม้และไม้ตะขอ รวมถึงซักซ้อมวิธีการรื้อทำลายลวดหนามของฝ่ายไทย ขณะนั้นมีประชาชนเข้ามาแล้วราว 500 คน

เวลา 15.37 น. เริ่มมีการตะโกนด่าว่าและยั่วยุเจ้าหน้าที่ทหารไทย

เวลา 15.55 น. พฤติกรรมยั่วยุมีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีการใช้ถ้อยคำหยาบคายต่อทหารไทยอย่างต่อเนื่อง

เวลา 16.50 น. แม้กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนจะแยกย้าย แต่ยังมีชาวบ้านประมาณ 30 คนปักหลักอยู่ที่แนวลวดหนาม และยังคงมีการด่าว่า ยั่วยุเจ้าหน้าที่

เวลา 18.00 น. สถานการณ์ล่าสุด พบว่ามีกลุ่มชาวกัมพูชาและพระสงฆ์มากกว่า 50 รูป เข้ามาปักหลักชุมนุมที่แนวลวดหนาม พร้อมทั้งมีการขนย้ายเสบียงอาหารและน้ำดื่มเข้าไปเก็บไว้บริเวณแนวหลังป่ายูคา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดเหตุปะทะกับฝ่ายไทยเมื่อวานนี้

โดยตลอดทั้งวัน การเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชามีลักษณะเป็นการจัดตั้งอย่างชัดเจน ทั้งการเกณฑ์ประชาชน การจัดหาเสบียง การสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด และการฝึกซ้อมเตรียมทำลายแนวป้องกันของฝ่ายไทย ส่งผลให้บรรยากาศตามแนวชายแดนยังคงตึงเครียด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยังคงตรึงกำลังเข้มเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย

สรุปสถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว 18 ก.ย. 68

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว ในวันที่ 18 กันยายน 2568 นี้ แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงมีอยู่ การรวมตัวของชาวกัมพูชาและการตอบสนองของเจ้าหน้าที่ไทยเป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ล่าสุดที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการรักษาสันติภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

ถึงแม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่การรักษาความอดทนอดกลั้นและการเจรจาอย่างสันติจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – สรุปสถานการณ์ “บ้านหนองหญ้าแก้ว” 18 ก.ย. 68 ชาวกัมพูชามีการรวมตัวตลอดทั้งวัน

คุมเข้ม! บ้านหนองหญ้าแก้ว จับหมดถ้ารุกล้ำ


รอง ผบ.ตร. ปรับแผนใหม่ บังคับใช้กฎหมายเข้มข้น หากพบชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทยที่บ้านหนองหญ้าแก้ว พร้อมจับดำเนินคดีทั้งหมด ไม่สนว่าจะเป็นพระหรืออะไร เชื่อสถานการณ์ไม่บานปลาย คุมได้ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานหลักสากล

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14:40 น. พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ร.2 รอ.) และพันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา (ผบ.ฉก.อรัญประเทศ กกล.บูรพา) ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 รวมไปถึง นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางมาร่วมประชุมที่ที่ว่าการอำเภอโคกสูง เพื่อรับทราบภารกิจและวางแผนเตรียมแนวทางรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยใช้เวลาในการประชุมครั้งนี้นานกว่า 2 ชั่วโมง

จากนั้น พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. ได้ออกมาเปิดเผยว่า วันนี้ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากท่านติดภารกิจ แต่ท่านได้ส่งความห่วงใยถึงข้าราชการตำรวจทุกนาย จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 4 นาย วันนี้จึงได้นำขวัญและกำลังใจมามอบให้ รวมไปถึงมาเยี่ยมเยียนและรับฟังสถานการณ์ในภาพรวมพื้นที่ เพื่อที่เราจะปรับแผนการทำงานไม่อยากเห็นภาพเหตุการณ์ลุกลามบานปลาย

พร้อมย้ำว่า “หลังจากนี้เราจะปรับแผน บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ถ้าหากมีการบุกรุกเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ดำเนินคดีทันที / ที่ผ่านมาเราใช้ พ.ร.บ.ป่าไม้ เป็นตัวนำ ซึ่งไม่เข้มข้น วันนี้เราจึงต้องปรับแผนการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังยึดมั่นคุมไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

จะจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย สำหรับบุคคลที่บุกรุกหรือรุกล้ำเข้ามา เรามีมาตรการจากเบาไปหาหนัก และขอให้มั่นใจว่าจะใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถือเป็นความชอบธรรมและเป็นไปตามมาตรฐานหลักสากล

พล.ต.อ.ไกรบุญ ยังระบุอีกว่า “วันนี้ได้คุยสถานการณ์ภาพรวม ไม่ได้เจาะจงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พร้อมย้ำให้กำลังพลอดทนอดกลั้นถึงที่สุด“ / ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 4 นายที่ได้รับบาดเจ็บ เราก็รวบรวมพยานหลักฐาน รูปภาพจากโซเชียล และหากถึงขั้นตอนที่พิสูจน์ทราบตัวตนได้ เราก็จะออกหมายจับ ดำเนินการตามกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ และประสานกับทางอัยการสูงสุดตามขั้นตอน

คุมเข้มบ้านหนองหญ้าแก้ว ตร.ปรับแผนใหม่ จับหมดหากพบกัมพูชารุกล้ำ ไม่สนจะเป็นพระหรืออะไร

เมื่อถามว่าทราบข้อมูลหรือไม่ ว่ามีทหารกัมพูชาปลอมเป็นพระนั้น พล.ต.อ.ไกรบุญ ตอบว่า “ไม่สนว่าจะเป็นพระหรืออะไร ถ้าเป็นใครรุกล้ำเข้ามาผมจับหมด แต่เชื่อว่าสถานการณ์จะไม่บานปลาย เพราะเราคุมสถานการณ์อยู่ ทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอน” โดยวันนี้เป็นการพูดคุยเตรียมความพร้อมสำหรับฝ่ายไทยเท่านั้น

สรุปมาตรการคุมเข้มบ้านหนองหญ้าแก้ว

  • ปรับแผนบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น
  • จับกุมดำเนินคดีผู้รุกล้ำทันที ไม่สนว่าเป็นใคร
  • ควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้วยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การปรับแผนและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นถือเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ การดำเนินการตามมาตรฐานสากลและการยึดมั่นในความถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางสังคมหรือศาสนา เป็นหลักการที่ควรยึดมั่นเพื่อให้เกิดความยุติธรรมและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย

ที่มา – คุมเข้มบ้านหนองหญ้าแก้ว ตร.ปรับแผนใหม่ จับหมดหากพบกัมพูชารุกล้ำ ไม่สนจะเป็นพระหรืออะไร

Scroll to top