พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมาตำหนิ กัมพูชาที่ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการยั่วยุ และ รุกล้ำดินแดน ของไทย พร้อมยืนยันว่าพื้นที่ “บ้านหนองหญ้าแก้ว” เป็นเขตอธิปไตยของไทยอย่างแน่นอน และกำลังรอเวลาที่เหมาะสมในการใช้กฎหมายผลักดันผู้ที่รุกล้ำออกไป
จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการประกาศหยุดยิงครบ 53 วัน และเข้าสู่กลไกทวิภาคีเพื่อสร้างสันติภาพนั้น พล.ต.วินธัย เผยว่า ยังคงมีความพยายามจากฝ่ายกัมพูชาในการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยใช้กำลังภาคประชาชน โดยเฉพาะสตรี เด็ก และพระภิกษุสงฆ์ ในการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แทนที่จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือทหาร
สถานการณ์ปัจจุบันมีการชุมนุมของชาวกัมพูชาที่ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไทย มีพฤติกรรมยั่วยุโดยใช้สิ่งเทียมอาวุธ เช่น ไม้และก้อนหิน ในพื้นที่อธิปไตยของไทยที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว นอกจากนี้ยังพบว่ามีทหารกัมพูชามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ โดยไม่มีการห้ามปรามประชาชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการจงใจให้ประชาชนออกหน้าในการยั่วยุ หรือ รุกล้ำดินแดน กระทำผิดกฎหมายไทยอย่างชัดเจน ทำให้จำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองเพื่อรักษาความสงบและบังคับใช้กฎหมาย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชายังไม่มีท่าทีที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ชี้ “อันวาร์” ได้รับข้อมูลไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับการรุกล้ำดินแดน
พล.ต.วินธัย ยืนยันว่า นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ของฝ่ายกัมพูชา เกี่ยวกับกรณีบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งเป็นเขตอธิปไตยของไทย ไม่ใช่พื้นที่ที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ แต่มีชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามา กองทัพบกจะประสานกับกองทัพไทย เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ยืนยันว่าการปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นตำรวจ ไม่ใช่ทหาร และการใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตา เป็นเพียงการป้องกันไม่ให้รื้อแนวลวดหนามที่เป็นทรัพย์สินทางราชการ
ย้ำชัด! กัมพูชา รุกล้ำดินแดน ไทย
โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีกัมพูชา น่าจะนำเสนอข้อมูลที่ผิดพลาดในเวทีต่างๆ จึงจะมีการประสานกระทรวงการต่างประเทศต่อไป ยืนยันว่าไทยไม่ได้ขยายขอบเขตเกินกว่าพื้นที่พิพาท เนื่องจากพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ตรงกับพื้นที่พันเตียเมียนเจย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาอยู่แล้ว ไม่ใช่พื้นที่ใหม่ และไม่ใช่พื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และไม่ใช่พื้นที่เหนืออธิปไตยของกัมพูชา แต่ที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชา นอกจากจะละเมิดข้อตกลง MOU 2543 เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ แต่ยัง รุกล้ำดินแดน เข้ามายังพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งเป็นความเร่งด่วนแรกที่ต้องดำเนินการ
พล.ต.วินธัย กล่าวว่า การรายงานข้อมูลเท็จเพียงฝ่ายเดียวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา รวมถึงคณะ IOT ฝ่ายกัมพูชา ไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ทำให้เกิดความเข้าใจผิด จึงขอเรียกร้องให้สื่อสารไปยังเวทีต่างประเทศด้วยความโปร่งใส นอกจากนี้ จะให้กระทรวงการต่างประเทศประสานไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซียว่า ยังมีข้อมูลของฝ่ายไทย เพื่อป้องกันไม่ให้มาเลเซียถูกมองว่าไม่มีความเป็นกลาง
พล.ต.วินธัย ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม กรณีที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ไม่รอข้อมูลจากคณะ IOT ฝ่ายไทยก่อนออกมาให้ความเห็น ว่าไม่ทราบ ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ต่อสายตรงไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จึงทำให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแสดงความคิดเห็นเช่นนั้น ตนก็ตอบไม่ได้เช่นกัน
ลั่น! กัมพูชาต้องออกจากพื้นที่ รุกล้ำดินแดน เท่านั้น
พล.ต.วินธัย ยอมรับว่า ปัญหาพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เป็นการเผชิญหน้าระหว่างพลเรือนกัมพูชา กับเจ้าหน้าที่รัฐของฝ่ายไทย ถือว่าเป็นปัญหาละเอียดอ่อน และพยายามใช้ความอดทนอดกลั้น ซึ่งตอนแรกมีความกังวลเรื่องภาพลักษณ์ในสายตาของต่างประเทศ แต่ก็ยังพบว่าในระดับต่างประเทศ มีการสื่อสารข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และหลังจากนี้จะพยายามใช้กลไกที่มีอยู่ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ถูกต้อง
ทั้งนี้ การใช้กำลังผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ที่ รุกล้ำดินแดน ไม่ต้องรอให้รัฐบาลไฟเขียว สามารถดำเนินการได้ทันที เพียงแต่ต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก อย่างไรก็ตาม ชาวกัมพูชาก็ต้องออกไปจากพื้นที่นี้ ยืนยันว่าไม่ได้มีการเตรียมยาแรงอะไร แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ แต่ต้องสื่อสารให้ได้ก่อนว่าพื้นที่นั้นสามารถดำเนินการได้อย่างชอบธรรม
สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสในระดับนานาชาติ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น การที่ประเทศไทยยืนยันในอธิปไตยเหนือดินแดนของตน และพร้อมที่จะใช้กฎหมายในการปกป้องนั้น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ
ที่มา – “วินธัย” อัดกัมพูชา ใช้ประชาชนออกหน้ารุกล้ำดินแดน รอเวลาเหมาะสม ใช้ กม. ผลักดัน



