ยุบสภา 2568

“ชูศักดิ์” แย้มปม ยุบสภาฯ “ภูมิธรรม” มีอำนาจจริงหรือ

“ชูศักดิ์” แกนนำพรรคเพื่อไทย แย้มปม ”ยุบสภาฯ” พร้อมย้ำ “ภูมิธรรม” ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี มีอำนาจทูลเกล้าฯ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 ก.ย. 2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย เผยว่า กรณีการยุบสภาฯ ตามข้อเสนอการยุบสภาฯ ของพรรคการเมืองนั้น พรรคเพื่อไทยจึงมีการหารือกันว่า ยุบสภาฯ ในขณะนี้ไปเลยดีกว่าไหม

ทั้งนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี มีอำนาจในการยุบสภาฯ หรือไม่นั้น มีอำนาจในการทูลเกล้าฯ ยุบสภา และรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งภายหลังจากการทูลเกล้าฯ เป็นพระราชอำนาจ.

“ชูศักดิ์” แย้มปม “ยุบสภาฯ” ย้ำ “ภูมิธรรม” มีอำนาจทูลเกล้าฯ

การเมืองไทยช่วงนี้ดูเหมือนจะร้อนระอุเป็นพิเศษ หลังจากที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการยุบสภาฯ ทำให้หลายคนเริ่มจับตามองถึงความเป็นไปได้และอำนาจของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี

หลายคนอาจสงสัยว่า การยุบสภาฯ คืออะไรกันแน่? การยุบสภาฯ คือการที่ฝ่ายบริหารตัดสินใจให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนครบวาระปกติของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา การตัดสินใจยุบสภาฯ มักเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลประสบปัญหาในการบริหารประเทศ หรือต้องการเสียงสนับสนุนจากประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ

อำนาจของ “ภูมิธรรม” ในการทูลเกล้าฯ ยุบสภาฯ

คำถามสำคัญคือ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี มีอำนาจในการทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีการยุบสภาฯ ได้จริงหรือไม่? ตามที่นายชูศักดิ์ได้กล่าวไว้ นายภูมิธรรมมีอำนาจในการทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจยุบสภาฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน การตัดสินใจจึงต้องรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

แล้วอะไรคือเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยอาจพิจารณาถึงการยุบสภาฯ ในขณะนี้?

  • อาจเป็นเพราะต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
  • หรือต้องการเสียงสนับสนุนเพื่อผลักดันนโยบายสำคัญ
  • หรืออาจเป็นเพราะต้องการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น

ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไร การตัดสินใจยุบสภาฯ ย่อมส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ดังนั้นการติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราทุกคนควรให้ความสนใจ เพราะการตัดสินใจทางการเมืองส่งผลต่อชีวิตของเราโดยตรง ร่วมกันติดตามข่าวสาร วิเคราะห์สถานการณ์ และแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ดีขึ้น

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความผันผวนและการเปลี่ยนแปลง การติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – “ชูศักดิ์” แย้มปม “ยุบสภาฯ” ย้ำ “ภูมิธรรม” มีอำนาจทูลเกล้าฯ

“ภูมิธรรม” ยัน ยังไม่ได้เตรียมยุบสภา รอพรรคจับมือ

“ภูมิธรรม” ลั่นรอพรรคประชาชน-พรรคภูมิใจไทย จับมือเมื่อไหร่ค่อยว่ากันจะยุบสภาหรือไม่ ชี้ ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ อย่าเพิ่งคิดไปไกล ด้าน “สรวงศ์” ย้ำ ตอนนี้ยังไม่มีการทูลเกล้าใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อเวลา 17.27 น. วันที่ 2 ก.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีกระแสข่าวที่ประชุมสส.พรรคประชาชน(ปชน.)มีมติสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.)เป็นนายกฯ คนที่ 32 ว่า พรรคปชน. เขาบอกแล้ว เพิ่งแจ้งมาว่า ไม่มีการนัด ไม่มีการเจอ แล้วจะไปพูดในสิ่งที่เลื่อนลอยได้อย่างไร

เมื่อถามว่า เหมือนพรรคปชน. บอกว่าเพียงแค่รอขั้นตอนการเห็นชอบของกรรมการบริหารพรรคก็จบแล้วในวันที่ 3 ก.ย. นายภูมิธรรม กล่าวว่า มันไม่แน่ เขาก็บอกว่าไม่เกี่ยว ยังไม่ได้ตัดสินใจ

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรค พท.ให้สัมภาษณ์ว่า เริ่มกระบวนการยุบสภาแล้วนั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็บอกแล้วว่าเป็นขั้นตอนต่อไป ต้องรอความชัดเจนก่อนว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อถามว่า โดยส่วนตัวเตรียมยุบสภาหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า “ยังไม่ได้เตรียม ผมบอกว่ายังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาเลย ยังไม่มีความชัดเจน ให้เขาประกาศจับมือกันเมื่อไหร่แล้วค่อยมาว่ากัน” เมื่อถามอีกว่า หากพรรคปชน.ประกาศจับมือกับพรรคภท.เมื่อไหร่จะยุบสภาเลยใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ยังไม่คิดอะไรเลย อย่าเพิ่งไปไกล

ต่อมา เวลา 17.55 น. นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “เห็นข่าวหลายสำนักพาดหัวว่าผมให้สัมภาษณ์ว่ากระบวนการยุบสภาเริ่มต้นขึ้นแล้ว ต้องขอเรียนว่าสิ่งที่หมายความถึงคือการคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ขอเรียนว่า การยุบสภาเป็นพระราชอำนาจ ส่วนขั้นตอนขอให้ผู้ที่ทำหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดำเนินการครับ ย้ำว่ายังไม่มีการทูลเกล้าใดๆทั้งสิ้นครับ”

“ภูมิธรรม” ยัน ยังไม่ได้เตรียมยุบสภา รอพรรคประชาชน-ภูมิใจไทย จับมือค่อยว่ากัน

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเป็นไปในขณะนี้ ประเด็นเรื่องการยุบสภากลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง โดยเฉพาะหลังจากที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่ายังไม่ได้มีการเตรียมการเรื่องยุบสภาแต่อย่างใด และต้องรอความชัดเจนในการจับมือกันระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยเสียก่อน

จุดยืนของแต่ละพรรคต่อการยุบสภา

สถานการณ์ปัจจุบันมีความซับซ้อน เนื่องจากแต่ละพรรคการเมืองมีท่าทีที่แตกต่างกันออกไป พรรคประชาชนยังไม่ได้มีการตัดสินใจที่ชัดเจนว่าจะสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่พรรคเพื่อไทย (พท.) โดยนายสรวงศ์ เทียนทอง ได้ออกมาให้ข้อมูลว่ากระบวนการยุบสภาอาจจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ

ความเห็นของนักวิเคราะห์การเมือง

นักวิเคราะห์การเมืองหลายท่านมองว่า การยุบสภาเป็นไปได้ยากในขณะนี้ เนื่องจากยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ และการเจรจาต่อรองทางการเมืองยังคงดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป การยุบสภาก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ถูกนำมาพิจารณาอีกครั้ง

สิ่งที่เราต้องติดตามต่อไปคือ การตัดสินใจของพรรคประชาชนว่าจะจับมือกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ หากมีการจับมือกันเกิดขึ้น สถานการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และจะนำไปสู่การยุบสภาหรือไม่

การเมืองเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริง

ในขณะที่การเมืองไทยยังคงมีความผันผวน การยุบสภาก็ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองจะมีผลต่ออนาคตของประเทศ ดังนั้นเราในฐานะประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารและแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

สรุป:

สถานการณ์การเมืองยังไม่แน่นอน การยุบสภายังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ภูมิธรรม” ยัน ยังไม่ได้เตรียมยุบสภา รอพรรคประชาชน-ภูมิใจไทย จับมือค่อยว่ากัน

ไทยรัฐโพล: โหวตนายกฯ ประยุทธ์-ชัยเกษม แก้เศรษฐกิจ

ผลสำรวจความคิดเห็นจากผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ในหัวข้อ “ถ้าสภาฯ โหวตนายกฯ สัปดาห์หน้า คุณอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด” ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามถึง 6,843 คน และผลปรากฏว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับคะแนนสนับสนุนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง

จากผลสำรวจ ไทยรัฐโพล: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ พบว่า 42.46% ของผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้ พลเอก ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ตามมาด้วย นายชัยเกษม นิติสิริ ที่ได้รับคะแนน 26.86% และนายอนุทิน ชาญวีรกูล 18.79% ส่วนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้รับคะแนนสนับสนุน 8.51% และ 3.38% ตามลำดับ

นอกจากคำถามเกี่ยวกับตัวบุคคลแล้ว แบบสำรวจยังเจาะลึกถึงปัจจัยสำคัญที่ผู้ตอบแบบสอบถามใช้ในการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยผู้ร่วมโหวตสามารถเลือกได้มากกว่าหนึ่งข้อ ซึ่งมีผู้ตอบคำถามในส่วนนี้จำนวน 5,451 คน

ไทยรัฐโพล: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ

ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขเศรษฐกิจและปัญหาค่าครองชีพเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรี โดยมีผู้เลือกปัจจัยนี้สูงถึง 25.93% สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ปัจจัยรองลงมาคือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นชายแดนกัมพูชา ที่มีผู้ให้ความสำคัญ 18.43% และความสะอาดโปร่งใส รวมถึงการต่อต้านคอร์รัปชัน ที่ได้รับความสนใจจาก 15.53% ของผู้ตอบแบบสอบถาม นี่แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศและธรรมาภิบาลของผู้ที่จะมาเป็นผู้นำประเทศ

ประเด็นสำคัญจากไทยรัฐโพล: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ

  • พลเอก ประยุทธ์ นำโด่งด้วยคะแนน 42.46%
  • ชัยเกษม นิติสิริ ตามมาเป็นอันดับสองด้วย 26.86%
  • การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญที่สุด

ภาพรวมของผลสำรวจนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีผู้เข้าชมมากกว่า 586,000 ครั้ง การเปิดโหวตเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 18.22 น. และเปิดให้ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ร่วมโหวตได้จนถึงวันที่ 5 กันยายน เวลา 18.00 น. ที่ https://poll.thairath.co.th/campaign/newPM

ผลสำรวจ ไทยรัฐโพล: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนที่ต้องการผู้นำที่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้ นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องความโปร่งใสและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญอย่างมากในการพิจารณาเลือกผู้นำประเทศ

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่ประเด็นเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง สะท้อนว่าประชาชนกำลังเผชิญกับความยากลำบากในชีวิตประจำวัน และต้องการผู้นำที่เข้าใจปัญหาและมีแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม การเลือกนายกรัฐมนตรีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องปากท้องและความอยู่รอดของประชาชน

ที่มา – Thairath Poll: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ

“ก่อแก้ว” ชม “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ดีเยี่ยม ฝ่าวิกฤติ

“ก่อแก้ว” ชมรัฐบาลรักษาการ “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม ชี้ สภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ จำเป็นต้องฝ่าฟันให้ผ่านจุดวิกฤติให้ได้ ขอประชาชนอดทนกับสถานการณ์นี้และดูแลตัวเองไปก่อน

วันที่ 2 กันยายน 2568 นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคเพื่อไทย พร้อมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนเข้าประชุมพรรค ว่า ตัวเองรู้สึกสงสารประเทศไทย ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าวันนี้การเมืองบ้านเราอยู่ในจุดที่ยากมาก นักธุรกิจนักลงทุนคงไม่ตัดสินใจทำอะไรในตอนนี้ ทำให้เศรษฐกิจไทยที่แย่อยู่แล้ว ก็ต้องลากยาวไปอีก วันนี้ยิ่งมีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ ถ้าไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม หากกัมพูชามาก่อกวนหรือต้องการให้สถานการณ์ไทยปั่นป่วน จะไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มมาแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างจริงจัง

ถ้าเป็นสภาวะปกติตนเองจะเชียร์พรรคเพื่อไทยให้ยุบสภา แต่ตอนนี้สภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ จึงจำเป็นต้องฝ่าฟันให้ผ่านจุดวิกฤติไปให้ได้ วันนี้ตนเองรอดูพรรคประชาชนอยู่ และเข้าใจพรรคประชาชนดีว่า มีคน 2 กลุ่มหลักๆ คือ เสื้อแดงเก่า และเสื้อเหลืองเก่า มาจากพื้นฐานที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก ทำให้พรรคประชาชนมีแนวคิดที่แตกต่างกันระหว่าง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็นเสื้อแดงมาก่อน อยากให้จับมือกับพรรคเพื่อไทย ส่วนกลุ่มที่เป็นเสื้อเหลืองเก่า คนเหล่านั้นไม่เอาพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว ณ ตอนนี้จึงอยากเรียนพี่น้องประชาชนว่าต้องอดทนกับสถานการณ์นี้และขอให้ทุกคนดูแลตัวเองไปก่อน

นายก่อแก้ว กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลรักษาการที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่กำลังทำหน้าที่อยู่นั้น ตนมองว่าก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม แต่ก็ต้องยอมรับการเป็นรัฐบาลรักษาการนั้นการสั่งการราชการ ทำให้การทำงานลำบาก.

“ก่อแก้ว” ชมรัฐบาลรักษาการ “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ดีเยี่ยม ต้องฝ่าฟันให้ผ่านวิกฤติ

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนและเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนในปัจจุบัน คำกล่าวของนายก่อแก้ว พิกุลทอง สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ การที่นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ และปัญหาชายแดนที่อาจเกิดขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อน การที่นายก่อแก้วออกมาให้กำลังใจรัฐบาลรักษาการ “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ดีเยี่ยม ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่กำลังพยายามนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้

ทำไมคำชมของ “ก่อแก้ว” ถึงมีความสำคัญในช่วงวิกฤติ?

ในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ กำลังใจและความเชื่อมั่นจากบุคคลสำคัญทางการเมืองอย่างนายก่อแก้ว มีความสำคัญอย่างยิ่ง คำชมต่อการทำงานของรัฐบาลรักษาการ “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ดีเยี่ยม ไม่เพียงแต่เป็นการให้กำลังใจเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาชนและนักลงทุนว่า ยังมีคนที่มองเห็นและเข้าใจถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหา แม้ว่าการทำงานของรัฐบาลรักษาการจะมีข้อจำกัด แต่การได้รับการยอมรับและสนับสนุนจะช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ คำกล่าวของนายก่อแก้วยังเป็นการเตือนสติให้ประชาชนอดทนและดูแลตัวเองในช่วงเวลาที่ยากลำบาก การที่สภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ ทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกฝ่าย การที่ประชาชนเข้าใจและให้ความร่วมมือ จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้

การ “ก่อแก้ว” ชมรัฐบาลรักษาการ “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ดีเยี่ยม ยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจเต็มในการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ หากไม่มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง การจัดการกับปัญหาชายแดนหรือการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ จะเป็นไปได้ยากลำบาก

ดังนั้น การที่นายก่อแก้วออกมาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจรัฐบาลรักษาการ จึงเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ และเป็นการส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในอนาคต

อย่างไรก็ดี การที่นายก่อแก้วออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพโดยเร็ว เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ การเมืองที่มั่นคงจะนำไปสู่เศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนทุกคน

ที่มา – “ก่อแก้ว” ชมรัฐบาลรักษาการ “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ดีเยี่ยม ต้องฝ่าฟันให้ผ่านวิกฤติ

ครม.ไม่ถกยุบสภา ยันเพื่อไทยมีแค่ “ชัยเกษม”

“สรวงศ์” ยันประชุม ครม.วันนี้ ไม่มีคุยเรื่องยุบสภา ลั่น แคนดิเดตพรรคเพื่อไทยยังเป็น “ชัยเกษม นิติสิริ” ไม่มีตัวเลือกอื่น

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 2 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในวันนี้เป็นการประชุมตามวาระปกติ เป็นการพิจารณาเพื่อทราบ รวมถึงการแต่งตั้งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ดำรงตำแหน่งเช่นเดิม และไม่มีการพูดคุยถึงเรื่องการยุบสภา

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ประชุมพรรคเพื่อไทยจะมีการพูดคุยหารือถึงเรื่องใด นายสรวงศ์ ระบุว่า ในวันนี้ที่ประชุมพรรคเพื่อไทย จะมีการหารือถึงประเด็นทางการเมือง รวมถึงเรื่องแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค โดยจะต้องฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรค เพราะ สส.หลายคนมีข้อคิดเห็นที่ต่างกัน

เมื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่ายังไม่ได้รับการติดต่อจากพรรคเพื่อไทย พร้อมระบุอีกว่าอาจจะมีอัศวินม้าขาวเข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายสรวงศ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องถามนายชัยเกษม แต่จริงๆ แล้วไม่มีทาง ยืนยันว่าเรามีการประสานกันโดยตลอด และที่นายชัยเกษมเคยได้ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ก็ชัดเจนว่ามีการพูดคุยกันตลอด

“หากจะมีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เราต้องเสนอชื่อนายชัยเกษมอยู่แล้ว เพราะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งเดียวของพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยไม่มีตัวเลือกอื่นแล้ว ขอให้เราดูสถานการณ์รวมถึงรอฟังสมาชิกพรรคในวันนี้ว่าจะมีความเห็นอย่างไร”

ครม.ไม่ถกยุบสภา ยันเพื่อไทยมีแค่ “ชัยเกษม”

จากกระแสข่าวลือเรื่องการยุบสภาที่แพร่สะพัดในช่วงนี้ ล่าสุดนายสรวงศ์ เทียนทอง ได้ออกมายืนยันว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ ไม่มีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาหารือแต่อย่างใด ทำให้ความกังวลของหลายฝ่ายคลี่คลายลงไปได้บ้าง

นอกจากนี้ นายสรวงศ์ยังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนของพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันว่าพรรคยังคงสนับสนุนนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียว และไม่มีการพิจารณาบุคคลอื่นเพิ่มเติม

ความชัดเจนของพรรคเพื่อไทยต่อแคนดิเดตนายกฯ “ชัยเกษม”

การยืนยันอย่างหนักแน่นของนายสรวงศ์ในครั้งนี้ เป็นการตอบโต้กระแสข่าวที่นายชัยเกษมเองได้ออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่ายังไม่ได้รับการติดต่อจากพรรค และอาจมี “อัศวินม้าขาว” เข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกฯ แทน ซึ่งสร้างความสับสนให้กับประชาชนและสมาชิกพรรคเป็นอย่างมาก

จากคำกล่าวยืนยันของนายสรวงศ์ ทำให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยยังคงให้ความไว้วางใจในตัวนายชัยเกษม และพร้อมที่จะเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม นายสรวงศ์ยังขอให้รอฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคในวันนี้ก่อนที่จะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การจับตาดูความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคเพื่อไทย จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดอนาคตของประเทศ

การที่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่ามีเพียง “ชัยเกษม” เป็นแคนดิเดตนายกฯ นั้น เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังประชาชน และเป็นการแสดงความมั่นใจในตัวผู้ที่พรรคเลือกสรรแล้ว อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งสุดท้ายยังคงขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของสมาชิกพรรค ซึ่งต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด การทำความเข้าใจในจุดยืนและท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์สถานการณ์และตัดสินใจในการเลือกตั้งได้อย่างมีข้อมูลและเหตุผล

  • ติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด
  • ทำความเข้าใจในนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ
  • พิจารณาคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแต่ละคน
  • ตัดสินใจเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการนำพาประเทศไปข้างหน้า

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ดังนั้นการติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคน

สุดท้ายนี้ การที่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่ามีเพียงนายชัยเกษมเป็นตัวเลือก อาจเป็นการแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของนายชัยเกษม แต่ก็อาจเป็นการปิดโอกาสในการพิจารณาบุคคลอื่นๆ ที่อาจมีความเหมาะสมเช่นกัน การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องรอติดตามความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – ครม. ไม่ถกปมยุบสภา “สรวงศ์” ยันแคนดิเดตเพื่อไทย “ชัยเกษม” ไม่มีตัวเลือกอื่น

อรรถกร ดูน้ำท่วม ย้ำการเมืองเป็นเรื่องอนาคต

“อรรถกร” พร้อม “ปกรณ์” สส.กล้าธรรม ลุย จ.แม่ฮ่องสอน ดูความเสียหายน้ำท่วมจากพายุคาจิกิ ประสานเร่งเยียวยาผู้ประสบภัย-พื้นที่เกษตร ย้ำ ยังทำหน้าที่ รมว.เกษตรฯ สถานการณ์การเมืองเป็นเรื่องอนาคต

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำหน่วยงานในสังกัด อาทิ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมด้วย นายปกรณ์ จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคกล้าธรรม (กธ.) ตรวจสอบความเสียหายจากเหตุอุทกภัยจากอิทธิพลของพายุคาจิกิ ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทำให้บ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตรเสียหายอย่างหนัก โดยมีการประชุมติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ เหตุอุทกภัยน้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม รับฟังปัญหาอุปสรรค และหารือแนวทางแก้ไข ณ สถานีพัฒนาที่ดินแม่ฮ่องสอน ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ด้วย

นายอรรถกร ได้พูดคุยและให้กำลังใจกับประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่จำนวนมาก พร้อมมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงได้กำชับทุกภาคส่วนของกระทรวงเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ขอให้เร่งบูรณะซ่อมแซมและทำความสะอาดบ้านเรือนของประชาชนให้กลับสู่สภาพเดิมอย่างเร็วที่สุด พร้อมประสานกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอยาสามัญประจำบ้านให้ส่งด่วนมาตามที่ประชาชนในพื้นที่ร้องขอด้วย ส่วนความเสียหายของโรงเรียนบ้านน้ำเพียงดิน ต.ผาบ่อง จะประสานกับ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม โดย นางนฤมล พร้อมที่จะช่วยกันทำงานแน่นอน แต่ในส่วนกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งตรวจสอบพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย และหามาตรการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนอย่างเร่งด่วน

“สถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไร ก็ถือเป็นเรื่องของอนาคต แต่วันนี้ผมยังคงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งชัดเจนมาตั้งแต่สมัย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ว่า เราทำงานทุกวัน และเมื่อ สส.ปกรณ์ ประสานมาว่าชาวบ้านในพื้นที่ประสบอุทกภัยได้รับความเดือดร้อน จึงไม่สามารถรอได้ ทั้งนี้ ผมเชื่อว่า ไม่ว่าจากนี้ผมจะอยู่หรือไม่ก็ตาม แต่ผู้ที่จะมาทำหน้าที่คนใหม่ก็จะดูแลพี่น้องประชาชนแบบนี้เช่นกัน”

ทางด้าน นายปกรณ์ กล่าวว่า อุทกภัยครั้งนี้ทำให้บ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตรจำนวนมากถูกน้ำท่วมเสียหาย หลายครอบครัวต้องอพยพออกจากบ้านมาอยู่ในที่พักพิงชั่วคราว ตนในฐานะ สส.แม่ฮ่องสอน ลงพื้นที่มาตลอดตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุเพื่อช่วยประสานงานและเร่งให้ความช่วยเหลือ

“ผมต้องขอขอบคุณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล ที่ลงมาดูแลชาวบ้านอย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องเครื่องอุปโภคบริโภค การตั้งโรงครัว ขณะนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการเร่งฟื้นฟูบ้านเรือน โรงเรียน และพื้นที่เกษตร เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ผมขอย้ำว่าจะเร่งประสานงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วที่สุด” กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้พี่น้องชาวแม่ฮ่องสอนมั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ตนจะติดตามและผลักดันจนกว่าความเดือดร้อนจะคลี่คลาย และมั่นใจว่า พวกเราจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

อรรถกร ดูน้ำท่วม ย้ำการเมืองเป็นเรื่องอนาคต

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์ พร้อมด้วย นายปกรณ์ จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคกล้าธรรม ได้ลงพื้นที่จังหวัดเเม่ฮ่องสอน เพื่อดูความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของพายุคาจิกิ โดยได้มีการเร่งประสานงานเพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยเเละฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย

สถานการณ์การเมืองเป็นเรื่องอนาคต เเต่ปัจจุบันต้องทำหน้าที่

นายอรรถกรยังย้ำว่า สถานการณ์การเมืองเป็นเรื่องของอนาคต เเต่ในปัจจุบันยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งให้ความมั่นใจว่าไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปหรือไม่ ผู้ที่จะมารับหน้าที่ต่อจากตนก็จะดูเเลประชาชนอย่างเต็มความสามารถเช่นกัน

นายปกรณ์ สส.แม่ฮ่องสอน ได้กล่าวขอบคุณกระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์ รวมถึงมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เเละให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าจะเร่งผลักดันให้ความช่วยเหลือเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วที่สุด

อุทกภัยครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่เเละทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก การเยียวยาเเละฟื้นฟูจึงเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด อรรถกร ดูน้ำท่วม ย้ำการเมืองเป็นเรื่องอนาคต เป็นการตอกย้ำว่าการทำงานเพื่อประชาชนสำคัญกว่าเรื่องการเมือง

เหตุการณ์ อรรถกร ดูน้ำท่วม ย้ำการเมืองเป็นเรื่องอนาคต แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองอาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่การดูแลประชาชนคือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเสมอ

ที่มา – “อรรถกร” ควง สส.กล้าธรรม ดูความเสียหายน้ำท่วม ย้ำสถานการณ์การเมืองเป็นเรื่องอนาคต

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน จริงหรือ?

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน แทงขาเดียวไม่ร่วมตั้งรัฐบาลกับภูมิใจไทย รัฐประหาร 100 ครั้ง ไม่เลวร้ายเท่าฮั้วเลือก สว. ย้ำ หนุนไม่ไหว ความเป็นคนไม่เหลือแล้ว โวข้อเสนอเพื่อไทยชิงเกมเร็ว

เมื่อเวลา 15.40 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หลังกลับจากร่วมคณะพรรคเพื่อไทย ไปเจรจาขอให้พรรคประชาชน ร่วมจัดตั้งรัฐบาลขั้วพรรคเพื่อไทย ว่า ตนไปเป็นเพื่อน แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่าง 2 พรรคคุยกัน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะนำข้อหารือของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนเข้าในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ด้วยหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า อาจจะอยู่ในวาระอื่นๆ เพราะเรามีวาระสำคัญอยู่แล้ว เมื่อถามอีกว่าส่วนตัวเห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยที่ให้พรรคประชาชนพิจารณาหรือไม่ นายเดชอิศม์ ตอบว่า เห็นด้วย วันนี้เราต้องยุบสภาให้เร็วที่สุด ถึงแม้อยู่ก็ขัดกับความรู้สึกของประชาชน ส่วนตัวตนเห็นว่า 4 เดือนยาวไป อยากให้ยุบสภาเร็วกว่านั้น เมื่อทำในสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนเสร็จสิ้นก็รีบยุบสภา อาจจะ 2-3 เดือน เพื่อให้ประชาชนได้กลับไปตัดสินใจว่าจะเลือกใครมาเป็นผู้นำประเทศ

“ส่วนประเด็นที่แถมไปในข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย เช่น เรื่องทุจริตที่ดินเขากระโดง ที่หลวงมันต้องเป็นที่หลวง เราปล่อยให้ยืดเยื้อขนาดนี้ได้อย่างไร และเรื่องฮั้ว สว. มันเป็นการทำร้ายประเทศ ผมว่าทำการรัฐประหาร 100 ครั้ง ก็ไม่เลวร้ายเท่ากับการฮั้ว สว. เพราะ สว. ต้องไปเลือก กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ หาก สว. มีเจ้าของ มีการสั่งกันได้ เท่ากับประเทศเราอยู่ภายใต้กำกับของคนเดียว ประเทศเราจะอยู่อย่างไร ผมว่าประเทศเราถึงกับล่มสลายได้เลย”

เมื่อถามย้ำแบบนี้แสดงว่าปิดประตูร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยแล้วใช่หรือไม่ นายเดชอิศม์ ตอบว่า หากตนสนับสนุนเจ้าของนโยบายที่ตนพูดไปสักครู่ อย่าว่าแต่เป็นนักการเมืองเลย ความเป็นคนก็ไม่เหลือแล้ว ไม่มีความเป็นคนเหลืออยู่แล้ว.

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน

ทำไม “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน?

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนในปัจจุบัน มุมมองของนายเดชอิศม์ที่เสนอให้ “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน นั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง ข้อเสนอดังกล่าวอาจเป็นทางออกเพื่อให้ประชาชนได้มีสิทธิในการตัดสินใจอนาคตของประเทศอีกครั้ง

การที่เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ย่อมสะท้อนถึงความอึดอัดใจต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ และต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นโดยเร็ว การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่จึงเป็นกลไกสำคัญในการคืนอำนาจให้กับประชาชน

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน หากพรรคการเมืองใดไม่สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้ ก็อาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม การ “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน ก็ยังมีความท้าทายอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระยะเวลาในการเตรียมการเลือกตั้ง การจัดการปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน และการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมมือกันเพื่อให้การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่เป็นไปอย่างราบรื่น และนำไปสู่การสร้างรัฐบาลที่มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

การที่นายเดชอิศม์ออกมาแสดงความเห็นชัดเจนเช่นนี้ ย่อมส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประชาชนและพรรคการเมืองต่างๆ คงต้องจับตาดูสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ที่มา – “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน แทงขาเดียว ไม่ร่วมตั้งรัฐบาลกับภูมิใจไทย

“ภูมิธรรม” แถลง พร้อมยุบสภา พรรคร่วมรับข้อเสนอ

“ภูมิธรรม” เป็นตัวแทนพรรคเพื่อไทย-พรรคร่วม แถลงหลังหารือ ยัน รับทุกข้อเสนอพรรคประชาชน ยินดีพร้อมยุบสภา มอง ต้องเร่งแก้ไขวิกฤติรัฐธรรมนูญ-รีเซ็ตการเมืองใหม่ เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจยกมือหนุนใคร

เมื่อเวลา 15.09 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย นำแถลงข่าวภายหลังการหารือร่วมกับพรรคประชาชน โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ว่า ในนามพรรคร่วมรัฐบาลได้มอบหมายให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการประสานติดต่อเพื่อพูดคุยในการจัดตั้งรัฐบาล วันนี้มาด้วยกัน ซึ่งพรรคร่วมได้ปรึกษาหารือกันหมดแล้วในข้อสรุปที่เรานำมาเสนอ ซึ่งตัวแทนที่มามีทั้งพรรคชาติไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชาติ ส่วนตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านป่วย แต่ถ้ามีข้อสงสัยก็สามารถซูมเข้ามาได้เนื่องจากติดผ่าตัดเหงือก

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า ข้อเสนอเราเป็นเอกภาพ เราเห็นว่าการเมืองช่วงนี้เป็นช่วงวิกฤติและเป็นเรื่องที่ควรจะหาทางออกร่วมกัน เราคุยกันแล้ว เพราะฉะนั้นพรรคร่วมรัฐบาลจึงได้มาพูดคุยกับพรรคประชาชน เนื่องจากมีข้อเสนอที่สำคัญ หากใครรับข้อเสนอได้เขาก็จะพิจารณา เพื่อจะนำมาตัดสินใจในการที่จะผลักดันให้ใครเป็นคณะรัฐมนตรี วันนี้พรรคร่วมทั้งหมดได้มานำเสนอ ได้มาพูดคุยกัน

ก่อนระบุต่อไปว่า หัวใจสำคัญวันนี้คือ ข้อเสนอพรรคประชาชนเรารับหมด พร้อมที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น ส่วนข้อเสนอที่เราเสนอ ก็ให้ทางพรรคประชาชนได้รับทราบ และเราได้คุยกันแล้วว่าจริงๆ หลายๆ​ เรื่องที่เราเสนอเป็นเรื่องที่ควรปฏิบัติในฐานะที่เป็นกระบวนการยุติธรรม เพราะสิ่งที่เราเสนอคือไม่ให้เข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม คดีต่างๆ ทุกคดีที่มีอยู่ก็ขอให้ดำเนินการไปทั้งหมด ส่วนรายละเอียดพรรคประชาชนจะนำไปพิจารณาเนื่องจากยังไม่ได้รับปากหรือตัดสินใจที่จะยกมือให้ใครเลย ซึ่งต้องฟังคณะกรรมการ องคาพยพของพรรคหลายๆ ส่วน ต้องฟังและปรึกษาหารือให้มากที่สุด เราก็ยอมรับเงื่อนไขนี้ได้ ทั้งนี้ เข้าใจว่าวันที่ 1 กันยายน 2568 พรรคประชาชนจะมีการประชุม และจะมีกระบวนการภายในของพรรค

“สิ่งที่อยากจะเรียนวันนี้คือ เราได้เสนอพูดคุยกัน และเห็นว่าถ้าจะจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา วาระสำคัญที่สุดขณะนี้เป็นวาระแห่งชาติ คือการแก้ไขวิกฤติเรื่องรัฐธรรมนูญ และเรื่องกติกาที่อยากจะรีเซ็ตการเมืองใหม่ ให้มีการเมืองที่สามารถมีประสิทธิภาพได้มากกว่านี้ ส่วนเรื่องอื่นๆ ยังเป็นกระบวนการในรายละเอียดที่ต้องขออนุญาตที่จะยังไม่พูดอะไร เป็นเรื่องที่เราจะพูดกันทั้งสองฝ่าย”

นายภูมิธรรมย้ำว่า ในเรื่องข้อเสนอ เราเห็นว่าไม่ได้เป็นปัญหาต่อข้อสรุปที่เราสรุปไปขั้นต้นแล้วว่าเรายอมรับทั้งหมด อันนี้ไม่ได้ขัดกัน แต่สิ่งที่เราเสนอไปเพื่อให้พิจารณาเท่านั้นเอง จะทำหรือไม่ทำ ไม่ได้มีผลต่อการที่จะร่วมกันสนับสนุนเรื่องการตั้งรัฐบาล

เมื่อถามว่าท่าทีการพูดคุยน่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีหรือไม่ นายภูมิธรรม หัวเราะแต่ไม่ได้ตอบ ก่อนจะกล่าวว่า “ไปเลยครับ” และเดินออกจากวงสัมภาษณ์ ซึ่งระหว่างนั้นผู้สื่อข่าวพยายามถามย้ำ โดยนายภูมิธรรม ตอบชัดเจนว่า “เรายินดีพร้อมยุบสภา” ก่อนที่พรรคร่วมที่มาเจรจาจะพากันออกจากที่ทำการพรรคประชาชนไป.

(ภาพ : ธนัท ชยพัทธฤทธี)

“ภูมิธรรม” แถลงล่าสุด พรรคร่วมพร้อมยุบสภา

หลังจากที่พรรคร่วมรัฐบาลได้หารือกับพรรคประชาชนเสร็จสิ้น นายภูมิธรรมได้ออกมาแถลงถึงผลการหารือ โดยยืนยันว่าพรรคร่วมฯ ยินดีรับทุกข้อเสนอของพรรคประชาชน และยังกล่าวว่าพร้อมยุบสภาหากจำเป็น เพื่อแก้ไขวิกฤติการเมืองในปัจจุบัน

ทำไมถึงพร้อมยุบสภา

การที่นายภูมิธรรมกล่าวว่าพร้อมยุบสภานั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคร่วมรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา การที่พรรคร่วมรัฐบาลแสดงความยืดหยุ่นและพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความปรองดองและความเข้าใจซึ่งกันและกัน

  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ
  • การรีเซ็ตการเมืองใหม่เป็นโอกาสในการสร้างระบบการเมืองที่มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทุกภาคส่วนในสังคม การเปิดให้มีการพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ผมมองว่าการที่พรรคการเมืองต่างๆ หันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกร่วมกันเป็นสิ่งที่น่ายินดี และหวังว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ที่มา – พร้อมยุบสภา “ภูมิธรรม” แถลงหลังหารือ พรรคร่วมรับทุกข้อเสนอพรรคประชาชน

“วรชัย” แนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน

“วรชัย” ถามพรรคประชาชน ยุบสภาแล้วได้อะไร แนะร่วมมือกับเพื่อไทยเป็นรัฐบาล-แก้รัฐธรรมนูญ มองควรเป็นรัฐมนตรีด้วย เพื่อฝึกงานบริหารประเทศ

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์การตัดสินใจของพรรคประชาชน (ปชน.) ในการสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ว่า เรื่องนี้พรรคประชาชนต้องคิดถึงว่าการจับมือกับใครจะนำไปสู่อะไร โดยเฉพาะความคิดที่พรรคประชาชนต้องการแก้รัฐธรรมนูญ จึงต้องคิดว่าหากจับมือกับใครจะได้แก้รัฐธรรมนูญ และอาศัยเงื่อนไขเช่นนี้มากดดันพรรคที่จะโหวตให้เป็นรัฐบาลต้องแก้รัฐธรรมนูญลงสัตยาบันให้สัญญาประชาคมไว้ การเมืองเดินมาถึงทางตันเพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ให้อำนาจองค์กรอิสระมากเกินไป ทำให้ประเทศอยู่ภายใต้การปกครองขององค์กรอิสระ ซึ่งเราต้องมีการแก้ไขแน่นอน

และวันนี้การที่พรรคประชาชนบอกว่ายุบสภาภายใน 4 เดือน ถามว่ายุบสภาแล้วได้อะไร เพราะหากมีการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญปี 2560 ต่อไปก็จะมีปัญหาเช่นนี้อีก นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐมนตรีก็จะโดนเช่นนี้อีก

ตนคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพรรคประชาชนต้องเข้าไปบริหารประเทศด้วย ไปเป็นรัฐมนตรีด้วย ไม่ใช่พูดแค่ว่าจะโหวตให้แต่ไม่ร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะหากการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง ได้รับเสียงเกิน 250 เสียง เป็นรัฐบาลพรรคเดียว อยากให้ลองคิดดูว่าพวกคุณจะทำสำเร็จหรือไม่ การบริหารประเทศต้องฝึกงานพื้นฐานและเข้าใจระบบราชการไทยว่าเป็นอย่างไร

“ฉะนั้น พวกคุณควรเข้าไปเป็นรัฐบาล เข้าไปเป็นรัฐมนตรีและร่วม ครม. ด้วยเพื่อฝึกงาน เพราะมีส่วนร่วมในการเลือกรัฐบาลอยู่แล้ว เริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเริ่มต้นกี่เดือน กี่ปี แต่ก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ” นายวรชัยกล่าว

“วรชัย” แนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน

จากกรณีที่นายวรชัย เหมะ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการตัดสินใจของพรรคประชาชน (ปชน.) ในการสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น ได้มีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาล และการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศอย่างจริงจัง การที่นายวรชัยออกมากล่าวเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับแนวทางการทำงานของพรรคประชาชน หากไม่เข้าร่วมรัฐบาลและไม่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ

### ทำไม “วรชัย” ถึงแนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน

เหตุผลหลักที่นายวรชัย เหมะ แนะนำให้พรรคประชาชนร่วมรัฐบาลและเข้าไปเป็นรัฐมนตรีนั้น คือการฝึกฝนและเรียนรู้ระบบราชการไทย การบริหารประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย และการมีประสบการณ์ตรงจะช่วยให้พรรคประชาชนสามารถดำเนินนโยบายและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลยังเปิดโอกาสให้พรรคประชาชนได้ผลักดันนโยบายที่ต้องการ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การที่พรรคประชาชนเข้าไปร่วม ครม. จะทำให้เกิดประโยชน์หลายด้าน ดังนี้:

  • เรียนรู้ระบบราชการ: เข้าใจกลไกการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ
  • ฝึกฝนการบริหาร: พัฒนาทักษะการจัดการและแก้ไขปัญหา
  • ผลักดันนโยบาย: มีโอกาสนำเสนอนโยบายและแก้ไขกฎหมาย
  • สร้างความเชื่อมั่น: แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการบริหารประเทศ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของพรรคประชาชนเอง การมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สิ่งสำคัญคือการประเมินสถานการณ์และตัดสินใจบนพื้นฐานของผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ

การที่นายวรชัยออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ อาจเป็นการกระตุ้นให้พรรคประชาชนทบทวนบทบาทของตนเองในการเมืองไทย และพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศอย่างเต็มตัว การเมืองไทยในปัจจุบันต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า การเปิดใจและรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ดังนั้น การที่ “วรชัย” แนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน จึงเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติในอนาคต

ที่มา – “วรชัย” แนะพรรคประชาชนร่วมเป็น ครม. กับเพื่อไทย ฝึกงานบริหารประเทศด้วย

Scroll to top