ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเรื่อง ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในการขนส่งน้ำมันดิบ โดยผ่านจุดนี้ราว 20% ของน้ำมันโลก ทำให้การปิดกั้นช่องทางนี้โดยอิหร่านส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก
ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย
ทรัมป์กล่าวระหว่างโดยสารเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันกลับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ว่า เขาได้ติดต่อหารือกับอย่างน้อย 7 ประเทศ เพื่อขอความช่วยเหลือในการส่งเรือรบและกองกำลังมาลาดตระเวนและเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านปิดกั้นอีกครั้ง หนึ่งในประเทศที่ถูกกล่าวถึงคือจีน ซึ่งพึ่งพาการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางนี้อย่างมาก ทรัมป์ยังอ้างถึงพันธมิตรนาโต้และประเทศอื่นๆ ที่ควรปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่าประเทศที่ได้รับประโยชน์จากช่องแคบฮอร์มุซควรเข้ามามีส่วนร่วมในการเปิดเส้นทางนี้ให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ เขายังเตือนว่าหากพันธมิตรไม่ตอบสนอง อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่ออนาคตของนาโต้ โดยย้ำว่าสหรัฐฯ ได้ช่วยเหลือยุโรปมามากพอแล้ว โดยเฉพาะในประเด็นยูเครนที่อยู่ห่างไกลจากสหรัฐฯ "เราใจดีกับพวกเขามาก แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่พวกเขาจะช่วยเราบ้าง" ทรัมป์กล่าว
ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ: ประเทศใดบ้างที่ถูกเรียกร้อง
แม้ทรัมป์จะไม่เปิดเผยชื่อประเทศทั้งหมด แต่จากถ้อยแถลงก่อนหน้า เขาได้เรียกร้องให้จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ส่งเรือรบมาช่วย จนถึงขณะนี้ยังไม่มีประเทศใดตอบรับอย่างเป็นทางการ สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
- จีน: ประเทศนำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุด พึ่งพาช่องแคบนี้สูง
- ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้: เศรษฐกิจที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าจากตะวันออกกลาง
- ยุโรป (นาโต้): ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ มามากในอดีต
- สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส: พันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ
ช่องแคบฮอร์มุซมีความยาวประมาณ 33 กิโลเมตร กว้างสุด 96 กิโลเมตร เป็นจุดเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน การปิดกั้นทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลต่อการขนส่งสินค้าและเศรษฐกิจหลายประเทศ ทรัมป์ย้ำว่าจะ "จดจำไว้" หากประเทศใดปฏิเสธที่จะช่วยเหลือ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในอนาคต
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเปรียบเทียบกับสถานการณ์ยูเครน โดยระบุว่าสหรัฐฯ ช่วยเหลือแม้จะอยู่ห่างไกล แต่พันธมิตรยุโรปกลับไม่ค่อยช่วยสหรัฐฯ ในประเด็นนี้ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยสหรัฐฯ ต้องการให้พันธมิตรแบ่งเบาภาระมากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการเรียกร้องครั้งนี้ของทรัมป์อาจเป็นกลยุทธ์ในการกดดันพันธมิตรให้เพิ่มงบประมาณกลาโหมและมีส่วนร่วมในภารกิจสำคัญ หากสำเร็จ จะช่วยลดภาระของกองทัพสหรัฐฯ และเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค
ในมุมมองของเรา สถานการณ์ ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเมืองระหว่างประเทศในยุคใหม่ ที่แต่ละฝ่ายต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัพเดทสถานการณ์ล่าสุด!
ที่มา – ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย




