ยุโรป

เลือกตั้งฮังการี ฝ่ายค้านกวาดชัยชนะ ปิดฉากออร์บาน

เลือกตั้งฮังการี ฝ่ายค้านกวาดชัยชนะ ถล่มทลาย สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก! หลังจากครองอำนาจมานานถึง 16 ปี นายกรัฐมนตรีวิคเตอร์ ออร์บาน ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับพรรคฝ่ายค้าน Tisza ที่นำโดยนายปีเตอร์ มาจยาร์ ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงปิดฉากยุคสมัยของออร์บาน แต่ยังเปลี่ยนทิศทางนโยบายของฮังการีอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป (EU) และพันธมิตรอย่างโดนัลด์ ทรัมป์

เลือกตั้งฮังการี ฝ่ายค้านกวาดชัยชนะ ผลคะแนนถล่มทลาย

วันที่ 13 เมษายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งฮังการีประกาศผลนับคะแนนเกือบ 98% พรรค Tisza ซึ่งเป็นพรรคกลางขวา คว้าคะแนนเสียง 53.6% ได้ที่นั่งในสภาถึง 138 จาก 199 ที่นั่ง หรือมากกว่า 2 ใน 3 ซึ่งเพียงพอที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทันที ในทางตรงกันข้าม พรรค Fidesz ของออร์บาน ได้เพียง 37.8% และ 55 ที่นั่ง ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เข้ามามีอำนาจเมื่อ 16 ปีก่อน

เลือกตั้งฮังการี ฝ่ายค้านกวาดชัยชนะ

ปฏิกิริยาจากผู้นำทั้งสองฝ่าย

นายวิคเตอร์ ออร์บาน ออกแถลงยอมรับความพ่ายแพ้ทันทีที่ผลชัดเจน ขณะที่นายปีเตอร์ มาจยาร์ โพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า ออร์บานโทรมาขอแสดงความยินดีแล้ว ก่อนขึ้นเวทีปราศรัยต่อผู้สนับสนุนนับหมื่นริมแม่น้ำดานูบ ในกรุงบูดาเปสต์ โดยกล่าวว่า “คืนนี้ ความจริงเอาชนะคำโกหก” และชัยชนะนี้คือฉันทามติทางประวัติศาสตร์ของประชาชนฮังการี

การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 77% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ฮังการีเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยหลังยุคคอมมิวนิสต์ในปี 2533 หลายหน่วยเลือกตั้งต้องขยายเวลาจนดึกเพื่อรองรับคิวยาวเหยียด

พื้นหลังการเมืองฮังการีและสาเหตุชัยชนะ

วิคเตอร์ ออร์บาน ขึ้นสู่อำนาจตั้งแต่ปี 2552 ด้วยนโยบายชาตินิยม ต่อต้าน移民 และท้าทาย EU ในประเด็นยูเครนและ LGBTQ+ เขาได้รับฉายา “ผู้นำเผด็จการแบบอิลลิเบอรัล” และเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับทรัมป์และปูติน แต่ช่วงหลังเผชิญ скандалคอร์รัปชัน เศรษฐกิจถดถอยจากเงินเฟ้อ และความไม่พอใจจากประชาชน

ปีเตอร์ มาจยาร์ อดีตสมาชิก Fidesz ที่ลาออกเพราะไม่เห็นด้วยกับออร์บาน ก่อตั้ง Tisza เมื่อปีที่แล้ว ด้วยแคมเปญต่อต้านคอร์รัปชันและฟื้นฟูประชาธิปไตย ดึงดูดทั้งฝ่ายขวากลางและไม่พอใจ Fidesz ทำให้กวาดชัยแบบไม่คาดคิด

  • คะแนน Tisza: 53.6% (138 ที่นั่ง)
  • คะแนน Fidesz: 37.8% (55 ที่นั่ง)
  • ผู้มาใช้สิทธิ: 77% สูงสุดในประวัติศาสตร์
  • ผลกระทบ: สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้

ผลกระทบต่อการเมืองโลก

เลือกตั้งฮังการี ฝ่ายค้านกวาดชัยชนะ ส่งผลสะเทือนไปทั่ว โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำขวาจัด ออร์บานเป็น “ทรัมป์แห่งยุโรป” ที่สนับสนุนทรัมป์และขัดขวางความช่วยเหลือยูเครน ทำให้ EU ลำบากใจ การเปลี่ยนรัฐบาลใหม่น่าจะปรับปรุงสัมพันธ์ EU เปิดทางเงินทุน และลดการพึ่งรัสเซีย นอกจากนี้ ยังเป็นสัญญาณบวกให้ฝ่ายค้านในโปแลนด์ สโลวาเกีย และเยอรมนี

สำหรับทรัมป์ที่อาจกลับมาปกครองสหรัฐฯ ปีหน้า การสูญเสียพันธมิตรสำคัญในยุโรปอาจทำให้ยุทธศาสตร์ขวาจัดอ่อนแอลง ขณะที่ปูตินก็เสียเสียงสนับสนุนใน EU

ชัยชนะครั้งนี้พิสูจน์ว่าประชาชนฮังการีต้องการการเปลี่ยนแปลง ในยุคที่ประชานิยมครองโลก มันเป็นแสงสว่างให้ความหวังแก่ประชาธิปไตย คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองโลกกับเราต่อไปเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – เลือกตั้งฮังการี ฝ่ายค้านกวาดชัยชนะ ปิดฉาก 16 ปี “วิคเตอร์ ออร์บาน” พันธมิตรคนสำคัญของทรัมป์

ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเรื่อง ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในการขนส่งน้ำมันดิบ โดยผ่านจุดนี้ราว 20% ของน้ำมันโลก ทำให้การปิดกั้นช่องทางนี้โดยอิหร่านส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก

ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

ทรัมป์กล่าวระหว่างโดยสารเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันกลับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ว่า เขาได้ติดต่อหารือกับอย่างน้อย 7 ประเทศ เพื่อขอความช่วยเหลือในการส่งเรือรบและกองกำลังมาลาดตระเวนและเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านปิดกั้นอีกครั้ง หนึ่งในประเทศที่ถูกกล่าวถึงคือจีน ซึ่งพึ่งพาการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางนี้อย่างมาก ทรัมป์ยังอ้างถึงพันธมิตรนาโต้และประเทศอื่นๆ ที่ควรปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่าประเทศที่ได้รับประโยชน์จากช่องแคบฮอร์มุซควรเข้ามามีส่วนร่วมในการเปิดเส้นทางนี้ให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ เขายังเตือนว่าหากพันธมิตรไม่ตอบสนอง อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่ออนาคตของนาโต้ โดยย้ำว่าสหรัฐฯ ได้ช่วยเหลือยุโรปมามากพอแล้ว โดยเฉพาะในประเด็นยูเครนที่อยู่ห่างไกลจากสหรัฐฯ "เราใจดีกับพวกเขามาก แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่พวกเขาจะช่วยเราบ้าง" ทรัมป์กล่าว

ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ: ประเทศใดบ้างที่ถูกเรียกร้อง

แม้ทรัมป์จะไม่เปิดเผยชื่อประเทศทั้งหมด แต่จากถ้อยแถลงก่อนหน้า เขาได้เรียกร้องให้จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ส่งเรือรบมาช่วย จนถึงขณะนี้ยังไม่มีประเทศใดตอบรับอย่างเป็นทางการ สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

  • จีน: ประเทศนำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุด พึ่งพาช่องแคบนี้สูง
  • ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้: เศรษฐกิจที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าจากตะวันออกกลาง
  • ยุโรป (นาโต้): ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ มามากในอดีต
  • สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส: พันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ

ช่องแคบฮอร์มุซมีความยาวประมาณ 33 กิโลเมตร กว้างสุด 96 กิโลเมตร เป็นจุดเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน การปิดกั้นทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลต่อการขนส่งสินค้าและเศรษฐกิจหลายประเทศ ทรัมป์ย้ำว่าจะ "จดจำไว้" หากประเทศใดปฏิเสธที่จะช่วยเหลือ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในอนาคต

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเปรียบเทียบกับสถานการณ์ยูเครน โดยระบุว่าสหรัฐฯ ช่วยเหลือแม้จะอยู่ห่างไกล แต่พันธมิตรยุโรปกลับไม่ค่อยช่วยสหรัฐฯ ในประเด็นนี้ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยสหรัฐฯ ต้องการให้พันธมิตรแบ่งเบาภาระมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการเรียกร้องครั้งนี้ของทรัมป์อาจเป็นกลยุทธ์ในการกดดันพันธมิตรให้เพิ่มงบประมาณกลาโหมและมีส่วนร่วมในภารกิจสำคัญ หากสำเร็จ จะช่วยลดภาระของกองทัพสหรัฐฯ และเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

ในมุมมองของเรา สถานการณ์ ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเมืองระหว่างประเทศในยุคใหม่ ที่แต่ละฝ่ายต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัพเดทสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

ยุโรปเร่งอพยพพลเมืองออกจากตะวันออกกลาง หลังสงครามรุนแรง

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดสุดขีด เมื่อ ยุโรปเร่งอพยพพลเมืองออกจากตะวันออกกลาง หลังจากสงครามระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ กับอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว น่านฟ้าหลายพื้นที่ถูกปิดกั้น ส่งผลให้พลเมืองยุโรปจำนวนมากติดค้างอยู่ในภูมิภาคนี้ รัฐบาลหลายประเทศในยุโรปจึงรีบประสานงานกับสายการบินและทางการท้องถิ่นเพื่อช่วยเหลือให้ประชาชนของตนเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ยุโรปเร่งอพยพพลเมืองออกจากตะวันออกกลาง ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยกระดับ

ความขัดแย้งครั้งนี้เริ่มต้นจากความตึงเครียดระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งลุกลามจนกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาคทั้งหมด ชาวยุโรปที่กำลังท่องเที่ยว ทำงาน หรือศึกษาอยู่ในตะวันออกกลางต่างตกอยู่ในความเสี่ยง รัฐบาลยุโรปจึงไม่รอช้า ประกาศมาตรการอพยพด่วนเพื่อปกป้องชีวิตประชาชน โดยเน้นกลุ่มผู้เปราะบางอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ และครอบครัวเป็นลำดับแรก

สหราชอาณาจักรเพิ่มเที่ยวบินเช่าเหมาลำช่วยเหลือ

รัฐบาลสหราชอาณาจักรนำโดยนางอีเว็ตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศ กำลังประสานงานกับสายการบินต่างๆ เพื่อเพิ่มเที่ยวบินอพยพ เที่ยวบินพาณิชย์บางส่วนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เริ่มกลับมาให้บริการแล้ว ขณะที่เครื่องบินเช่าเหมาลำจากโอมานถูกจัดเตรียมไว้ โดยให้ความสำคัญกับผู้ที่มีความเปราะบางก่อน นอกจากนี้ ยังมีการติดต่อทางการท้องถิ่นเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง

ฝรั่งเศสเตรียมเที่ยวบินแรก 2 ลำในวันอังคาร

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ประกาศว่า ประเทศของเขาจะเริ่มอพยพพลเมืองออกจากตะวันออกกลางทันที โดยมีเที่ยวบินแรก 2 เที่ยวในช่วงเย็นวันอังคาร ชาวฝรั่งเศสประมาณ 400,000 คนอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ ทำให้ภารกิจนี้เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ ฝรั่งเศสกำลังใช้ทุกช่องทางทั้งพาณิชย์และเช่าเหมาลำเพื่อเร่งดึงคนของตนกลับ

อิตาลีจัดเที่ยวบินพิเศษจากโอมานและอาบูดาบี

กระทรวงการต่างประเทศไทยอิตาลีเปิดเผยว่า ได้จัดเที่ยวบินพาณิชย์พิเศษ 2 เที่ยวจากโอมานสู่นครโรม รองรับผู้โดยสารราว 300 คน และอีก 1 เที่ยวจากอาบูดาบีรับราว 200 คน รวมถึงนักเรียนจากโครงการ World Students’ Connection ในดูไบ เที่ยวบินเพิ่มจากมัสกัตมีกำหนดในวันพุธ แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนอง

สาธารณรัฐเช็กใช้เครื่องบินทหารอพยพ

สาธารณรัฐเช็กส่งเครื่องบินแอร์บัสของกองทัพจากจอร์แดน ลำแรกลงจอดที่กรุงปรากแล้ว รองรับผู้โดยสาร 40 คน และคาดมีอีก 2 ลำในวันเดียวกัน นายซเดเน็ก วิคโตริน หนึ่งในผู้โดยสาร เล่าว่าเขารู้สึกสับสนกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน จากการเจรจาที่ดูดีกลายเป็นสงครามในชั่วพริบตา

นอกจากประเทศเหล่านี้ ยังมีเยอรมนี สเปน และเนเธอร์แลนด์ที่กำลังเตรียมมาตรการคล้ายกัน สงครามครั้งนี้ไม่เพียงกระทบพลเมืองยุโรปเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยราคาน้ำมันพุ่งสูงและห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก

  • ผลกระทบหลัก: น่านฟ้าปิด เที่ยวบินยกเลิก
  • กลุ่มเป้าหมาย: ผู้เปราะบางและครอบครัว
  • วิธีการ: เที่ยวบินเช่าเหมาลำและทหาร
  • สถานที่: UAE, โอมาน, จอร์แดน, ดูไบ

สถานการณ์ ยุโรปเร่งอพยพพลเมืองออกจากตะวันออกกลาง นี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจลุกลามไปทั่วโลก ชาวไทยที่อยู่ในพื้นที่ควรติดตามประกาศจากกระทรวงการต่างประเทศไทยอย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เขียน สงครามครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตใหญ่ หากไม่มีการเจรจาที่จริงจัง ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจที่พึ่งพาภูมิภาคนี้ต้องปรับตัวด่วน ติดตามอัปเดตข่าวสารจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ยุโรปเร่งอพยพพลเมืองออกจากตะวันออกกลาง หลังสงครามอิสราเอล-สหรัฐฯ ปะทะอิหร่านทวีความรุนแรง

ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน

ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน ที่เริ่มต้นเมื่อ 24 ก.พ. 2565 ถือเป็นความขัดแย้งใหญ่ที่สุดในยุโรปตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างความสูญเสียอย่างหนักทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความมั่นคงโลก การสู้รบดำเนินมาถึงปีที่ 5 แล้ว โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงในเร็ววัน

สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์พยายามเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างรัสเซียและยูเครน แต่ประเด็นดินแดนที่ถูกยึดครองและความมั่นคงหลังสงครามยังเป็นอุปสรรคใหญ่ ทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตและบาดเจ็บนับไม่ถ้วน ขณะที่พลเรือนเผชิญการโจมตีทางอากาศ ไฟดับ น้ำท่วม และยูเครนโต้กลับด้วยโดรนบุกดินแดนรัสเซีย

ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน

นี่คือตัวเลขสำคัญที่สะท้อนความรุนแรงของสงครามครั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มบุกเต็มรูปแบบ

สถิติทหารเจ็บตายนับล้าน

ตามรายงาน CSIS เดือนม.ค. คาดว่าทหารรัสเซียและยูเครนเจ็บ ตาย สูญหายรวม 1.8 ล้านนาย โดยรัสเซียสูงสุด 1.2 ล้าน รวมเสียชีวิต 325,000 นาย สูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 รัสเซียไม่เปิดเผยตัวเลขตั้งแต่ ม.ค. 2566 ยืนยันแค่ 6,000 นาย ส่วนยูเครน CSIS คาด 500,000-600,000 นาย เสียชีวิต 140,000 นาย แต่เซเลนสกีระบุ 55,000 นาย และสูญหายอีกมาก

พลเรือนเสียชีวิตนับหมื่น

UN รายงานพลเรือนยูเครนตายอย่างน้อย 14,999 ราย บาดเจ็บ 40,600 ราย ตัวเลขจริงสูงกว่านี้ เด็กตาย 763 ราย ปี 2568 เลวร้ายสุด ตาย 2,514 บาดเจ็บ 12,142 เพิ่ม 31% จากปีก่อน

ดินแดนถูกยึดเกือบ 20%

ISW ระบุรัสเซียยึด 19.4% ของยูเครน เพิ่มแค่ 0.79% ในปีผ่านมา เป็นสงคราม消耗 ก่อนบุกยึด 7% รวมไครเมียและส่วนโดเนตสก์-ลูฮานสก์ตั้งแต่ 2557

ความช่วยเหลือทางทหารลดลง

Kiel Institute ชี้ความช่วยเหลือทหารปี 2568 ลด 13% ทรัมป์ระงับส่งอาวุธ ยุโรปเพิ่ม 67% แต่รวมยังลด มนุษยธรรม-การเงินลด 5%

ผู้ลี้ภัยเกือบ 6 ล้าน

UN รายงานลี้ภัยต่างประเทศ 5.9 ล้าน ส่วนใหญ่ในยุโรป พลัดถิ่นภายใน 3.7 ล้าน จากประชากรเดิม 40 ล้าน

สถานพยาบาลถูกโจมตีกว่า 2,800 ครั้ง

WHO รายงานโจมตีกระทบบริการแพทย์ 2,851 ครั้ง สถานพยาบาล 2,347 ครั้ง รวมยานพาหนะและเวชภัณฑ์

ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน แสดงให้เห็นความสูญเสียมหาศาลที่ยังดำเนินต่อไป สงครามครั้งนี้เตือนใจถึงความสำคัญของการ дипломатииและสันติภาพ ลองคิดดูสิว่าถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อจะเกิดอะไรขึ้นอีก ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน

สหรัฐฯ “ไม่โต้แย้ง” ยุโรปกล่าวหารัสเซีย วางยาพิษ “นาวาลนี”

สหรัฐฯ “ไม่โต้แย้ง” ยุโรปกล่าวหารัสเซีย วางยาพิษ “นาวาลนี” เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังสร้างความฮือฮาในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ล่าสุดสหรัฐอเมริกาแสดงจุดยืนชัดเจนว่า ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องโต้แย้งผลการตรวจสอบจากยุโรป ซึ่งกล่าวหาว่ารัฐบาลรัสเซียใช้สารพิษหายากจากกบลูกศรพิษในการสังหารอเล็กเซ นาวาลนี ผู้นำฝ่ายค้านชื่อดังเมื่อ 2 ปีก่อน

สหรัฐฯ “ไม่โต้แย้ง” ยุโรปกล่าวหารัสเซีย วางยาพิษ “นาวาลนี”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. 2569 ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 2 ปีการเสียชีวิตของนาวาลนีในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 สหรัฐฯ ประกาศจุดยืนผ่านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ระหว่างเยือนสโลวาเกีย โดยระบุว่ารายงานของยุโรปนั้น “น่ากังวลอย่างยิ่ง” และ “ร้ายแรงมาก” รูบิโอย้ำว่า “เราไม่มีเหตุผลที่จะตั้งคำถามถึงเรื่องนี้” และไม่ต้องการ “หาเรื่อง” กับพันธมิตรยุโรป

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันเสาร์ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน ออกแถลงการณ์ร่วมกล่าวหาว่ารัฐบาลรัสเซียเป็นผู้วางยาพิษนาวาลนีในทัณฑนิคมไซบีเรีย การวิเคราะห์ตัวอย่างจากร่างกายพบสาร “เอพิบาทิดีน” (epibatidine) ซึ่งเป็นสารพิษจากกบลูกศรพิษในอเมริกาใต้ และไม่มีคำอธิบายที่บริสุทธิ์ใจสำหรับการมีสารนี้ในร่างกายของเขา

สหรัฐฯ “ไม่โต้แย้ง” ยุโรปกล่าวหารัสเซีย วางยาพิษ “นาวาลนี” ส่งผลกระทบอย่างไร

แม้สหรัฐฯ จะไม่ได้เข้าร่วมแถลงการณ์ แต่จุดยืนนี้แสดงถึงความสามัคคีของชาติตะวันตกในการต่อต้านรัสเซีย นาวาลนีคือสัญลักษณ์ของการต่อต้านปูติน เขาเคยถูกวางยา Novichok ในปี 2563 และเสียชีวิตอย่างลึกลับในคุกปี 2567 การกล่าวหาครั้งนี้เพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซีย โดยเฉพาะท่ามกลางสงครามยูเครน

นอกจากนี้ สหราชอาณาจักรโดยนางอีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศ บอกกับ BBC ว่าจะ “เดินหน้าพิจารณามาตรการร่วมกัน รวมถึงเพิ่มการคว่ำบาตร” เธอเน้นย้ำว่าพันธมิตรยุโรปและทั่วโลกคือกุญแจสำคัญในการกดดันรัฐบาลรัสเซียต่อไป

ประวัติอเล็กเซ นาวาลนี และเหตุการณ์สำคัญ

  • 2563: นาวาลนีถูกวางยา Novichok บนเที่ยวบินในรัสเซีย รักษาตัวในเยอรมนี
  • 2567: เสียชีวิตในทัณฑนิคมไซบีเรียอย่างกะทันหัน
  • 2569: ยุโรปยืนยันพิษกบลูกศรพิษ สหรัฐฯ ไม่โต้แย้ง
  • นาวาลนีคือบล็อกเกอร์ต่อต้านคอร์รัปชัน มีผู้ติดตามนับล้าน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร แต่ยังกระตุ้นให้ชาติอื่นๆ เข้าร่วม เช่น สโลวาเกียที่รูบิโอเยือน ซึ่งเป็นแนวหน้าต่อต้านรัสเซียในยุโรปตะวันออก

จากมุมมอง geopolitics สหรัฐฯ “ไม่โต้แย้ง” ยุโรปกล่าวหารัสเซีย วางยาพิษ “นาวาลนี” แสดงถึงยุทธศาสตร์ของไบเดนในการรวมพันธมิตร NATO ต่อต้านมอสโก ท่ามกลางวิกฤตยูเครนที่ยืดเยื้อ สิ่งนี้จะนำไปสู่การคว่ำบาตรใหม่ที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะด้านพลังงานและการเงิน

นอกจากนี้ ยังมีคำถามว่ารัสเซียจะตอบโต้อย่างไร ปูตินอาจปฏิเสธและกล่าวหาตะวันตกปลอมแปลง แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากห้องแล็บยุโรปยากที่จะโต้แย้ง

ในฐานะนักวิเคราะห์ ผมเห็นว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ตะวันตกกำลังเร่งรัดให้รัสเซียจ่ายค่าความโหดร้ายทางการเมือง การตายของนาวาลนีไม่ใช่แค่เรื่องบุคคล แต่เป็นสัญลักษณ์ของการปราบปรามฝ่ายค้าน

CTA: ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – สหรัฐฯ “ไม่โต้แย้ง” ยุโรปกล่าวหารัสเซีย วางยาพิษ “นาวาลนี”

นายกฯ UK เผย จะส่งเรือรบไปอาร์กติก ลั่นยุโรปต้องพร้อมต่อสู้

นายกฯ UK เผย จะส่งเรือรบไปอาร์กติก ลั่นยุโรปต้องพร้อมต่อสู้ – ข่าวใหญ่จากเวทีประชุมความมั่นคงมิวนิกที่กำลังเป็นที่จับตามองทั่วโลก เมื่อเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ประกาศแผนส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินไปยังมหาสมุทรอาร์กติก เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นต่อพันธมิตรนาโต ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจากรัสเซีย จีน และกระแสจากสหรัฐฯ ภายใต้นายโดนัลด์ ทรัมป์

นายกฯ UK เผย จะส่งเรือรบไปอาร์กติก ลั่นยุโรปต้องพร้อมต่อสู้

ในการประชุมมิวนิกเมื่อวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. 2569 นายกฯ สตาร์เมอร์ กล่าวอย่างหนักแน่นว่า สหราชอาณาจักรจะส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน เอชเอ็มเอส ปรินซ์ ออฟ เวลส์ นำกองเรือไปยังมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและภูมิภาคไฮนอร์ธ (High North) ในปีนี้ การเคลื่อนไหวนี้จะร่วมมือกับสหรัฐฯ แคนาดา และพันธมิตรนาโตอื่นๆ เพื่อแสดงพลังทางทหารที่แข็งแกร่งต่อความมั่นคงของยุโรป-แอตแลนติก

เหตุผลหลักมาจากความกังวลเรื่องอาร์กติกที่กำลังร้อนระอุ เนื่องจากน้ำแข็งละลายเปิดทางให้เส้นทางการค้าและทรัพยากรใหม่ๆ แต่ก็ดึงดูดมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีนที่เพิ่มการแสดงแสนยานุภาพในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นกรีนแลนด์ที่ทรัมป์เคยขู่ยึดครอง สร้างความหวาดหวั่นให้ยุโรป

ยุโรปต้องยืนด้วยขาตัวเอง ท่ามกลางวิกฤตยูเครน

นายกฯ สตาร์เมอร์ ย้ำถึงการยึดมั่นใน มาตรา 5 ของนาโต ซึ่งถือว่าการโจมตีสมาชิกชาติใดชาติหนึ่งคือการโจมตีทั้งหมด เขากล่าวว่า “ความมุ่งมั่นของเราต่อมาตรา 5 ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม หากถูกเรียก สหราชอาณาจักรพร้อมช่วยเหลือทันที” ท่ามกลางสงครามยูเครนที่รัสเซียบุกโจมตี ซึ่งเขามองว่าเป็น “ความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่” ของมอสโก

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ยุโรป “ยืนด้วยขาของตัวเอง” โดยวางการเมืองเล็กๆ น้อยๆ ลง ทำงานร่วมกันสร้างยุโรปที่แข็งแกร่งและนาโตที่เป็นยุโรปมากขึ้น หากมาตรา 5 ถูกกระตุ้น ชาวบริเตนหลายพันคนอาจต้องไปรบแนวหน้า แต่เขายืนยันว่า “เราต้องพร้อมต่อสู้เพื่อปกป้องประชาชน คุณค่า และวิถีชีวิต”

ผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์โลกและไทย

การส่งเรือรบไปอาร์กติกไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ แต่เป็นการเตรียมพร้อมจริงจัง ท่ามจากทรัมป์ที่เคยขู่ตั้งกำแพงภาษีกับยุโรป แม้จะถอนคำขู่ แต่ความสัมพันธ์ยังเปราะบาง สำหรับไทยในฐานะชาติที่พึ่งพาการค้าทั่วโลก สถานการณ์นี้กระทบเส้นทางการค้าและราคาพลังงาน หากอาร์กติกกลายเป็นจุดร้อน

  • จุดสำคัญของการประกาศ: ส่งเรือเอชเอ็มเอส ปรินซ์ ออฟ เวลส์นำทัพ
  • พันธมิตร: สหรัฐฯ แคนาดา นาโต
  • เป้าหมาย: แสดงความมุ่งมั่นต่อมาตรา 5 และความมั่นคงยุโรป
  • บริบท: รัสเซียบุกยูเครน จีน-รัสเซียในอาร์กติก ทรัมป์กับกรีนแลนด์

นโยบายนี้สะท้อนยุคใหม่ที่ยุโรปต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น ไม่รอสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อนาโต แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงสงครามเย็นรอบใหม่

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของนายกฯ UK? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ UK เผย จะส่งเรือรบไปอาร์กติก ลั่นยุโรปต้องพร้อมต่อสู้

รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์

รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์ คำกล่าวนี้จากมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ สร้างความหวังให้กับพันธมิตรยุโรปท่ามกลางความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ในยุคที่ความสัมพันธ์ข้ามแอตแลนติกลดลง สุนทรพจน์ของเขาที่การประชุมความมั่นคงมิวนิกกลายเป็นสัญญาณบวกที่ทุกคนรอคอย

รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์

เมื่อวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. 2569 มาร์โก รูบิโอ ได้กล่าวสุนทรพจน์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำยุโรป โดยย้ำว่าสหรัฐฯ ไม่ต้องการแยกทาง แต่ต้องการฟื้นฟูความเป็นพันธมิตรเก่าแก่ รูบิโอบอกว่า “เราไม่ได้ต้องการแยกทางกัน แต่ต้องการฟื้นฟูมิตรภาพเก่าแก่และต่ออายุอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ” สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการร่วมมือกันเพื่ออนาคตที่แข็งแกร่ง

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปสั่นคลอนจากหลายปัจจัย เช่น การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศอยากยึดครีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนของเดนมาร์ก และคำวิจารณ์ต่อพันธมิตรหลายครั้ง แต่รูบิโอยืนยันว่า สหรัฐฯ ต้องการยุโรปที่แข็งแกร่งเพื่อช่วยในภารกิจฟื้นฟูโลก “เราต้องการให้ยุโรปแข็งแกร่ง เราเชื่อว่ายุโรปต้องอยู่รอด” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าทั้งสองฝ่าย “เป็นของคู่กัน”

รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์ ในบริบท NATO

สุนทรพจน์นี้แตกต่างจากของเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีที่เคยโจมตีเรื่องย้ายถิ่นฐานและเสรีภาพการแสดงออก รูบิโอยังพูดถึงปัญหาย้ายถิ่นฐานที่ “ทำลายเสถียรภาพสังคม” แต่หลีกเลี่ยงประเด็นขัดแย้งอื่นๆ เช่น สงครามวัฒนธรรมที่นายกฯ เยอรมนี ฟริดริช เมิร์ซ เตือนว่าเป็นรอยร้าวใหญ่

ผู้นำยุโรปตอบสนองเชิงบวก โดยให้คำมั่นแบกรับภาระ NATO มากขึ้น มาร์ก รุทเทอ เลขาฯ NATO กล่าวว่า “ยุโรปที่แข็งแกร่งใน NATO ที่แข็งแกร่ง หมายความว่าความสัมพันธ์ข้ามแอตแลนติกจะแข็งแกร่งกว่าที่เคย” ขณะที่เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เรียกร้องยุโรปที่แข็งแกร่งเพื่อสนับสนุนยูเครนและสร้างโครงสร้างความมั่นคงของตัวเอง “ยุโรปแห่งนี้จะเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนที่ดีสำหรับสหรัฐอเมริกา” เขายืนยัน

ความสำคัญของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ยุโรปในยุคปัจจุบัน

ในโลกที่เผชิญภัยคุกคามจากรัสเซียและจีน ความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปจึงสำคัญยิ่ง การประชุมมิวนิกครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญที่แสดงถึงความพยายามเยียวยาความสัมพันธ์ รูบิโอเน้นว่าสหรัฐฯ พร้อมทำคนเดียวหากจำเป็น แต่หวังร่วมมือกับยุโรปเพื่อขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์อนาคตที่มีภาคภูมิใจและอธิปไตย

  • ฟื้นฟูพันธมิตรเก่าแก่เพื่อต่ออายุอารยธรรม
  • สนับสนุนยุโรปให้แข็งแกร่งใน NATO
  • รับมือภัยคุกคามร่วมกันจากรัสเซียและอื่นๆ
  • หลีกเลี่ยงการตัดสัมพันธ์ที่อาจนำไปสู่ความอ่อนแอ

นอกจากนี้ รูบิโอยังพูดถึงความภาคภูมิใจในอดีตและอนาคต โดยเชื่อว่าทั้งสองทวีปเป็นคู่กันอย่างแยกไม่ออก สิ่งนี้ช่วยลดความกังวลจากคำพูดของทรัมป์ก่อนหน้า

ผลกระทบต่อนโยบายต่างประเทศ

การเปลี่ยนท่าทีนี้จากสุนทรพจน์โจมตีในปีก่อน สะท้อนกลยุทธ์ของรัฐบาลทรัมป์ในการรักษาฐานที่มั่นคงกับยุโรป แม้จะมีประเด็นขัดแย้งเรื่องการค้าหรือย้ายถิ่นฐาน แต่รูบิโอชี้ให้เห็นโอกาสในการร่วมมือ โดยเฉพาะในการป้องกันและเศรษฐกิจ

ยุโรปเองก็ปรับตัว โดยผู้นำหลายคนผลักดันให้เพิ่มงบป้องกันเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ แต่ยังคงมองสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรหลัก สิ่งนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้ทั้งสองฝ่ายในระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์ เป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่ยุคใหม่ของความร่วมมือ ท่ามกลางความท้าทายโลก ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะอาจเปลี่ยนโฉมหน้า geopolitics ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์

เดนมาร์กลั่น! ยุโรปไม่ยอมถูกแบล็กเมลแน่

สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและยุโรปกำลังทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อเดนมาร์กและชาติยุโรปอีก 7 ประเทศออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่า ยุโรปไม่ยอมถูกแบล็กเมล หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศเหล่านี้

นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก เมตเต เฟรเดอริกเซน กล่าวอย่างแข็งกร้าวว่า ยุโรปไม่ยอมถูกแบล็กเมล จากการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ที่จะใช้มาตรการทางภาษีเพื่อตอบโต้การที่ประเทศเหล่านี้คัดค้านข้อเสนอของเขาในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ประกาศว่าจะเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% จากสินค้าที่มาจากเดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์, สวีเดน และสหราชอาณาจักร โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และจะเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน หากข้อเรียกร้องของเขาไม่ได้รับการตอบสนอง

การกระทำดังกล่าวของทรัมป์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เขายืนกรานว่ากรีนแลนด์มีความสำคัญต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังเข้ายึดครอง

ประเทศที่ถูกขู่ด้วยมาตรการภาษีได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน โดยเตือนว่าแผนการของทรัมป์อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่อันตรายและเลวร้ายลงเรื่อยๆ

“การข่มขู่ด้วยมาตรการภาษีเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในกลุ่มข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก” แถลงการณ์ระบุ พร้อมทั้งย้ำว่าพวกเขาจะ “ยืนหยัดเคียงข้างราชอาณาจักรเดนมาร์กและประชาชนชาวกรีนแลนด์อย่างเต็มที่”

ประเทศยุโรปทั้ง 8 ประเทศยังยืนยันว่า ในฐานะสมาชิกของ NATO พวกเขายังคงมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติกร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของสมาชิกทั้งสองฝั่งแอตแลนติก

“เราพร้อมที่จะร่วมเจรจาภายใต้หลักการแห่งอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ซึ่งเป็นหลักการที่เรายึดมั่นอย่างหนักแน่นเสมอมา” พวกเขากล่าว

นายกรัฐมนตรีเฟรเดอริกเซน ได้กล่าวผ่านเฟซบุ๊กว่า “เราต้องการความร่วมมือและเราไม่ใช่ฝ่ายที่มองหาความขัดแย้ง และฉันรู้สึกยินดีกับข้อความที่สอดคล้องกันจากประเทศอื่น ๆ ในทวีปที่ว่า ยุโรปไม่ยอมถูกแบล็กเมล… มันยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญที่เราจะต้องยืนหยัดอย่างมั่นคงบนค่านิยมพื้นฐานที่สร้างประชาคมยุโรปขึ้นมา”

เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวว่าเขาได้พูดคุยกับนางเฟรเดอริกเซน รวมถึงนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และนายมาร์ก รุตเต เลขาธิการ NATO เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว

สตาร์เมอร์ยังย้ำว่า ความมั่นคงของกรีนแลนด์คือสิ่งที่สมาชิก NATO ทุกประเทศให้ความสำคัญมากที่สุด และการบังคับใช้กำแพงภาษีกับพันธมิตรเพียงเพราะพวกเขาพยายามรักษาความมั่นคงร่วมกันของสมาชิก NATO นั้น “เป็นสิ่งที่ผิด”

ยุโรปไม่ยอมถูกแบล็กเมล: เดนมาร์กลั่น!

ทำไมยุโรปถึงไม่ยอมถูกแบล็กเมลจากสหรัฐฯ?

เหตุผลที่ยุโรปไม่ยอมอ่อนข้อให้กับแรงกดดันจากสหรัฐฯ นั้นมีหลายประการ ประการแรกคือการที่ยุโรปมองว่าการกระทำของทรัมป์เป็นการคุกคามอธิปไตยของประเทศต่างๆ และเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของยุโรป

ประการที่สองคือ ยุโรปเชื่อว่าการขึ้นภาษีนำเข้าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของยุโรปและสหรัฐฯ เอง และอาจนำไปสู่สงครามการค้าระหว่างทั้งสองฝ่าย

ประการสุดท้ายคือ ยุโรปต้องการแสดงให้เห็นว่าตนจะไม่ยอมถูกข่มขู่ และจะยืนหยัดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป ที่เคยเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันมีความขัดแย้งและความไม่ลงรอยกันในหลายประเด็น

การที่ยุโรปไม่ยอมถูกแบล็กเมลจากสหรัฐฯ นั้น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ายุโรปพร้อมที่จะยืนหยัดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง และจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับแรงกดดันจากภายนอก

อนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

โดยสรุปแล้ว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างอำนาจทางเศรษฐกิจและอธิปไตยของชาติ การที่ยุโรปยืนหยัดในจุดยืนของตนเองแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและส่งสัญญาณไปยังประเทศอื่น ๆ ว่าการข่มขู่ไม่ใช่วิธีการที่ยั่งยืนในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง

ที่มา – เดนมาร์กลั่น ยุโรปไม่ยอมถูกแบล็กเมล หลังทรัมป์จ่อเก็บภาษีเพิ่ม

ยุโรปส่งทหารปฏิบัติภารกิจใน “กรีนแลนด์”

กองกำลังทหารจากหลายชาติยุโรปเริ่มเคลื่อนกำลังพลเข้าสู่กรีนแลนด์แล้ว เพื่อปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและฝึกซ้อม หลังการเจรจาระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ ที่กรุงวอชิงตันดีซี เผชิญทางตัน โดยทั้งสองฝ่ายยังคงมีความเห็นต่างกันอยู่มาก

กองทัพจากฝรั่งเศส สวีเดน เยอรมนี และนอร์เวย์ ได้ประกาศการส่งกำลังพลเข้าสู่เมืองนุก (Nuuk) เมืองหลวงของกรีนแลนด์ เพื่อปฏิบัติภารกิจสอดแนมและฝึกซ้อมรบ ซึ่งถือเป็นการแสดงสัญลักษณ์เพื่อปกป้องบูรณภาพเหนือดินแดนของเดนมาร์ก การตัดสินใจของชาติยุโรปส่งทหารปฏิบัติภารกิจใน “กรีนแลนด์” ครั้งนี้ สร้างความสนใจไปทั่วโลก

นายมูเต เอเกเด รองนายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ แถลงยืนยันว่าทหารจากกลุ่มประเทศนาโต จะปรากฏตัวในกรีนแลนด์มากขึ้น ทั้งในรูปแบบของเที่ยวบินทหารและเรือรบ ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ระบุว่าทหารฝรั่งเศสชุดแรกกำลังเดินทางมุ่งหน้าสู่กรีนแลนด์แล้ว ด้านกระทรวงกลาโหมเยอรมนีระบุว่า ได้ส่งทีมลาดตระเวนของ “บุนเดิสแวร์” หรือกองกำลังป้องกันสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีจำนวน 13 นาย ไปยังเมืองนุกตามคำเชิญของเดนมาร์ก

ชาติยุโรปส่งทหารปฏิบัติภารกิจใน “กรีนแลนด์”

ภารกิจทางทหารของยุโรปเกิดขึ้นหลังจาก นายลาร์ส ล็อกเก รัสมุสเซน รัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์ก และคณะผู้แทนจากกรีนแลนด์ ได้เข้าพบรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาว แต่ผลการหารือไม่สามารถเปลี่ยนใจรัฐบาลทรัมป์ได้

รัสมุสเซนกล่าวว่า พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนจุดยืนของอเมริกาได้ และเป็นที่ชัดเจนว่าประธานาธิบดีทรัมป์ ยังมีความปรารถนาที่จะครอบครองกรีนแลนด์ ทำให้ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ก็ตกลงกันว่าจะยอมรับความเห็นที่แตกต่างนี้

แม้ทรัมป์จะไม่ได้เข้าร่วมการหารือโดยตรง แต่เขาก็ได้ให้สัมภาษณ์ในภายหลังด้วยท่าทีที่ดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย โดยระบุว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเดนมาร์ก อย่างไรก็ตาม เขายังคงยืนยันว่าหากรัสเซียหรือจีนคิดจะยึดครองกรีนแลนด์ เดนมาร์กย่อมไม่มีกำลังเพียงพอที่จะป้องกันได้ และมีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่ทำได้

นักวิเคราะห์มองว่า ทรัมป์มีความมั่นใจในการใช้นโยบายแข็งกร้าวมากขึ้น หลังจากที่เขาเพิ่งสั่งการโจมตีในเวเนซุเอลาจนนำไปสู่การโค่นล้มประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา สถานการณ์นี้ส่งผลให้การตัดสินใจเรื่อง ชาติยุโรปส่งทหารปฏิบัติภารกิจใน “กรีนแลนด์” มีนัยยะสำคัญมากยิ่งขึ้น

ทำไมยุโรปถึงส่งทหารไปกรีนแลนด์?

บนท้องถนนในเมืองนุก ประชาชนพากันประดับธงชาติกรีนแลนด์สีแดง-ขาวตามหน้าต่างร้านค้า ระเบียงอพาร์ตเมนต์ และบนรถเมล์ เพื่อแสดงพลังความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ ท่ามกลางความวิตกกังวลของชาวเมืองที่พบว่าตนเองกลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งระดับโลก

เวรา สติดเซน ประชาชนในกรุงนุกกล่าวว่า มันน่ากลัวมากเพราะนี่คือเรื่องใหญ่ระดับโลก และหวังว่าในอนาคต พวกเขาจะยังคงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขเหมือนเดิม โดยไม่ถูกรบกวนจากมหาอำนาจ

  • การเคลื่อนไหวนี้เป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีของยุโรป
  • สะท้อนความกังวลต่อการแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอก
  • เน้นย้ำความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของกรีนแลนด์

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการรักษาสมดุลอำนาจในโลก การที่ชาติยุโรปส่งทหารปฏิบัติภารกิจใน “กรีนแลนด์” เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น และความจำเป็นในการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

ที่มา – ชาติยุโรปส่งทหารปฏิบัติภารกิจใน “กรีนแลนด์” หลังเดนมาร์ก-สหรัฐฯ เจรจาล้มเหลว

Scroll to top