ยุโรป

ยุโรปตอบโต้! สหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา จับมาดูโร


ชาติยุโรปเริ่มออกมาแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ต่อการโจมตีเวเนซุเอลา จับกุมประธานาธิบดีมาดูโรของสหรัฐฯ แล้ว โดยส่วนใหญ่เรียกร้องให้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เบลารุสประณามสหรัฐฯ อย่างรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป กับชาติยุโรปอื่นๆ เริ่มออกมาแสดงความเห็นกันแล้ว หลังจากสหรัฐฯ เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา พร้อมประกาศจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร กับภริยา และกำลังพาตัวทั้งสองไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ

นาย อันโตนิโอ กอสต้า ประธานสภายุโรป กล่าวว่าเขากำลังติดตามสถานการณ์ด้วยความกังวลอย่างยิ่ง และเรียกร้องให้มีการลดระดับความตึงเครียด “สหภาพยุโรปจะยังคงสนับสนุนแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติ เป็นประชาธิปไตย และครอบคลุมทุกภาคส่วนในเวเนซุเอลา”

ขณะที่นาง เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป โพสต์ข้อความบน X ว่า คณะกรรมาธิการ “ยืนหยัดเคียงข้างชาวเวเนซุเอลา และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติและเป็นประชาธิปไตย แนวทางแก้ไขใดๆ จะต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ”

ด้านนาย อันดรีย์ ซิบีฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน ระบุผ่าน X ว่า “ประชาชนชาวเวเนซุเอลาต้องมีโอกาสที่จะมีชีวิตปกติ มีความปลอดภัย ความเจริญรุ่งเรือง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และเสริมว่า ประเทศของเขาไม่ยอมรับความชอบธรรมตามกฎหมายของมาดูโร หลังจัดการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยการทุจริต และการใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วง

ส่วนนาง มาเรีย สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า ประเทศของเธอ “เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า นิโคลัส มาดูโร ขาดความชอบธรรม” แต่เสริมว่า “อย่างไรก็ตาม ทุกรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบในการเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศถือเป็นผลประโยชน์ด้านนโยบายความมั่นคงในระยะยาวของสวีเดน”

กระทรวงการต่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์เรียกร้องให้มีการ “ลดระดับความตึงเครียด การยับยั้งชั่งใจ และการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงข้อห้ามในการใช้กำลังและหลักการเคารพในบูรณภาพแห่งดินแดน” พร้อมระบุว่าเชื่อว่าไม่มีพลเมืองสวิสได้รับผลกระทบจากการโจมตี และกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นางวีโอซา ออสมานี ประธานาธิบดีโคโซโว กล่าวว่าประเทศของเธอ “ยืนหยัดอย่างมั่นคง” เคียงข้างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ “เมื่ออเมริกาเป็นผู้นำ เราภาคภูมิใจที่ได้ยืนหยัดร่วมกัน เพราะเสรีภาพโดยรวมของเราขึ้นอยู่กับสิ่งนี้” เธอโพสต์ผ่าน X

ขณะที่นายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส ได้ออกมา “ประณามอย่างเด็ดขาด” ต่อการกระทำของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ตามรายงานจากสำนักข่าวเบลตาของรัฐบาลเบลารุส ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศเบลารุสระบุเช่นกันว่า “การก้าวร้าวทางทหาร” ของสหรัฐฯ เป็น “ภัยคุกคามโดยตรง” ต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

ด้าน เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเขาจะหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา โดยย้ำด้วยว่า “ผมพูดและเชื่อเสมอว่าเราทุกคนควรยึดถือตามกฎหมายระหว่างประเทศ”

เซอร์สตาร์เมอร์ยืนยันว่า สหราชอาณาจักร “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าทางใดก็ตาม” ในการโจมตีกรุงคารากัส

ส่องปฏิกิริยายุโรป หลังสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา จับกุมประธานาธิบดีมาดูโร

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทั่วโลกจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปฏิกิริยาจากนานาชาติ ต่อการโจมตีเวเนซุเอลา จับกุมประธานาธิบดีมาดูโรโดยสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความกังวลและความขัดแย้งในหลายภาคส่วน

ทำไมปฏิกิริยาของยุโรปต่อการโจมตีเวเนซุเอลา จับกุมประธานาธิบดีมาดูโรจึงสำคัญ

ยุโรปมีบทบาทสำคัญในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจขององค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ปฏิกิริยาของประเทศในยุโรปต่อสถานการณ์ในเวเนซุเอลา จึงอาจส่งผลกระทบต่อท่าทีของนานาชาติต่อวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น

จากที่กล่าวมาข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าชาติยุโรปส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การรักษากฎหมายระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี แม้ว่าหลายประเทศจะไม่ยอมรับความชอบธรรมของรัฐบาลมาดูโร แต่ก็ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพอธิปไตยของเวเนซุเอลา

แม้ว่าสถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงมีความไม่แน่นอน แต่การตอบสนองของประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุโรป แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ และส่งเสริมการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

ที่มา – ส่องปฏิกิริยายุโรป หลังสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา จับกุมประธานาธิบดีมาดูโร

รัสเซียโว ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่สหรัฐฯ สอดคล้อง

ทางการรัสเซียออกมาแสดงความยินดีต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของมอสโก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ไม่ระบุว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามโดยตรง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รัสเซียได้ออกมาแสดงความยินดีต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยระบุว่าส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ ที่ทางมอสโกได้วางไว้

เอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ซึ่งมีความยาว 33 หน้า ได้ถูกเปิดเผยโดยรัฐบาลสหรัฐฯ โดยระบุว่ายุโรปกำลังเผชิญกับ “การลบเลือนทางอารยธรรม” และไม่ได้ระบุว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ เหมือนที่ผ่านมา

การต่อสู้กับอิทธิพลจากต่างชาติ การยุติการอพยพครั้งใหญ่ และการปฏิเสธแนวทางปฏิบัติของสหภาพยุโรปที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นการ “เซ็นเซอร์” ถูกระบุว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญลำดับต้น ๆ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่และนักวิเคราะห์ของสหภาพยุโรปหลายคนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยตั้งคำถามถึงการมุ่งเน้นที่เสรีภาพในการแสดงออก และเปรียบเทียบว่าเป็นภาษาที่คล้ายคลึงกับที่รัฐบาลรัสเซียใช้

นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย กล่าวว่า “การปรับเปลี่ยนที่เรากำลังเห็น ส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเรา เราพิจารณาว่านี่เป็นย่างก้าวในเชิงบวก” พร้อมเสริมว่ามอสโกจะทำการวิเคราะห์เอกสารอย่างละเอียดก่อนที่จะทำการสรุปผลอย่างเป็นทางการ

รัสเซียโว ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ สอดคล้อง

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ยังใช้ภาษาที่อ่อนลงในการกล่าวถึงรัสเซีย ซึ่งเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปบางส่วนกังวลว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อจุดยืนของพวกเขาที่มีต่อมอสโก ในขณะที่กำลังผลักดันให้มีการยุติสงครามในยูเครน

ภายในเอกสาร สหภาพยุโรปถูกกล่าวโทษว่าเป็นผู้ขัดขวางความพยายามของสหรัฐฯ ในการยุติความขัดแย้ง และระบุว่าสหรัฐฯ ต้อง “ฟื้นฟูเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์แก่รัสเซีย” ซึ่งจะ “สร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจยุโรป”

นอกจากนี้ เอกสารฉบับนี้ยังให้การสนับสนุนนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อยุโรป โดยระบุว่านโยบายของสหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญกับการ “ต่อต้านทิศทางในปัจจุบันของยุโรปภายในประเทศในยุโรป”

รายงานฉบับใหม่ยังเรียกร้องให้มีการฟื้นฟู “เอกลักษณ์แบบตะวันตก” และอ้างว่ายุโรปจะเปลี่ยนแปลงไปจนจำไม่ได้ภายใน 20 ปีหรือน้อยกว่านั้น และว่าปัญหาทางเศรษฐกิจของยุโรปถูกบดบังด้วยการลบเลือนทางอารยธรรมอย่างแท้จริงและชัดเจนยิ่งขึ้น

ในทางตรงกันข้าม เอกสารนี้กลับยกย่องอิทธิพลของ “พรรคฝ่ายชาตินิยมในยุโรป” และกล่าวว่าอเมริกาสนับสนุนพันธมิตรทางการเมืองในยุโรปให้ส่งเสริมการฟื้นฟูจิตวิญญาณนี้

ขณะนี้ สหภาพยุโรปกำลังเจรจาอย่างต่อเนื่องกับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อกำหนดข้อตกลงสันติภาพในยูเครน เจ้าหน้าที่บางคนได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ตั้ง “คำถาม” เกี่ยวกับเอกสารฉบับนี้

ท่าทีของยุโรปต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีกล่าวว่า “สหรัฐฯ จะยังคงเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของเราในพันธมิตร [นาโต] อย่างไรก็ตาม พันธมิตรนี้มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหานโยบายความมั่นคง”

“ผมเชื่อว่าคำถามเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก หรือการจัดระเบียบสังคมเสรีของเรา ไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของ [ยุทธศาสตร์] อย่างน้อยก็ในส่วนที่เกี่ยวกับเยอรมนี”

นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ โพสต์ข้อความถึง “เพื่อนชาวอเมริกัน” ว่า “ยุโรปเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของคุณ ไม่ใช่ตัวปัญหาของคุณ” และระบุถึง “ศัตรูร่วม” ของพวกเขาว่า “นี่คือยุทธศาสตร์ที่สมเหตุสมผลเพียงอย่างเดียวสำหรับความมั่นคงร่วมกันของเรา เว้นแต่จะมีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไป”

อดีตนายกรัฐมนตรีสวีเดน คาร์ล บิลด์ท ระบุว่า ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ สอดคล้องกับแนวคิดของรัสเซีย

จะเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ นั้นมีหลายแง่มุมที่น่าสนใจ และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ การจับตามองพัฒนาการของนโยบายนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – รัสเซียโว ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ สอดคล้อง

ปูตินลั่น! ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้าต้องการก็พร้อม

วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวว่ารัสเซียไม่ได้ต้องการทำสงครามกับยุโรป แต่ถ้าหากยุโรปต้องการเช่นนั้น รัสเซียก็พร้อมที่จะเผชิญหน้า

ในการประชุมด้านการลงทุนที่กรุงมอสโก ปูตินได้เน้นย้ำถึงจุดยืนของรัสเซียเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับยุโรป ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นเกี่ยวกับความขัดแย้งในยูเครน และบทบาทของชาติตะวันตกในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แม้ว่ารัสเซียจะยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะขยายความขัดแย้งไปยังยุโรป แต่ก็พร้อมที่จะตอบโต้หากมีความจำเป็น

ปูตินย้ำจุดยืน: ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป

ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า รัสเซียไม่ได้แสวงหาความขัดแย้งกับยุโรป และได้กล่าวเช่นนี้หลายครั้งแล้ว อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้เน้นย้ำว่า หากยุโรปเลือกที่จะทำเช่นนั้น รัสเซียก็จะตอบสนองอย่างเด็ดขาด ความเห็นดังกล่าวสะท้อนถึงความระมัดระวังในการแสดงออกถึงความพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ในขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ข้อเสนอของยุโรป ‘ยอมรับไม่ได้’

ปูตินวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอของยุโรปเกี่ยวกับการแก้ไขความขัดแย้งในยูเครน โดยระบุว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้” สำหรับรัสเซีย เขากล่าวหาว่าชาติพันธมิตรยุโรปไม่ได้ริเริ่มข้อเสนอสันติภาพใด ๆ แต่กลับขัดขวางความพยายามของสหรัฐฯ ในการแก้ไขสถานการณ์

ปฏิบัติการพิเศษ ไม่ใช่สงคราม

ปูตินยังคงยืนกรานว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครนไม่ใช่สงคราม แต่เป็น “ปฏิบัติการพิเศษ” ที่มีความแม่นยำสูง เขากล่าวว่า การดำเนินการของรัสเซียตั้งเป้าไปที่เป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง และไม่ได้มีลักษณะเป็นสงครามเต็มรูปแบบตามความหมายสมัยใหม่ นี่เป็นคำกล่าวที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ว่ามีการสูญเสียชีวิตพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการทางทหาร

ปูตินลั่น! ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้าต้องการก็พร้อม

ท่าทีแข็งกร้าวของปูตินมีขึ้นในขณะที่ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตกยังคงสูงอยู่ เนื่องจากการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของชาติตะวันตกต่อยูเครน รวมถึงการส่งมอบอาวุธและความช่วยเหลือทางการเงิน รัสเซียมองว่าการกระทำเหล่านี้เป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ และเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตน

ความเป็นไปได้ของสันติภาพ

แม้ว่าจะมีวาทกรรมที่แข็งกร้าว แต่ความเป็นไปได้ของการเจรจาสันติภาพยังคงมีอยู่ การเยือนมอสโกของนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะหาทางออกทางการทูตสำหรับความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเจรจาใดๆ จะขึ้นอยู่กับความเต็มใจของทุกฝ่ายที่จะประนีประนอมและแก้ไขข้อกังวลที่สำคัญ

ผลกระทบต่อยูเครน

ความขัดแย้งในยูเครนได้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อประเทศ ชีวิตผู้คนนับพันต้องสูญเสีย และเมืองต่างๆ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ความพยายามในการสร้างสันติภาพและการฟื้นฟูจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือยูเครนให้ฟื้นตัวจากผลกระทบของสงคราม

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ยังคงผันผวนและคาดเดาไม่ได้ แม้ว่าปูตินจะยืนยันว่ารัสเซียไม่ได้ต้องการสู้กับยุโรป แต่ก็พร้อมที่จะตอบโต้หากถูกท้าทาย ความขัดแย้งในยูเครนยังคงเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและต้องได้รับการแก้ไขด้วยความระมัดระวังและความมุ่งมั่นในการเจรจา

การที่ปูตินเน้นย้ำว่ารัสเซีย ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้าต้องการก็พร้อม นั้น แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องพิจารณาผลกระทบของการกระทำของตนอย่างรอบคอบ

ที่มา – ปูตินลั่น ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้ายุโรปต้องการก็พร้อมสู้

สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือสันติภาพ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ, ยุโรป และยูเครน เดินทางไปเจนีวา เพื่อหารือเรื่องแผนการสันติภาพฉบับใหม่ที่สหรัฐฯ เสนอ เพื่อหาทางออกเนื่องจากภายใต้ข้อเสนอ ยูเครนจะต้องยอมอ่อนข้อครั้งใหญ่ให้รัสเซีย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกา, ยุโรป และยูเครน เดินทางไปรวมตัวกันที่นครเจนีวา ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหารือเกี่ยวกับร่างแผนการสันติภาพ ที่สหรัฐฯ เสนอเพื่อยุติสงครามในยูเครน ท่ามกลางรายงานว่า ข้อตกลงนี้จะทำให้เคียฟต้องยอมอ่อนข้อครั้งใหญ่ให้แก่ผู้รุกรานอย่างรัสเซีย

เมื่อวันศุกร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน มีเวลาถึงวันพฤหัสบดีเพื่ออนุมัติแผนสันติภาพ 28 ข้อ ซึ่งเรียกร้องให้ยูเครนยกดินแดนบางส่วนให้รัสเซีย, ยอมรับข้อจำกัดทางทหาร และละทิ้งความปรารถนาที่จะเข้าร่วม NATO

สำหรับชาวยูเครนจำนวนมาก รวมถึงทหารที่ต่อสู้ในแนวหน้า เงื่อนไขดังกล่าวเทียบเท่ากับการยอมจำนนต่อรัสเซีย หลังจากสู้รบกันมานานเกือบ 4 ปี ในเหตุความขัดแย้งที่นองเลือดที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง แม้ว่าเมื่อวันเสาร์ นายทรัมป์จะกล่าวว่า แผนการดังกล่าวไม่ใช่ข้อเสนอสุดท้ายของเขาก็ตาม

นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช แมร์ซ กล่าวนอกรอบการประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ว่า เป้าหมายของเจ้าหน้าที่ยุโรปที่เดินทางไปยังนครเจนีวาคือ จัดทำแผนการที่ยูเครนสามารถยอมรับได้ และสามารถนำไปใช้เจรจากับรัสเซียได้ ซึ่งเขาคาดว่าจะต้องใช้เวลา “ในตอนนี้ ผมยังไม่เชื่อมั่นว่าเราจะได้ทางออกที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า”

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน X ก่อนเดินทางไปยังเจนีวาว่า วอชิงตันเป็นผู้ร่างแผนสันติภาพดังกล่าวเอง

นายรูบิโอโพสต์ข้อความดังกล่าวหลังจากนายไมค์ ราวด์ส วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันออกมากล่าวว่า รูบิโอโทรศัพท์หาเขาและวุฒิสมาชิกคนอื่น ๆ แล้วบอกว่าแผนดังกล่าวเป็นข้อเสนอที่สหรัฐฯ ได้รับมา และส่งต่อให้ยูเครนอีกทอดหนึ่ง

ทั้งนี้ ร่างแผนการสันติภาพของสหรัฐฯ เต็มไปด้วยข้อเรียกร้องสำคัญหลายอย่างของฝ่ายรัสเซีย ในขณะที่ให้คำมั่นสัญญาที่ไม่ชัดเจนต่อยูเครนเรื่องการรับประกันความมั่นคง

นางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวย้ำในวันอาทิตย์ว่า พรมแดนของยูเครนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลังทหาร กองทัพของประเทศจะต้องไม่ถูกปล่อยให้เสี่ยงต่อการถูกโจมตี และสหภาพยุโรปจะต้องมีบทบาทสำคัญในข้อตกลงสันติภาพยูเครน

ส่วนนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาแสดงความยินดีกับความพยายามทางการทูตที่นครเจนีวา โดยเขาคาดหวังว่าความพยายามเหล่านี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี

สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ

สถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ล่าสุดการประชุมที่เจนีวาเพื่อหารือแผนการสันติภาพที่สหรัฐฯ เสนอ เป็นอีกหนึ่งความพยายามในการหาทางออกให้กับวิกฤตนี้ แต่เงื่อนไขที่ยูเครนอาจต้องยอมเสียดินแดน ทำให้เกิดคำถามและความกังวลอย่างมาก

การหารือแผนการสันติภาพ: จุดยืนของแต่ละฝ่าย

การประชุมที่เจนีวาครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ แต่จากรายงานเบื้องต้น ข้อเสนอของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะเอียงไปทางรัสเซียมากเกินไป ทำให้เกิดความไม่พอใจในฝั่งยูเครน การที่ยูเครนต้องยอมเสียดินแดนบางส่วน แลกกับการยุติสงคราม เป็นสิ่งที่ชาวยูเครนจำนวนมากมองว่าเป็นการยอมจำนน

การที่สหรัฐฯ, ยุโรป และยูเครน ประชุมที่เจนีวา เพื่อหารือแผนการสันติภาพ แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเจรจาขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นและการประนีประนอมของทุกฝ่าย

สถานการณ์นี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และผลลัพธ์ของการเจรจาที่เจนีวา จะมีผลกระทบอย่างมากต่ออนาคตของยูเครนและเสถียรภาพของยุโรป การ สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

การที่ สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญ แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการเจรจาจะนำไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงได้หรือไม่ การเจรจาต้องคำนึงถึงผลประโยชน์และความกังวลของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ยั่งยืน

การ สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ เป็นสัญญาณที่ดี แต่ต้องติดตามดูว่าการเจรจาจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร

ที่มา – สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ

ทรัมป์แถลง UN จวกผู้อพยพ-โลกร้อน ครั้งแรกในรอบ 5 ปี

โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงบนเวทีสหประชาชาติครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพของประเทศต่างๆ และปฏิเสธเรื่องภาวะโลกร้อนอย่างสิ้นเชิง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2563 เมื่อวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 โดยเขาวิพากษ์วิจารณ์ทั้งองค์การสหประชาชาติ, นโยบายผู้อพยพ และสภาพอากาศ ขณะที่ยกย่องผลงานของตัวเองตอนเป็นผู้นำสหรัฐฯ สมัยแรก

นายทรัมป์เริ่มต้นการกล่าวสุนทรพจน์ของเขาด้วยการพูดติดตลกเรื่องเครื่องบอกบท (teleprompter) ที่เสีย โดยกล่าวว่า “ใครก็ตามที่กำลังควบคุมเครื่องนี้อยู่คงเดือดร้อนแน่” ก่อนที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะกล่าวสุนทรพจน์ยาวถึง 56 นาที นานกว่าเวลาที่กำหนดไว้ 15 นาทีมาก

นายทรัมป์อธิบายว่าอะไรที่ทำให้สหรัฐฯ “เป็นประเทศที่ร้อนแรงที่สุดในโลก” และกำลังเข้าสู่ “ยุคทอง” ซึ่งความสำเร็จที่ทรัมป์ยกมากล่าวถึงได้แก่ การลงทุนในสหรัฐฯ, อัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ต่ำ, และ “ข้อตกลงการค้าครั้งประวัติศาสตร์” หลายฉบับที่มีการลงนามหลังจากเขาใช้มาตรการภาษีศุลกากรทั่วโลก

จากนั้น ผู้นำสหรัฐฯ สลับไปพูดเรื่องวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับเวทีโลก โดยเขาพูดถึงสงคราม 7 แห่งที่เขาอ้างว่า ยุติลงระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของเขา ขณะที่ UN ไม่แม้แต่จะช่วยหาทางออก ในขณะที่ความขัดแย้งอื่นๆ ที่ยังดำเนินอยู่ทั่วโลก นายทรัมป์คิดว่า สงครามยูเครนจะเป็นความขัดแย้งที่แก้ไขได้ง่ายที่สุด

นายทรัมป์ย้ำด้วยว่า ผู้ที่กำลังเจรจาข้อตกลงหยุดยิงในกาซา “ต้องทำให้สำเร็จให้ได้” และตัวประกันจะต้องได้รับการปล่อยตัว ขณะที่กล่าวโจมตีการรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ที่ชาติยุโรปหลายแห่งประกาศก่อนหน้านี้ ว่าเป็นการให้รางวัลแก่ความโหดร้ายที่ลงมือกระทำโดยกลุ่มฮามาส

ต่อมานายทรัมป์หันไปโจมตีใน 2 ประเด็น ได้แก่เรื่อง ผู้อพยพ และเรื่องพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า ประเทศที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพกำลัง “จางหายไปอย่างรวดเร็ว” เนื่องจากนโยบายของพวกเขาในสองประเด็นนี้

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวหา UN ว่ากำลังให้ทุนสนับสนุนวิกฤตผู้อพยพที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ยุติ “การทดลองเปิดพรมแดนที่ล้มเหลว” ได้แล้ว และพูดเจาะจงถึงยุโรปว่า ทวีปนี้กำลังมีปัญหาอย่างมากเรื่องผู้อพยพ ก่อนจะกล่าวโจมตีความล้มเหลวของยุโรปในการตัดขาดพลังงานของรัสเซียว่า เป็นเรื่องน่าอับอาย

ส่วนเรื่องพลังงานหมุนเวียน นายทรัมป์กล่าวโจมตีสิ่งที่เขาเรียกว่า “การหลอกลวงเรื่องพลังงานสะอาด” โดยอ้างว่าแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม มีราคาแพงกว่าพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

นอกจากนั้นเขายังปฏิเสธเรื่องภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศว่าเป็น “การหลอกลวงครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” และอ้างว่า การคาดการณ์ของสหประชาชาติเรื่องสภาพอากาศนั้น “ผิดพลาด”

นายทรัมป์จบสุนทรพจน์ความยาวร่วม 56 นาทีของเขาด้วยการสรุปว่า “คุณต้องมีพรมแดนที่แข็งแกร่ง และแหล่งพลังงานแบบดั้งเดิม หากคุณต้องการที่จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์กลับมาขึ้นเวที UN อีกครั้ง หลังจากหายไปนานถึง 5 ปี การปรากฏตัวของเขาครั้งนี้สร้างความฮือฮาและเป็นที่จับตามองของทั่วโลก ท่าทีที่แข็งกร้าวและการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา ยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เขายังคงเป็นบุคคลที่ได้รับความสนใจอย่างมากในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

การที่ทรัมป์ออกมาวิจารณ์นโยบายผู้อพยพและปัญหาโลกร้อน แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางความคิดเห็นอย่างชัดเจนระหว่างเขากับผู้นำคนอื่นๆ ในเวทีโลก การที่เขายังคงยึดมั่นในแนวคิดเดิมๆ และไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่หลายประเทศกำลังดำเนินการอยู่ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาสำคัญต่างๆ

ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน

การที่ทรัมป์ออกมากล่าวถึงเรื่องพลังงานหมุนเวียนและกล่าวหาว่าเป็น “การหลอกลวง” แสดงให้เห็นถึงความกังวลของเขาเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังคงมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมากในหลายประเทศ

ทำไมทรัมป์ถึงออกมาแถลงเรื่องนโยบายผู้อพยพและภาวะโลกร้อน?

คำถามคือ ทำไมทรัมป์ถึงเลือกที่จะเน้นย้ำประเด็นเหล่านี้ในการแถลงบนเวที UN? เป็นไปได้ว่าเขามองว่าประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศของตน และต้องการที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับจุดยืนของตนต่อประชาคมโลก

อย่างไรก็ตาม การที่เขากล่าวโจมตีนโยบายผู้อพยพและภาวะโลกร้อน อาจทำให้เกิดความขัดแย้งและความไม่พอใจจากหลายประเทศที่กำลังพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ร่วมกัน

การ ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน ครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการแก้ไขปัญหาระดับโลกในอนาคต

สถานการณ์ระหว่างประเทศยังคงมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การที่ผู้นำแต่ละประเทศมีมุมมองที่แตกต่างกันยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหาระดับโลกเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การสร้างความเข้าใจและการหาจุดร่วมกันจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้สามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้

แน่นอนว่าการ ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน ย่อมส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้คนทั่วโลก เราควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

ในท้ายที่สุดแล้ว การที่ทรัมป์กลับมาปรากฏตัวบนเวที UN อีกครั้ง ทำให้เห็นว่าเขายังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของการเมืองระหว่างประเทศ และสิ่งที่เขาพูดและทำยังคงมีอิทธิพลต่อโลกอย่างมาก

ติดตามข่าวสารและสถานการณ์ระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของคุณ

ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวทีโลกก็เป็นได้

ที่มา – ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน

สนามบินยุโรปโกลาหล ผู้โดยสารติดค้างหลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

เกิดเหตุการณ์สนามบินยุโรปโกลาหล ผู้โดยสารนับพันต้องติดค้าง สืบเนื่องมาจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบต่อระบบเช็คอินและระบบการจัดการการขึ้นเครื่องบินของหลายสนามบินสำคัญในยุโรป ความขัดข้องนี้สร้างความโกลาหลและความล่าช้าอย่างมากแก่ผู้โดยสารที่วางแผนการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าว

ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ (London Heathrow Airport) หนึ่งในสนามบินที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุดในยุโรป ได้ออกมาแถลงการณ์ว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากปัญหาทางเทคนิคที่เกิดขึ้นกับบริษัทผู้ให้บริการระบบเช็คอินและระบบบอร์ดดิ้ง โดยบริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ Collins Aerospace ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีการบินชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา บริษัทนี้ให้บริการแก่สายการบินต่างๆ ทั่วโลก

Collins Aerospace ได้ออกมายืนยันว่า การโจมตีทางไซเบอร์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อซอฟต์แวร์ MUSE (Multi-User System Environment) ที่ใช้ในการจัดการกระบวนการเช็คอินและโหลดสัมภาระอัตโนมัติของสนามบินหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม บริษัทยืนยันว่ายังคงสามารถดำเนินการเช็คอินด้วยระบบ manual ได้ และทีมงานกำลังเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อฟื้นฟูระบบกลับสู่การทำงานปกติโดยเร็วที่สุด

เหตุการณ์สนามบินยุโรปโกลาหล ผู้โดยสารจำนวนมากได้รับผลกระทบอย่างหนัก ผู้โดยสารหลายท่านไม่สามารถทำการเช็คอินได้ตามปกติ และได้รับการแจ้งจากเจ้าหน้าที่สายการบินให้เดินทางกลับที่พักโดยที่ไม่ได้รับข้อมูลหรือคำชี้แจงที่ชัดเจน ทำให้เกิดความไม่พอใจและความสับสนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ผู้โดยสารบางส่วนยังได้แสดงความเห็นว่า การจัดการกับเหตุขัดข้องครั้งนี้ขาดการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีเจ้าหน้าที่หรือผู้เกี่ยวข้องออกมาให้ข้อมูลหรือช่วยเหลือผู้โดยสารอย่างทันท่วงที

สนามบินยุโรปโกลาหล ผู้โดยสารติดค้างหลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

ผลกระทบจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์เท่านั้น สนามบินสำคัญอื่นๆ ในยุโรป เช่น ท่าอากาศยานบรัสเซลส์ (Brussels Airport) ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน โดยต้องพึ่งพาวิธีการเช็คอินและการขึ้นเครื่องด้วยมือทั้งหมด นอกจากนี้ ท่าอากาศยานเบอร์ลิน-บรันเดนบวร์ก (Berlin Brandenburg Airport) ได้ยืนยันว่าได้ตัดการเชื่อมต่อระบบบางส่วนเพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้น

ในทางตรงกันข้าม สนามบินหลักในกรุงปารีส เช่น ท่าอากาศยานชาร์ลส์ เดอโกล (Charles de Gaulle Airport), ท่าอากาศยานปารีส-ออร์ลี (Paris-Orly Airport) และท่าอากาศยาน เลอ บรูเกต์ (Le Bourget Airport) ไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งนี้

สำหรับผู้โดยสารที่มีกำหนดการเดินทางจากยุโรปในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ขอแนะนำให้ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินของท่านอย่างใกล้ชิด และเผื่อเวลาในการเดินทางมากกว่าปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากความล่าช้าหรือการยกเลิกเที่ยวบิน

สิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดเหตุสนามบินยุโรปโกลาหล ผู้โดยสารติดค้าง

  • ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินอย่างสม่ำเสมอผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของสายการบิน
  • ติดต่อสายการบินโดยตรงเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและขอความช่วยเหลือ
  • เตรียมเอกสารการเดินทางให้พร้อมและเผื่อเวลาในการเดินทางมากกว่าปกติ
  • ติดตามข่าวสารและประกาศจากสนามบินและสายการบินอย่างใกล้ชิด
  • หากจำเป็น ให้พิจารณาเปลี่ยนแผนการเดินทางหรือหาทางเลือกอื่น

เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในอุตสาหกรรมการบิน และเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่สนามบินและสายการบินจะต้องลงทุนในการป้องกันและการรับมือกับการถูกโจมตีทางไซเบอร์ เพื่อปกป้องผู้โดยสารและรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินงาน

ที่มา – สนามบินยุโรปโกลาหล ผู้โดยสารนับพันติดค้าง หลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

Scroll to top