ยูเครนล่าสุด

รัสเซียลั่น! ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์ล่าสุด

กระทรวงกลาโหมรัสเซียยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์ หลังจากผู้นำโปแลนด์ออกมากล่าวหาว่าโดรนรัสเซียหลายลำรุกล้ำน่านฟ้าจนถูกยิงร่วง สร้างความตึงเครียดในภูมิภาค

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงกลาโหมของรัสเซียได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ยืนยันว่าไม่มีแผนการที่จะโจมตีเป้าหมายใดๆ ในประเทศโปแลนด์ทั้งสิ้น แถลงการณ์นี้มีขึ้นหลังจากรัฐบาลวอร์ซอออกมาเปิดเผยว่า โดรนของรัสเซียได้รุกล้ำเข้าไปในน่านฟ้าของพวกเขา และถูกยิงตกในที่สุด

ตามข้อมูลที่เปิดเผยจากกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา พวกเขาได้ปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ต่อเป้าหมายทางทหารและอุตสาหกรรมในภาคตะวันตกของยูเครน โดยใช้ทั้งมิสไซล์และโดรน แต่ยืนยันว่าไม่มีแผนการที่จะโจมตีเป้าหมายใดๆ ในดินแดนของโปแลนด์

“โดรนของรัสเซียที่ถูกกล่าวหาว่ารุกล้ำน่านฟ้าโปแลนด์ มีระยะทำการสูงสุดไม่เกิน 700 กิโลเมตร” แถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุ “อย่างไรก็ตาม เราพร้อมที่จะจัดการหารือกับกระทรวงกลาโหมของโปแลนด์ในประเด็นนี้”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายโดนัลด์ ทุสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ ได้ออกมาเปิดเผยว่า กองทัพของโปแลนด์ตรวจพบโดรนอย่างน้อย 19 ลำรุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้าของพวกเขาเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา โดยมีโดรน 3-4 ลำในจำนวนนี้ถูกเครื่องบินของโปแลนด์และนาโตยิงตก

นายทุสก์ยังยืนยันอีกว่า โดรนจำนวนมากบินเข้าสู่ประเทศของเขาจากทางเบลารุส โดยโดรนลำสุดท้ายถูกยิงตกในเวลา 6.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่โดรนของรัสเซียถูกยิงตกในดินแดนของชาติสมาชิกนาโต นายทุสก์เตือนว่า โปแลนด์กำลังเข้าใกล้ความขัดแย้งอย่างเปิดเผยมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

“ผมไม่มีเหตุผลที่จะอ้างว่าเราอยู่บนปากเหวของสงคราม แต่เส้นแบ่งได้ถูกข้ามไปแล้ว และมันอันตรายกว่าแต่ก่อนอย่างเทียบไม่ได้” นายกรัฐมนตรีโปแลนด์กล่าวกับรัฐสภา “สถานการณ์นี้ทำให้เราเข้าใกล้ความขัดแย้งอย่างเปิดเผยมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง”

สถานการณ์ตึงเครียดนี้ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปตะวันออก และเรียกร้องให้มีการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดโดยเร็วที่สุด

ความสำคัญของการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหารัสเซียลั่น! ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การเจรจาและการสื่อสารระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย การที่รัสเซียแสดงความพร้อมที่จะหารือกับโปแลนด์ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่จำเป็นต้องมีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจซึ่งกันและกัน

รัสเซียลั่น! ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซีย-โปแลนด์หลังเหตุการณ์โดรนล้ำน่านฟ้า

เหตุการณ์โดรนล้ำน่านฟ้าและการยิงตกย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและโปแลนด์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่โปแลนด์ซึ่งเป็นสมาชิกของนาโตออกมากล่าวหารัสเซียอย่างเปิดเผย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างมากจากทั้งสองฝ่ายในการสร้างความเข้าใจและลดความขัดแย้ง

ท่าทีของนาโตต่อสถานการณ์รัสเซียลั่น! ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์

นาโตได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้การสนับสนุนโปแลนด์ในฐานะสมาชิก การที่นาโตส่งเครื่องบินลาดตระเวนเข้ามาในน่านฟ้าของโปแลนด์แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนาโตในการปกป้องสมาชิก และป้องกันการรุกรานจากภายนอก นาโตอาจจำเป็นต้องทบทวนมาตรการป้องกันชายแดนของตน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทยและภูมิภาคของเรา

ดังนั้น การที่รัสเซียออกมายืนยันว่าไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์นั้น เป็นเรื่องที่ต้องติดตามและพิจารณาอย่างรอบคอบต่อไป

ที่มา – รัสเซียลั่น ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าจนโดนยิงร่วง

เซเลนสกีโวย! รัสเซียโจมตีอาคารรัฐบาลในเคียฟ

รัสเซียโจมตีทางอากาศโดนอาคารรัฐบาลหลักในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามในยูเครนเริ่มต้นขึ้น นอกจากนั้นยังเกิดการโจมตีในจุดอื่นๆ ทั่วประเทศ จนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ

นางยูเลีย สวีรีเดนโก นายกรัฐมนตรียูเครน เปิดเผยว่า รัสเซียโจมตีทางอากาศโดนอาคารรัฐบาลหลักในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน ส่งผลให้หลังคาและชั้นบนของอาคารได้รับความเสียหาย และเกิดไฟไหม้ เหตุการณ์นี้ทำให้ประธานาธิบดีเซเลนสกีออกมาโวยถึงการกระทำดังกล่าว

ทั้งนี้ รัสเซียโจมตีหลายจุดทั่วยูเครนในวันอาทิตย์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ศพ รวมถึงเด็กทารกกับหญิงสาวอีก 1 คน หลังจากอาคารสูง 9 ชั้นในเขตสวียาโตชีนสกี ของกรุงเคียฟ ซึ่งพวกเขาอาศัยอยู่ถูกโจมตี

อาคารรัฐบาลที่ถูกโจมตีรู้จักกันในชื่อ “ตึกคณะรัฐมนตรี” เป็นที่ตั้งของสำนักงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ ของยูเครน

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรนและยิงมิสไซล์โจมตีในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมามากกว่า 800 ลูก/ลำ มากที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น โดยมิสไซล์ 9 ลูก กับโดรน 56 ลำ โจมตีโดนสถานที่ 37 แห่ง ขณะที่เศษซากโดรนกับมิสไซล์ที่ถูกทำลาย ตกใส่สถานที่ 8 แห่ง

นายวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟตั้งข้อสังเกตว่า โดรนของรัสเซียอาจตกไปโดนอาคารรัฐบาลโดยบังเอิญหลังจากถูกยิงสกัด แต่ยังไม่มีการยืนยันรายละเอียดที่แน่ชัด

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า การโจมตีระลอกล่าสุดสร้างความเสียหายแก่เมืองต่างๆ ในแคว้นซาปอริชเชีย, ครีวีรีห์, โอเดสซา, ซูมี และเชอร์นิฮิฟ

“การเข่นฆ่าเช่นนี้ ในช่วงเวลาที่การเจรจาอย่างแท้จริงควรเริ่มขึ้นตั้งนานแล้ว คือการจงใจก่ออาชญากรรม และพยายามทำให้สงครามยืดเยื้อออกไป” นายเซเลนสกีระบุบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ พร้อมเรียกร้องขอให้โลกแสดงพลังทางการเมืองเพื่อหยุดยั้งการโจมตีของรัสเซีย

ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของรัสเซียระบุว่า กองทัพของพวกเขาดำเนินการโจมตีทางอากาศใส่อาคารคอมเพล็กซ์เชิงอุตสาหกรรมและเป้าหมายทางทหารในยูเครน และโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง สร้างความเสียหายต่ออาวุธและโรงเก็บยุทโธปกรณ์ทางทหารของยูเครน

เซเลนสกีโวย รัสเซียโจมตีโดนอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรก

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียดและน่ากังวลอย่างต่อเนื่อง การที่เซเลนสกีโวย รัสเซียโจมตีโดนอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นและเป้าหมายที่ขยายวงกว้างขึ้นในการโจมตีของรัสเซีย

ทำไมเซเลนสกีถึงโวยเรื่องการโจมตีอาคารรัฐบาล?

การโจมตีอาคารรัฐบาลถือเป็นการยกระดับความขัดแย้ง เนื่องจากอาคารเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความมั่นคงของชาติ การโจมตีดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางกายภาพ แต่ยังส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของประชาชนยูเครน เซเลนสกีโวย รัสเซียโจมตีโดนอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรกเพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ เซเลนสกีโวย รัสเซียโจมตีโดนอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรกเพราะการโจมตีดังกล่าวยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังประชาคมโลก ว่ารัสเซียไม่สนใจที่จะเจรจาเพื่อสันติภาพ และยังคงมุ่งมั่นที่จะใช้กำลังทหารเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง การตอบสนองของนานาชาติต่อเหตุการณ์นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกดดันให้รัสเซียยุติการรุกรานและกลับสู่โต๊ะเจรจา

ผลกระทบของการโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรุงเคียฟเท่านั้น แต่ยังขยายวงกว้างไปยังเมืองอื่นๆ ทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต และสูญเสียทรัพย์สินและชีวิตอันมีค่า การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการสนับสนุนทางการเงินจากนานาชาติจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงคราม

สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าสงครามในยูเครนยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเร็ววัน และความขัดแย้งและความรุนแรงอาจจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต การเรียกร้องให้มีการเจรจาและการดำเนินการทางการทูตเพื่อแก้ไขปัญหาจึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย

การโจมตีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในยุทธศาสตร์ของรัสเซียหรือไม่? หรือนี่เป็นเพียงอุบัติเหตุที่น่าเศร้า?

ที่มา – เซเลนสกีโวย รัสเซียโจมตีโดนอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรก

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ: ยอดตาย 19 ศพ

อียู-อังกฤษเดือดเรียกทูตรัสเซียเข้าพบ หลังอาคาร EU และ British Council ในยูเครนถูกโจมตีหนัก ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีในกรุงเคียฟเพิ่มเป็น 19 ศพ กลายเป็นเหตุการณ์ที่นานาชาติต่างจับตามอง

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว BBC รายงานอ้างคำเปิดเผยของนายตีมูร์ คาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารงานกลาโหมยูเครนที่ระบุว่า กองทัพรัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เปิดฉากรุกรานเต็มรูปแบบ โดยการรัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 19 ศพ ในจำนวนนี้รวมถึงเด็ก 4 คน อายุเพียง 2 ขวบ 14 ปี และ 17 ปี ตามการเปิดเผยของ 

โดยกองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียใช้อาวุธโจมตีทางอากาศรวม 629 ชนิด แบ่งเป็นโดรน 598 ลำ และขีปนาวุธ 31 ลูก ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่าเป้าหมายคือ โรงงานอุตสาหกรรมด้านการทหาร และฐานทัพอากาศของยูเครน พร้อมย้ำว่าใช้อาวุธแม่นยำสูง 

ทางด้านนายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ย้ำว่ารัสเซียยังสนใจการเจรจาสันติภาพ แต่ ปฏิบัติการพิเศษทางทหารยังคงเดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม อาคารที่ทำการสหภาพยุโรป ในกรุงเคียฟ รวมทั้งอาคาร British Council ก็ได้รับความเสียหาย ทำให้ สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรเรียกเอกอัครราชทูตรัสเซียเข้าพบทันที โดยนางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็น การก่อการร้ายต่อพลเรือนและแม้กระทั่งสหภาพยุโรปเอง 

ทางด้านเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศว่า รัสเซียกำลังฆ่าเด็กและพลเรือน ทำลายทุกความหวังสันติภาพ พร้อมเผยว่าได้มีการเรียกทูตรัสเซียเข้าพบอย่างเป็นทางการแล้ว.

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ยอดตายพุ่งเป็น 19 ศพ

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง หลังจากรัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และสร้างความเสียหายให้กับอาคารสำคัญหลายแห่ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ประชาคมโลกต่างออกมาแสดงความกังวลและประณามการกระทำดังกล่าว

ผลกระทบจากการรัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ

  • จำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ: การโจมตีส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก
  • ความเสียหายต่ออาคาร: อาคารที่ทำการสหภาพยุโรป และ British Council ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับสหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักรตึงเครียดยิ่งขึ้น มีการเรียกทูตรัสเซียเข้าพบเพื่อแสดงความไม่พอใจ

การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

การที่รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความรุนแรงของสงครามที่ยังคงดำเนินต่อไป และความจำเป็นที่ประชาคมโลกจะต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกอย่างสันติ

สิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครนไม่ใช่แค่เรื่องของความขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของมนุษยธรรมที่เราทุกคนต้องร่วมกันใส่ใจและหาทางช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

ที่มา – รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ยอดตายพุ่งเป็น 19 ศพ อียู-อังกฤษเดือดเรียกทูตรัสเซียเข้าพบ

รัสเซียถล่มเคียฟ! ดับ 3 ศพจากขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟ

สถานการณ์ในยูเครนยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ทางการยูเครนรายงานว่า กรุงเคียฟถูกโจมตีอย่างหนักด้วยขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟและโดรนจากรัสเซียในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 1 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 24 ราย

นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการโจมตีที่ “รุนแรง” โดยอาคาร 5 ชั้นแห่งหนึ่งในเขตดาร์นิตสกี้พังถล่มลงมา และยังมีรายงานไฟไหม้อาคารที่พักอาศัยสูงในเขตดีนีโปรที่อยู่ใกล้เคียง

การโจมตีด้วยขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟระลอกล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เปิดเผยเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า บ้านเรือนกว่า 100,000 หลังในยูเครนไม่มีไฟฟ้าใช้ จากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียด้วยโดรน

นายไทมัวร์ ทคาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารการทหารของกรุงเคียฟ โพสต์ข้อความในเทเลแกรมว่า เด็กที่เสียชีวิตเป็นเด็กหญิงอายุ 14 ปี และมีเด็กอย่างน้อย 5 คนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีด้วยโดรนระลอกล่าสุด นอกจากนี้ยังมีเขตที่ถูกโจมตีมากกว่า 20 เขต และอาคารหลายแห่งรวมถึงโรงเรียนอนุบาลเกิดไฟไหม้

หลังการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบของรัสเซียผ่านมากว่า 3 ปีครึ่ง สถานการณ์การสู้รบยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติ ความพยายามล่าสุดในการหยุดยิงนำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ซึ่งได้พบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา และพบกับประธานาธิบดีเซเลนสกีและผู้นำยุโรปที่กรุงวอชิงตัน ดีซี

นายทรัมป์ผลักดันให้มีการประชุมสุดยอดระหว่างปูตินและเซเลนสกี ซึ่งผู้นำยูเครนก็เห็นด้วย แต่เขาต้องการการรับประกันความปลอดภัยจากชาติพันธมิตรตะวันตก เพื่อป้องกันการโจมตีจากรัสเซียในอนาคต หากมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ

ขณะเดียวกัน นายเซเลนสกีได้พบกับพลเรือเอกเซอร์โทนี ราดาคิน ผู้บัญชาการทหารอังกฤษ ที่กรุงเคียฟเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อหารือเรื่องการยุติสงคราม ด้านนายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ เปิดเผยกับฟ็อกซ์นิวส์ว่า เขาจะพบกับตัวแทนของยูเครนที่นิวยอร์กในสัปดาห์นี้ และกล่าวว่า “เราคุยกับรัสเซียทุกวัน”

อย่างไรก็ตาม นางไคยา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ได้เตือนว่า การยอมยกดินแดนยูเครนให้รัสเซียเพื่อแลกกับข้อตกลงสันติภาพนั้นเป็น “กับดัก”.

ขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟ

ผลกระทบจากขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟ

  • มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
  • อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหาย
  • โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลาย

ขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งนี้ทำให้เห็นถึงความรุนแรงของสงครามที่ยังคงดำเนินต่อไป การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง และความหวังที่จะเห็นสันติภาพในยูเครนยังคงเป็นสิ่งที่ท้าทาย

ที่มา – ขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟ ดับ 3 ศพ บาดเจ็บกว่า 20 ราย มีเด็กรวมอยู่ด้วย

รัสเซียโจมตี! บ้านยูเครนไฟดับนับแสนหลัง

ผู้นำยูเครนเผย รัสเซียส่งโดรนนับร้อยลำโจมตีหลายพื้นที่ในยูเครน ทำให้เกิดไฟดับกระทบบ้านเรือนกว่า 100,000 หลังใน 3 แคว้น ในขณะที่ฤดูหนาวกำลังจะมาถึง

เมื่อวันพุธที่ 27 ส.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่า รัสเซียส่งโดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรอบใหม่ ส่งผลให้เกิดไฟดับกระทบบ้านเรือนมากกว่า 100,000 หลังในแคว้นโปลตาวา, ซูมี และเชอร์นิฮิฟ สถานการณ์รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลังนี้ ทำให้หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อประชาชนในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

เซเลนสกีระบุว่า รัสเซียส่งโดรนเกือบ 100 ลำมาโจมตีในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันพุธ โดยที่เป้าหมายหลักคือสถานีพลังงาน และมีโรงเรียนแห่งหนึ่งในแคว้นคาร์คิฟกับตึกสูงแห่งหนึ่งในเมืองเคอร์ซอนถูกโจมตีด้วย

“จำเป็นต้องมีมาตรการใหม่เพื่อกดดันรัสเซียให้หยุดโจมตี และรับประกันความมั่นคงอย่างแท้จริง เรากำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างแรงกดดันนั้น” เซเลนสกีกล่าว

ด้านกระทรวงพลังงานของยูเครนระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการสานต่อนโยบายของรัสเซีย ที่จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนของยูเครนก่อนที่ฤดูหนาวจะมาถึง โดยเมื่อปีก่อน ยูเครนระบุว่า มอสโกทำลายขีดความสามารถในการผลิตพลังงานของพวกเขาไปกว่าครึ่ง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา ยูเครนก็เริ่มโจมตีพลังงานของรัสเซียบ้างแล้ว รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งกับคลังน้ำมันอีก 1 แห่ง

ทั้งนี้ สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนดำเนินมานานกว่า 3 ปีครึ่งแล้ว และจนถึงตอนนี้การต่อสู้ภาคพื้นดินก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง โดยล่าสุดยูเครนเพิ่งออกมายอมรับว่า กองทัพรัสเซียรุกคืบเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ได้เป็นครั้งแรก แต่ฝ่ายยูเครนยืนยันว่า การโจมตีเพิ่งทะลวงผ่านชายแดนของแคว้นเข้ามาได้เล็กน้อยเท่านั้น

รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง

การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนโดยรัสเซียไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การโจมตีล่าสุดนี้มีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของประชาชนยูเครนในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ซึ่งอุณหภูมิจะลดต่ำลงและไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำความร้อนและการดำรงชีวิต

ผลกระทบจากเหตุการณ์ รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง นั้นมีหลายด้าน ทั้งในด้านมนุษยธรรม เศรษฐกิจ และความมั่นคง

  • ด้านมนุษยธรรม: ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต เนื่องจากไม่มีไฟฟ้าใช้ในการทำความร้อน การปรุงอาหาร และการสื่อสาร
  • ด้านเศรษฐกิจ: การผลิตในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรหยุดชะงัก เนื่องจากขาดแคลนพลังงาน
  • ด้านความมั่นคง: การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทำให้ยูเครนอ่อนแอลง และเปิดโอกาสให้รัสเซียสามารถรุกคืบได้ง่ายขึ้น

นานาชาติกำลังเรียกร้องให้รัสเซียยุติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนยูเครนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง ถือเป็นอีกหนึ่งโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจากสงคราม และแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของการสู้รบที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นกับผู้คน

ที่มา – รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง

จับแล้ว! ชายยูเครนต้องสงสัยระเบิดนอร์ดสตรีม

เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เมื่อชายชาวยูเครนถูกจับกุมในอิตาลี ข้อหาต้องสงสัยร่วมวางระเบิดท่อส่งก๊าซ นอร์ดสตรีมใต้ทะเลบอลติก เรื่องราวนี้เกิดขึ้นหลังจากสงครามในยูเครนเริ่มต้นขึ้นไม่นาน สร้างความตึงเครียดให้กับสถานการณ์พลังงานในยุโรป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อัยการเยอรมนีได้เปิดเผยว่า ชายชาวยูเครนถูกจับกุมตัวในอิตาลี โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการระเบิดท่อส่งก๊าซ นอร์ดสตรีม ซึ่งเป็นท่อส่งก๊าซที่สำคัญจากรัสเซียไปยังเยอรมนี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากรัสเซียเริ่มการบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบในปี 2565

ผู้ต้องสงสัยชื่อ เซอร์ฮี เค. ถูกจับกุมในจังหวัดริมินี ประเทศอิตาลี เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นหนึ่งในทีมที่วางระเบิดท่อส่งก๊าซใต้ทะเล นอร์ดสตรีม 1 และ นอร์ดสตรีม 2 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการส่งก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไปยังเยอรมนี การระเบิดครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อแหล่งก๊าซที่สำคัญของยุโรป ในช่วงเวลาที่พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานอันเนื่องมาจากสงครามในยูเครน

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีฝ่ายใดยอมรับว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ระเบิดดังกล่าว ยูเครนเองก็ปฏิเสธความเกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุการณ์นี้

ชายชาวยูเครนถูกจับกุมโดยกองกำลังตำรวจทหารแห่งชาติ “คาราบิเนรี” ขณะที่เขาอยู่ในเมืองรีสอร์ท มิซาโน อาเดรียติโก อัยการระบุว่า เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่เช่าเรือยอชต์ เดินทางออกจากเมืองท่ารอสต็อกของเยอรมนี เพื่อก่อเหตุระเบิดใกล้กับเกาะบอร์นโฮล์มของเดนมาร์ก

ท่อส่งก๊าซทั้งสองของโครงการนอร์ดสตรีม 1 ทำหน้าที่ส่งก๊าซธรรมชาติจากชายฝั่งรัสเซียผ่านใต้ทะเลบอลติกไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเยอรมนี ส่วนท่อ นอร์ดสตรีม 2 ยังไม่เคยถูกเปิดใช้งาน และเยอรมนียกเลิกการอนุมัติท่อนอร์ดสตรีม 2 ก่อนที่สงครามยูเครนจะเริ่มต้นขึ้น

หลังจากรัสเซียบุกโจมตียูเครน พวกเขาได้ปิดท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม 1 เพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของชาติยุโรป ในวันที่ 26 กันยายน 2565 เกิดเหตุระเบิดหลายครั้งใต้ทะเลบอลติก ทำให้ท่อส่งก๊าซ นอร์ดสตรีม 3 จาก 4 ท่อมีรอยแตก

เนื่องจากยังไม่ทราบตัวผู้กระทำผิด ชาติตะวันตกจึงมุ่งความสงสัยไปที่รัสเซีย ในขณะที่มอสโกกลับกล่าวโทษสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร รายงานจากเยอรมนีในปี 2567 ชี้ว่า นักดำน้ำชาวยูเครนเช่าเรือยอชต์และเดินทางไปยังทะเลบอลติกเพื่อก่อเหตุระเบิด

ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2567 อัยการเยอรมนีได้ออกหมายจับนักดำน้ำชาวยูเครนชื่อ โวโลดีเมียร์ ซี.

อัยการเยอรมนีกล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมในจังหวัดริมินีจะถูกนำตัวเข้ารับการไต่สวนก่อนที่จะถูกส่งตัวไปยังเยอรมนี

อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่เชื่อมโยงประเทศยูเครน รัสเซีย หรือชาติอื่นๆ เข้ากับการโจมตีครั้งนี้

ชายยูเครนต้องสงสัยระเบิดนอร์ดสตรีม

สถานการณ์นี้ยังคงเป็นปริศนาที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การจับกุมชายชาวยูเครนอาจเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาการระเบิดท่อส่งก๊าซ นอร์ดสตรีม และอาจนำไปสู่การเปิดเผยผู้อยู่เบื้องหลังที่แท้จริง

เหตุการณ์ชายยูเครนต้องสงสัยระเบิดนอร์ดสตรีมส่งผลกระทบต่ออะไรบ้าง?

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างรัสเซีย ยูเครน และประเทศในแถบยุโรป
  • วิกฤตพลังงาน: การระเบิดท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของยุโรป และอาจทำให้วิกฤตพลังงานรุนแรงขึ้น
  • ความเชื่อมั่น: เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศ

การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป และหวังว่าความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์นี้จะถูกเปิดเผยในเร็ววัน เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับการลงโทษ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต การระเบิดท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีมเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย การคลี่คลายคดีนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ชายยูเครนโดนจับในอิตาลี ต้องสงสัยระเบิดท่อส่งก๊าซ “นอร์ดสตรีม”

ทรัมป์พบเซเลนสกี หารือรับรองความมั่นคงยูเครน

ทรัมป์พบเซเลนสกี-ผู้นำยุโรปชื่นมื่น หารือการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประชุมร่วมกับเซเลนสกีและผู้นำชาติยุโรปอื่นๆ ที่ทำเนียบขาว หารือกันเรื่องการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน และนัดวลาดิเมียร์ ปูติน ประชุมรอบใหม่

เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ส.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับการมาเยือนของนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กับผู้นำชาติยุโรปหลายคน ที่เดินทางมาเพื่อหารือกับเขาเรื่องอนาคตของสงครามยูเครน โดยนายทรัมป์เปิดเผยผ่าน Truth Social ว่า พวกเขาคุยกันเรื่องการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน

“ผมได้มีการพบปะที่ดีมากๆ กับแขกผู้มีเกียรติทั้งหลาย ทั้งประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกีแห่งยูเครน, ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส, ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ สตับบ์ แห่งฟินแลนด์, นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี แห่งอิตาลี, นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร, นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ์ แห่งเยอรมนี, ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน และเลขาธิการใหญ่นาโต มาร์ก รุทเทอ ที่ทำเนียบขาว ซึ่งจบลงด้วยการประชุมเพิ่มเติมที่ห้องทำงานรูปไข่”

“ระหว่างการประชุมเราได้หารือกันเรื่องการรับรองความมั่นคงให้แก่ยูเครน ซึ่งการรับประกันต่างประเทศจะจัดหาให้โดยหลากหลายประเทศยุโรป โดยมีสหรัฐอเมริกาให้ความร่วมมือ ทุกคนยินดีมากเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะมีสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน”

“ในตอนท้ายของการประชุม ผมได้โทรศัพท์หาประธานาธิบดีปูติน และเริ่มเตรียมการเพื่อการประชุมครั้งใหม่ ณ สถานที่ที่ยังต้องรอการตัดสินใจ ระหว่างประธานาธิบดีปูตินกับประธานาธิบดีเซเลนสกี หลังจากการประชุมนั้นเกิดขึ้น เราจะมีการประชุมไตรภาคี ซึ่งจะมีประธานาธิบดีทั้งสองกับตัวผม”

“ขอย้ำอีกครั้งว่า นี่เป็นก้าวแรกที่ดีมากๆ สำหรับสงครามซึ่งดำเนินมานานเกือบ 4 ปีแล้ว รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ กับทูตพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ กำลังประสานงานระหว่างรัสเซียกับยูเครน ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้”

ทำไมการหารือเรื่องการรับรองความมั่นคงให้ยูเครนจึงสำคัญ?

การประชุมที่ทำเนียบขาวครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ และชาติยุโรปในการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ การหารือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพิจารณาถึงมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการช่วยเหลือยูเครนให้สามารถปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตนเองได้ การมีส่วนร่วมของผู้นำจากหลากหลายประเทศสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

นอกจากนี้ การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีปูตินและเตรียมการสำหรับการประชุมไตรภาคี ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการหาทางออกทางการทูตเพื่อยุติสงคราม การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การเจรจาสันติภาพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่ข้อตกลงที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกฝ่าย

การประชุมครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัสเซียว่านานาชาติยังคงจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะใช้มาตรการต่างๆ เพื่อกดดันให้รัสเซียยุติการรุกรานยูเครน และเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ การสนับสนุนจากนานาชาติไม่เพียงแต่ช่วยให้ยูเครนสามารถยืนหยัดต่อสู้กับการรุกรานได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมหลักการพื้นฐานของความยุติธรรมและสันติภาพในโลก

อย่างไรก็ตาม การหารือเรื่องการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐฯ และยุโรปอาจส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนยูเครนในระยะยาว นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างประเทศต่างๆ อาจทำให้การบรรลุข้อตกลงร่วมกันเป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี ยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในยูเครน

โดยรวมแล้ว การประชุมที่ทำเนียบขาวในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในยูเครน การหารือเรื่องการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน และการเตรียมการสำหรับการเจรจาสันติภาพ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนานาชาติในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องมีการทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว และสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับยูเครนและประชาชนของยูเครน

การที่ทรัมป์เข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจากับปูตินนั้น ถือเป็นความพยายามที่จะหาทางออกให้กับสงครามที่ยืดเยื้อมานาน การประชุมไตรภาคีที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ว่าจะนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริงได้หรือไม่

ที่มา – ทรัมป์พบเซเลนสกี-ผู้นำยุโรปชื่นมื่น หารือการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน

ทรัมป์พลิก! ยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรมุ่งตรงสู่การทำข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซียเลย ไม่ต้องทำข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่เซเลนสกีเตรียมเข้าพบทรัมป์ที่ทำเนียบขาวอีกครั้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พลิกจุดยืนครั้งใหญ่ โดยระบุว่ายูเครนควรเห็นชอบข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย เพราะ “รัสเซียมีอำนาจมากแต่พวกเขาไม่ใช่” หลังจากที่เขาประชุมสุดยอดร่วมกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และล้มเหลวในการทำข้อตกลงหยุดยิง

ในการพลิกจุดยืนครั้งใหญ่นี้ นายทรัมป์กล่าวด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับนายปูตินว่า ทางที่ดีที่สุดในการยุติสงครามคือ การมุ่งตรงสู่การทำข้อตกลงสันติภาพ โดยไม่ต้องมีการหยุดยิงก่อน อย่างที่ยูเครนกับชาติพันธมิตรยุโรปเรียกร้อง และเป็นจุดยืนที่สหรัฐฯ เคยให้การสนับสนุน จนกระทั่งนายทรัมป์คุยกับผู้นำรัสเซีย

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า เขาจะเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อหารือก้าวต่อไป ขณะที่ชาติพันธมิตรยุโรปขอบคุณความพยายามของนายทรัมป์ แต่ประกาศว่าพวกเขาจะสนับสนุนยูเครนต่อไป และจะเพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซีย พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ รับประกันความมั่นคงให้ยูเครน

ทั้งนี้ นายทรัมป์พบปะพูดคุยกับนายปูตินเป็นเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ที่ฐานทัพในเมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา โดยนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำสหรัฐฯ กับยูเครนพบปะกันโดยตรง นับตั้งแต่สงครามในยูเครนอุบัติขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565

“ทุกฝ่ายลงความเห็นว่า หนทางที่ดีที่สุดในการยุติสงครามอันโหดร้ายระหว่างรัสเซียกับยูเครนคือการมุ่งตรงไปสู่การทำข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะเป็นการยุติสงคราม ไม่ใช่แค่การทำข้อตกลงหยุดยิงธรรมดา ซึ่งบ่อยครั้งที่ไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้” นายทรัมป์โพสต์บน Truth Social

คาดว่าถ้อยแถลงดังกล่าวของนายทรัมป์จะได้รับการต้อนรับจากฝ่ายรัสเซีย ซึ่งระบุว่าพวกเขาต้องการการยุติสงครามอย่างสิ้นเชิงไม่ใช่แค่การ “หยุด” ในข้อที่ยูเครนกับชาติพันธมิตรยุโรป ต้องการให้มีการหยุดยิงก่อน เพื่อพูดคุยแก้ปัญหาความขัดแย้งในเรื่องต่างๆ ก่อน รวมถึงเรื่องดินแดนของยูเครนที่รัสเซียยึดไปเป็นของตัวเอง

ก่อนที่จะเกิดการประชุมสุดยอดครั้งล่าสุด นายทรัมป์เพิ่งกล่าวว่าเขาคงไม่พอใจจนกว่าจะมีการตกลงหยุดยิง แต่หลังจากนั้นเขากลับเปลี่ยนจุดยืน และกล่าวหลังคุยโทรศัพท์กับนายเซเลนสกีว่า “หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เราจะกำหนดเวลาประชุมกับประธานาธิบดีปูตินอีกครั้ง”

การพบระหว่างนายทรัมป์กับนายเซเลนสกีจะเกิดขึ้นที่ห้องทำงานรูปไข่ที่ทำเนียบขาว ที่ทั้งสองฝ่ายเคยมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงออกสื่อมาแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ โดยฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวหายูเครนว่าไม่สำนึกบุญคุณ และหลังจากนั้นนายทรัมป์ก็มีสั่งระงับความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนชั่วระยะเวลาหนึ่ง

นายเซเลนสกีกล่าวว่า หลังจากพูดคุยกับนายทรัมป์เป็นเวลานานหลังการประชุมสุดยอดที่อะแลสกา เขาสนับสนุนความคิดเรื่องการพบปะ 3 ฝ่าย และ “ยูเครนขอยืนยันว่าพวกเขาพร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่ที่สุดเพื่อบรรลุสันติภาพ”

แต่ฝ่ายนายปูตินไม่ได้พูดถึงการพบปะกับนายเซเลนสกีแต่อย่างใด ในตอนที่เขาพูดกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมกับนายทรัมป์ ขณะที่นาย ยูริ ยูชาคอฟ ที่ปรึกษาของนายปูตินก็บอกกับสำนักข่าว TASS ของรัสเซียว่า ไม่มีการหารือกันเรื่องการประชุม 3 ฝ่าย

ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน การที่นายทรัมป์เปลี่ยนท่าทีอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาและการตัดสินใจของนานาชาติ

ทำไมทรัมป์ถึงบอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย?

การที่ทรัมป์แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย อาจเป็นผลมาจากการประเมินสถานการณ์ใหม่ หรือการได้รับข้อมูลเชิงลึกบางอย่างจากการพูดคุยกับปูติน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้ก่อให้เกิดคำถามมากมายถึงอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผลจากการที่ทรัมป์แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย จะเป็นอย่างไรต่อไป? การเปลี่ยนแปลงจุดยืนนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อยูเครนและรัสเซียหรือไม่? และชาติพันธมิตรยุโรปจะมีท่าทีอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงนี้?

การตัดสินใจของนายทรัมป์ที่แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย ยังคงเป็นที่จับตามองของทั่วโลก และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในสถานการณ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

ทรัมป์-ปูติน พบหารือ ยุติสงครามยูเครน ที่อะแลสกา

“ทรัมป์–ปูติน” พบปะกันที่รัฐอะแลสกา เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามยูเครน ลุ้นจบได้ข้อสรุปในวันนี้

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดฉากการเจรจาแบบทวิภาคีที่รัฐอะแลสกา ว่าด้วยการยุติสงครามยูเครน ที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ปี การหารือ ทรัมป์-ปูติน ในครั้งนี้จึงเป็นที่จับตาของคนทั่วโลก

โดยทั้งสองผู้นำพบกันด้วยการจับมือกันอย่างอบอุ่นถึง 2 ครั้ง หลังเดินทางถึงฐานทัพเอลเมนดอร์ฟ–ริชาร์ดสัน ในเมืองแองเคอเรจ ก่อนจะโดยสารรถลีมูซีนของทรัมป์ไปยังสถานที่จัดประชุม ซึ่งถือเป็นการพบหารือทวิภาคีครั้งแรกระหว่างสองผู้นำ นับจากการพบหารือที่กรุงเฮลซิงกิ ของฟินแลนด์ เมื่อปี 2561 ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ระบุว่า จะไม่พอใจอย่างมากหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ในวันนี้

ทางด้านนายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ซึ่งไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมซัมมิตครั้งนี้ กล่าวโจมตีว่า แม้ในวันเจรจา รัสเซียก็ยังเข่นฆ่าประชาชน โดยย้ำว่าควรมีการประชุมร่วมระหว่างผู้นำยูเครน–สหรัฐฯ–รัสเซีย เพื่อหาทางออกอย่างแท้จริง พร้อมเรียกร้องให้ชาติตะวันตกออก “มาตรการคว่ำบาตรใหม่ทันที” หากรัสเซียไม่ยอมรับ “การหยุดยิงโดยพลัน”

ทางด้านนายดมิทรี เพสคอฟ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดเผยผ่านสถานีทีวีรัสเซียว่า การเจรจาจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6–7 ชั่วโมง ขณะที่ทรัมป์เผยว่าอยากเห็น การพบกันรอบสองในอะแลสกาโดยเร็ว ระหว่างปูตินกับประธานาธิดียูเครน พร้อมเรียกร้องให้ชาติตะวันตกออก “มาตรการคว่ำบาตรใหม่ทันที” หากรัสเซียไม่ยอมรับการหยุดยิงโดยพลัน.

ทรัมป์-ปูติน พบหารือกันอย่างอบอุ่น ที่รัฐอะแลสกา

การพบปะหารือกันระหว่าง ทรัมป์-ปูติน ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครน แม้ว่าจะยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ออกมาในทันที แต่การที่สองผู้นำได้มานั่งโต๊ะเจรจากันโดยตรง ย่อมดีกว่าการที่ต่างฝ่ายต่างใช้กำลังและความรุนแรงเข้าตอบโต้กัน

สถานการณ์สงครามในยูเครนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านพลังงาน อาหาร และห่วงโซ่อุปทาน การที่สงครามยืดเยื้อจึงสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนทั่วโลก หากการเจรจา ทรัมป์-ปูติน สามารถนำไปสู่การหยุดยิงได้จริง ก็จะเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน

ประเด็นสำคัญในการหารือ ทรัมป์-ปูติน

  • การหยุดยิงโดยทันทีในยูเครน
  • การเปิดทางให้มีการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครนและรัสเซีย
  • การรับประกันความปลอดภัยให้กับประชาชนในยูเครน
  • การฟื้นฟูเศรษฐกิจของยูเครน

อย่างไรก็ตาม การเจรจาให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย ยังมีปัจจัยอีกมากมายที่ต้องพิจารณา ทั้งผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย ความต้องการของประชาชน และสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ การที่นายเซเลนสกีออกมาโจมตีการหารือในครั้งนี้ ก็แสดงให้เห็นว่ายังมีอุปสรรคอีกมากที่ต้องก้าวข้ามไปให้ได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการรักษาช่องทางการเจรจาเอาไว้ และให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกร่วมกัน การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก และมีแต่จะนำไปสู่ความสูญเสียที่มากขึ้น การเจรจาอาจต้องใช้เวลาและความอดทน แต่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

การพบกันของ ทรัมป์-ปูติน ครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามยูเครนหรือไม่ คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่แน่นอนว่าทุกสายตาทั่วโลกกำลังจับจ้องไปที่รัฐอะแลสกาแห่งนี้

ที่มา – “ทรัมป์-ปูติน” พบหารือกันอย่างอบอุ่น ที่รัฐอะแลสกา เพื่อเจรจาแนวทางยุติสงครามยูเครน

Scroll to top