รองนายกรัฐมนตรี

“โสภณ” ชี้ปัญหายาเสพติด ต่างคนต่างทำ แนะบูรณาการ

“โสภณ” ชี้ อุปสรรคแก้ปัญหายาเสพติด ต่างคนต่างทำ แนะบูรณาการทุกหน่วยร่วมกัน ชวน สส. – สว. ร่วมแก้ เป็นประเด็นสำคัญที่นายโสภณ ซารุมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวปาฐกถาในงานที่รัฐสภา ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเรื้อรังของการแก้ไขยาเสพติดในประเทศไทย ปัญหายาเสพติดยังคงเป็นวิกฤตที่ทำลายสังคม เศรษฐกิจ และอนาคตของเยาวชน หากแต่ละหน่วยงานยังคงทำงานแบบต่างคนต่างทำ โดยไม่มีการบูรณาการที่แท้จริง ก็ยากที่จะเห็นผลสำเร็จที่ยั่งยืน

“โสภณ” ชี้ อุปสรรคแก้ปัญหายาเสพติด ต่างคนต่างทำ แนะบูรณาการทุกหน่วยร่วมกัน ชวน สส. – สว. ร่วมแก้

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 09.15 น. ที่รัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดโครงการ “สภาผู้แทนราษฎรพบปะประชาชน เพื่อส่งเสริมบทบาทสภาผู้แทนราษฎรแก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” โดยนายโสภณ ซารุมย์ ได้ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหายาเสพติดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน” จากประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีที่ต่อสู้กับยาเสพติดมา 3 ปี ท่านได้ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคหลัก คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระจายตัวอยู่ทุกกระทรวง ทุกกรม งบประมาณกระจัดกระจาย ทำให้เกิดการทำงานแบบ “ต่างคนต่างทำ” ซึ่งเป็นจุดอ่อนใหญ่ที่สุด

อุปสรรคหลักในการแก้ปัญหายาเสพติด

ปัญหายาเสพติดในไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่สำนักงานปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) แต่ครอบคลุมหลายหน่วยงาน เช่น ตำรวจ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายโสภณ ย้ำว่า “คำว่าบูรณาการเป็นยาของราชการมาตลอด” แต่ในทางปฏิบัติยังขาดการประสานงานที่แท้จริง โดยเฉพาะในยุควิกฤตงบประมาณจำกัด ควรมีการใช้เงินงบประมาณร่วมกันและ “เอกซเรย์” กฎหมายว่ายังเพียงพอหรือไม่

  • งบประมาณกระจัดกระจาย ไม่มีจุดกลางในการรวมทรัพยากร
  • หน่วยงานทำงานแยกส่วน ขาดการแลกเปลี่ยนข้อมูล
  • กฎหมายบางฉบับล้าสมัยหรือประกาศใช้ไม่ได้
  • การเมืองขัดขวางการขับเคลื่อน

ข้อเสนอบูรณาการเพื่อแก้ปัญหายาเสพติด

นายโสภณ แนะนำให้เน้นการบูรณาการ โดยระดมสมองจากหลายจังหวัด ใช้สถาบันนิติบัญญัติเป็นแกนนำในการใช้กฎหมายขับเคลื่อนแก้ปัญหา ท่านชวน ส.ส. และ ส.ว. วาง “การเมือง” ไว้ก่อน มาร่วมกันแก้กฎหมายที่อำนวยความสะดวก ผลักดันประเทศให้เดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ “ไม่อยากเห็นบางกฎหมายหมดอายุผู้แทนแล้ว ยังประกาศใช้ไม่ได้” ท่านกล่าว นี่คือการเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาร่วมมือแก้ปัญหายาเสพติดให้เร็วที่สุด

การบูรณาการไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในบริบทปัจจุบันที่ยาเสพติดลุกลามเข้าสู่ชุมชนและโรงเรียน การทำงานร่วมกันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การแบ่งปันข้อมูลผู้เสพเพื่อบำบัด การป้องกันที่เชื่อมโยงกับการศึกษา และการปราบปรามที่เข้มแข็งจากทุกฝ่าย หากทำได้ จะเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากสถิติล่าสุด พบว่าปัญหายาเสพติดเพิ่มขึ้น 20% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะยาไอซ์และกัญชาสังเคราะห์ สังคมไทยต้องการผู้นำที่กล้าบูรณาการจริงจัง นายโสภณ จึงเป็นตัวอย่างของนักการเมืองที่เน้นผลงานมากกว่าการเมือง

สุดท้าย การแก้ปัญหายาเสพติดต้องเริ่มจากความร่วมมือ หาก ส.ส. ส.ว. และทุกหน่วยงานวางการเมืองไว้ก่อน เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง คุณพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบูรณาการแก้ยาเสพติดหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – “โสภณ” ชี้ อุปสรรคแก้ปัญหายาเสพติด ต่างคนต่างทำ แนะบูรณาการทุกหน่วยร่วมกัน ชวน สส. – สว. ร่วมแก้

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้ เป็นข่าวร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในขณะนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ติดตามการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศแผนการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรอย่างชัดเจน โดยตั้งใจจะครอบคลุมตั้งแต่ภาคเหนือไปจนถึงภาคใต้ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่อย่างทันท่วงที

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 15.55 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงแผนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือที่เรียกกันว่า ครม.สัญจร ว่า ได้แจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปแล้ว โดยเดิมทีจะเริ่มจากภาคเหนือไปยังภาคใต้ เนื่องจากใกล้เข้าสู่ฤดูน้ำหลาก ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเตรียมรับมือภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน

ที่น่าสนใจคือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เสนอให้รวม “หาดใหญ่” เข้าไปด้วย นายกฯ จึงตอบกลับแบบขำ ๆ ว่า “First come, first served” หรือจังหวัดไหนพร้อมก่อนก็ไปก่อน จังหวัดใดที่เตรียมพร้อมดี ก็จะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับแรก

แนวทางใหม่ของ “นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

นายกรัฐมนตรีย้ำชัดว่าการประชุม ครม.สัญจร ในสมัยที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล จะไม่ใช่แค่เปลี่ยนสถานที่ประชุมแบบขอไปที แต่ต้องลงพื้นที่อย่างจริงจัง หากสังเกตจากที่ผ่านมา การประชุมแต่ละครั้งจะใช้เวลานานกว่าปกติ เพราะไม่ใช่ประชุมแบบพิธีการหรือทำตามมอบหมายเท่านั้น แต่จะแก้ไขปัญหาได้ทันที

สิ่งสำคัญคือ ต้อง “ได้น้ำได้เนื้อ” เยอะ มีการลงพื้นที่ร่วมกัน ทำกิจกรรมรวมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างไป ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐบาลก่อนหน้า การประชุมครม.สัญจรครั้งนี้จึงเน้นการบูรณาการทุกฝ่าย เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงจังหวัดภาคเหนือว่าจะเป็นเชียงใหม่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า พื้นที่ไหนพร้อมก็ไปก่อน โดยให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล เป็นผู้พิจารณาและกำหนด

  • ประโยชน์ของครม.สัญจร: แก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ได้รวดเร็ว
  • เน้นลงพื้นที่จริง: ไม่ใช่ประชุมพิธี แต่ลงมือทำจริง
  • ครอบคลุมทุกภาค: จากเหนือจรดใต้ รวมหาดใหญ่
  • บูรณาการทีม: ไม่ต่างคนต่างทำ สร้างความร่วมมือ

นโยบายนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุกภูมิภาคอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในช่วงฤดูน้ำหลากที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมฉับพลัน การปัดฝุ่นครม.สัญจรจึงเป็นกลไกสำคัญในการเร่งรัดโครงการ基础设施และบรรเทาสาธารณภัย

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล หากรัฐบาลทำได้ตามสัญญา จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน คุณคิดอย่างไรกับแผน “ครม.สัญจร” นี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – “นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

“ปกรณ์” เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

ในวันที่ 21 เมษายน 2569 ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน กลายเป็นประเด็นร้อนที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมากวักมือเรียกสื่อมวลชนชี้แจงด้วยตัวเอง หลังจากคำพูดของเขาถูกตัดตอนจนเกิดความเข้าใจผิดในสังคม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเวลา 08.57 น. ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการสื่อสารในวงการการเมืองไทยที่มักถูกบิดเบือน

ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

นายปกรณ์ เริ่มต้นด้วยการกวักมือเรียกสื่อ เพื่อเคลียร์ปมที่เกิดจากคำถามของนักข่าวเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาทสำหรับค้ำประกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เขายืนยันว่า ตนตอบแค่ข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ซึ่งอนุญาตให้รัฐบาลออกพ.ร.ก.ได้ในกรณีจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ได้ยืนยันว่ารัฐบาลจะทำจริง แต่ถูกตัดตอนจนดูเหมือนเขาสนับสนุนเต็มตัว

“สื่อถามว่ารัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงินทำได้หรือไม่ ผมตอบว่าทำได้ตามกฎหมาย แล้วนักข่าวถามต่อว่าจะกู้ค้ำประกันกองทุนน้ำมันได้ไหม ผมก็บอกว่าทำได้ แต่เรื่องไปถึงไหนต้องถามกระทรวงการคลัง” นายปกรณ์อธิบายอย่างละเอียด พร้อมโวยว่าถูกตัดตอนคำพูด ทำให้เกิดวิพากษ์วิจารณ์หนัก “กลายเป็นว่าผมไปบอกว่าจะกู้เงินซะแล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ด้วยข้อกฎหมาย

รองนายกฯ ฝั่งกฎหมายคนนี้ ย้ำชัดว่า ตนแค่ให้ความรู้ทางกฎหมาย ไม่ใช่การเมืองอาชีพ เขายินดีอธิบายรายละเอียดตามรัฐธรรมนูญ แต่ขออย่าถามประเด็นการเมืองที่ต้องรอ ครม. และพรรคร่วมตัดสินใจ นอกจากนี้ ยังเผยว่านายกรัฐมนตรีเข้าใจเรื่องนี้ดี และเหตุผลที่ผู้นำไม่ค่อยให้สัมภาษณ์เพราะกลัวถูกตัดตอนเหมือนกัน

  • มาตรา 172 รัฐธรรมนูญ: อนุญาตให้คณะรัฐมนตรีออกพ.ร.ก.เมื่อเกิดสถานการณ์จำเป็นเร่งด่วน
  • ตัวเลข 5 แสนล้าน: มาจากคำถามนำของสื่อ ปกรณ์ย้ำว่าไม่รู้รายละเอียด ต้องถามกระทรวงการคลัง
  • สถานะปัจจุบัน: ยังไม่มีแผนชัดเจน ต้องคุยกันหลายฝ่ายก่อน
  • ริสแบนด์สีเหลือง: สัญลักษณ์ “Better Regulation for Better Life” แสดงเจตนาทำเพื่อประชาชน

นายปกรณ์ พ้อว่า “ไม่น่าเชื่อว่าเล่ากฎหมายให้ฟังกลายเป็นประเด็นปัญหา” และขอร้องอย่าทำให้สังคมสับสน โดยเฉพาะในยุควิกฤติเศรษฐกิจที่ต้องประคองบ้านเมืองไปข้างหน้า แทนที่จะทะเลาะกันเรื่องเข้าใจผิด

บริบทของเรื่องนี้มาจากปัญหากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขาดดุลหนัก จากราคาน้ำมันผันผวนและการชดเชยราคาให้ประชาชน ซึ่งอาจต้องใช้เงินกู้จำนวนมากเพื่อรักษาเสถียรภาพพลังงาน รัฐบาลจึงพิจารณาเครื่องมือทางกฎหมายอย่างพ.ร.ก. แต่ต้องวางแผนระยะยาว คิดถึงกำลังชำระหนี้ และผลกระทบต่อประชาชน 65 ล้านคน ไม่ใช่ตัดสินใจปุบปับ

หลังชี้แจงเสร็จ นายปกรณ์ยกมือไหว้สื่อ ขออภัยหากดูดุ แต่เน้นย้ำว่าต้องการสร้างความเข้าใจร่วมกัน เมื่อถามย้ำตัวเลข 5 แสนล้าน เขาถามกลับว่าใครถามก่อน แล้วย้ำว่าเป็นคำถามนำ และตนหัวเราะตอนนั้น เปิดเทปดูได้

เหตุการณ์ ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน นี้ สะท้อนปัญหาการรายงานข่าวที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งไม่จำเป็น ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นหลาม สังคมควรตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างรอบคอบ

จากมุมมองผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญว่าผู้บริหารอย่างปกรณ์ที่เน้นกฎหมายและเหตุผล สามารถช่วยคลายปมได้ หากสื่อนำเสนอครบถ้วน การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้น คุณลองคิดดูสิ หากทุกฝ่ายสื่อสารโปร่งใส เราจะหลีกเลี่ยงดราม่าแบบนี้ได้มากแค่ไหน? คอมเมนต์ด้านล่าง แชร์ความเห็นของคุณเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงินนี้ได้เลย!

ที่มา – “ปกรณ์” กวักมือเรียกสื่อเคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน โวยถูกตัดตอนคำ แจงแค่ตอบข้อกฎหมาย

“สีหศักดิ์” เยือนโอมาน ชื่นชมบทบาทเป็นกลาง ขอซื้อน้ำมัน

การเยือนโอมานของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ด้านพลังงานระหว่างไทยกับประเทศในตะวันออกกลาง “สีหศักดิ์” เยือน “โอมาน” ชื่นชมบทบาทวางตัวเป็นกลาง พร้อมเจรจาขอซื้อ “น้ำมัน” เพิ่ม สร้างความหวังให้กับความมั่นคงพลังงานของไทยในยุคที่ราคาน้ำมันผันผวน

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2567 นายสีหศักดิ์ ได้พบหารือกับนายซาลิม บิน นัสเซอร์ บิน ซะอีด อัล อูฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุแห่งรัฐสุลต่านโอมาน ณ กรุงมัสกัต ในโอกาสเยือนอย่างเป็นทางการ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานในภูมิภาค โดยเฉพาะความปลอดภัยและเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก

“สีหศักดิ์” เยือน “โอมาน” ชื่นชมบทบาทวางตัวเป็นกลาง พร้อมเจรจาขอซื้อ “น้ำมัน” เพิ่ม

ฝ่ายไทยชื่นชมบทบาทของโอมานที่วางตัวเป็นกลางและสร้างสรรค์ในการลดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งช่วยรักษาเสถียรภาพให้กับตลาดพลังงานโลก โอมานเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่ไม่เข้าร่วมกลุ่ม OPEC+ อย่างเต็มตัว ทำให้สามารถเจรจาได้ยืดหยุ่น ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากโอมานมาตั้งแต่ปี 2541 และครั้งนี้ไทยย้ำความสนใจในการเพิ่มปริมาณการนำเข้าเพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น

การหารือสถานการณ์พลังงานและช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญยิ่งต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก หากเกิดความขัดแย้ง อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อราคาน้ำมันทั่วโลก การที่โอมานวางตัวเป็นกลางช่วยเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยระหว่างอิหร่านและประเทศอาหรับอื่นๆ ทำให้เส้นทางนี้ปลอดภัยยิ่งขึ้น “สีหศักดิ์” เยือน “โอมาน” ชื่นชมบทบาทวางตัวเป็นกลาง พร้อมเจรจาขอซื้อ “น้ำมัน” เพิ่ม จึงไม่ใช่แค่การค้าธรรมดา แต่เป็นการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์

ไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันกว่า 80% ของการบริโภคทั้งหมด ต้องกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยง การเจรจาครั้งนี้จะช่วยให้ไทยได้น้ำมันคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องส่งเสริมการลงทุนในพลังงานสะอาด ภายใต้แผน Oman Vision 2040 ซึ่งมุ่งพัฒนาโอมานสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนด้วยพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม

โอกาสความร่วมมือไทย-โอมานในอนาคต

การเยือนครั้งนี้เปิดประตูสู่ความร่วมมือใหม่ๆ ไม่เพียงน้ำมันดิบ แต่รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานสีเขียว ไทยซึ่งมีแผน PDP (แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า) ที่เน้นพลังงานหมุนเวียน สามารถร่วมมือกับโอมานในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและลงทุนร่วม โอมานมีศักยภาพสูงในด้านพลังงานทดแทน เนื่องจากมีพื้นที่กว้างขวางและแสงแดดจัดจ้านตลอดปี

  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี: ยกระดับความร่วมมือจากผู้ส่งออก-นำเข้าสู่พันธมิตรยุทธศาสตร์
  • มั่นคงแหล่งพลังงาน: เพิ่มการนำเข้าน้ำมันดิบจากโอมาน ลดความเสี่ยงจากแหล่งอื่น
  • พลังงานสะอาด: ร่วมลงทุนตาม Oman Vision 2040 และแผนพลังงานไทย
  • ลดความตึงเครียดภูมิภาค: สนับสนุนบทบาทเป็นกลางของโอมานเพื่อเสถียรภาพตลาดโลก

นอกจากนี้ การเยือนยังครอบคลุมประเด็นการค้าและการลงทุนอื่นๆ เช่น สินค้าเกษตรไทยที่อาจขยายตลาดในโอมาน ซึ่งมีประชากร穆สลิมที่ชื่นชอบอาหารฮาลาล สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจรอบด้าน

ในมุมมองของผู้เขียน การเยือนของ “สีหศักดิ์” แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลไทยในการ外交เชิงรุก โดยเฉพาะในด้านพลังงานที่เป็นหัวใจเศรษฐกิจ ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังวางรากฐานอนาคตยั่งยืน หากประสบความสำเร็จ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายนำเข้าน้ำมันและเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

เรียกร้องให้ติดตาม: สนใจข่าวการต่างประเทศ เศรษฐกิจพลังงาน และนโยบายรัฐบาลไทย? สมัครรับข่าวสารจากบล็อกนี้เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ พร้อมคอมเมนต์แสดงความเห็นของคุณด้านล่าง!

ที่มา – “สีหศักดิ์” เยือน “โอมาน” ชื่นชมบทบาทวางตัวเป็นกลาง พร้อมเจรจาขอซื้อ “น้ำมัน” เพิ่ม

“ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรสำเร็จ

“ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรทำงานสำเร็จ รับกดดัน ขอร่วมมือผ่านวิกฤตด้วยกัน เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ หลังจากเทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไป นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางมาสักการะศาลพระภูมิและศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 16 เมษายน 2567 ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในฐานะรองนายกรัฐมนตรี

ศุภจี ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯศุภจี สักการะศาลพระภูมิทำเนียบรัฐบาล

“ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรให้การทำงานสำเร็จ

ในพิธีไหว้ครั้งนี้ นางศุภจีไม่ได้ขอพรอะไรมากมาย แต่ย้ำว่าจะทุ่มเททำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อประเทศชาติและประชาชน ขอเพียงให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยอำนวยพรให้ทำได้ตามที่ตั้งใจ การเริ่มต้นด้วยการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความเคารพในประเพณีไทย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของผู้นำในบ้านเรา นอกจากนี้ยังเป็นสัญญาณว่าพร้อมลุยงานหนักทันทีหลังวันหยุดยาว

ศุภจี ไหว้ศาลตายาย ทำเนียบรัฐบาล

รับความกดดันจากวิกฤตหลายด้าน ขอทุกภาคส่วนร่วมมือ

นางศุภจียอมรับตรงๆ ว่าการนั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีครั้งนี้มีความกดดันสูง เพราะบ้านเราเจอวิกฤตซ้อนทับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่พุ่ง ส่งออกที่ชะงักงันจากสถานการณ์โลก เธอตั้งใจจะปรับรูปแบบการทำงานให้บูรณาการกับกระทรวงต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น กลาง และยาว "ขอให้ทุกคนร่วมมือกันผ่านวิกฤตไปด้วยกัน" เป็นคำที่อบอุ่นและเชิญชวนให้คนไทย unity กันในยามยาก

รองนายก ศุภจี พูดคุยกับสื่อ

มาตรการกระทรวงพาณิชย์ดูแลค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจีเน้นย้ำมาตรการดูแลค่าครองชีพ โดยจับตาสินค้าควบคุม 38 รายการ เช่น ข้าวสาร น้ำมัน พวกอุปโภคบริโภคที่จำเป็น หากราคาขยับ จะเข้าไปกำกับให้เป็นธรรมทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ นอกจากนี้ยังมีโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่เริ่มขายสินค้าราคาพิเศษตั้งแต่ 1 เมษายน ร่วมกับห้างค้าส่งใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกสินค้าราคาประหยัด

ไม่หยุดแค่นั้น ยังผลักดัน SME เข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยให้แข่งขันได้ ส่วนการส่งออกที่กำลังตึงตัวจากตลาดบางแห่งที่ยากลำบาก กำลังหาตลาดใหม่เพิ่ม และพยายามเต็มที่เพื่อให้ไทยมีรายได้ในช่วงวิกฤต

  • สินค้าควบคุม: จับตาราคาให้สมเหตุสมผล
  • ไทยช่วยไทย: สินค้าราคาพิเศษทั่วประเทศ
  • SME ออนไลน์: ยกระดับธุรกิจเล็กสู่ดิจิทัล
  • ส่งออกใหม่: หาตลาดทดแทน ลดผลกระทบ

ศุภจี เดินเยี่ยมรังนกกระจอก

หลังให้สัมภาษณ์ นางศุภจียังแวะเยี่ยมห้องทำงานสื่อที่ “รังนกกระจอก” บอกว่าอยากสื่อสารกับสื่อมากขึ้น สามารถติดต่อทีมโฆษกหรือเลขาได้ หากมีประเด็นสำคัญ จะยินดีให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยน ไม่ต้องยืนรอสัมภาษณ์ที่บันไดอีกต่อไป การเปิดใจแบบนี้แสดงถึงความโปร่งใสและใกล้ชิดประชาชน

โดยรวมแล้ว การที่ “ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าปลอบใจ แสดงถึงความมุ่งมั่นและศรัทธาในการทำงาน ขณะที่คำขอพรให้สำเร็จและคำเรียกร้องให้ร่วมมือ เป็น insight สำคัญว่าการแก้ปัญหาต้องอาศัยทุกคน รัฐบาลมีแผนชัด แต่ประชาชนต้องช่วยกันด้วย คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตมาตรการเศรษฐกิจจากกระทรวงพาณิชย์เพื่อผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันนะครับ!

ที่มา – “ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรทำงานสำเร็จ รับกดดัน ขอร่วมมือผ่านวิกฤตด้วยกัน

อ.เชน ยศชนัน ร่วมฉลองสงกรานต์สีลม คึกคัก

อ.เชน ยศชนัน ร่วมฉลองสงกรานต์สีลม ในวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ที่ถนนสีลม บรรยากาศคึกคักสุดๆ เลยครับ เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 14 เมษายน 2567 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ อ.เชน ยศชนัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สวมเสื้อลายดอกสวยๆ ถือปืนฉีดน้ำ ลงพื้นที่ร่วมสนุกกับประชาชนและนักท่องเที่ยวแบบเป็นกันเองสุดๆ

อ.เชน ยศชนัน ร่วมฉลองสงกรานต์สีลมบรรยากาศสงกรานต์สีลม

อ.เชน ยศชนัน ร่วมฉลองสงกรานต์สีลม สร้างสีสันกระตุ้นเศรษฐกิจ

อ.เชน ยศชนัน ร่วมฉลองสงกรานต์สีลม พร้อมคณะจากพรรคเพื่อไทย เช่น นายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภาเขตบางรัก นำทีมลงพื้นที่ทักทายพ่อค้าแม่ค้าถามไถ่เรื่องค้าขายในช่วงเทศกาล บรรยากาศสองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คน นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สนุกกับการสาดน้ำกันอย่างเมามัน

ไม่พลาดที่จะลงมือทำเองเลยนะครับ อ.เชน ลองทอดลูกชิ้นปลาระเบิด ย่างไส้กรอกอีสาน และเจียวไข่เจียวกับร้านค้าท้องถิ่น ประชาชนแห่มาถ่ายรูปเซลฟี่กันไม่ขาดสาย แสดงให้เห็นถึงความเป็นกันเองของนักการเมืองคนนี้

อ.เชน ทอดลูกชิ้นสงกรานต์สีลมเล่นน้ำสงกรานต์กับวัยรุ่น

ความหลากหลายบนถนนสีลม จุดแข็ง Soft Power ไทย

หลังจากนั้นก็ถึงคิวเล่นน้ำกันใหญ่ อ.เชน ฉีดน้ำสาดสนุกกับกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่ม LGBTQIA+ ที่มาร่วมแจมกันอย่างคึกคัก อ.เชน ยังชู thumbs up ให้กับความหลากหลายบนถนนสีลม ว่าเป็นจุดแข็งสำคัญของ Soft Power และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ที่รัฐบาลต้องส่งเสริมต่อไป เพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ดีมาก

ย้ำเศรษฐกิจต้องเดินหน้า ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

ในมุมนโยบาย อ.เชน ให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่า แม้สถานการณ์พลังงานโลกจะไม่แน่นอน ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและ Creative Economy ต้องเดินหน้าต่อ รัฐบาลจะช่วยให้ประชาชนปรับตัวได้ หมุนเวียนรายได้ในช่วงวิกฤตนี้

คณะทำงานพรรคเพื่อไทย นำโดยนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค, นายชนินทร์ รุ่งเรืองธนเกียรติ รองเลขาฯ, นายธงธรรม เวชยชัย ส.ส. และสมาชิกอื่นๆ อย่างนายฉัตริน จันทร์หอม, นายเอนกชัย เรืองรัตนากร, นายสหัสวรรษ วีระมงคลกุล ร่วมฟังปัญหาจากผู้ประกอบการรายย่อยเรื่องค่าครองชีพและต้นทุนพลังงาน เพื่อนำไปปรับนโยบาย

คณะพรรคเพื่อไทยที่สงกรานต์สีลมอ.เชน พูดคุยผู้ประกอบการ

นายวิพุธ ศรีวะอุไร ยังย้ำถึงการจัดการพื้นที่ให้ปลอดภัย รองรับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม สร้างภาพลักษณ์ดีๆ ให้ กทม. ก่อนจบ อ.เชน และคณะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดเขตบางรักที่เหนื่อยมาตลอดเทศกาล

ให้กำลังใจพนักงานทำความสะอาด

เห็นแบบนี้แล้วรู้สึกว่าสงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่เล่นน้ำ แต่เป็นการจุดประกายเศรษฐกิจจริงๆ โดยเฉพาะในย่านสีลมที่เป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยว แม้เจอวิกฤตพลังงาน แต่การท่องเที่ยวยังเป็นหัวใจหลักที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศได้ดี ในฐานะคนไทยเราควรสนับสนุน Soft Power อย่างนี้ต่อไปนะครับ ปีหน้าถ้ามีโอกาส อย่าลืมไปร่วมสนุกที่สีลมกัน!

คุณมีประสบการณ์สงกรานต์สีลมยังไงบ้าง? แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ

ที่มา – “อ.เชน ยศชนัน” ร่วมฉลองสงกรานต์สีลม ย้ำเศรษฐกิจต้องเดินหน้า แม้เผชิญวิกฤตพลังงาน

นายกฯ มอบพิพัฒน์คุมใต้ ทรงศักดิ์อีสาน ยศชนันเหนือ

ในวันที่ 12 เมษายน 2569 มีข่าวสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ นายกฯ มอบ “พิพัฒน์” คุมพื้นที่ใต้ทั้งหมด “ทรงศักดิ์” ภาคอีสาน “ยศชนัน” ภาคเหนือตอนบน โดยน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 เมษายน เห็นชอบคำสั่งนายกฯ ที่ 86/2569 ที่ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายกฯ มอบ “พิพัฒน์” คุมพื้นที่ใต้ทั้งหมด “ทรงศักดิ์” ภาคอีสาน “ยศชนัน” ภาคเหนือตอนบน

คำสั่งนี้มุ่งมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระดับพื้นที่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เร่งรัดงาน สนับสนุนเจ้าหน้าที่ และตรวจสอบโครงการงบประมาณอย่างต่อเนื่อง

เริ่มจาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด แบ่งเป็น 3 เขตตรวจราชการ:

  • เขต 5: กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (ชุมพร, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, สุราษฎร์ธานี, สงขลา)
  • เขต 6: กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (กระบี่, ตรัง, พังงา, ภูเก็ต, ระนอง, สตูล)
  • เขต 7: กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน (นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา)

ทรงศักดิ์ ดูแลภาคอีสานอย่างใกล้ชิด

ส่วน นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและกลาง ได้แก่

  • เขต 10: บึงกาฬ, เลย, หนองคาย, หนองบัวลำภู, อุดรธานี
  • เขต 11: นครพนม, มุกดาหาร, สกลนคร
  • เขต 12: กาฬสินธุ์, ขอนแก่น, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด

นอกจากนี้ยังมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดูแลเขต 8 ภาคตะวันออก 1 (ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง)

ยศชนัน รับผิดชอบภาคเหนือตอนบน

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กำกับเขต 15 และ 16:

  • เขต 15: เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน
  • เขต 16: เชียงราย, น่าน, พะเยา, แพร่

สำหรับพื้นที่อื่นๆ เช่น น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี ดูแลเขต 2 (นนทบุรี, ปทุมธานี, นครปฐม, สมุทรปราการ) และเขต 9 (จันทบุรี, ตราด, นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว) นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รับเขต 3 และ 4 ภาคกลางตอนล่าง นายภราดร ปริศนานันทกุล เขต 1 และ 18 นางสุขสมรวย วันทนียกุล เขต 13-14 ภาคอีสานตอนล่าง

การมอบหมาย นายกฯ มอบ “พิพัฒน์” คุมพื้นที่ใต้ทั้งหมด “ทรงศักดิ์” ภาคอีสาน “ยศชนัน” ภาคเหนือตอนบน นี้ จะช่วยให้การบริหารราชการมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ต้องการการติดตามอย่างใกล้ชิด เช่น ภาคใต้ที่มีประเด็นความมั่นคง การท่องเที่ยวในอันดามัน หรือการพัฒนาเกษตรกรรมในอีสานและเหนือ รัฐบาลตั้งเป้าให้เกิดผลลัพธ์ชัดเจนในโครงการสำคัญ เช่น โครงการโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุข

นอกจากนี้ คำสั่งยังครอบคลุมการประเมินผลงาน ประสิทธิภาพงบประมาณ และแก้ไขปัญหาเฉพาะพื้นที่ เช่น น้ำท่วมในภาคเหนือ หรือภัยแล้งในอีสาน ทำให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การกระจายความรับผิดชอบเช่นนี้เป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลในการกระจายอำนาจ สร้างความสมดุลการพัฒนาทุกภูมิภาค คุณคิดว่าการมอบหมายนี้จะช่วยแก้ปัญหาพื้นที่ไหนได้บ้าง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุด!

ที่มา – นายกฯ มอบ “พิพัฒน์” คุมพื้นที่ใต้ทั้งหมด “ทรงศักดิ์” ภาคอีสาน “ยศชนัน” ภาคเหนือตอนบน

นายกฯ ตั้ง 8 กลุ่มภารกิจพิชิตวิกฤตชาติ อาสาลุยปราบโกง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวไทยทุกท่าน! วันนี้มีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกันนะครับ นายกฯ ตั้ง 8 กลุ่มภารกิจพิชิตวิกฤตชาติ อาสาลุยงานปราบโกง-ยาเสพติด-เว็บพนัน ด้วยตัวเองเลยทีเดียว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนล่าสุด ได้ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 (ปรับจากข้อมูลต้นฉบับ) เพื่อปรับทัพใหญ่การบริหารราชการแผ่นดิน แบ่งงานออกเป็น 8 กลุ่มภารกิจหรือ Cluster เพื่อให้การทำงานคล่องตัว บูรณาการข้ามหน่วยงานได้ดีขึ้น สร้างความรวดเร็วและประสิทธิภาพสูงสุด ตามสไตล์ “ควิก บิ๊ก วิน” ที่แถลงต่อสภาไปแล้ว

นายกฯ ตั้ง 8 กลุ่มภารกิจพิชิตวิกฤตชาติ อาสาลุยงานปราบโกง-ยาเสพติด-เว็บพนัน

ไฮไลต์สำคัญคือตัวนายกฯ เองขอลงมือใน กลุ่มภารกิจที่ 1 ซึ่งเป็นงานหนัก ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ยาเสพติด ค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ นอมินี และความผิดทางออนไลน์ทุกประเภท โดยเฉพาะเว็บพนันออนไลน์ที่กำลังระบาดหนัก สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนไม่น้อย นี่คือวาระเร่งด่วนที่กระทบต่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิตคนไทยโดยตรง การที่นายกฯ อาสาลุยเอง แสดงถึงความมุ่งมั่นจริงจัง หวังจะเห็นผลลัพธ์เร็วๆ นี้ครับ

นายกฯ ตั้ง 8 กลุ่มภารกิจพิชิตวิกฤตชาติ มีอะไรบ้าง?

ส่วนงานอื่นๆ ได้กระจายให้ 7 รองนายกรัฐมนตรีคุมตามความเชี่ยวชาญ เพื่อให้เกิดการทำงานแบบไร้รอยต่อ หากมีข้อขัดแย้ง นายกฯ ชี้ขาดสุดท้าย มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

  • กลุ่ม 1: นายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล) – ปราบโกง ยาเสพติด ค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ นอมินี เว็บพนันออนไลน์ งานเร่งด่วนที่ต้องจัดการทันทีเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น
  • กลุ่ม 2: นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ – สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ เช่น น้ำ ไฟฟ้า คมนาคม ให้ประชาชนเข้าถึงได้ทั่วถึง
  • กลุ่ม 3: นายทรงศักดิ์ ทองศรี – ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม (มุ่ง Net Zero 2050) และกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพิ่มบทบาทประชาชน
  • กลุ่ม 4: นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ – ดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต AI Semiconductor EV เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทย
  • กลุ่ม 5: นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ – การค้า พาณิชย์ สินค้าเกษตร ท่องเที่ยว ส่งออกสู่ตลาดโลก เพิ่มรายได้ชาติ
  • กลุ่ม 6: นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว – ความมั่นคง อธิปไตย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบเชิงรุก ปกป้องผลประโยชน์ไทย
  • กลุ่ม 7: นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ – วิจัย นวัตกรรม พัฒนาทักษะแรงงานยุคดิจิทัล สร้างคนไทยรุ่นใหม่เก่งๆ
  • กลุ่ม 8: นายปกรณ์ นิลประพันธ์ – ปฏิรูปกฎหมายสากล รัฐบาลดิจิทัล พาไทยเข้าองค์การ OECD ยกระดับสู่สากล

โครงสร้างนี้เน้นการบูรณาการข้ามกระทรวงทบวงกรม หัวหน้ากลุ่มสั่งการได้ทันที ไม่ต้องรอ bureaucracy ยุ่งเหยิงแบบเก่า คาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตชาติได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง หรือสิ่งแวดล้อม

ความสำคัญของการปรับโครงสร้าง 8 กลุ่มภารกิจ

ในยุคที่ไทยเผชิญวิกฤตหลายด้าน การ นายกฯ ตั้ง 8 กลุ่มภารกิจพิชิตวิกฤตชาติ อาสาลุยงานปราบโกง-ยาเสพติด-เว็บพนัน ถือเป็นกลยุทธ์ชาญฉลาด เพราะมอบหมายตาม expertise ของแต่ละคน ลดการทับซ้อน เพิ่มความเร็วในการตัดสินใจ โดยเฉพาะงานปราบโกงที่นายกฯ รับเอง จะช่วยคืนความโปร่งใสให้ระบบราชการ สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ คลัสเตอร์ด้าน EV AI จะช่วยให้ไทยไม่ตามหลังจีนอเมริกา ส่วน Net Zero จะตอบโจทย์โลกที่ให้ความสำคัญสิ่งแวดล้อม เกษตรกรไทยก็ได้ประโยชน์จาก export เกษตรที่แข็งแกร่งขึ้น

ผมเชื่อว่านโยบายนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ไทยจะพ้นวิกฤตได้แน่นอน คุณคิดยังไงกับการตั้ง 8 กลุ่มภารกิจนี้? มันจะเวิร์กจริงเหรอ หรือมีจุดไหนต้องปรับ? คอมเมนต์แชร์ความเห็นด้านล่างเลยครับ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ!

ที่มา – นายกฯ ตั้ง 8 กลุ่มภารกิจพิชิตวิกฤตชาติ อาสาลุยงานปราบโกง-ยาเสพติด-เว็บพนัน

“ศุภจี” ส่ายหัวไม่เสียกำลังใจ ดราม่าท่องเที่ยว-มะพร้าว

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าร้อน ๆ ในวงการการเมืองไทย ที่ ศุภจี ส่ายหัวไม่เสียกำลังใจ แม้จะเจอวิจารณ์หนักจากโซเชียลหลังการอภิปรายเรื่องท่องเที่ยว 365 วัน ท่ามกลางปัญหาฝุ่น PM 2.5 และประเด็นราคามะพร้าวที่ยังไม่เป็นที่พอใจของเกษตรกร นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาแถลงชี้แจงอย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 (หรือ 2569 ตามข่าว) โดยยืนยันว่าจะรับฟังทุกฝ่ายและไม่ยอมแพ้ต่อความเข้าใจผิด

ศุภจี ส่ายหัวไม่เสียกำลังใจ หลังดราม่าท่องเที่ยว 365 วัน

เรื่องเริ่มจากในรายการอภิปรายที่พูดถึงการท่องเที่ยวไทยแบบ 365 วัน หรือเที่ยวได้ทุกวันทุกฤดู เพราะประเทศไทยมีความสวยงามตลอดปี แต่ดันไปปะทะกับประเด็นฝุ่น PM 2.5 ที่กำลังวิกฤต โดยเฉพาะที่เชียงใหม่และภาคเหนือ ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าศุภจีละเลยปัญหาสุขภาพประชาชนเพื่อโปรโมทธุรกิจท่องเที่ยวเท่านั้น

ศุภจี ชี้แจงว่า ศุภจี ส่ายหัวไม่เสียกำลังใจ เพราะเรื่องฝุ่น PM 2.5 สำคัญมาก มีคณะกรรมการและกระทรวงที่เกี่ยวข้องดูแลอยู่แล้ว มันไม่ใช่แค่กระทบการท่องเที่ยว แต่กระทบคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ด้วย แต่การพูดถึงท่องเที่ยว 365 วัน เป็นอีกมิติหนึ่งที่ช่วยสร้างรายได้ให้ประเทศ โดยเฉพาะหลังโควิดที่ท่องเที่ยวคือตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เธอบอกว่า “ไม่ได้พูดว่าฝุ่นไม่สำคัญเลย ฝุ่นอยู่ได้ ไม่ใช่แบบนั้น ต้องแก้ที่ต้นทางทั้งกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด”

ศุภจี ส่ายหัวไม่เสียกำลังใจ รับมือการสื่อสารยุคโซเชียล

เมื่อโดนถามว่าเสียกำลังใจมั้ยหลังถูกดราม่า ศุภจียิ้มส่ายหัว บอกว่าไม่เสียเลย เพราะคนสมัยนี้อาจฟังคลิปสั้น ๆ ไม่ฟังเต็ม ๆ เราต้องมีหน้าที่อธิบายให้ชัดเจนขึ้น นี่คือทัศนคติที่น่าชื่นชมของนักการเมืองหญิงแกร่งคนนี้ ที่ไม่ยอมให้ดราม่าทำลายความมุ่งมั่น

มาดูปัญหาฝุ่น PM 2.5 กันแบบเจาะลึกหน่อย ปัญหานี้เกิดจากอะไรบ้าง? เราได้สรุปมาให้ในลิสต์นี้:

  • การเผาในที่โล่ง เช่น ทางการเกษตรและขยะ
  • ควันจากยานพาหนะและโรงงานอุตสาหกรรม
  • ฝุ่นจากต่างประเทศพัดเข้ามา โดยเฉพาะจากพม่า ลาว
  • สภาพอากาศแบบ inversion ที่ขังฝุ่นไว้

รัฐบาลมีแผนแก้ไข เช่น ส่งเสริมพืชทางเลือกแทนเผาไหม้, ควบคุมการปล่อยมลพิษ, และติดตั้งเครื่องวัดอากาศเพิ่ม แต่ต้องใช้เวลาเพราะเป็นปัญหาสะสมมานาน

แจงราคามะพร้าว รับฟังทุกฝ่ายแม้ราคา 10 บาท

อีกดราม่าหนึ่งที่ ส.ส. วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร จากพรรคประชาชน วิจารณ์ คือเรื่องราคามะพร้าวที่ศุภจีบอกว่าราคาขึ้น 7 บาท แต่จริง ๆ ยังอยู่แค่ 3 บาท ขอให้ฟังเกษตรกรมากกว่าข้าราชการ ศุภจีตอบแบบตรงไปตรงมา ว่าเธอฟังทุกฝ่าย ไม่ว่าราคา 3 บาท 7 บาท หรือแม้ 10 บาท ก็ยังไม่พอใจ เพราะอยากให้สูงกว่านี้

สาเหตุราคาตกเพราะปีนี้ผลผลิตมะพร้าวล้นตลาด คุณภาพบางส่วนด้อยลง ตกเกรด มีทั้งมะพร้าวบนต้นหรือเน่าเสีย ต้องแก้ทั้งห่วงโซ่ จากต้นทาง การผลิต การแปรรูป ไปจนแพ็กเกจส่งออก เธอเน้นการแปรรูปมะพร้าวเป็นน้ำมัน น้ำมะพร้าวสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มมูลค่า และขอสื่อช่วยสื่อสารให้เกษตรกรเข้าใจ

สถิติปี 2566-2567 ไทยผลิตมะพร้าวกว่า 8 ล้านตัน ส่งออกหลักไปจีน อินเดีย แต่แข่งขันกับอินโดนีเซียฟิลิปปินส์ รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือ เช่น ประกันราคา สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สร้างแบรนด์เกษตรอินทรีย์ เพื่อให้ราคายั่งยืน

  • เพิ่มการแปรรูป: ทำน้ำมันมะพร้าว น้ำมะพร้าวกล่อง
  • พัฒนาตลาดส่งออก: เจรจา FTA ใหม่
  • ควบคุมปริมาณผลิต: สนับสนุนพันธุ์ดี ทนโรค
  • ช่วยเหลือเกษตรกร: อบรม จัดตลาดนัดชุมชน

เห็นมั้ยครับว่า ศุภจี ส่ายหัวไม่เสียกำลังใจ จริง ๆ เธอมองปัญหาแบบองค์รวม ไม่ใช่แก้แค่ผิวเผิน ในฐานะรมว.พาณิชย์ เธอผลักดันเศรษฐกิจฐานรากทั้งท่องเที่ยวและเกษตรได้ดี

ส่วนตัวผมคิดว่านี่คือตัวอย่างการสื่อสารที่ดีของนักการเมืองไทย ที่ไม่โกรธเคืองแต่เลือกอธิบายและแก้ปัญหา คุณล่ะคิดยังไงกับดราม่าครั้งนี้? คิดว่าท่องเที่ยว 365 วันทำได้จริงมั้ยท่ามกลาง PM 2.5 หรือราคามะพร้าวควรเท่าไหร่ถึงพอใจ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะครับ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ อ่านด้วย!

ที่มา – “ศุภจี” ส่ายหัวไม่เสียกำลังใจ หลังเจอดราม่าท่องเที่ยว 365 วัน-ราคามะพร้าว รับฟังทุกฝ่าย

Scroll to top