รองนายกรัฐมนตรี

โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว.

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยกระแสข่าวสารร้อนแรง โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว. กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการยกคำร้องในคดีฮั้วสว. จำนวน 229 คน โดยนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรีและส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าราชการจะยึดหลักกฎหมายในการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด

โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว.

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณได้กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ยกคำร้องคดีฮั้วสว. ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคภูมิใจไทยที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐบาลอาจทำให้คดีต่างๆ หายไป นายโสภณย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า "เป็นแหล่งข่าวหรือไม่" และระบุว่าเท่าที่ติดตามจากสื่อ เป็นข่าวจากแหล่งคณะอนุกรรมการฯ จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ในทันที

กระแสข่าวยกคำร้อง 229 คน คดีฮั้ว สว.

คดีฮั้วสว. เป็นหนึ่งในประเด็นใหญ่ที่สังคมจับตา โดยเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการฮั้วประสานงานกันผิดกฎหมาย การยกคำร้องทั้ง 229 รายคดีนี้ สร้างความฮือฮาและคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นสู่อำนาจ นายโสภณย้ำว่า โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว. เพราะข้าราชการไม่มี "หลังพิง" หากทำผิดจะเดือดร้อนเอง เหมือนกรณีบทเรียนจากอดีตนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา

มุมมองของโสภณต่อกระแสวิจารณ์

นายโสภณชี้แจงว่า ไม่ต้องกังวลว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลแล้วคดีจะรอด เพราะมีบทเรียนชัดเจน ข้าราชการจะระมัดระวังในการตัดสินใจ โดยเฉพาะในยุคที่การตรวจสอบเข้มข้น ทุกหน่วยงานต้องตอบคำถามได้ทั้งต่อสังคมและหน่วยตรวจสอบ เขายังเปรียบเทียบกับบุรีรัมย์ที่ถูกตั้งคำถามว่าจะ "กินรวบ" วุฒิสภาไหม โดยยืนยันว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ไม่ใช่การวางแผน

  • ข้าราชการต้องยึดกฎหมาย ไม่มีข้อยกเว้น
  • มีบทเรียนจากอดีตนายกฯ ที่ชัดเจน
  • การตรวจสอบจะเข้มข้นยิ่งขึ้นเมื่อเป็นรัฐบาล
  • วุฒิสภาดำเนินงานตามปกติ ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค
  • ในวิกฤตโลก ต้องการความรัก ไม่ใช่เกลียดชัง

นายโสภณยังกล่าวถึงการตรวจสอบที่เกิดขึ้นไปมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน หากหน่วยงานตัดสินตามกฎหมาย ก็ต้องเชื่อมั่น หากผิดก็รับผิดชอบได้ เรื่องถูกใจหรือไม่ถูกใจไม่สำคัญ ตราบใดที่ถูกต้องตามกฎหมาย

บทเรียนและความโปร่งใสในระบบยุติธรรมไทย

ประเด็น โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว. สะท้อนถึงความท้าทายของระบบการเมืองไทยที่มักถูกตั้งคำถามถึงอิทธิพลของพรรครัฐบาลต่อคดีความ แต่คำยืนยันจากนายโสภณช่วยคลายกังวลส่วนหนึ่ง โดยเน้นย้ำว่ากระบวนการต้องโปร่งใสและยึดหลักนิติธรรม นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้สังคมมองในมุมบวก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองโลกที่ต้องการความสามัคคีมากกว่าความแตกแยก

การตัดสินใจของหน่วยงานต่างๆ จะถูกตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบการตัดสินของตนเอง สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าระบบกฎหมายไทยยังคงเข้มแข็ง แม้จะมีกระแสข่าวรบกวน

สุดท้ายแล้ว ในมุมมองของผู้เขียน การยึดมั่นในกฎหมายคือรากฐานของประชาธิปไตยที่แท้จริง คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจายสู่สาธารณะ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตอื่นๆ ได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “โสภณ” เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมายทำงาน หลังกระแสข่าวยกคำร้อง 229 คน คดีฮั้ว สว.

โผ อนุทิน 2 จัดเต็ม 35 ชื่อ ดึงมืออาชีพ

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองทุกคน! วันนี้เรามีข่าวฮอตฮิตมาอัพเดทกันแบบเป็นกันเองเลยนะ เรื่อง โผ อนุทิน 2 ที่กำลังเป็นกระแสแรงมากๆ ในวงการเมืองไทย พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จัดหนักจัดเต็ม กวาดไป 14 กระทรวง รวมถึง 26 ตำแหน่งใหญ่โต นี่คือโผครม.ชุดใหม่ที่ทุกคนรอคอย วันที่ 12 มีนาคม 2569 ข่าวลือเริ่มชัดเจนแล้วล่ะ!

โผ อนุทิน 2 สะเด็ดน้ำ ดึงมืออาชีพคุมกระทรวงสำคัญ

ไฮไลท์ของ โผ อนุทิน 2 เลยคือการดึงตัวแม่เหล้ามืออาชีพมาคุมตำแหน่งเศรษฐกิจหลักๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ไม่มีรัฐมนตรีช่วยมารบกวนด้วยนะ มาดูกัน:

  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ – รองนายกฯ และ รมว.คลัง
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ – รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์
  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว – รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ (บัวแก้ว)
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ – รองนายกฯ

ส่วนนายอนุทินเองก็รับบทนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่ง รมว.มหาดไทย แถมมีรัฐมนตรีช่วยมหาดไทยอีก 4 คนด้วยกัน ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์, นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี ทีมเวิร์คแน่นเปรี๊ยะ!

โผ อนุทิน 2 ในส่วนความมั่นคงและคมนาคม

มาดูฝั่งความมั่นคงกันบ้าง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือ “บิ๊กดุล” ขยับขึ้นเป็น รมว.กลาโหม ส่วน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ หรือ “บิ๊กรุทธ” ต่อยอดใน รมว.ยุติธรรม กระทรวงคมนาคมยังคงเป็นของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการเหมือนเดิม มีรัฐมนตรีช่วยอย่างนายสรรเพชญ บุญญามณี (ส.ส.สงขลา) เพื่อโควตาภาคใต้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์

รายชื่อรัฐมนตรีกระทรวงอื่นๆ ในโผ อนุทิน 2

นอกจากนี้ยังมีตัวเด่นอีกเพียบ:

  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: นายไชยนก ชิดชอบ (รมว.) และนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย (รมช.)
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา: นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: นายสุชาติ ชมกลิ่น
  • กระทรวงพลังงาน: นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
  • กระทรวงวัฒนธรรม: นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์
  • กระทรวงสาธารณสุข: นายพัฒนา พร้อมพัฒน์
  • กระทรวงอุตสาหกรรม: นายวราวุธ ศิลปอาชา

รวมๆ แล้วมีรายชื่อเสนอมากกว่า 35 ชื่อเลย เพื่อสำรองกรณีใครไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจาก 18 หน่วยงาน รอประกาศอย่างเป็นทางการได้เลย!

พิเศษสุดทางฝ่ายนิติบัญญัติ นายโสภณ ซารัมย์ กำลังจะผงาดเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เป็นรองประธานคนที่ 1 นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล (เพื่อไทย) รองคนที่ 2 และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล เป็นวิปรัฐบาล โผนี้ครบเครื่องจริงๆ

ส่วนตัวผมมองว่า โผ อนุทิน 2 ชุดนี้เน้นคุณภาพสูง ดึงมือโปรมาคุมจุดยุทธศาสตร์ คงช่วยให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าได้แข็งแกร่ง ลุ้นผ่านด่านตรวจสอบทุกขั้นตอนนะเพื่อนๆ คุณคิดเห็นยังไงกับโผนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย!

ที่มา – โผ “อนุทิน 2” จัดเต็ม 35 ชื่อ ดึงมืออาชีพคุมคลัง-พาณิชย์-บัวแก้ว “โสภณ” ผงาดประธานสภาฯ

“โสภณ” เผยยังไม่ติดต่อนั่งประธานสภาฯ ทำดีทุกที่

“โสภณ” เผย ยังไม่ได้รับติดต่อนั่งประธานสภาฯ บอกอยู่ที่ไหนต้องทำให้ดีที่สุด เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อกระแสข่าวลือเรื่องการวางตัวบุคคลสำคัญเข้ารับตำแหน่งสำคัญในสภาเริ่มหนาหู โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยดราม่าและการรอรับรองผลจาก กกต. วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันแบบละเอียดว่าประเด็นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และทัศนคติของนายโสภณ ซารัมย์ ที่น่าชื่นชม

“โสภณ” เผย ยังไม่ได้รับติดต่อนั่งประธานสภาฯ บอกอยู่ที่ไหนต้องทำให้ดีที่สุด

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.30 น. นายโสภณ ซารุมย์ รองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกระแสข่าวที่ถูกวางตัวให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยยืนยันชัดเจนว่า ยังไม่ได้รับการทาบทามใดๆ จากพรรคการเมืองต่างๆ เขาเน้นย้ำว่ากระแสข่าวยังเป็นแค่กระแส รอให้ กกต. รับรองผลการเลือกตั้งให้เรียบร้อยก่อน เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีปัญหามากมายที่ทุกคนเห็นกันดี

นายโสภณ มองว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้เป็นไปตามกติกาใหม่ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เลือกตั้งเสร็จแล้วชูมือกันทันที แต่คราวนี้ต้องรอกระบวนการให้ครบถ้วน ถ้ากกต. รับรองแล้ว ค่อยมาคุยเรื่องตำแหน่งกันจริงจัง ถือเป็นวิวัฒนาการที่ดีของระบบการเมืองไทย

ความพร้อมของ “โสภณ” หากได้นั่งประธานสภาฯ จริง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความพร้อม หากได้รับมอบหมาย นายโสภณ ตอบแบบตรงไปตรงมาว่า เขาไม่ใช่คนเล่นๆ ทำอะไรต้องจริงจัง อยู่ตำแหน่งไหนก็ทุ่มสุดตัว สมัยก่อนเป็น ส.ส. ก็ผลักดันเรื่องแก้ปัญหายาเสพติดอย่างเต็มที่ แม้ไม่ได้คาดหวังตำแหน่งรองนายกฯ ก็ตาม สำหรับข้อบังคับสภา เขาบอกว่ามีในหนังสืออยู่แล้ว ศึกษาก็รู้

ส่วนการควบคุมการประชุมสภา เขายังตอบว่า “ยังไม่ได้เป็น ให้ได้เป็นก่อน” แสดงถึงความถ่อมตัวและไม่ประมาท นอกจากนี้ ตำแหน่งรองประธานสภา 1 และ 2 ของพรรคภูมิใจไทย เขาก็บอกว่ายังตอบไม่ได้ เพราะแม้แต่ประธานสภาฯ ยังไม่ชัวร์

ทัศนคติสุดยอด: อยู่ที่ไหนก็ทำให้ดีที่สุด

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดจากคำพูดของนายโสภณ คือทัศนคติที่ว่า ตำแหน่งไม่ใช่อุปสรรค อยู่ที่ไหนต้องทำเต็มที่ให้ดีที่สุด เขาไม่ยึดติดว่างานบริหารหรือนิติบัญญัติส่วนไหนดีกว่า แต่ยืนยันว่าจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้มากที่สุด ไม่ว่าจะถูกสรรเสริญหรือนินทา ก็ขึ้นกับการกระทำ เขาท่องโลกธรรม 8 ทุกวัน และมองว่าตำแหน่งใดๆ ก็ต้องจากไปในสักวัน ไม่ใช่เจ้าของ

นี่คือตัวอย่างของนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ ช่วยลดความขัดแย้งในแวดวงการเมืองได้ หากทุกคนมีทัศนคติแบบนี้ การเมืองไทยคงก้าวหน้าขึ้นเยอะ

ประวัติและผลงานนายโสภณ ซารุมย์

  • แกนนำพรรคภูมิใจไทย: เป็นกำลังสำคัญของพรรคมาตลอด
  • รองนายกรัฐมนตรี: ดูแลกระทรวงมหาดไทยและผลักดันนโยบายยาเสพติด
  • ประสบการณ์ ส.ส.: หลายสมัย ทำงานในสภาไม่ขาดตกบกพร่อง
  • นโยบายเด่น: แก้ยาเสพติด สร้างความมั่นคงชายแดนใต้

จากประวัติเห็นชัดว่านายโสภณ มีความสามารถรอบด้าน เหมาะสมกับตำแหน่งประธานสภาฯ หากมีการทาบทามจริง

สถานการณ์การเมืองปัจจุบันหลังเลือกตั้ง 2566 พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนดี ถือหุ้นสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล ตำแหน่งประธานสภาฯ จึงเป็นที่จับตา แต่ทุกอย่างต้องรอ กกต. รับรองก่อน คาดว่าจะมีพัฒนาการเร็วๆ นี้

สรุปแล้ว “โสภณ” เผย ยังไม่ได้รับติดต่อนั่งประธานสภาฯ บอกอยู่ที่ไหนต้องทำให้ดีที่สุด แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและจิตใจที่มั่นคง นักการเมืองแบบนี้เราต้องการมากกว่านี้

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกนี้ และแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคิดว่าโสภณเหมาะกับตำแหน่งนี้ไหม?

ที่มา – “โสภณ” เผย ยังไม่ได้รับติดต่อนั่งประธานสภาฯ บอกอยู่ที่ไหนต้องทำให้ดีที่สุด

“บวรศักดิ์” โยนถาม “อนุทิน” รองนายกฯ อีกสมัย

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2569) วงการการเมืองไทยร้อนระอุ เมื่อ “บวรศักดิ์” โยนถาม “อนุทิน” ให้นั่งรองนายกฯ อีกสมัย วันนี้ 7 รมต. ลาประชุม ครม. กลายเป็นหัวข้อที่ทุกคนพูดถึง โดยเฉพาะท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 ที่หลายคนกังวลว่าผลอาจส่อเค้าโมฆะ นักการเมืองชื่อดังอย่างนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ได้ให้สัมภาษณ์สั้นๆ แต่ชัดเจนก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล

“บวรศักดิ์” โยนถาม “อนุทิน” ให้นั่งรองนายกฯ อีกสมัย วันนี้ 7 รมต. ลาประชุม ครม.

เวลา 09.38 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้เผชิญคำถามจากสื่อมวลชนเกี่ยวกับข่าวการทาบทามให้กลับมารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดต่อไป ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาเคยทำหน้าที่มาก่อน คำตอบของเขาสั้นกระชับแค่ “ให้ไปถามท่านนายกฯ” โดยโยนไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งหลายคนคาดเดาว่าอาจมีการต่อรองที่น่าสนใจในพรรคและกลุ่มการเมืองต่างๆ

กังวลเลือกตั้ง 2569 ส่อโมฆะ อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

นอกจากประเด็นการจัดสรรตำแหน่งแล้ว คำถามสำคัญอีกข้อคือความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ปี 2569 ที่อาจถูกตีเป็นโมฆะจากปัญหาต่างๆ เช่น การยุบพรรค การเลือกตั้งล่วงหน้า หรือข้อพิพาททางกฎหมาย นายบวรศักดิ์ ตอบรับว่า “อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนในระบบการเมืองไทยที่ศาลมักมีบทบาทสำคัญในการตัดสินชะตากรรมของรัฐบาลและพรรคการเมือง หากผลเลือกตั้งถูกโมฆะจริง อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

7 รัฐมนตรีแจ้งลาประชุมครม. วันนี้

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ วันนี้มีรัฐมนตรีถึง 7 คนแจ้งลา ไม่เข้าร่วมประชุมครม. ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงปัญหาสุขภาพ การติดประชุมอื่น หรือการเมืองเบื้องหลัง ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีต้องมอบหมายให้ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประธานการประชุมแทน รายชื่อรัฐมนตรีที่ลาประชุมมีดังนี้:

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
  • นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

รายชื่อนี้รวมทั้งตัวใหญ่ๆ อย่างนายกฯ เองและรองนายกฯ หลายคน ทำให้ประชุมครม.วันนี้ขาดผู้หลักผู้ใหญ่ไปหลายท่าน สร้างคำถามถึงเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้

วิเคราะห์เบื้องหลัง “บวรศักดิ์” โยนถาม “อนุทิน”

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นนักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์ชื่อดัง เคยเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลหลายชุด ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นกำลังสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล การโยนถามกันไปมานี้อาจเป็นกลยุทธ์ในการเจรจาโควต้าตำแหน่งในอนาคต โดยเฉพาะหากพรรคภูมิใจไทยยังคงมีอิทธิพลในสภาฯ ท่ามกลางกระแสเลือกตั้งที่อาจพลิกผันจากคดีความต่างๆ ของพรรคฝ่ายค้าน

เหตุการณ์ “บวรศักดิ์” โยนถาม “อนุทิน” ให้นั่งรองนายกฯ อีกสมัย วันนี้ 7 รมต. ลาประชุม ครม. สะท้อนภาพการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการต่อรองและความไม่แน่นอน นักวิเคราะห์มองว่าอาจนำไปสู่การปรับ ครม. ครั้งใหญ่หรือแม้แต่การยุบสภา หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำตีความที่กระทบผลเลือกตั้ง

สำหรับประชาชน การเมืองที่ผันผวนเช่นนี้ส่งผลต่อนโยบายเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศ คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตการเมืองไทยจากเราเพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – “บวรศักดิ์” โยนถาม “อนุทิน” ให้นั่งรองนายกฯ อีกสมัย วันนี้ 7 รมต. ลาประชุม ครม.

รัฐบาลสั่งด่วน ส่งอากาศยานทิ้งน้ำ 10 เที่ยว คุมเพลิงสะแกราช

รัฐบาลสั่งด่วน ส่งอากาศยานทิ้งน้ำ 10 เที่ยว คุมเพลิงสะแกราช ที่กำลังลุกลามอย่างรวดเร็วในพื้นที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา สถานการณ์ไฟป่าในเขตป่าเต็งรังซึ่งเต็มไปด้วยหญ้าและไผ่เพ็กเป็นเชื้อเพลิงจำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งมือรับมือทันที

รัฐบาลสั่งด่วน ส่งอากาศยานทิ้งน้ำ 10 เที่ยว คุมเพลิงสะแกราช

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการด่วนให้ปลัดกระทรวงฯ และชุดปฏิบัติการบิน เร่งสนับสนุนภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่ดังกล่าว จากการสำรวจทางอากาศพบว่าแนวไฟลุกลามเป็นทางยาว ทำให้จังหวัดนครราชสีมาต้องขอรับการสนับสนุนอากาศยานเข้าปฏิบัติการทันที

ในช่วงเวลา 17.00 น. ชุดปฏิบัติการได้บินทิ้งน้ำรวมทั้งสิ้น 10 เที่ยวบิน ส่งผลให้สามารถควบคุมและดับไฟได้บางส่วน ลดความรุนแรงของสถานการณ์ลงในระดับหนึ่ง การดำเนินการนี้ถือเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ช่วยชะลอการลุกลามของเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุและความรุนแรงของไฟป่าสะแกราช

ไฟป่าในพื้นที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น อากาศแห้งแล้ง หญ้าแห้งสะสม และลมแรงที่พัดพาเชื้อเพลิง ทำให้เพลิงลุกลามรวดเร็ว ป่าเต็งรังเป็นระบบนิเวศสำคัญที่อุดมด้วยพรรณไม้และสัตว์ป่า หากไม่ควบคุมให้ทันอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนใกล้เคียง

  • เชื้อเพลิงหลัก: หญ้าแห้งและไผ่เพ็กจำนวนมาก
  • พื้นที่ได้รับผลกระทบ: สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช นครราชสีมา
  • การลุกลาม: แนวไฟยาว ตรวจพบจากการสำรวจทางอากาศ
  • มาตรการเบื้องต้น: ส่งอากาศยานทิ้งน้ำ 10 เที่ยว

แผนปฏิบัติการวันพรุ่งนี้และการบูรณาการ

สำหรับวันพรุ่งนี้ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ชุดปฏิบัติการจะเริ่มภารกิจตั้งแต่เวลา 08.30 น. โดยมีการบินสำรวจซ้ำอีก 1 เที่ยว เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนดับไฟอย่างละเอียด นายสุชาติ ชมกลิ่น ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องพื้นที่อนุรักษ์และลดผลกระทบต่อประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมกำลังพลภาคพื้นดินเข้าร่วมดับเพลิงควบคู่ไปกับการบิน เพื่อให้การปฏิบัติการครอบคลุมทุกมิติ การตอบสนองอย่างรวดเร็วครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลในการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะไฟป่าที่เกิดขึ้นบ่อยในช่วงฤดูแล้ง

ไฟป่าไม่เพียงทำลายทรัพยากรป่าไม้ แต่ยังก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ควันไฟที่ปกคลุมพื้นที่ และเสี่ยงต่อสุขภาพประชาชน รัฐบาลสั่งด่วน ส่งอากาศยานทิ้งน้ำ 10 เที่ยว คุมเพลิงสะแกราช จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การป้องกันไฟป่าต้องเริ่มจากระดับชุมชน เช่น การกำจัดเชื้อเพลิงรอบหมู่บ้าน และการรณรงค์ให้ความรู้ประชาชน หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เราจะสามารถลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ในอนาคต

ติดตามสถานการณ์ไฟป่าสะแกราชและข่าวสารล่าสุดจากรัฐบาลได้ที่นี่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ป่าไม้ไทย

ที่มา – รัฐบาลสั่งด่วน ส่งอากาศยานทิ้งน้ำ 10 เที่ยว คุมเพลิงสะแกราช

“อนุทิน” สาธุ หากผลโพลได้ สส.เกิน 180

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องข่าวร้อนๆ จากพรรคภูมิใจไทยกันเลยดีกว่า โดยเฉพาะประเด็นที่ “อนุทิน” สาธุ หากผลโพลได้ สส. เกิน 180 ที่นั่ง ชี้ล็อกเก้าอี้ครม. ให้ทีมงานหลักอย่างเอกนิติ-สีหศักดิ์-ศุภจี นี่มันน่าสนใจมากเลยนะครับ เพราะเป็นสัญญาณว่าพรรคภูมิใจไทยมั่นใจสุดๆ กับผลโพลล่าสุด และพร้อมลุยตั้งรัฐบาลแบบไม่เกรงใจใคร!

“อนุทิน” สาธุ หากผลโพลได้ สส. เกิน 180 ที่นั่ง

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ได้ให้สัมภาษณ์สั้นๆ แต่ได้ใจความ เมื่อถูกถามถึงผลโพลที่คาดว่าพรรคจะได้ ส.ส. เกิน 180 ที่นั่ง รองหัวหน้าพรรคตอบกลับแค่ว่า สาธุ! ฟังดูแล้วเหมือนได้ยินเสียงหัวใจของสาวกภูมิใจไทยกระแทกตึกเลยทีเดียวครับ

นายอนุทินยังย้ำชัดว่าต้องใจเย็น รอผลเลือกตั้งจริงๆ ก่อน เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนเท่านั้น พรรคภูมิใจไทยเคารพเสียงประชาชนเสมอ ไม่รีบร้อนพูดอะไรล่วงหน้า แม้จะมีกระแสข่าวเรื่องการจับขั้ว ส้ม แดง ฟ้า กับ น้ำเงิน แต่คุณอนุทินบอกว่าเห็นแค่น้ำเงินสู้กับส้มแดงฟ้าเมื่อ 2 วันก่อน และน้ำเงินคนเดียวเท่านั้นเอง ฮ่าๆ แบบนี้คือมั่นใจในพรรคตัวเองสุดๆ เลยนะ

ล็อกเก้าอี้ครม. “เอกนิติ-สีหศักดิ์-ศุภจี” นั่งรองนายกฯ ควบกระทรวง

ไฮไลต์อีกเรื่องที่แฟนๆ สนใจคือการประกาศล็อกเก้าอี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) บนเวทีปราศรัยครั้งสุดท้าย โดยนายอนุทินชี้ชัดว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะได้นั่งรองนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่งรัฐมนตรี หากพรรคเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ซึ่งรัฐธรรมนูญให้ครม.ได้ 36 คนรวมนายกฯ ก็ไม่ผิดกฎหมายอะไร

คุณอนุทินย้ำว่านี่คือเงื่อนไขของพรรค หากได้เป็นหัวขบวน ไม่ต้องไปปรึกษาพรรคร่วมก่อนหรอก เพราะเป็นสิทธิ์ของพรรคแกนนำ ฟังดูแล้วทีมงานคู่ใจเหล่านี้คงเตรียมตัวรอจ็อกเก็ตกันแล้วล่ะครับ!

เงื่อนไขจับขั้วรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย

สำหรับการตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง นายอนุทินบอกว่าต้องรอขั้นตอนรับรองสถานะ ส.ส. ก่อน เพราะนายกฯ ต้องได้รับการขานชื่อในสภา หลังจากนั้นค่อยประสานจับขั้ว ไม่ยากหรอกครับ ตนพูดมาตลอดว่าทุกคนเดาได้อยู่แล้ว แต่ต้องให้ประชาชนตัดสินใจก่อน แล้วพรรคจะทำตามความต้องการของประชาชนให้ถูกใจที่สุด

ส่วนมิติใหม่ในการจับขั้ว? ไม่มีหรอก ต้องดูจำนวน ส.ส. ของแต่ละพรรค แล้วฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก สามารถจับมือกับทุกพรรคได้ แต่มีเงื่อนไขชัดเจน:

  • เคารพซึ่งกันและกัน
  • นโยบายไม่เคลือบแคลง ผิดศีลธรรม เช่น กาสิโน
  • ไม่แตะหมวด 1-2 ของรัฐธรรมนูญ
  • ไม่แก้ ม.112

กรอบเงื่อนไขแคบๆ แต่ชัดเจน พรรคการเมืองแต่ละพรรคตัดสินใจเองในคณะบริหารพรรค ไม่ใช่บุคคล

หลังเลือกตั้งประมาณ 20.00-21.00 น. คงรู้ผลชัดเจน แต่คุณอนุทินบอกใจเย็นๆ ก่อน อย่ารีบฟอร์มรัฐบาลเชิญหารือทันที ต้องมีขั้นตอนให้ถูกต้อง

วิเคราะห์สถานการณ์: พรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำได้จริงไหม?

จากผลโพลที่ออกมาแบบนี้ ทำให้หลายคนเริ่มมองว่าพรรคภูมิใจไทยอาจได้เป็นแกนนำจริงๆ โดยเฉพาะหากได้ ส.ส. เกิน 180 ที่นั่งตามที่คาด แต่การเมืองไทยมันพลิกผันได้เสมอนะครับ ต้องรอวันจริงๆ ถึงจะรู้ อย่างไรก็ตาม ความมั่นใจของนายอนุทินครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคเตรียมพร้อมทุกด้าน ทั้งทีมงาน เงื่อนไข และนโยบายที่ยึดประชาชนเป็นหลัก

ในมุมมองของผม การประกาศล็อกเก้าอี้ครม. ล่วงหน้าแบบนี้ เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ช่วยรวมใจสมาชิกพรรคและสร้างภาพลักษณ์แข็งแกร่ง แต่ก็อาจถูกมองว่าเร่งรีบเกินไป คุณล่ะคิดยังไง?

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจริง คงเห็นการทำงานที่รวดเร็วและฟังเสียงประชาชนมากขึ้น สนับสนุนให้ทุกพรรคเคารพผลโหวต และเดินหน้าประเทศให้เจริญรุ่งเรือง

คุณคิดว่าผลเลือกตั้งจะออกมายังไง? พรรคไหนจะได้เป็นแกนนำ? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ แล้วอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดที่นี่ทุกวัน!

ที่มา – “อนุทิน” สาธุ หากผลโพลได้ สส. เกิน 180 ที่นั่ง ชี้ล็อกเก้าอี้ ครม. “เอกนิติ-สีหศักดิ์-ศุภจี”

ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ประเสริฐ-เฉลิม-รัชนก

ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ของนักการเมืองหลายท่านที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น “ประเสริฐ จันทรรวงทอง”, “เฉลิม อยู่บำรุง” และ “รัชนก สุขประเสริฐ” ซึ่งรายละเอียดทรัพย์สินของแต่ละท่านเป็นที่จับตามองของประชาชน

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ทำการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายราย โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับทรัพย์สินของนักการเมืองที่พ้นจากตำแหน่งต่างๆ หนึ่งในนั้นคือบัญชีทรัพย์สินของ น.ส.รัชนก สุขประเสริฐ กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอมีทรัพย์สินรวม 1,348,529 บาท ประกอบด้วย เงินฝาก 557,899 บาท เงินลงทุน 3,629 บาท และยานพาหนะ 3 คัน (รถยนต์ 1 คัน และรถจักรยานยนต์ 2 คัน) มูลค่ารวม 287,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีกรณีของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่พ้นจากตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โดยมีทรัพย์สินรวม 15,586,804 บาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินฝากและรถยนต์ 3 คัน มูลค่ารวม 12.7 ล้านบาท

ในส่วนของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ที่พ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี พบว่ามีทรัพย์สินรวม 53,390,058 บาท

ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ประเสริฐ-เฉลิม-รัชนก

การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองเหล่านี้เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ทำไม ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน จึงสำคัญ?

การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความโปร่งใสในการทำงานของนักการเมือง และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตรวจสอบความร่ำรวยที่มาจากการทำหน้าที่ของตนเอง หากพบความผิดปกติก็จะนำไปสู่การตรวจสอบต่อไปได้

รายละเอียดทรัพย์สินที่เปิดเผยออกมานั้น แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของทรัพย์สินระหว่างนักการเมืองแต่ละท่าน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ประสบการณ์การทำงาน ฐานะทางครอบครัว หรือการลงทุนในรูปแบบต่างๆ การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนสามารถวิเคราะห์และประเมินการทำงานของนักการเมืองได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น

การมีทรัพย์สินมากไม่ได้หมายความว่านักการเมืองท่านนั้นทุจริต แต่การเปิดเผยรายละเอียดให้ประชาชนได้รับทราบนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจ และตรวจสอบได้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นได้มาโดยสุจริตหรือไม่

แน่นอนว่า ข้อมูลเหล่านี้ย่อมนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามถึงที่มาของทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองต้องพร้อมเผชิญและตอบคำถามต่อสาธารณชนอย่างตรงไปตรงมา

ดังนั้น การติดตามข้อมูลการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน เพื่อร่วมกันตรวจสอบและสร้างสังคมที่โปร่งใสและปราศจากการทุจริต

ที่มา – ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน “ประเสริฐ” รวย 53 ล้าน “เฉลิม” 15.5 ล้าน “รัชนก” 1.3 ล้าน

“อนุทิน” เผย คนละครึ่งพลัสเฟสสอง รัฐบาลปกติ

“อนุทิน” เผยยุบสภาใช้งบกลางไม่ได้ บอกคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รอรัฐบาลปกติ 

เมื่อเวลา 13.41น. วันที่ 16 ธ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าในรอบ 4 ปี ได้ให้นโยบายอย่างไรบ้าง เนื่องจากกระทบการส่งออกและการท่องเที่ยวของประเทศ ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)อยู่ 

เมื่อถามต่อว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณรองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานผลการหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เกี่ยวกับการดำเนินการโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง แล้วหรือไม่ว่าทำได้หรือไม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคิดว่า เราทำตามกติกา ตอนนี้เรายุบสภาแล้ว เราก็ไม่สามารถนำงบกลางมาใช้ได้ ต้องรอให้กลับมาเป็นรัฐบาลปกติก่อน

คนละครึ่งพลัสเฟสสอง

ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการช่วยเหลือผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย การชะลอโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด เงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุบสภา ทำให้การอนุมัติงบประมาณสำหรับโครงการใหม่ๆ เป็นไปได้ยาก แต่ความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจยังคงมีอยู่สูง

การกลับมาของรัฐบาลปกติจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพิจารณาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงความเป็นไปได้ของโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รัฐบาลใหม่จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมและความจำเป็นของโครงการ รวมถึงประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างรอบคอบ การเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการออกแบบโครงการ จะช่วยให้โครงการสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความคาดหวังต่อคนละครึ่งพลัสเฟสสอง

ประชาชนจำนวนมากยังคงคาดหวังว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วอย่าง “คนละครึ่ง” โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน แต่ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น การปรับปรุงและพัฒนาโครงการให้มีความครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากขึ้น จะช่วยให้โครงการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาโครงการใหม่ๆ จะต้องคำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลังและผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐบาลจะต้องสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการพัฒนาเศรษฐกิจ จะช่วยลดภาระของภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของโครงการต่างๆ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจ จะช่วยดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

การรอรัฐบาลใหม่เพื่อพิจารณาโครงการต่างๆ อาจเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีในการทบทวนและปรับปรุงนโยบายต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและภาคธุรกิจ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด

ดังนั้น การติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ทางการเมืองและการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการทุกคน การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ และการแสวงหาโอกาสในวิกฤต จะเป็นกุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จในยุคที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

การตัดสินใจเกี่ยวกับคนละครึ่งพลัสเฟสสอง จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมและความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน” บอกคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รอรัฐบาลปกติ

เปิด 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย สูตรผสมลงตัว

เปิดรายชื่อ 3 แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย (พท.) ชุดใหม่ คาดดัน “ยศชนัน” คนรุ่นใหม่สายวิชาการ ผนึกกำลัง “สุริยะ-จุลพันธ์” มากประสบการณ์ หวังสร้างสูตรผสมที่ลงตัว

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย จำนวน 3 คน ที่เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ โดยน่าจับตาว่าจะเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่และนักการเมืองมากประสบการณ์ เพื่อนำเสนอสูตรที่เชื่อว่าจะสามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

เปิด 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย สูตรผสมของคนรุ่นใหม่ กลาง เก่า เชื่อกลมกล่อม

สำหรับรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ทั้ง 3 คน ประกอบด้วย:

  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: บุตรชายของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ถือเป็นคนรุ่นใหม่สายวิชาการที่น่าจับตามอง เคยทำงานวิจัยด้าน Brain-Computer Interface (BCI) หรือเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ทันสมัยและเข้าใจเทคโนโลยี
  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ: ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เป็นนักการเมืองอาวุโสที่มีประสบการณ์สูง คร่ำหวอดในวงการการเมืองมาอย่างยาวนาน เคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายกระทรวง เป็นที่ยอมรับของคนในพรรคถึงความสามารถในการบริหารจัดการและการประสานงาน
  • นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์: หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นนักการเมืองรุ่นกลางที่มีความรู้ความสามารถ โดดเด่นด้านการอภิปรายและดีเบต มีประสบการณ์เคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน เป็นที่รู้จักในวงกว้างในฐานะนักการเมืองที่มีวาทศิลป์และไหวพริบ

ทำไมต้องเป็นสูตรผสม?

การตัดสินใจเลือกแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ในลักษณะนี้บ่งบอกถึงความตั้งใจของพรรคในการสร้างสมดุลระหว่างคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และเข้าใจเทคโนโลยี กับนักการเมืองอาวุโสที่มีประสบการณ์และความชำนาญในการบริหารประเทศ การผสมผสานนี้จะช่วยให้การดำเนินงานของรัฐบาลในอนาคตมีความรอบด้านและครอบคลุมทุกมิติ

นอกจากนี้ การมีตัวแทนจากหลากหลายช่วงวัยและประสบการณ์ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับทุกเสียงและทุกความคิดเห็น พรรคพร้อมที่จะรับฟังและนำเสนอแนวทางที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนทุกกลุ่ม

การที่พรรคเพื่อไทยเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ที่มีความหลากหลายเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โดยอาศัยทั้งความรู้ทางวิชาการ เทคโนโลยี และประสบการณ์ทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีชุดนี้ของพรรคเพื่อไทย สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีใหม่ กับประสบการณ์ทางการเมืองและการบริหารประเทศ พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นว่าสูตรผสมนี้จะสามารถตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศในปัจจุบันและอนาคตได้

การจับตาดูการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ธันวาคมนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางทางการเมืองของประเทศไทย และจะเป็นตัวชี้วัดว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและความหวังให้กับประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการเลือกบุคคลที่เหมาะสม แต่ยังเป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย ด้วยการผสมผสานความรู้ ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ของคนทุกรุ่น

ที่มา – เปิด 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย สูตรผสมของคนรุ่นใหม่ กลาง เก่า เชื่อกลมกล่อม

Scroll to top