รองนายกรัฐมนตรี

โสภณ ลั่นไม่สนโพล! เชื่อการกระทำพิสูจน์

“โสภณ” ลั่นไม่สนใจ กระแส โพล เชื่อการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ ไม่ใช่คนบางกลุ่มมาปั้นกระแส ชี้สถานการณ์แบบนี้ไม่มีรัฐบาลชุดไหนทำให้สมบูรณ์ได้ ย้ำคำเดิมถ้ายื่นซักฟอกพร้อมยุบสภา

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 30 พ.ย. 2568 ที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ ดอนเมือง นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงผลกระทบการบริหารสถานการณ์น้ำท่วมของรัฐบาล ต่อสนามเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคภท.ซึ่งมีผลโพลความนิยมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภท.ลดลง ว่าไม่ห่วงเรื่องกระแสการเมือง เพราะประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ หากนำสถานการณ์มาปั่นเป็นกระแสความสามัคคี เฟคนิวส์ ทำให้ประชาชนที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงหลงผิด เชื่อว่าเวลา และการกระทำจะเป็นเครื่องพิสูจน์การกระทำของรัฐบาล

“พวกผมไม่ได้เวอรี (Worry) กับเรื่องกระแส เรื่องโพล แต่พวกผมวันนี้ก้าวข้ามเรื่องนั้นแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือเราจะเยียวยาจิตใจกันอย่างไร ระยะยาวจะทำอย่างไร มันไม่เพอร์เฟกต์ เราก็รู้ว่าสถานการณ์แบบนี้ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะทำให้สมบูรณ์ได้ มันเกินคาด แต่จะทำอย่างไรส่วนที่บกพร่อง ก็เป็นอุทาหรณ์ไป ส่วนความนิยมทางการเมือง จะบอกว่าพวกผมทำผิดประชาชนจะตัดสิน ไม่ใช่คนบางคน คนบางกลุ่มที่ไปปั่น ความจริงจะปรากฏเอง” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวต่อว่า เราจะเดินหน้าเยียวยาสภาพจิตใจและฟื้นฟูเรื่องอาชีพต่อ เช่น ศูนย์รับส่งต่อสิ่งของบริจาคนี้จะต้องมีต่อไป และในอนาคต รถยนต์มอเตอร์ไซค์จะทำอย่างไรที่จะช่วยเหลือประชาชน และประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างไร ไม่ใช่การเรี่ยไร แต่ประชาชนพร้อมช่วยชี้ว่าบรรยากาศแบบนี้จะวัดใจคนว่าใครปรารถนาดีกับประชาชนจริง ทำจริงไม่ได้ใช้วาทกรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ลงพื้นที่อยู่ตลอด เชื่อว่าประชาชนรับรู้รับทราบ ไม่ได้กังวล

เมื่อถามเรื่องการตัดสินใจยุบสภาของนายกรัฐมนตรีหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยที่ต้องเร่งฟื้นฟู จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อพรรคภท.หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า พรรคภท.ไม่เกี่ยว แต่ประกาศแล้วว่า

“ถ้ายื่นอภิปราย พวกผมก็ยุบ ส่วนประชาชนจะบอกว่ายุบแล้วผลกระทบกับน้ำท่วม เป็นเรื่องของคนที่ยื่นไม่เห็นความสำคัญและความเดือดร้อนของประชาชน ยื่นมาผมก็ยุบ เพราะประกาศมาก่อนแล้ว คุณยื่นมาผมก็ยุบ ส่วนเราเป็นรัฐบาลรักษาการเราก็เดินหน้าทำเต็มที่แต่อาจจะดรอปลงหน่อยหนึ่งในฐานะรัฐบาลรักษาการ แต่ถ้าไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นก็เดินหน้าเต็มที่ฟื้นฟูสถานการณ์น้ำท่วมไม่ว่าที่อำเภอหาดใหญ่ หรือภาคใต้ทั้งหมด” นายโสภณกล่าว

“โสภณ” ลั่นไม่สนใจ กระแส โพล เชื่อการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ ย้ำคำเดิมถ้ายื่นซักฟอกพร้อมยุบสภา

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับกระแสความนิยมทางการเมืองที่วัดจากโพลต่างๆ โดยเน้นย้ำว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกระทำที่เป็นรูปธรรมของรัฐบาล

ท่าทีที่แข็งกร้าวของนายโสภณแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจจากบางส่วนของสังคม การที่นายโสภณประกาศชัดเจนว่าไม่สนใจกระแสโพล สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาลในระยะยาว

ทำไม “โสภณ” ถึงไม่สนใจกระแสโพล?

เหตุผลที่นายโสภณ ซารัมย์ ไม่ให้ความสำคัญกับผลสำรวจความคิดเห็นหรือโพล อาจมาจากความเชื่อมั่นในแนวทางการทำงานของตนเองและรัฐบาล รวมถึงความเชื่อมั่นว่าประชาชนจะมองเห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ การยึดมั่นในการกระทำมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่นายโสภณเชื่อว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว

นอกจากนี้ การที่นายโสภณกล่าวถึงการปั่นกระแสและความพยายามของคนบางกลุ่มในการบิดเบือนข้อเท็จจริง อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาไม่ไว้วางใจผลสำรวจที่มาจากการสร้างกระแสที่ไม่ถูกต้อง การให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ถูกต้องและการตัดสินใจบนพื้นฐานของความเป็นจริง จึงเป็นสิ่งที่นายโสภณยึดมั่น

การประกาศว่าพร้อมที่จะยุบสภาหากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวและความพร้อมที่จะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น การกระทำเช่นนี้อาจเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่สำคัญ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความนิยมของพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลชุดปัจจุบัน

โดยรวมแล้ว ท่าทีของนายโสภณ ซารัมย์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนและความเชื่อมั่นในการกระทำมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง การตัดสินใจว่าจะให้ความสำคัญกับกระแสโพลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมุมมองและยุทธศาสตร์ของแต่ละบุคคล แต่สำหรับนายโสภณแล้ว การกระทำที่เป็นรูปธรรมคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาล

ดังนั้น ประชาชนควรพิจารณาข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านและตัดสินใจด้วยเหตุผล เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม

ที่มา – “โสภณ” ลั่นไม่สนใจ กระแส โพล เชื่อการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ ย้ำคำเดิมถ้ายื่นซักฟอกพร้อมยุบสภา

รมว.คลัง ยิ้มเขิน! ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ

“เอกนิติ” เลี่ยงตอบคำถามสื่อ หลังถูกถามเรื่องนั่งแท่นแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แสดงสีหน้าเขินอาย พร้อมขอบคุณประชาชนที่ตอบรับเป็นอย่างดี แต่ยืนยันหนักแน่นว่า “ยังไม่ได้สมัครสมาชิกพรรค”

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสข่าวการตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ก่อนที่จะเดินหนีจากวงสัมภาษณ์เป็นครั้งที่สอง

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว นายเอกนิติกล่าวสั้น ๆ ว่า “ไปแล้ว ๆ” พร้อมเดินออกไปโดยไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไมเขาจึงหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามนี้ เมื่อถูกถามว่าได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้วหรือไม่ นายเอกนิติปฏิเสธอย่างชัดเจนว่า “ยังไม่ได้สมัครครับ”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าการถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ นั้นถือเป็นนิมิตหมายที่ดีหรือไม่ นายเอกนิติเพียงแต่หัวเราะและตอบว่า “ขอเก็บไว้ก่อนนะครับ” ผู้สื่อข่าวจึงกล่าวว่า ประชาชนให้การตอบรับดีกับการถูกเสนอชื่อในครั้งนี้ นายเอกนิติยิ้มและถามกลับว่า “จริงหรือเปล่า” ก่อนจะกล่าวขอบคุณและเดินออกไป

รมว.คลัง ยิ้มเขิน! ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ

กระแสข่าวการที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อาจถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากหลายฝ่าย ทั้งในแวดวงการเมืองและประชาชนทั่วไป ท่าทีที่คลุมเครือของนายเอกนิติเองก็ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและคำถามมากมายตามมา

ทำไมต้องหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม?

การที่นายเอกนิติหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้เกิดการวิเคราะห์มากมายว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง บางคนมองว่าอาจเป็นเพราะยังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจาและยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ทั้งหมด ในขณะที่บางคนก็มองว่าอาจเป็นการเล่นเกมทางการเมืองเพื่อดูท่าทีของฝ่ายต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจ

อนาคตทางการเมืองของเอกนิติ

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไร การที่ชื่อของนายเอกนิติถูกเสนอขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของเขาในฐานะนักบริหารและนักการเมือง สิ่งที่น่าสนใจคือเขาจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป และอนาคตทางการเมืองของเขาจะเป็นอย่างไร

ความท้าทายรออยู่

หากนายเอกนิติตัดสินใจที่จะก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัว เขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การสร้างความสามัคคีในพรรค และการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

  • การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเข้ามาของคนใหม่ ๆ อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้
  • การตัดสินใจของนายเอกนิติจะส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของเขาอย่างแน่นอน
  • ประชาชนมีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและครบถ้วน

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเข้ามาของผู้เล่นใหม่ ๆ อาจสร้างความสดใหม่และความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่นักการเมืองทุกคนต้องยึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

การตัดสินใจของนายเอกนิติในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของเขาเอง และอาจส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยโดยรวมอีกด้วย เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร และอนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร

ที่มา – รมว.คลังยิ้มเขิน ประชาชนตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ยังแบ่งรับแบ่งสู้

สุชาติหวัง! สนธยาซบภูมิใจไทย กวาดชลบุรีทั้งจังหวัด

“สุชาติ” ย้ำ นิมิตหมายดี “สนธยา” ซบภูมิใจไทย ลั่น “วันนี้ไม่มีแล้วบ้านเก่า-บ้านใหม่ มีแต่บ้านเรา” อ้อนหากประชาชนนึกถึง มีหวังกวาดชลบุรียกจังหวัด นายสุชาติ ชมกลิ่น มั่นใจกับการมาของนายสนธยา คุณปลื้ม จะนำมาซึ่งความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งหน้า

เมื่อเวลา 14.25 น. วันที่ 19 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีจะพานายสนธยา คุณปลื้ม อดีต รมว.วัฒนธรรม มาเปิดตัวกับพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 23 พ.ย.นี้หรือไม่ ว่า ตนไม่บังอาจไปรับใคร ขอเป็นน้องที่ต้อนรับมากกว่า แต่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของการเมือง เชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่องของความพร้อมของแต่ละไทม์มิ่ง วันนี้ตนสังกัดพรรค ภท. เชื่อว่าพรรคที่สังกัดอยู่น่าจะเป็นเวลาที่ดี ทุกพรรคที่ตนอยู่ก็ไทม์มิ่งที่ดีทั้งนั้น และเป็นความโชคดีที่มีผู้หลักผู้ใหญ่ของการเมืองมาอยู่รวมกัน ผสมกันทั้งเก่าทั้งใหม่ วันนี้คำว่าบ้านเก่าบ้านใหม่ไม่มีแล้ว ชลบุรีก็บ้านเราทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ที่ จ.ชลบุรี จะเป็นลมบูรพาที่แข็งแรง หรือจะเป็นลมพัดลมเพ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนได้คุยกับนายสนธยาแล้ว ตนก็เหมือนเป็นน้องอยู่แล้ว เพราะเคยอยู่ด้วยกันมาหลายสิบปี การเมืองเมื่อก่อนมันอาจมีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องอยู่คนละพรรค แต่วันหนึ่งเพื่อชลบุรี เพื่อให้ผู้นำไม่มีแบ่งแยก ให้ชาวบ้านได้สามัคคี พุ่งเป้ารวบรวมชาวชลบุรีให้เดินหน้าเป็นหนึ่ง มันต้องเสียสละ อายุเยอะกันหมดแล้ว และยืนยันไม่ได้แบ่งคนละครึ่ง แต่เอาเป็นว่าใครถนัดตรงไหน การเมืองมันไม่ใช่สมบัติ ไม่ใช่ของใคร เป็นเรื่องของประชาชน

เมื่อถามว่า จะรวมพลังกันสู้กับสีส้มได้หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่รู้ว่าตนแข่งกับใคร เพราะถ้าเรารวมกันและทำงานให้ประชาชน ประเทศชาติบ้านเมือง และทำให้ชาวชลบุรีได้ประโยชน์สูงสุด มันก็ควรที่จะต้องอยู่รวมกัน เมื่อถามย้ำว่า มั่นใจหรือไม่ว่า จะทวงเก้าอี้ สส.ในการเลือกตั้งมาได้ นายสุชาติ กล่าวว่า เราทุกคนต้องมั่นใจ เดินทางมาถึงขนาดนี้แล้ว เมื่อถามอีกว่า มั่นใจว่า จะได้ยกจังหวัดหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า พูดไม่ได้ อยู่ที่ประชาชน หากประชาชนนึกถึงเราสักเสี้ยวนาทีเราก็ได้ครบหมด การเมืองใครลงก็ต้องหวังทุกคนสุชาติหวัง! สนธยาซบภูมิใจไทย กวาดชลบุรีทั้งจังหวัด

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีแสดงความมั่นใจในการรวมพลังกับนายสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่จะเข้ามาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย โดยเชื่อมั่นว่าการผนึกกำลังครั้งนี้ จะนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น และสามารถกวาดที่นั่ง ส.ส. ในจังหวัดชลบุรีได้ทั้งหมด

เป้าหมาย กวาดชลบุรีทั้งจังหวัด

การประกาศความมั่นใจของนายสุชาติ ชมกลิ่น ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทย ในการที่จะช่วงชิงพื้นที่ทางการเมืองในจังหวัดชลบุรี ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ การได้นายสนธยา คุณปลื้ม ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในพื้นที่ เข้ามาร่วมทีม จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้นั้น พรรคภูมิใจไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในนโยบายและแนวทางการทำงานของพรรค รวมถึงการบริหารจัดการความคาดหวังของประชาชนให้ได้อย่างเหมาะสม

การที่นายสุชาติ กล่าวว่า “หากประชาชนนึกถึงเราสักเสี้ยวนาทีเราก็ได้ครบหมด” แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในพลังของประชาชน และเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้สนับสนุนให้ร่วมแรงร่วมใจกันสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

  • การรวมพลังกับนายสนธยา คุณปลื้ม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการกวาด ส.ส. ชลบุรี
  • ต้องเผชิญกับความท้าทายในการแข่งขันกับพรรคอื่นและการสร้างความเชื่อมั่น
  • ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของประชาชน

การเมืองเป็นเรื่องของการแข่งขัน แต่สุดท้ายแล้ว ประโยชน์สูงสุดที่ควรได้รับคือประชาชน ทุกพรรคการเมืองควรมีเป้าหมายเดียวกัน คือการพัฒนาประเทศชาติและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

การที่นายสุชาติ ชมกลิ่น ออกมาแสดงความมั่นใจว่าจะสามารถกวาดชลบุรีทั้งจังหวัดได้นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญ ว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถยึดครองพื้นที่ชลบุรีได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือไม่

ที่มา – “สุชาติ” ย้ำ นิมิตหมายดี “สนธยา” ซบภูมิใจไทย หวังกวาดชลบุรี ยกจังหวัด

“สุชาติ” เจรจา ขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” คืน

“สุชาติ” เตรียมบินเจรจา “ผู้นำศรีลังกา” ขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” กลับมาดูแล เชื่อสัญญาณดี เผย นายกฯหนุน ทำเต็มที่ ขอประชาชนมั่นใจ

เมื่อเวลา 08.30 วันที่ 7 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาขอพลายประตูผา และพลายศรีณรงค์ คืนจากศรีลังกา กลับมาดูแลที่ประเทศไทย ว่า ทางอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้หารือกับอธิบดีกรมเอเชียใต้ กระทรวงการต่างประเทศ ถึงข้อตกลงและพิธีการต่างๆ รวมถึงการประสานงานกับประเทศศรีลังกา ขณะที่ตนจะหาโอกาสพบกับผู้นำรัฐบาลศรีลังกา ซึ่งอยู่ในระหว่างการประสานงาน

จึงฝากถึงประชาชนคนไทยที่มีความห่วงใยช้างทั้ง 2 เชือก ขอให้หลีกเลี่ยงการไปพูดถึงการดูแลช้างทั้ง 2 เชือก ว่าดีหรือไม่ดี ควรพูดในลักษณะที่มาขอความเห็นใจว่าเราอยากขอกลับมาดูแล และไม่อยากให้ไปดิสเครดิตหรือไปโทษใคร เรื่องวิธีการดูแล เพราะวิถีชีวิตและการเลี้ยงของแต่ละประเทศย่อมต่างกัน

นายสุชาติ กล่าวว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีสนับสนุนเต็มที่ โดยผ่านการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ ดังนั้นขอพี่น้องคนไทยทุกคนที่มีเสียงเรียกร้องในเรื่องนี้ว่าให้มั่นใจ ทุกอย่างมีความคืบหน้า โดยการเจรจาจะต้องมีวิธีการพูดที่ละมุนละม่อมในลักษณะขอความเห็นใจ จะไม่ไปพูดว่าใครดีหรือไม่ดี และยืนยันว่าตนจะทำเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยใช้สติในการพูดคุยเจรจา และจะเดินทางไปพบกับทางศรีลังกาในเร็วๆนี้ จะได้เจอและได้พูดคุยในเรื่องนี้แน่นอน เชื่อว่าทุกอย่างจะเป็นไปในทิศทางที่ดี

“สุชาติ” เตรียมบินเจรจา “ผู้นำศรีลังกา” ขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” กลับมาดูแล

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกรณีของพลายประตูผาและพลายศรีณรงค์ สองช้างไทยที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ประเทศศรีลังกา กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนการที่จะเดินทางไปเจรจากับผู้นำศรีลังกาด้วยตนเอง เพื่อขอให้พลายประตูผาและพลายศรีณรงค์ได้กลับมาอยู่ในความดูแลของประเทศไทย

ทำไมการขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” คืนจึงสำคัญ?

การที่นายสุชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันและความห่วงใยที่คนไทยมีต่อช้าง ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเรา การนำช้างทั้งสองกลับมา ไม่เพียงแต่เป็นการดูแลชีวิตสัตว์ แต่ยังเป็นการรักษาไว้ซึ่งความภาคภูมิใจและความรู้สึกที่ดีของคนในชาติอีกด้วย

การเจรจาครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความรู้สึกของประชาชนทั้งสองฝ่าย นายสุชาติได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะใช้ “สติ” และ “วิธีการพูดที่ละมุนละม่อม” ในการเจรจา เพื่อให้การพูดคุยเป็นไปในทิศทางที่ดีและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

นอกจากนี้ นายสุชาติยังได้ขอความร่วมมือจากประชาชนชาวไทย ให้หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์หรือการแสดงความคิดเห็นในเชิงลบเกี่ยวกับการดูแลช้างในศรีลังกา เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาได้ การแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจและความปรารถนาดี จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการมากกว่า

ทางด้านนายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ เพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

สำหรับประชาชนที่ติดตามข่าวสารและให้กำลังใจในการดำเนินการครั้งนี้ นายสุชาติได้กล่าวให้ความมั่นใจว่า ทุกอย่างมีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี และขอให้เชื่อมั่นในการทำงานของภาครัฐ

เรื่องราวของ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการย้ายช้างสองเชือกกลับประเทศ แต่เป็นเรื่องที่สะท้อนถึงความรัก ความผูกพัน และความรับผิดชอบที่เรามีต่อสัตว์ร่วมโลก การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันผลักดันให้เกิดผลสำเร็จ จะเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

ความสำเร็จในการเจรจาครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะนำ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” กลับสู่บ้านเกิด แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ดีถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและศรีลังกาอีกด้วย

ที่มา – “สุชาติ” เตรียมบินเจรจา “ผู้นำศรีลังกา” ขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” กลับมาดูแล

“ธรรมนัส” ไม่โกรธ เข้าใจ “ชาดา” บอกพี่น้องร่วมสาบาน

“ธรรมนัส” บอก เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับ “ชาดา” ไม่มีโกรธที่พูดตั้งโจรไปปราบโจร บอก เป็นนักการเมืองต้องยอมรับการตรวจสอบ ลั่น ไม่เล่นการเมืองมากไปกว่าการทำงานให้ชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาลถึงกรณีที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย และประธานวิปประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการตั้ง ร.อ.ธรรมนัส เป็นคณะกรรมการปราบปรามสแกมเมอร์ว่า “ตั้งโจรไปปราบโจร” น้อยใจหรือไม่ โดย ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ตนไม่ได้รู้สึกน้อยใจ ตนไม่ได้เป็นประธานคณะกรรมการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ เป็นความเข้าใจผิด ตนในฐานะรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลทั้งหมด 4 กระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

แต่ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์โดยตำแหน่ง อะไรที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ เราก็ต้องมีการปราบปรามอย่างเอาจริงเอาจัง ส่วนกรณีต่างๆ มาถึงจุดนี้แล้วให้ฟังเรื่องเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา อย่าไปคิดมาก ตนกับนายชาดา รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา เป็นพี่น้องร่วมสาบาน ไม่มีคำว่าโกรธในหมู่พี่น้องร่วมสาบาน ตนเข้าใจเจตนาและสไตล์ของนายชาดา ซึ่งเป็นคนตรงไปตรงมาเช่นเดียวกับตน อะไรที่พูดออกมา ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนา

ผู้สื่อข่าวถามต่อ มองอย่างไรถึงการเชื่อมโยงเรื่องสีเทาที่ถูกโจมตีก่อนการเลือกตั้ง ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า “เราเป็นนักการเมือง สิ่งที่ผมย้ำเสมอคือพร้อมถูกตรวจสอบ อยู่ในวงการการเมืองมาตั้งแต่ปี 2562 ผ่านเรื่องหนักๆ มาแล้ว เรื่องที่กำลังเจอทุกวันนี้ เราพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเราบริสุทธิ์ และเราก็จะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด วันหนึ่งหากผมเบื่อการเมืองแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของทายาทคนรุ่นใหม่ที่จะต้องทำหน้าที่แทนผมต่อไป ยืนยันว่ามาทำงานให้ชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน อย่าไปคิดมากกับการเมือง เราไม่เล่นการเมืองมากไปกว่าการทำงาน”

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกังวลจะกระทบฐานเสียงหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ฐานเสียงของพรรคกล้าธรรมเกิดจากการทำงานและการตอบโจทย์ประชาชน เป็นสิ่งที่ประชาชนชื่นชอบพรรคกล้าธรรม แล้วเราก็จะทำต่อไป.

“ธรรมนัส” ไม่โกรธ เข้าใจสไตล์ “ชาดา” พูดตั้งโจรปราบโจร บอกเป็นพี่น้องร่วมสาบาน

จากกรณีที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ได้กล่าวถึงการตั้ง ร.อ.ธรรมนัส เป็นคณะกรรมการปราบปรามสแกมเมอร์ว่า “ตั้งโจรไปปราบโจร” นั้น ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส ได้ออกมาเปิดเผยว่าไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใด เนื่องจากเข้าใจในสไตล์การพูดของนายชาดาเป็นอย่างดี ทั้งยังยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีในฐานะพี่น้องร่วมสาบาน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่าตนและนายชาดารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ผ่านความทุกข์ความสุขมาด้วยกัน จึงไม่มีคำว่าโกรธเคืองในหมู่พี่น้อง นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการทำงานในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ว่าพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ และจะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด

ร.อ.ธรรมนัส ย้ำพร้อมถูกตรวจสอบ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยังได้กล่าวถึงประเด็นการถูกเชื่อมโยงกับเรื่องสีเทาว่า ตนพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ เนื่องจากอยู่ในวงการการเมืองมาตั้งแต่ปี 2562 และผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมาย พร้อมยืนยันว่าจะทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองและประชาชนต่อไป

ในส่วนของผลกระทบต่อฐานเสียง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ฐานเสียงของพรรคกล้าธรรมมาจากการทำงานและการตอบโจทย์ประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนชื่นชอบ และพรรคจะยังคงมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

ความสัมพันธ์ระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส และนายชาดา ถือเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย เนื่องจากทั้งคู่ต่างเป็นนักการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ การออกมาแสดงความเข้าใจและไม่ติดใจในคำพูดของนายชาดา จึงเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสอง แม้จะมีประเด็นที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้

อนาคตทางการเมืองของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

เรื่องราวของ “ธรรมนัส” ที่ไม่โกรธ เข้าใจสไตล์ “ชาดา” ที่พูดถึงตนเองนั้น แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะและความเข้าใจในความเป็นนักการเมือง ซึ่งต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์และการตรวจสอบอยู่เสมอ การตอบสนองด้วยความใจเย็นและมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นแบบอย่างที่ดี

ที่มา – “ธรรมนัส” ไม่โกรธ เข้าใจสไตล์ “ชาดา” พูดตั้งโจรปราบโจร บอกเป็นพี่น้องร่วมสาบาน

“ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง! ปม กัน จอมพลัง ยกทรัพย์สิน

“ธรรมนัส” โบ้ย ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส แจง ตอนทำไม่ได้มาถาม บอก มือใหม่หัดขับ ทำอะไรไม่ค่อยคิด ยืนยัน ไม่เกี่ยวกับกล้าธรรม 

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 24 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ โดยก่อนสัมภาษณ์ระบุกับผู้สื่อข่าวที่ถามเรื่องนี้ว่า “อีกแล้ว”

เมื่อถามถึงกรณีที่มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ ระบุในข้อ 39 ว่าถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไป ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เขาเปลี่ยนไปแล้ว แล้วเวลาเขาทำก็ไม่มาถามเรา ไม่รู้เรื่องเลย   เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่า กัน จอมพลัง ทำเองใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับตนเลย ที่สำคัญคือ เรื่องนี้ทุกมูลนิธิก็ต้องระบุ เพราะอย่างมูลนิธิธรรมนัสก็ระบุเป็นวัดธาตุทอง ถ้ามีอะไรให้เป็นสมบัติของวัดไป

ตำหนิทำอะไรไม่ค่อยคิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า กัน จอมพลัง สามารถแก้ข้อบังคับของมูลนิธิข้อนี้ได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เขาแก้แล้ว แต่ตนไม่ทราบว่าเขาเปลี่ยนไปให้ใคร เมื่อถามอีกว่า ในส่วนของ ร.อ.ธรรมนัส จบแล้วใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ย้อนถามว่า ส่วนของตนจบแล้วคืออะไร เมื่อถามย้ำว่า มีการเชื่อมโยงว่า กัน จอมพลัง เกี่ยวกับพรรค กธ. ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “มันจะถึงพรรคกล้าธรรมได้ไง ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของกัน มันน่าจะเป็นเรื่องมือใหม่หัดขับ ทำอะไรไม่ค่อยคิด”

พ้อสื่อไม่ถามเรื่องชาวบ้านเดือดร้อน

เมื่อถามว่า ได้ยกหูคุยโทรศัพท์กับกัน จอมพลัง หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสร้อง “หูย” พร้อมกับกล่าวว่า ทุกวันนี้ต้องทำงานให้ชาวบ้าน วันๆ มีแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้ มีเรื่องน้ำท่วมตรงนู้น ประชาชนเดือดร้อนตรงนี้ ไม่เคยถามตนถึงเรื่องพวกนี้เลย ทำให้ผู้สื่อข่าวชี้แจงว่า เพราะท่านเกี่ยวกับการเมือง ร.อ.ธรรมนัส จึงตอบว่า ไม่ใช่ เราต้องแยกงานกับการเมืองให้ออก อยากให้สื่อมวลชนถามว่า น้ำท่วมตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว น้ำกำลังจะลงใต้เตรียมพร้อมอะไร อยากให้ถามแบบนี้มากกว่า ถ้ามาถามว่ามูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ทำอะไร ตนจะไปรู้เรื่องของเขาได้อย่างไร

เตรียมลง ภูเก็ต ตรวจแก้น้ำท่วม

ผู้สื่อข่าวจึงถามถึงสถานการณ์น้ำท่วมว่า ขณะนี้เหลืออยู่กี่จังหวัด ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า ตอนนี้กำลังลงใต้ ล่าสุดที่ จ.ภูเก็ต ฝนตกหนักมาก ซึ่งตนจะเดินทางลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพราะร่องมรสุมกำลังจะเริ่มลงใต้ ให้ถามเรื่องนี้ดีกว่า ชาวบ้านจะได้ประโยชน์ เมื่อถามว่า ในส่วนน้ำท่วมภาคกลางใกล้จบแล้วใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า มันใกล้จะหมดฤดูฝนแล้ว เข้าสู่ฤดูหนาว ก็ต้องไปแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวใต้ต่อ เพราะช่วงปีใหม่น้ำจะท่วมใต้ ก่อนจะกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “พอแล้วเนาะ” จากนั้นเดินขึ้นไปบนตึกบัญชาการ 1 ทันที

“ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส

จากกรณีที่เป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ และข้อบังคับที่ระบุว่า หากมูลนิธิต้องเลิกล้ม ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า โดย ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่า ตนเองไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของ กัน จอมพลัง ในการเขียนข้อบังคับนั้น

“ธรรมนัส” ย้ำไม่เกี่ยวข้องกัน จอมพลัง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวของ กัน จอมพลัง และตนเองไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวติดตลกถึงเรื่องนี้ว่า “มันน่าจะเป็นเรื่องมือใหม่หัดขับ ทำอะไรไม่ค่อยคิด”

นอกจากประเด็นเรื่องมูลนิธิ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับความสนใจของสื่อมวลชน ที่มักจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นทางการเมืองมากกว่าปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า อยากให้สื่อมวลชนให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องของประชาชน และสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่มากกว่า

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้เปิดเผยถึงแผนการที่จะเดินทางลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

ประเด็นเรื่อง “ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม แต่จากการสัมภาษณ์ของ ร.อ.ธรรมนัส ก็พอจะทำให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ และความตั้งใจในการทำงานเพื่อประชาชน

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล และการพิจารณาข่าวสารอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ หรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ออกไป เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด และการสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสาธารณะ ต้องมีความระมัดระวังในการกระทำ และคำพูดของตนเอง เพราะทุกอย่างสามารถถูกนำไปเชื่อมโยง และขยายผลได้อย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารจากหลายแหล่ง และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคนในสังคม เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจ และแสดงความคิดเห็นได้อย่างถูกต้อง และมีความรับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างจริงจัง และโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และศรัทธาให้กับประชาชน

ที่มา – “ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส ยันไม่เกี่ยวกธ.

“พีระพันธุ์” รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 รับปากเดินหน้าติดตามแก้ไขปัญหาสาธารณูปโภคพื้นฐาน และผลกระทบจากแผ่นดินไหว ขาดพื้นที่สันทนาการ

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ลงพื้นที่พบปะและรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน ณ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 โดยมี นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต และนางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติร่วมลงพื้นที่เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนด้วย

อุ่นใจทุกครั้งเจอชาวดินแดง

นายพีระพันธุ์เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ตนได้ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในเขตดินแดง และได้เข้ามาทำงานการเมืองจนถึงวันนี้ก็นับเป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว รู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่ได้มาร่วมกิจกรรมกับพี่น้องประชาชนชาวดินแดง ซึ่งในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ได้มอบหมายให้ นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต มาประสานงานการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดินแดงมาโดยตลอด และแม้ในวันนี้ตนจะไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตดินแดง แต่ตนยังคงรักและเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในเขตดินแดงเหมือนเดิม และพร้อมที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง

ชาวบ้านร้องซ่อมแซมล่าช้า

ในโอกาสนี้ ทางด้านตัวแทนประชาชนผู้อยู่อาศัย ณ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงได้นำปัญหาที่เกิดขึ้นมาร้องเรียนต่อนายพีระพันธุ์ ได้แก่ ปัญหาการซ่อมแซมอาคารหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวซึ่งเป็นไปด้วยความล่าช้า และทุกวันนี้หลายห้องพักก็ยังไม่สามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้ ทำให้ผู้พักอาศัยได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งปัญหาการขาดการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้าส่องสว่าง ทำให้เกิดปัญหาลักขโมย และอุบัติเหตุตามมา

ร้องขอพื้นที่สันทนาการ

นอกจากนี้ ทางผู้อยู่อาศัยในโครงการดังกล่าวยังได้ร้องขอพื้นที่สันทนาการสำหรับผู้สูงวัย เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ส่วนกลางของโครงการได้ โดยขอให้มีการร่วมมือระหว่างการเคหะแห่งชาติและผู้อยู่อาศัยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย

รับปากตามเรื่องแก้ไข

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า เรื่องร้องเรียนทั้งหมดนี้ ตนจะดำเนินการตรวจสอบและประสานงานกับการเคหะแห่งชาติ โดยจะติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาพร้อมทั้งแจ้งถึงผลการดำเนินงานให้พี่น้องประชาชนทราบเป็นระยะ ๆ

“ผมดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดินแดงมาตั้งแต่ปี 2539 ทุกเรื่องที่ผมรับปาก ผมทำให้ทุกเรื่อง ผมไม่รับรองว่าจะทำได้สำเร็จทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่ก็ทำได้หมด ขอให้พวกเรามั่นใจว่าปัญหาทั้งหมดของพี่น้องประชาชน ผมจะเป็นปากเสียงให้ และจะไปประสานงานกับการเคหะแห่งชาติในการดูแลพี่น้องประชาชนต่อไป” นายพีระพันธุ์กล่าว

จากนั้น นายพีระพันธุ์ได้ลงพื้นที่สำรวจโครงสร้างอาคารที่เสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว สาธารณูปโภคพื้นฐานของอาคาร และพื้นที่ส่วนกลางของโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 พร้อมพบปะพูดคุย ให้กำลังใจชาวบ้านชุมชนแฟลต 8 ชั้นดินแดง โดยมีพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ความสำคัญของการลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวแฟลตดินแดงใหม่

การลงพื้นที่ของนายพีระพันธุ์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่ดินแดง ซึ่งเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายและความต้องการที่แตกต่างกัน การรับฟังโดยตรงจากประชาชน ช่วยให้นักการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจถึงปัญหาที่แท้จริงและความต้องการของประชาชนได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

ปัญหาที่ชาวแฟลตดินแดงใหม่ร้องเรียนนั้น มีทั้งปัญหาการซ่อมแซมที่ล่าช้าหลังเหตุแผ่นดินไหว ปัญหาการขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐาน และความต้องการพื้นที่สันทนาการสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง

นายพีระพันธุ์รับปากที่จะนำเรื่องร้องเรียนทั้งหมดไปประสานงานกับการเคหะแห่งชาติ เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดินแดงให้ดีขึ้น การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนต่อภาครัฐอีกด้วย

การแก้ไขปัญหา “พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและวางแผนการพัฒนา จะช่วยให้การพัฒนาเป็นไปในทิศทางที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 เป็นสัญญาณที่ดีของการเมืองที่ใส่ใจประชาชน และมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง หวังว่าการดำเนินการแก้ไขปัญหาของนายพีระพันธุ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในพื้นที่ดินแดงต่อไป

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการช่วยเหลือเเละดูเเลประชาชนอย่างเเท้จริง

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 รับปากช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน

ธรรมนัส-นฤมล ย้ำ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง

“ธรรมนัส-นฤมล” รับฟังปัญหา 6 โรงเรียนใน จ.นนทบุรี เดินหน้าสร้างขวัญกำลังใจ ย้ำ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง เพื่อให้มีสมาธิในการถ่ายทอดความรู้แก่ลูกศิษย์

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินงานด้านการศึกษา พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ณ โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โดยมีคณะผู้บริหารทั้งสองกระทรวง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังนโยบายและหารือแนวทางพัฒนาการศึกษาในพื้นที่

ร.อ.ธรรมนัส และ นางนฤมล ได้รับฟังปัญหาด้านการศึกษาจากโรงเรียนในจังหวัดนนทบุรีทั้ง 6 แห่ง พร้อมกล่าวว่า ครูคือกำลังสำคัญในการสร้างอนาคตของชาติ แต่ในปัจจุบันต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งค่าน้ำมัน ค่ารถ ค่าเดินทาง รวมถึงหนี้สินในครัวเรือน ซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจและการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการสร้างสวัสดิการครูให้มั่นคงและเพียงพอ ทั้งในด้านที่อยู่อาศัยและสภาพความเป็นอยู่ เพื่อให้ครูสามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และมีสมาธิในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์อย่างเต็มที่

“ผมอยากให้ทุกคนได้ไปดูจริงๆ ว่าครูอยู่กันอย่างไร บ้านพักครูบางแห่งทรุดโทรมมาก ซ่อมไม่ได้เพราะเป็นทรัพย์สินของหลวง องค์กรการกุศลก็เข้าไปช่วยไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ต้องแก้เชิงระบบ ให้ครูมีบ้านที่อยู่ได้ มีสวัสดิการที่มั่นคง เพราะครูคือพ่อแม่คนที่สองของลูกหลานเรา”

ขณะที่ นางนฤมล กล่าวเสริมว่า กระทรวงศึกษาธิการกำลังเร่งเดินหน้านโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตครูควบคู่กับการพัฒนาการศึกษาในระดับพื้นที่ โดยบูรณาการความร่วมมือกับหลายกระทรวง เพื่อให้ครูมีขวัญกำลังใจ มีสวัสดิการที่ดี ก็จะสามารถทุ่มเทดูแลเด็กได้เต็มที่ เด็กก็จะเรียนดีขึ้น ครอบครัวเข้มแข็งขึ้น และชุมชนก็เติบโตไปพร้อมกัน.

ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง

จากประเด็นที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ การที่ครูมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ย่อมส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการสอนและการดูแลเด็กนักเรียน การสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัยและสวัสดิการจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่ออนาคตของชาติ

การลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดนนทบุรี เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูงได้รับทราบถึงสภาพปัญหาที่แท้จริง และนำไปสู่การวางแผนแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตครู แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับการศึกษาของไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ทำไมครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง?

เหตุผลที่ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง นั้นมีความสำคัญหลายประการ ดังนี้:

  • สร้างขวัญและกำลังใจ: เมื่อครูมีความมั่นคงในชีวิตความเป็นอยู่ จะมีขวัญและกำลังใจในการทำงานมากขึ้น
  • ลดความกังวล: ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าบ้าน ค่าเดินทาง ทำให้ครูไม่มีสมาธิในการสอน การมีสวัสดิการที่ดีจะช่วยลดความกังวลเหล่านี้ได้
  • ดึงดูดคนเก่ง: การมีสวัสดิการที่ดีจะสามารถดึงดูดผู้ที่มีความสามารถให้มาเป็นครูได้มากขึ้น
  • พัฒนาการศึกษา: เมื่อครูมีความสุขในการทำงาน จะสามารถทุ่มเทให้กับการสอนและการพัฒนาเด็กนักเรียนได้อย่างเต็มที่

การแก้ไขปัญหาบ้านพักครูที่ทรุดโทรมและสวัสดิการที่ไม่เพียงพอ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน การบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรการกุศล จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การลงทุนในด้านการศึกษาถือเป็นการลงทุนที่ยั่งยืน การที่ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนไทย

ที่มา – “ธรรมนัส-นฤมล” ย้ำ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง ให้มีสมาธิสอนเต็มที่

ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายรัฐบาล

“ธรรมนัส” ลุยเชียงรายตามนโยบายรัฐบาลต้องคลุกคลีประชาชน ชูยุทธศาสตร์ลดต้นทุนเกษตร ดันราคาวัว-ข้าวใน 3 เดือน เดินหน้าตามนโยบาย “ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายรัฐบาล” อย่างเข้มข้น

วันที่ 11 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เพื่อมอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติแก่ผู้นำท้องถิ่นกว่า 145 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชนกว่า 1,753 หมู่บ้าน โดย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานต้องลงพื้นที่เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง และนำปัญหาที่พบมาเป็นโจทย์หลักในการจัดสรรงบประมาณ โดยปัญหาเร่งด่วนที่เชียงรายคือ ปัญหาน้ำท่วมแม่สายซ้ำซาก และสารเจือปนในแหล่งน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะนำเข้าหารือใน ครม. เพื่อหาแนวทางเจรจาในระดับการทูต

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวต่อว่า จ.เชียงรายมีศักยภาพสูงทั้งด้านเกษตรและท่องเที่ยว จึงต้องการพัฒนาให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้ โดยเน้นนโยบายสำคัญคือการลดต้นทุนการผลิต จึงสั่งการให้หน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่แนะนำการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และชีวภัณฑ์อย่างเหมาะสม พร้อมมอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ย แก่สมาชิกสหกรณ์ และสั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ และกรมวิชาการเกษตร ทำงานร่วมกันเพื่อดันราคาวัวให้อยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวนาปีอยู่ที่ 8,000-10,000 บาทต่อตัน โดยต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นย้ำให้มีการเร่งปรับปรุงบ้านพักครูที่ทรุดโทรมและไม่ปลอดภัย เนื่องจากครูเปรียบเสมือนรากฐานสำคัญของเด็กไทย การสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดีต้องเริ่มจากการทำให้ครูมีความมั่นคงในชีวิต มีขวัญกำลังใจที่ดี

ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน

การลงพื้นที่ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย การผลักดันนโยบายลดต้นทุนการผลิต และการยกระดับราคาสินค้าเกษตร จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เป้าหมายหลักของการลงพื้นที่ “ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน” ครั้งนี้คือการรับฟังปัญหาจากปากของประชาชนโดยตรง โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้เน้นย้ำถึงนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ทุกหน่วยงานเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง และนำปัญหาที่พบมาเป็นโจทย์หลักในการจัดสรรงบประมาณ

ผลักดันนโยบายเกษตร: ลดต้นทุน เพิ่มรายได้

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ ร.อ.ธรรมนัส ให้ความสำคัญคือการลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร โดยได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และชีวภัณฑ์อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยคุณภาพดีในราคาที่เป็นธรรมแก่สมาชิกสหกรณ์

  • ปุ๋ยราคาถูก: สนับสนุนการเข้าถึงปุ๋ยคุณภาพดี ราคาเป็นธรรม
  • เทคโนโลยีการเกษตร: ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิต
  • ตลาดสินค้าเกษตร: ขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับราคาสินค้าเกษตร โดยได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ และกรมวิชาการเกษตร ทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันราคาวัวให้อยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวนาปีอยู่ที่ 8,000-10,000 บาทต่อตัน โดยตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย “ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน”

การแก้ไขปัญหาบ้านพักครูเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ ร.อ.ธรรมนัส ให้ความสำคัญ โดยมองว่าครูคือรากฐานสำคัญของการศึกษา การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานและที่อยู่อาศัยของครู จะช่วยสร้างขวัญกำลังใจและส่งผลดีต่อคุณภาพการศึกษาของประเทศ

โดยภาพรวมแล้ว การลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย การผลักดันนโยบายลดต้นทุนการผลิต การยกระดับราคาสินค้าเกษตร และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว การดำเนินการตามนโยบาย “ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “ธรรมนัส” ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน

Scroll to top