รัฐบาลใหม่

พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะ 4 รมต. สาธารณสุข-แรงงาน

“สันติ” เผย มติ กก.บห.พรรคพลังประชารัฐ มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต. ส่ง “นายกฯ อนุทิน” คอนเฟิร์มได้ รมว.สาธารณสุข-รมว.แรงงาน กับ 2 รมช. อารมณ์ดีนั่ง 4 เดือน เพื่อต่อยอด 4 ปี

วันที่ 8 กันยายน 2568 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีการเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อขอมติส่งรายชื่อรัฐมนตรี ในโควตา 4 เก้าอี้ 2 รัฐมนตรีว่าการ (รมว.) 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการ (รมช.) โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ได้เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมแต่อย่างใด แต่มอบหมายให้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค เป็นประธานการประชุมแทน

ทั้งนี้ นายสันติ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่า พล.อ.ประวิตร มอบหมายให้ตนมาเป็นประธานการประชุมแทน ซึ่งตนไม่ทราบถึงสาเหตุที่ พล.อ.ประวิตร ไม่เดินทางมาประชุมในวันนี้ เมื่อถามว่าที่ประชุมจะเคาะรายชื่อรัฐมนตรีในส่วนพรรคพลังประชารัฐเลยหรือไม่ รวมไปถึงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ที่นิ่งแล้วใช่หรือไม่ นายสันติ ยิ้มก่อนกล่าวว่า ขอคุยกันก่อนแล้วเดี๋ยวจะลงมา

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ พล.อ.ประวิตร ประกาศไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลเป็นเพราะน้อยใจอะไรหรือไม่ นายสันติ ระบุว่า ตนยังไม่เห็น ส่วนคำถามว่า พล.อ.ประวิตร จะวางมือทางการเมืองใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า ไม่หรอก ผู้สื่อข่าวถามต่อ สัดส่วนของ รมว.กลาโหม ยังเป็นของพรรคพลังประชารัฐใช่หรือไม่ นายสันติ ตอบว่า ตนไม่รู้ ต้องพูดคุยกันก่อน ซึ่งในช่วงท้าย ผู้สื่อข่าวได้ถามกระเซ้าว่า แต่ตำแหน่งของนายสันตินิ่งแล้วใช่หรือไม่ในส่วนของ รมว.สาธารณสุข นายสันติ ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนขึ้นห้องประชุม

ต่อมาภายหลังการประชุม นายสันติ แถลงว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้จัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่พรรคพลังประชารัฐ 4 ตำแหน่ง คือ 2 รมว. 2 รมช. โดย 2 รมว. ที่ได้รับแจ้งมาคือ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน ส่วน รมช. 2 ตำแหน่ง ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติมอบให้ พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรค เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะมอบให้บุคลากรของพรรคที่เป็น สส. หรือผู้ที่มีความเหมาะสมเข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในนามพรรคพลังประชารัฐ

ทางด้านคำถามว่าจากโผ ครม.อนุทิน 1 ก่อนหน้านี้ พรรคพลังประชารัฐได้ 2 รมว. คือ รมว.สาธารณสุข และรมว.แรงงาน เคาะแล้วใช่หรือไม่ นายสันติ ย้ำว่า ที่ประชุมมอบให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้ดูว่าใครเหมาะสมและให้ดำเนินการตามนั้น ส่วนจะมีการควบรองนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เป็นรายละเอียดปลีกย่อย ส่วนจะต้องส่งรายชื่อในวันนี้หรือไม่ หัวหน้าพรรคกำลังเร่งพิจารณา โดยกำลังจะไปคุยกับหัวหน้าพรรคเพื่อให้อนุมัติรายชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

ในส่วนของกระทรวงกลาโหมยังเป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า ไม่อยากจะพูดถึง เพราะเป็นกระทรวงความมั่นคง เป็นกระทรวงที่ขณะนี้บ้านเมืองกำลังต้องการศักยภาพสูงสุด เพราะฉะนั้นรัฐบาลคงจะพิจารณา เมื่อถามย้ำว่าเป็นโควตาของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หรือไม่ว่าจะส่งใคร นายสันติ กล่าวว่า ไม่รู้ๆๆ จากนั้นผู้สื่อข่าวถามแทรกขึ้นว่า พูดคำว่าไม่รู้เหมือนกับ พล.อ.ประวิตร นายสันติ ตอบว่า เราไม่รู้จริงๆ ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ มาเป็นผู้ดู เราจะไปพูดแทนเขามันก็คงจะลำบาก

สำหรับกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน เป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า เขาแจ้งมาแล้ว ส่วน รมช.อีก 2 ตำแหน่ง อยู่ที่หัวหน้าพรรค ซึ่งคงต้องคุยกัน เพราะ ครม. ถ้าเป็นหลายพรรคมาเป็นรัฐบาล ใครจะกำหนดมันก็ทับซ้อนกันเป็นเรื่องปกติ

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลชุดนี้มีแค่ 146 เสียง ตำแหน่งเหลือเยอะ ไม่น่ามีปัญหา นายสันติ ตอบว่า หัวใจทุกคนก็เป็นตัวของตัวเองทั้งนั้น ใครๆ ก็อยากจะทำให้พรรคตัวเองมีพลัง ส่วนคำถามย้ำว่าเป็นพลัง 4 เดือน เพื่อจะไปต่ออีก 4 ปีข้างหน้าใช่หรือไม่ นายสันติ ไม่ตอบแต่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี.

พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน

จากสถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด พรรคพลังประชารัฐได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจในเรื่องของการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีภายในพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงาน การตัดสินใจนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางและนโยบายของพรรคในอนาคตอันใกล้

ความสำคัญของการตัดสินใจเรื่อง รมต.สาธารณสุข-แรงงาน

การตัดสินใจเกี่ยวกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศในด้านสาธารณสุขและการจ้างงาน ซึ่งเป็นสองปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวม การเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ผลกระทบของการตัดสินใจครั้งนี้จะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลผสมในภาพรวมอีกด้วย การที่พรรคพลังประชารัฐสามารถจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีได้อย่างลงตัวและเป็นที่ยอมรับ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความสามัคคีภายในรัฐบาลได้

สำหรับประชาชน การตัดสินใจของ พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน นี้มีความหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในนโยบายด้านสาธารณสุขและการจ้างงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของพวกเขาโดยตรง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ การที่พรรคพลังประชารัฐให้ความสำคัญกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงานยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในด้านเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากรัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ การพิจารณาและตัดสินใจของ พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

การที่พรรคพลังประชารัฐมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้ดำเนินการตัดสินใจในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่พรรคมีต่อผู้นำของตน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากประสบการณ์และความสามารถในการบริหารจัดการที่ พล.อ.ประวิตร ได้แสดงให้เห็นมาแล้วในอดีต อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้ก็อาจมีความท้าทายและความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองจึงต้องพิจารณาถึงบริบทและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการเมืองไทย ซึ่งแต่ละเหตุการณ์ล้วนมีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้สามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต การมีส่วนร่วมของประชาชนอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น การแสดงความคิดเห็น การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ ที่เหมาะสม

โดยสรุปแล้ว การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐในการมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจในเรื่องการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงานเป็นสิ่งที่น่าจับตามองและมีผลกระทบต่อหลายฝ่าย การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของพรรคและประเทศในอนาคตอันใกล้ ดังนั้น การพิจารณาและตัดสินใจอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

การวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมและการเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามารับตำแหน่งจะช่วยให้พรรคสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

ที่มา – มติ พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน

เพื่อไทยแก้คำร้องสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” ใหม่

“วันนอร์” เผย พรรคเพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” พ้นสมาชิกภาพ สส. กลับไปแก้ไขใหม่ อ้างแก้เนื้อหา-รายชื่อ ส่วนจะส่งมาใหม่วันไหนเป็นเรื่องของเพื่อไทย

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวที่รัฐสภา ถึงกรณี สส.พรรคเพื่อไทย เข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน พ้นสมาชิกภาพ สส. กรณีการทำข้อตกลง MOA ที่เข้าข่ายครอบงำการตั้งรัฐบาล ว่า พรรคเพื่อไทยได้ยื่นหนังสือดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 5 กันยายนแล้ว ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบรายชื่อ และดูเนื้อหาเพื่อให้ประธานสภาฯ พิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เดิมหากทุกอย่างเรียบร้อยจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 8 กันยายน

แต่ทั้งนี้ ได้รับการประสานงานจาก นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) วันนี้ ว่า จะขอรับเรื่องคืนเพื่อแก้ไขเรื่องรายชื่อและเนื้อหาใหม่ ซึ่งถือเป็นสิทธิ เพราะยังไม่ส่ง โดยคาดว่าจะมารับหนังสือในวันที่ 9 กันยายน

เมื่อถามว่าจากการตรวจสอบเนื้อหาเบื้องต้นสามารถจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการได้หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ ตอบว่า สภาฯ ไม่สามารถวิเคราะห์เนื้อหาได้ ได้แต่ตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อว่าส่งได้หรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญหากรายชื่อครบ ทุกอย่างเรียบร้อย เป็นหน้าที่ประธานสภาฯ ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา แต่ศาลจะวินิจฉัยอย่างไรเป็นอำนาจของศาล และหลังรับเรื่องกลับไปแล้วพรรคเพื่อไทยจะส่งกลับมาใหม่เมื่อใด เป็นเรื่องพรรคเพื่อไทย.

เพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุดเกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยที่ตัดสินใจดึงคำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กลับไปแก้ไขใหม่ สร้างความสนใจและข้อสงสัยในวงกว้างถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจนี้

ตามที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้แถลง พรรคเพื่อไทยได้ยื่นคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 กันยายน โดยมีเป้าหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายอนุทินและนายณัฐพงษ์ ขาดคุณสมบัติในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เนื่องจากการทำข้อตกลง MOA ที่ถูกมองว่าเข้าข่ายครอบงำการจัดตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คำร้องจะถูกส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้ประสานงานขอรับเรื่องคืนเพื่อทำการแก้ไข โดยให้เหตุผลว่าต้องการปรับปรุงเนื้อหาและรายชื่อที่เกี่ยวข้อง

ทำไมเพื่อไทยต้องดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่?

สาเหตุที่พรรคเพื่อไทยต้องดึงคำร้องกลับไปแก้ไขนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่มีการคาดการณ์ว่าอาจเกี่ยวข้องกับความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลหรือข้อกฎหมายที่อาจทำให้คำร้องไม่มีน้ำหนักเพียงพอในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ การแก้ไขเนื้อหาและรายชื่อจึงเป็นความพยายามที่จะทำให้คำร้องมีความรัดกุมและมีโอกาสได้รับการพิจารณามากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจดำเนินการนี้หลังจากที่ได้ยื่นคำร้องไปแล้ว ซึ่งอาจบ่งชี้ว่ามีความผิดพลาดหรือข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วนตั้งแต่แรก การแก้ไขคำร้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้คำร้องถูกตีตกด้วยเหตุผลทางเทคนิค

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามตามมาว่า พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างไรต่อไปหลังจากนี้ จะมีการปรับปรุงเนื้อหาในส่วนใดบ้าง และเมื่อใดจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในการดึงคำร้องเพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่ แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความระมัดระวังในการดำเนินงานทางการเมือง แม้ว่าการแก้ไขคำร้องอาจทำให้กระบวนการพิจารณาคุณสมบัติของนายอนุทินและนายณัฐพงษ์ล่าช้าออกไป แต่ก็อาจเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของกระบวนการทางกฎหมาย

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง การที่พรรคเพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่ เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงความท้าทายและความไม่แน่นอนในการดำเนินงานทางการเมือง

การแก้ไขคำร้องครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทย ถือเป็นการดำเนินการที่แสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดและความต้องการที่จะให้กระบวนการทางกฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม แม้ว่าอาจต้องใช้เวลามากขึ้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจคุ้มค่ากว่าหากคำร้องมีความสมบูรณ์และมีน้ำหนักเพียงพอที่จะได้รับการพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคเพื่อไทยต้องดึงคำร้องกลับไปแก้ไข ก็อาจถูกมองว่าเป็นการเสียเวลาและทรัพยากรโดยไม่จำเป็น การวางแผนและการเตรียมข้อมูลอย่างรอบคอบตั้งแต่แรกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่พรรคการเมืองควรให้ความสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง และเพื่อให้การดำเนินงานทางการเมืองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรนั้นยังคงเป็นสิ่งที่ต้องรอคอย แต่การที่พรรคเพื่อไทยได้แสดงความตั้งใจที่จะแก้ไขคำร้องให้สมบูรณ์ที่สุด ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความเคารพในกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย

ที่มา – เพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่

“สมศักดิ์” มั่นใจ “ทักษิณ” กลับไทยแน่นอน!

“สมศักดิ์” บอกไม่กล้าให้คำแนะนำรัฐบาลใหม่ รอให้แถลงนโยบายก่อน เชื่อ “ทักษิณ” เดินทางกลับมาแน่ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่กลับ

วันที่ 8 กันยายน 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า ยังเร็วเกินไปที่จะให้คำแนะนำ โดยอยากให้รอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนจึงค่อยว่ากันอีกครั้ง

เมื่อถามว่า จะมาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่หรือไม่ นายสมศักดิ์หัวเราะพร้อมกล่าวติดตลกว่า อย่าไปพูดแบบนั้นสิ เขาจะบอกว่าเราคิดแต่จะเป็นรัฐบาลอย่างเดียว พร้อมยืนยันว่าตนเป็นคนเรียบร้อยและไม่เคยขาดประชุม ครม. ตามที่เป็นข่าวลือ แต่เป็นการลาไปปฏิบัติภารกิจที่สำคัญต่างหาก

นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ยังแสดงความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับประเด็นกัญชาว่า ควรใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น หรือไม่ก็ให้เป็นยาเสพติดไปเลย ซึ่งการตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ เมื่อถามถึงการการกลับเดินทางกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมศักดิ์แสดงความมั่นใจว่า นายทักษิณจะกลับมาอย่างแน่นอนเพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่กลับ

“สมศักดิ์” ไม่กล้าให้คำแนะนำรัฐบาลใหม่ เชื่อ “ทักษิณ” ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่กลับมา

จากกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลชุดใหม่นี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการกลับประเทศไทยของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ทำไมนายสมศักดิ์ถึงมั่นใจว่า “ทักษิณ” จะกลับมา?

เหตุผลสำคัญที่นายสมศักดิ์เชื่อมั่นว่านายทักษิณจะกลับมานั้น เป็นเพราะท่านมองว่าไม่มีเหตุผลใดๆ ที่นายทักษิณจะไม่กลับมาประเทศไทย ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ยังกล่าวติดตลกถึงเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ว่า อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนั้นเลย เพราะอาจจะถูกมองว่าคิดแต่เรื่องตำแหน่งอย่างเดียว

ความเห็นเกี่ยวกับนโยบายกัญชา

ในส่วนของนโยบายกัญชา นายสมศักดิ์ได้แสดงความเห็นว่า กัญชาควรใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น หรือไม่ก็ควรถูกจัดให้เป็นยาเสพติดไปเลย ซึ่งการตัดสินใจในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและความคิดเห็นจากนักการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจถึงทิศทางและนโยบายของประเทศได้ดียิ่งขึ้น การแสดงความเห็นของนายสมศักดิ์ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณา

  • การกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร
  • นโยบายกัญชาของรัฐบาลใหม่
  • บทบาทของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในอนาคต

นอกจากนี้นายสมศักดิ์ยังกล่าวว่า การที่ตนเองไม่ได้เข้าร่วมประชุม ครม. ในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นเพราะได้ลาไปปฏิบัติภารกิจที่สำคัญ ไม่ได้ขาดประชุมอย่างที่เป็นข่าวลือแต่อย่างใด ซึ่งเป็นการยืนยันว่าตนเองยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เสมอมา

จากความเห็นของนายสมศักดิ์ เราได้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเรื่องการกลับมาของนายทักษิณ รวมถึงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายกัญชาที่น่าสนใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่หลากหลายในแวดวงการเมืองไทย การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้ให้ความเห็นในหลายประเด็นที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร นโยบายกัญชา และการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก

ที่มา – “สมศักดิ์” ไม่กล้าให้คำแนะนำรัฐบาลใหม่ เชื่อ “ทักษิณ” ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่กลับมา

“นายกฯ อนุทิน” เก็บตัว: พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์ ส่งดอกไม้แสดงความยินดี

“นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรคภูมิใจไทย “พีระพันธุ์“ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ “ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรคประชาชน ส่งดอกไม้แสดงความยินดี เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวันนี้

วันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากพรรคภูมิใจไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีชื่อเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพรรคพร้อมเอกสารซองน้ำตาล เมื่อถามว่ายื่นประวัติเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วหรือไม่ นายภราดร ไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่ยิ้มและเดินขึ้นไปชั้นบนทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้เดินทางมาที่ทำการพรรค แต่มีรายงานข่าวว่าอาจจะเดินทางเข้าเซฟเฮ้าส์เพื่อดูความเรียบร้อยของการจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังจากเมื่อวานนี้ (7 กันยายน 2568) นายอนุทิน บอกว่าจัดเสร็จแล้วกว่า 99.9725%

ขณะที่เวลา 10.40 น. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้ นายสยาม บางกุลธรรม รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ นำแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีกับนายอนุทิน พร้อมเปิดเผยว่า หัวหน้าพรรคสบายดี ไม่ได้ฝากบอกอะไรมา ส่วน นายสุชาติ ชมกลิ่น และนายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ลาออกจาก สส. และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ และส่งหนังสือถึงพรรคแล้ว หลังจากนี้พรรคจะมีการประชุมกันอีกครั้ง สำหรับบัตรอวยพรที่มาพร้อมดอกไม้เขียนด้วยลายมือ ของนายพีระพันธุ์ ว่า “ขอแสดงความยินดีในโอกาสที่ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีครับ”

นอกจากนี้เวลา 11.00น. นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นำแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีให้แก่นายอนุทิน ต่อมาเวลา 11.40 น. ตามมาด้วยแจกันดอกไม้ของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน.

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ “นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนและความสัมพันธ์อันดีจากพรรคร่วมรัฐบาลและภาคธุรกิจต่างๆ การที่นายอนุทินเลือกที่จะ “เก็บตัว” เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาล สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบและความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศ

การที่ “นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี นั้นเป็นสัญญาณที่ดีของการเริ่มต้นรัฐบาลใหม่ที่มาจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน

“นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี

การที่นายภราดร ปริศนานันทกุล เดินทางเข้าพรรคเพื่อยื่นเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีก็เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง

ทำไมนายกฯ อนุทินถึงเลือกที่จะเก็บตัว?

มีหลายเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีอาจเลือกที่จะเก็บตัวในช่วงนี้ หนึ่งในนั้นอาจเป็นการต้องการสมาธิในการพิจารณาและจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้เหมาะสมกับความสามารถและความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคล การตัดสินใจที่รอบคอบในขั้นตอนนี้จะส่งผลดีต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในระยะยาว

นอกจากนี้ การที่ “นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการและธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมือง การรอคอยความชัดเจนและความพร้อมก่อนที่จะปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

การที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส่งดอกไม้แสดงความยินดีนั้น แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ และความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ

การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความท้าทายและความคาดหวัง การที่นายอนุทินได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคง

การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการกำหนดนโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน และการรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

จับตาดูการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และติดตามนโยบายสำคัญที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “นายกฯ หนู” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี

แพทองธาร เผยส่งข้อความยินดี “นายกฯ อนุทิน” แล้ว

“อิ๊งค์ แพทองธาร” เผย ส่งข้อความยินดี “อนุทิน” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ตั้งแต่วันแรก ปัดตอบหัวข้อประชุม หลังเข้าพรรคเพื่อไทย

เมื่อเวลา 11.50 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าที่ทำการพรรคเพื่อไทย โดยทักทายสื่อมวลชน ในช่วงหนึ่งผู้สื่อข่าวถามว่าตอนนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว มีอะไรฝากถึงหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า “ได้ส่งข้อความไปยินดีเรียบร้อยแล้วค่ะ ส่งตั้งแต่วันแรกเลย”

ทางด้านคำถามว่าวันนี้ที่เดินทางเข้าพรรคเพื่อไทยมีประชุมอะไรหรือไม่ โดย น.ส.แพทองธาร ไม่ได้ตอบคำถาม และขึ้นด้านบนอาคารทันที.

แพทองธาร เผยส่งข้อความยินดี “นายกฯ อนุทิน” แล้ว

จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวถึงประเด็นที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย โดยเธอยืนยันว่าได้ส่งข้อความแสดงความยินดีไปยังนายอนุทินตั้งแต่วันแรกที่ทราบข่าว

นอกจากนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงประเด็นการประชุมภายในพรรคเพื่อไทยในวันดังกล่าว น.ส.แพทองธาร เลือกที่จะไม่ตอบคำถามและเดินทางขึ้นไปยังอาคารที่ทำการพรรคทันที ทำให้เกิดความสงสัยและข้อคำถามมากมายตามมาเกี่ยวกับวาระการประชุมและการหารือภายในพรรค

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแสดงความยินดีของแพทองธาร

การที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ออกมาเปิดเผยว่าได้ส่งข้อความแสดงความยินดีไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั้น แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างพรรคเพื่อไทยและนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีความเห็นต่างทางการเมืองอยู่บ้าง แต่การแสดงความยินดีนี้ก็เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีและความหวังที่จะได้เห็นการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

ถึงแม้ว่ารายละเอียดของข้อความที่ น.ส.แพทองธาร ส่งไปนั้นไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน แต่การแสดงความยินดีอย่างรวดเร็วทันทีที่ทราบข่าวก็แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความเคารพที่ น.ส.แพทองธาร มีต่อนายอนุทิน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ น.ส.แพทองธาร ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการประชุมพรรคเพื่อไทยในวันนั้น ก็ยังคงเป็นที่น่าติดตามและจับตามองต่อไปว่าจะมีประเด็นสำคัญใดที่ถูกหารือกันภายในพรรค และจะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตอย่างไร

สถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบันนั้นเต็มไปด้วยความท้าทายและความเปลี่ยนแปลง การที่พรรคการเมืองต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันและแสดงความปรารถนาดีต่อกันได้นั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างเสถียรภาพและความเจริญก้าวหน้าของประเทศ

โดยรวมแล้ว การที่ แพทองธาร เผยส่งข้อความยินดี “นายกฯ อนุทิน” แล้ว นั้นเป็นข่าวที่น่ายินดีและเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะร่วมมือกันเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป

จับตาดูการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารและข้อมูลที่สำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคุณ

ที่มา – “แพทองธาร” เผยส่งข้อความยินดี “นายกฯ อนุทิน” แล้วตั้งแต่วันแรก

บิ๊กป้อมไม่รับตำแหน่งใน ครม.อนุทิน 1

พล.อ.ประวิตร ลั่นไม่ขอรับตำแหน่งใน “ครม.อนุทิน 1” ขอหนุนอยู่เบื้องหลัง พร้อมใช้ความรู้ความสามารถสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงความชัดเจนเกี่ยวกับกระแสข่าวการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยยืนยันว่า ตนเองมีความตั้งใจที่จะสนับสนุนรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทินให้สามารถทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลา 4 เดือนที่เหลือก่อนการยุบสภา โดยปราศจากการต่อรองหรือเรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้น พล.อ.ประวิตร ยังประกาศอย่างชัดเจนว่า จะไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาลชุดนี้ รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตามที่มีข่าวปรากฏ

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรีสามารถสรรหาบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่แก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และดูแลรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการต่อรองทางการเมืองใดๆ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

“ผมยินดีที่จะสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และพร้อมใช้ความรู้ ประสบการณ์และเครือข่ายระหว่างประเทศด้านความมั่นคงของผมที่มีถ้าสามารถจะเป็นประโยชน์ได้ไม่ว่าในด้านใดก็ตาม และต้องการที่จะเห็นประเทศชาติของเราเดินหน้าสู่การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังโดยเร็ว” พล.อ.ประวิตรกล่าว

บิ๊กป้อมไม่รับตำแหน่งใน ครม.อนุทิน 1

การประกาศดังกล่าวของพล.อ.ประวิตร ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง และความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยไม่หวังผลตอบแทนส่วนตัว แต่ต้องการเห็นประเทศชาติเดินหน้าไปข้างหน้า และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

อะไรคือเหตุผลที่ บิ๊กป้อมไม่รับตำแหน่งใน ครม.อนุทิน 1?

เหตุผลหลักที่ พล.อ.ประวิตร ไม่ขอรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่คือการต้องการเปิดทางให้มีการสรรหาบุคคลที่เหมาะสมและมีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศอย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อกังวลทางการเมืองใดๆ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

  • ต้องการสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่: พล.อ.ประวิตร ต้องการสนับสนุนรัฐบาลให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีข้อผูกมัดหรือการต่อรองใดๆ
  • เปิดทางให้คนรุ่นใหม่: การไม่รับตำแหน่งเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ
  • ใช้ประสบการณ์สนับสนุนเบื้องหลัง: พล.อ.ประวิตร พร้อมใช้ประสบการณ์และเครือข่ายที่มีอยู่สนับสนุนรัฐบาลจากเบื้องหลัง

การตัดสินใจของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ และความต้องการที่จะเห็นประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง ถึงแม้จะไม่ได้รับตำแหน่งใดๆ ในคณะรัฐมนตรี แต่ก็พร้อมที่จะสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือในทุกๆ ด้านเท่าที่จะทำได้ นี่อาจเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย ที่เน้นการทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ การที่ บิ๊กป้อมไม่รับตำแหน่งใน ครม.อนุทิน 1 จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะใช้ประสบการณ์และความรู้ความสามารถที่มีอยู่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

แม้ว่า พล.อ.ประวิตร จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล แต่การสนับสนุนและความช่วยเหลือจากประสบการณ์ของท่าน จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน

ที่มา – “บิ๊กป้อม” ปัดต่อรอง ลั่นไม่ขอรับตำแหน่งใน “ครม.อนุทิน 1” ขอหนุนอยู่เบื้องหลัง

ประวัติ นิธิยา บุญญามณี ว่าที่ รมช.พาณิชย์

เปิดประวัติ “นิธิยา บุญญามณี” ลูกสาว “นิพนธ์” เตรียมนั่งเก้าอี้ รมช.พาณิชย์ ภายใต้ “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ คนที่ 32

วันที่ 7 ก.ย. 68 มีรายงานความคืบหน้า กรณีการจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ซึ่งในครั้งนี้มีรายชื่อ น.ส.นิธิยา บุญญามณี ที่คาดว่าจะได้นั่งตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ ซึ่งเป็นที่จับตามอง เนื่องจาก น.ส.นิธิยา บุญญามณี เป็นลูกสาวของ นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย

การเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ของ น.ส.นิธิยา บุญญามณี ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญในการสานต่อนโยบายและผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ประวัติ นิธิยา บุญญามณี

น.ส.นิธิยา บุญญามณี อายุ 37 ปี เป็นบุตรสาวของ นายนิพนธ์ บุญญามณี และ นางกัลยา บุญญามณี

ประวัติการศึกษา

  • ปริญญาตรี นักเรียนทุน คณะเศรษฐศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) เกียรตินิยมอันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปริญญาโท Master of Business Administration (Executive) สถาบันบัณฑิตธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เส้นทางสู่ รมช.พาณิชย์: ประวัติการทำงานของ นิธิยา บุญญามณี

ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง น.ส.นิธิยา บุญญามณี มีประสบการณ์การทำงานในภาคธุรกิจมาอย่างหลากหลาย ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เธอมีความเข้าใจในกลไกตลาดและความต้องการของผู้ประกอบการ

ประวัติการทำงาน

  • ปี 2553-2555: ตำแหน่ง นักวิเคราะห์ข้อมูล Data Analyst บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ที่นี่เองที่เธอได้เรียนรู้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ
  • ปี 2556-2568: ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู้ด จำกัด บทบาทนี้ทำให้เธอต้องรับผิดชอบในการบริหารจัดการองค์กร การวางแผนกลยุทธ์ และการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต
  • ปี 2556-2568: กรรมการบริหาร บริษัท สมิหลา โคลด์ สโตเรจ จำกัด ประสบการณ์ในธุรกิจห้องเย็นช่วยให้เธอมีความเข้าใจในระบบโลจิสติกส์และการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

ด้วยประสบการณ์และความรู้ที่สั่งสมมา น.ส.นิธิยา บุญญามณี จึงมีความพร้อมที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ นับเป็นโอกาสอันดีที่ น.ส.นิธิยา บุญญามณี จะได้นำความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่มีมาใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมการค้าทั้งในและต่างประเทศ การสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทย และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ นโยบายและแนวทางการทำงานของ น.ส.นิธิยา บุญญามณี ในการขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์ให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ และสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชนชาวไทย

ที่มา – ประวัติ “นิธิยา บุญญามณี” ลูกสาว “นิพนธ์” จ่อนั่งเก้าอี้ รมช.พาณิชย์

“อนุทิน” เผยพรุ่งนี้ ทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย

“อนุทิน” เผยพรุ่งนี้ ทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย “เศรษฐา” ส่งแจกันดอกไม้ร่วมยินดี

“นายกฯ หนู” เผย พรุ่งนี้จะทำเอกสาร “ครม.อนุทิน 1” ให้เรียบร้อย ไม่ได้เข้าพรรคภูมิใจไทย ด้าน “เศรษฐา” ส่งแจกันดอกไม้แสดงความยินดี

เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 7 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยสั้นๆ ว่า วันพรุ่งนี้ (8 กันยายน 2568) จะทำเอกสารเรื่องคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เรียบร้อย และอาจจะไม่ได้เดินทางเข้ามายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ก่อนจะเดินต่อไปยังร้านจานิสตาร์ ร้านกาแฟของ จ๋า ธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายกรัฐมนตรี และบอกว่า “ยังไม่ได้กินข้าว ขอไปกินข้าวก่อน”

ต่อมาเวลา 16.45 น. นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และ พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน ภรรยา ได้ส่งแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีให้กับ นายอนุทิน ในการเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ด้วย

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่นายอนุทินออกมาเปิดเผยว่าจะทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อยในวันพรุ่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงในการที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้า

นอกจากนี้ การที่นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ส่งแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ถือเป็นภาพที่น่าประทับใจ และแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักการเมือง แม้จะต่างพรรคต่างขั้ว แต่ก็สามารถร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของชาติบ้านเมืองได้

การทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการเริ่มต้นการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ การแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆ ในคณะรัฐมนตรี จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เข้าใจถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างมีวิจารณญาณ การที่รัฐบาลชุดใหม่สามารถทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อยได้อย่างรวดเร็ว จะเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการทำงาน และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่

อนุทินเร่ง ทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย

การที่นายอนุทิน เร่งดำเนินการเรื่องเอกสาร ครม. แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และความเข้าใจถึงความสำคัญของการมีคณะรัฐมนตรีที่พร้อมทำงานโดยเร็วที่สุด การที่อดีตนายกฯ เศรษฐาส่งดอกไม้มาแสดงความยินดีก็เป็นภาพที่สวยงามของการเมืองไทย

ความสำคัญของการทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย

  • การเริ่มต้นการทำงานของรัฐบาลใหม่
  • การแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสม
  • ความเชื่อมั่นของประชาชน

การทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อยไม่ใช่แค่เรื่องของขั้นตอนทางธุรการ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นและการเตรียมพร้อมที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ

การเมืองไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ก็มีโอกาสที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ การที่นายอนุทินและนายเศรษฐาส่งสัญญาณที่ดีออกมาเช่นนี้ ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าอนาคตของการเมืองไทยจะเป็นไปในทิศทางใด

ที่มา – นายกฯ เผย พรุ่งนี้ทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย “เศรษฐา” ส่งแจกันดอกไม้ร่วมยินดี

วิโรจน์เชื่อรัฐบาลอยู่ไม่นาน พรรคประชาชนตรวจสอบเต็มที่

“วิโรจน์” เชื่อ “รัฐบาลอนุทิน” ไม่สามารถลากยาวอยู่ในตำแหน่งได้ แนะจับตา 2 เรื่อง ยัน พรรคประชาชนทำหน้าที่ตรวจสอบเต็มที่

วันที่ 7 กันยายน 2568 คณะกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.วรรณิดา นพสิทธิ์ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธาน กมธ. มีการจัดโครงการสัมมนาการส่งเสริมความรู้ด้านพลังงาน ในหัวข้อ “พลังงานในยุคเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่ จ.ชลบุรี โดยมี นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นแขกรับเชิญพิเศษ

ทั้งนี้ ในตอนหนึ่ง นายวิโรจน์ กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองเกี่ยวกับการตัดสินใจของพรรคประชาชน เรื่องการทำข้อตกลง (MOA) ร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ว่า รัฐบาลจะทำตามเงื่อนไขหรือไม่นั้น ต้องขอให้ติดตามดู 2 ประการสำคัญ คือ

  1. หน้าตาคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นอย่างไร รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเป็นไปตามที่ได้ทำข้อตกลงไว้หรือไม่ หากไม่เป็นไปตามข้อตกลง ก็ไม่จำเป็นต้องรอถึง 4 เดือน
  2. สิ่งสำคัญที่สุดหากตั้ง ครม.ได้แล้ว ส่อไปในทิศทางหรือก่อให้เกิดความเสียหาย พรรคประชาชนในฐานะพรรคฝ่ายค้านหลัก จะทำหน้าที่ในการอภิปราย และชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบโดยทันที

“ยืนยันว่าเราจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ และเชื่อว่ารัฐบาลไม่สามารถลากยาวอยู่ในตำแหน่งได้ และสุดท้ายรัฐบาลจะถูกตัดสินว่าทำตามที่พูดหรือไม่ เมื่อเข้าสู่คูหาเลือกตั้ง”

วิโรจน์เชื่อรัฐบาลไม่สามารถลากยาวได้ ยัน พรรคประชาชนทำหน้าที่ตรวจสอบเต็มที่

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้แสดงความเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของพรรคประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้นาน

พรรคประชาชนพร้อมตรวจสอบเต็มที่

พรรคประชาชนในฐานะพรรคฝ่ายค้านหลัก จะมุ่งเน้นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนการเข้าร่วมรัฐบาล หากพบว่ารัฐบาลไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง หรือการดำเนินงานของรัฐบาลก่อให้เกิดความเสียหาย พรรคประชาชนจะดำเนินการอภิปรายและชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบโดยทันที

นอกจากนี้ นายวิโรจน์ยังได้กล่าวถึงการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการทำข้อตกลงร่วมกับพรรคภูมิใจไทย โดยเน้นย้ำว่าพรรคจะจับตาดูการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ องค์ประกอบของคณะรัฐมนตรี และทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาล หากพบว่ารัฐบาลไม่เป็นไปตามข้อตกลง หรือมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย พรรคประชาชนจะดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น และพร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ

ความเชื่อมั่นของนายวิโรจน์ที่ว่ารัฐบาลไม่สามารถลากยาวอยู่ในตำแหน่งได้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน และสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

การออกมาแสดงความเห็นของนายวิโรจน์ครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลว่า พรรคประชาชนจะจับตาดูการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะออกมาคัดค้านหากพบว่ารัฐบาลมีการดำเนินงานที่ไม่ถูกต้องหรือไม่โปร่งใส ทั้งนี้ นายวิโรจน์ยังได้เน้นย้ำว่า สุดท้ายแล้วประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่ารัฐบาลทำตามที่ได้พูดไว้หรือไม่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างธรรมาภิบาลในประเทศ และเป็นการประกันว่ารัฐบาลจะทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นการทำหน้าที่ของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย

ในท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถบริหารประเทศได้นานแค่ไหน และจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนได้หรือไม่ การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นบทพิสูจน์ว่า ประชาชนจะให้โอกาสรัฐบาลชุดนี้ต่อไป หรือจะเลือกผู้แทนที่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสกว่าเดิม

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนจะต้องตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง ในการติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และใช้สิทธิในการเลือกตั้งอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อเลือกผู้แทนที่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

ที่มา – “วิโรจน์” เชื่อรัฐบาลไม่สามารถลากยาวได้ ยัน พรรคประชาชนทำหน้าที่ตรวจสอบเต็มที่

Scroll to top