รัฐบาลใหม่

ภราดร ปริศนานันทกุล ว่าที่รัฐมนตรีป้ายแดง

เปิดประวัติ “ภราดร ปริศนานันทกุล” ว่าที่รัฐมนตรีป้ายแดง หลังมีชื่อติดโผ “ครม.อนุทิน 1” จากบทบาทรองประธานสภาฯ คนที่ 2 สู่ตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ภายหลังจาก ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 มีมติเห็นชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยคะแนน 311 เสียง ชนะนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย ที่ได้รับคะแนนไป 152 เสียง ภายใต้เงื่อนไขยุบสภาภายใน 4 เดือน ขั้นตอนจากนั้นคือประธานสภาฯ นำชื่อนายอนุทิน ขึ้นทูลเกล้าฯ และรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในระหว่างนี้ นายอนุทิน เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำภายใต้ สส. 146 เสียง โดยล่าสุดตัว นายอนุทิน ก็ยืนยันแล้วว่าโผ ครม. นั้น 100% แล้ว แต่ขอเปิดเผยในเวลาที่เหมาะสม

ทั้งนี้ สำหรับโผ ครม.อนุทิน 1 พบว่าหนึ่งในผู้ที่เป็นกระแสที่อาจจะได้เป็นรัฐมนตรีป้ายแดงอีกคน คือ นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ว่าที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ประวัติ “ภราดร ปริศนานันทกุล”

ภราดร ปริศนานันทกุล หรือ แบต เกิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522 ที่อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เป็นบุตรของนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กับนางรวีวรรณ ปริศนานันทกุล

การศึกษา

ภราดร ปริศนานันทกุล สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ระดับปริญญาตรี สาขาสถิติจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนระดับปริญญาโททางด้านเศรษฐศาสตร์ จาก Warwick University ประเทศอังกฤษ

เส้นทางการเมือง

ภราดร ปริศนานันทกุล ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง คู่กับนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เมื่อ 23 ธันวาคม 2550 และได้รับเลือกตั้งอีกสมัยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2554 ซึ่งขณะนั้นลงสมัครรับเลือกตั้งภายใต้สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา

กระทั่งในปี 2561 นายภราดร ได้ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทองอีกสมัย ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษกพรรคภูมิใจไทย

จากนั้นในปี 2566 นายภราดร ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทองอีกสมัย ภายใต้สังกัดพรรคภูมิใจไทย ก่อนที่จะถูกเสนอชื่อจากที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย เป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรในที่สุด

ต่อมา วันที่ 19 มิถุนายน 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 และ สส.จังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ประกาศยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่ง รองประธานสภาฯ คนที่ 2

กระทั่งล่าสุด วันที่ 5 กันยายน 2568 มีรายชื่อติดในโผ ครม.อนุทิน 1 ในตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี.

ทำความรู้จัก ภราดร ปริศนานันทกุล ให้มากขึ้น

การก้าวเข้าสู่ตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของ ภราดร ปริศนานันทกุล ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของเขา ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการเป็น สส. หลายสมัย รวมถึงบทบาทในพรรคภูมิใจไทย ทำให้หลายฝ่ายจับตามองว่าเขาจะเข้ามาขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขปัญหาของประเทศในด้านใดบ้าง

ภราดร ปริศนานันทกุล ถือเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองอีกคนหนึ่ง ด้วยความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่เขามี การเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่เขาจะได้แสดงศักยภาพและสร้างผลงานเพื่อประเทศชาติ

จากประวัติและเส้นทางการเมืองที่ผ่านมาของ ภราดร ปริศนานันทกุล สามารถกล่าวได้ว่าเขาเป็นนักการเมืองที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อประชาชน การเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในครั้งนี้จึงเป็นความท้าทายที่สำคัญ และเป็นโอกาสที่เขาจะได้พิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนได้เห็น

การมีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน 1 ของ ภราดร ปริศนานันทกุล สะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจที่ผู้บริหารพรรคภูมิใจไทยมีต่อตัวเขา และเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขาจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในอนาคต

ที่มา – ประวัติ “ภราดร ปริศนานันทกุล” ว่าที่รัฐมนตรีป้ายแดง หลังมีชื่อติดโผ “ครม.อนุทิน 1”

เปิดประวัติ ธนกร วังบุญคงชนะ ว่าที่ รมช.มหาดไทย

เปิดประวัติ “ธนกร วังบุญคงชนะ” อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล “พลเอกประยุทธ์” มีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน 1 นั่งว่าที่ รมช.มหาดไทย วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยคนนี้ให้มากขึ้น

ประวัติ ธนกร วังบุญคงชนะ

นายธนกร วังบุญคงชนะ มีชื่อเล่นว่า แด๊ก เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2516 พื้นเพเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช จบการศึกษาสูงสุด ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น เมื่อต้นปี 2568 เพิ่งมีข่าวเข้าพิธีมงคลสมรสกับ “แคทตี้” ดร.แคทลีน มาลีนนท์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลมาลีนนท์ ประธานกรรมการ บมจ.ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (Thai Solar Energy PLC.) หลังจากเป็นเพื่อนกัน 5 ปี และดูใจกันอีก 5 ปี ก่อนจะตกลงใช้ชีวิตคู่

นายธนกร เคยเป็นผู้สื่อข่าว ก่อนจะถูกนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชักชวนเข้าสู่วงการการเมือง ตั้งแต่สมัยอยู่พรรคมัชฌิมาธิปไตย และลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกในพื้นที่ กทม. แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง ก่อนย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย โดยชีวิตการทำงานเคยเป็นอดีตอนุกรรมการ เลขานุการ รวมถึงที่ปรึกษาหลายกระทรวง เช่น กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, และกระทรวงสาธารณสุข

และเมื่อ 18 พ.ย. 2561 ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ มีความสนิทสนมกับ นายอุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จนได้นั่งตำแหน่งเลขานุการ เมื่อนายอุตตม ลาออกจากตำแหน่ง ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังเคยเป็นโฆษกประจำศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) รวมถึงเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนได้เลื่อนลำดับขึ้นเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในเดือนพฤศจิกายน 2565 เนื่องจาก นางวทันยา บุนนาค ลาออกจากการเป็น สส. 

เส้นทางการเมืองของ ธนกร วังบุญคงชนะ

นอกจากนี้ ในสมัยของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายธนกร ยังถูกแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ว่ากันว่าเป็นลูกรักนายกรัฐมนตรี คอยเป็นกำลังสำคัญตอบโต้ฝ่ายค้าน และแก้ข่าวให้นายกฯทุกรอบ 

ก่อนที่จะมานั่งตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ 

และล่าสุด ใน ครม.อนุทิน 1 ปรากฏชื่อ นายธนกร เป็นว่าที่ รมช.มหาดไทย 

การก้าวเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยของ นายธนกร วังบุญคงชนะ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของเขา ต้องติดตามกันต่อไปว่าเขาจะสามารถสร้างผลงานและพัฒนาประเทศชาติได้อย่างไรบ้าง การจับตาดูบทบาทของธนกร วังบุญคงชนะ ในตำแหน่งใหม่นี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

โดยสรุปแล้ว ประวัติของ ธนกร วังบุญคงชนะ แสดงให้เห็นถึงเส้นทางการเมืองที่น่าสนใจ จากผู้สื่อข่าว สู่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และล่าสุด ว่าที่ รมช.มหาดไทย การเปลี่ยนแปลงและการเติบโตในเส้นทางนี้เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – เปิดประวัติ “ธนกร วังบุญคงชนะ” มีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน 1 นั่งว่าที่ รมช.มหาดไทย

อดีตพี่เลี้ยงดีใจ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ

อดีตพี่เลี้ยงดีใจ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ คนที่ 32 เผยนิสัยวัยเด็ก เป็นคนขี้เล่น กินง่าย ไม่ก้าวร้าว พร้อมอวยพรให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ และดูแลประเทศชาติอย่างดีที่สุด

วันที่ 6 กันยายน 2568 เวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ 12 ตำบลสะพุง อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อพบกับ นางเพ็ง อ้อมชมพู อายุ 65 ปี และ นางเล่ง นิสัย อายุ 61 ปี ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกัน ทั้งสองเคยทำงานเป็นพี่เลี้ยงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ในช่วงที่ยังเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หรือเมื่อราว 30 ปีก่อน โดยทั้งสองต่างรู้สึกดีใจอย่างยิ่งเมื่อทราบข่าวว่านายอนุทินได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมหยิบอัลบั้มรูปถ่ายย้อนอดีตขึ้นมาดูด้วยความปลื้มใจ

นางเพ็ง อ้อมชมพู เล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. 2520 ขณะอายุ 18 ปี ตนได้เดินทางไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร ทราบว่า คุณนาย หรือคุณแม่ของนายอนุทิน ต้องการคนดูแลลูก ๆ และช่วยงานบ้าน ตนจึงไปพร้อมกับ นางเล่ง นิสัย เพื่อทำหน้าที่พี่เลี้ยงเด็กทั้งสามคนในบ้าน เด็กคนโตคือ นายอนุทิน มีชื่อเล่นว่า “หนูหนู” น้องชายคนรองชื่อ นายมาศถวิน หรือ “น้องน้อง” และน้องสาวคนเล็กชื่อ นางสาวอนิลรัตน์ หรือ “หนุ่ยนุ้ย” ทั้งสามพี่น้องมีนิสัยเรียบร้อย น่ารัก และไม่เคยแสดงท่าทีถือตัวหรือลำเอียงกับตน ทั้งที่ตนเป็นเพียงคนงานในบ้าน 

ตนเคยดูแลอยู่ถึง 13 ปี แม้ปัจจุบันจะกลับมาอยู่ภูมิลำเนาที่ศรีสะเกษแล้ว แต่ก็ยังคงรู้สึกผูกพันและห่วงใยเสมอ ในช่วงที่ดูแลนายอนุทินอยู่ชั้น ป.3 อายุประมาณ 9 ขวบ มีนิสัยขี้เล่น ไม่ดื้อ เลี้ยงง่าย สุภาพ ไม่ก้าวร้าว และชอบรับประทานอาหารง่าย ๆ เช่น ไข่เจียว ไข่ดาว เป็นต้น เขายังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพี่น้อง หยอกล้อเล่นกันอย่างอบอุ่น ตนมักอยู่เป็นเพื่อนยามค่ำคืน โดยเฉพาะเวลาที่เขารอพ่อแม่กลับบ้าน จนกว่าจะมั่นใจว่าทุกคนกลับมาแล้วจึงค่อยพักผ่อน

เมื่อถึงปี พ.ศ. 2533 ตนตัดสินใจลาออกกลับมาดูแลมารดาที่บ้านเกิด เพราะไม่มีใครช่วยทำนาและทำเกษตร เนื่องจากญาติพี่น้องอยู่ไกลที่กรุงเทพฯ แม้จะได้รับความไว้วางใจจากคุณพ่อของนายอนุทิน และถูกขอร้องให้อยู่ต่อด้วยความผูกพันที่ยาวนาน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจกลับบ้านด้วยความจำเป็น

ล่าสุด เมื่อประมาณ 4 ปีก่อน ตนมีโอกาสได้พบกับ คุณอนิลรัตน์ หรือน้องหนุ่ยนุ้ย ซึ่งได้แวะมาเยี่ยมที่บ้าน และเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่สวนทุเรียน “ไร่สร้างฝัน” ตำบลศรีแก้ว อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังปัญหาเกี่ยวกับไฟฟ้า น้ำ และที่ดิน ในครั้งนั้น ตนได้พบกับนายอนุทินอีกครั้งหลังจากไม่ได้พบกันมานานกว่า 30 ปี รู้สึกตื่นเต้นและดีใจมาก 

ขณะเดียวกันก็เกรงว่าเขาจะจำตนไม่ได้ แต่ปรากฏว่า นายอนุทินจำตนได้ทันที พร้อมกล่าวอย่างตื้นตันว่า “วันนี้ได้พบกับพี่เลี้ยงของผม ไม่ได้เจอกันมากว่า 30 ปี เลี้ยงผมมาตั้งแต่ ป.3 เคยถูกตีด้วย เพราะไปแกล้งน้องสาว” แม้ไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกันมากนัก เพราะนายอนุทินมีภารกิจ แต่ก่อนไปท่านกล่าวทิ้งท้ายว่า “ไปหาแม่ไหม ไปเที่ยวกรุงเทพฯ ไหม” เพียงแค่นั้นก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายและน่าประทับใจอย่างยิ่ง

ครั้งใดที่มีกระแสทางการเมืองเกี่ยวกับนายอนุทิน ตนก็มักรู้สึกเป็นห่วงอยู่เสมอ ด้วยความผูกพันที่เคยดูแลกันมาแต่เด็ก และเมื่อวานนี้ หลังทราบว่านายอนุทินได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ตนรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง ได้โทรศัพท์ไปพูดคุยแสดงความยินดีกับคุณพ่อและคุณแม่ของนายอนุทิน ซึ่งทุกท่านต่างปลื้มใจเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่มีโอกาสโทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับนายอนุทินโดยตรง เนื่องจากยังไม่มีช่องทางในการติดต่อ แต่ยังคงสื่อสารผ่านทางคุณแม่ของนายอนุทินอย่างสม่ำเสมอ และในขณะนี้ ตนก็มีความคิดที่จะเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อร่วมแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการด้วยตัวเอง โดยคุณแม่ของนายอนุทินยังได้กล่าวกับตนด้วยความเอ็นดูว่า “ถ้านายอนุทินในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่ศรีสะเกษเมื่อไหร่ ไปกอดให้แน่น ๆ เลยนะ”

นั่นคือสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ตนยังคงมีต่อครอบครัวของว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ความฝันของตนในวันนี้เป็นจริงแล้ว เพราะตลอดมาได้เฝ้าหวังและภาคภูมิใจที่จะเห็นนายอนุทินได้เป็นนายกรัฐมนตรี ตนรู้สึกตื้นตันใจอย่างที่สุด และขออวยพรให้ท่านนายกรัฐมนตรีมีสุขภาพแข็งแรง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่น และดูแลประเทศชาติอย่างดีที่สุด ให้ประชาชนในทุกหย่อมหญ้าได้รับความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกด้าน

อดีตพี่เลี้ยงดีใจ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ

เรื่องราวความผูกพันของอดีตพี่เลี้ยงที่ได้เห็น “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความรู้สึกดีๆ ก็ยังคงอยู่เสมอ

ความรู้สึกของอดีตพี่เลี้ยงเมื่อ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ

อดีตพี่เลี้ยงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นอดีตเด็กที่ตนเคยดูแลเติบโตและประสบความสำเร็จในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองของประเทศ

  • ความผูกพันที่มีมายาวนาน
  • ความภาคภูมิใจในตัวนายอนุทิน
  • ความหวังที่จะเห็นนายอนุทินนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

เรื่องราวนี้เป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังทำหน้าที่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ใดก็ตาม ขอให้ทำด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่น เพราะความดีและความตั้งใจจริงจะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จในที่สุด

นอกจากนี้ เรื่องราวของอดีตพี่เลี้ยงที่แสดงความยินดีกับ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ ยังแสดงให้เห็นว่าการเป็นคนดี มีน้ำใจ และมีความกตัญญู เป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่ทำให้คนเราได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากผู้อื่น

ที่มา – อดีตพี่เลี้ยงดีใจ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ เผยนิสัยวัยเด็ก เป็นคนขี้เล่น กินง่าย

ประวัติ “ไผ่ ลิกค์” ลุ้น! ติดโผ ครม.อนุทิน 1

เปิดประวัติ “ไผ่ ลิกค์” หรือ ไผ่ วันพอยท์ สส.พรรคกล้าธรรม หลังมีชื่อติดโผ “ครม.อนุทิน 1” ลุ้นเป็นรัฐมนตรีป้ายแดงอีกคน

วันที่ 6 กันยายน 2568 ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 มีมติเห็นชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยคะแนน 311 เสียง ชนะนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย ที่ได้รับคะแนนไป 152 เสียง ภายใต้เงื่อนไขยุบสภาภายใน 4 เดือน ขั้นตอนจากนั้นคือประธานสภาฯ นำชื่อนายอนุทิน ขึ้นทูลเกล้าฯ และรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในระหว่างนี้ นายอนุทิน เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำภายใต้ สส. 146 เสียง โดยล่าสุดตัว นายอนุทิน ก็ยืนยันแล้วว่าโผ ครม. นั้น 100% แล้ว แต่ขอเปิดเผยในเวลาที่เหมาะสม

สำหรับโผ ครม.อนุทิน 1 พบว่าหนึ่งในผู้ที่เป็นกระแสที่อาจจะได้เป็นรัฐมนตรีป้ายแดงอีกคนมีชื่อของ นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ลูกหม้อของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่แทบจะเรียกได้ว่าเห็น ร.อ.ธรรมนัส ที่ไหน เห็นไผ่ ลิกค์ ที่นั่น การมีชื่อที่อาจจะได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่นี้จึงเป็นที่น่าจับตา เพราะก่อนหน้านี้นายไผ่ เคยมีข่าวว่าส่งชื่อตรวจคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่ได้ร่วมใน ครม.นายเศรษฐา ทวีสิน และ ครม.แพทองธาร ชินวัตร การมีชื่อครั้งนี้จึงน่าลุ้น

ประวัติ “ไผ่ ลิกค์” มีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน 1

ในส่วนของประวัติ นายไผ่ ลิกค์ เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2521 อายุ 47 ปี (ณ ปี 2568) เป็นบุตรชายของ นายเรืองวิทย์ ลิกค์ อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวงและสมาชิกบ้านเลขที่ 111 กับนางปราณี ลิกค์ มีน้องชายคือ นายภูผา ลิกค์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จบปริญญาตรีนิเทศศาสตรบัณฑิต คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม หลังเรียนจบสานต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัว ต่อมาขยายธุรกิจมายังแวดวงรถยนต์และเต็นท์รถมือสอง ส่วนที่หลายคนรู้จักในชื่อ ไผ่ วันพอยท์ ที่มีมาจากทีมวันพอยท์ ที่นายไผ่ เป็นนักแข่งเข้าร่วมแข่งขันอยู่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตหลายรายการ จึงเป็นที่มาของฉายา ไผ่ วันพอยท์

เส้นทางการเมือง ลุ้นเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง

นายไผ่ ลิกค์ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรกสังกัดพรรคพลังประชาชน เมื่อปี 2550 ภายหลังจากที่บิดาถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองพร้อมกับกลุ่มบ้านเลขที่ 111 แต่ขณะนั้นไม่ได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาปี 2554 ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทยและได้รับการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก และยังดำรงตำแหน่งโฆษกคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ด้วย ต่อมานายไผ่ ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เมื่อปลายปี 2561 และได้รับการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ในปี 2562 และยังได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ

กระทั่งปี 2565 นายไผ่ และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐจำนวนหนึ่งในนามกลุ่มธรรมนัส ย้ายไปสังกัดพรรคเศรษฐกิจไทย แต่ในปี 2566 กลุ่มดังกล่าวก็ย้ายกลับมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐอีกครั้ง และลงสมัครรับเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 ในปีเดียวกันนี้ มีกระแสข่าวว่า นายไผ่ ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่ใน ครม.เศรษฐา 1 กลับไม่ปรากฏชื่อ โดยในปี 2567 การปรับ ครม.เศรษฐา 2 นายไผ่ ก็ได้รับการเสนอชื่อในตำแหน่งเดิม แต่เนื่องจากกลัวว่าจะเกิดปัญหา นายไผ่ จึงตัดสินใจไม่รับตำแหน่ง โดยเป็น นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แทน อีกทั้งในปี 2568 ภายใต้รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ก็มีชื่อนายไผ่ ติดโผเป็นรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่ในที่สุดก็ยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี

คงต้องลุ้นหน้าตา ครม.อนุทิน 1 ที่กำลังจะคลอดออกมาในเร็วๆ นี้ว่าจะประกอบด้วยใครบ้างในตำแหน่งรัฐมนตรีของคณะรัฐบาล และนายไผ่ จะได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้หรือไม่ ซึ่งพรรคกล้าธรรมได้โควตารัฐมนตรีราว 7-8 เก้าอี้ โดยรัฐบาลเฉพาะกิจนี้ที่จะเข้ามาปฏิบัติงานภายใต้เงื่อนไข 5 ข้อของพรรคประชาชนที่โหวตหนุน นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งนายอนุทิน เป็นตัวแทนพรรคร่วมลงนามในข้อตกลงต่อหน้าสาธารณะ โดยนายอนุทิน ก็ประกาศว่าหลังจากเข้าฝเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก็จะนำ ครม. ทำงานโดยทันที

การมีชื่อของ “ไผ่ ลิกค์” ในโผ ครม.อนุทิน 1 ครั้งนี้ สร้างความฮือฮาไม่น้อย ต้องติดตามกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วเขาจะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่

ที่มา – ประวัติ “ไผ่ ลิกค์” มีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน 1 ลุ้นเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง

สะพัด! โผ ครม.อนุทิน สุชาติผงาด ธรรมนัสยังไม่เคาะ

ข่าวสะพัดโผ ครม.อนุทินล่าสุด! “อนุทิน” นัดพรรคร่วมเดินเกมเร็วตั้ง ครม. “ธรรมนัส” ยังไม่เคาะคุม กห. หรือไม่ ส่วน 4 โควตาคนนอกชัดเจนแล้ว ขณะที่ “สุชาติ ชมกลิ่น” ผงาดนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.ทส. กล้าธรรม-พปชร. ยังไม่ลงตัว

วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยช่วงบ่าย จนถึงช่วงเย็นวันนี้ค่อนข้างคึกคัก บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลและกลุ่มการเมือง ที่สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี ต่างเดินทางเข้ามาที่พรรค อาทิ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส. พรรคเพื่อไทย โดยคาดว่าน่าจะมีการพูดคุยจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้ลงตัว ตามโควตาของแต่ละส่วน

สะพัดโผ ครม.อนุทินล่าสุดเป็นอย่างไร?

สำหรับสะพัดโผ ครม.อนุทินล่าสุด พรรคภูมิใจไทยจะได้เก้าอี้รัฐมนตรีส่วนใหญ่ประมาณ 12 ที่นั่ง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีชื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ นั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ส่วนนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ครั้งนี้จะได้รับโอกาสเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ด้านนางศุภมาส อิศรภักดี โผครั้งนี้ถูกโยกไปนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส่วนกระทรวงที่ต้องจับตาอย่างกระทรวงคมนาคม มีชื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นั่งเจ้ากระทรวง ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล ก็มีชื่อเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง นั่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

สำหรับ โควตาคนนอก ที่ชัดเจนแล้ว นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่จะเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่จะเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จะได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยังเป็นโควตาคนนอก ซึ่งมีกระแสข่าวว่าเป็นตำรวจ

ในส่วนของพรรคกล้าธรรม 7 เก้าอี้ มีการเสนอร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ตำแหน่งนี้ก็มีความต้องการจากพรรคพลังประชารัฐด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นนายอรรถกร ศิริลัทธยากร, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นนายอัครา พรหมเผ่า ขณะที่นายไผ่ ลิกค์ จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ และยังมีชื่อของนายองอาจ วงษ์ประยูร สส.สระบุรี และนายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยแต่ยังไม่ได้ระบุกระทรวง

พลังประชารัฐและกลุ่มสุชาติในสะพัดโผ ครม.อนุทิน

ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ได้ 4 เก้าอี้ ซึ่งตอนนี้มีรายชื่อปรากฏคือนายสันติ พร้อมพัฒน์ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอีกหนึ่งเก้าอี้ ที่เสนอขอคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ได้นั่งเองแต่จะส่งพลเอกณัฐ อินทรเจริญ เข้ามาดำรงตำแหน่ง ส่วนอีก 2 ตำแหน่งมีรายชื่อแล้วเป็นนางตรีนุช เทียนทอง กับนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดว่าจะนั่งกระทรวงใด อาจจะเป็นกระทรวงแรงงาน

สำหรับกลุ่มนายสุชาติ ชมกลิ่น ชัดเจนแล้วว่า ได้ 3 เก้าอี้โดยเจ้าตัวได้นั่งรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ คนสนิทนายสุชาติ ได้โควตารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีชื่อของนายธนกร วังบุญคงชนะ จะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นอกจากนี้กลุ่มของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้โควตารัฐมนตรีว่าการ 1 และรัฐมนตรีช่วยว่าการ 1 ซึ่งมีชื่อของนายนริศ ขำนุรักษ์ ส่วนกลุ่มของนายนิพนธ์ จะได้รับเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง 1 ตำแหน่ง

อย่างไรก็ตามขณะนี้ ว่าที่รัฐมนตรีได้ ทยอยกรอกประวัติ เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว

สะพัดโผ ครม.อนุทิน ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการจัดสรรอำนาจที่น่าสนใจในรัฐบาลใหม่ หลายตำแหน่งยังไม่ชัดเจนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การรวมตัวของพรรคร่วมรัฐบาลและการแบ่งสรรเก้าอี้สะท้อนถึงพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อนและน่าจับตามอง

ที่มา – สะพัดโผครม.อนุทิน ได้ 4 โควตาคนนอก “สุชาติ” ผงาดรองนายกฯ ควบ รมว.ทส. “ธรรมนัส” ยังไม่เคาะ

โผ ครม. 100% แล้ว! “อนุทิน” ลั่น พร้อมเริ่มงาน

โผ ครม. นิ่งแล้ว “อนุทิน” ลั่นทำงานทันทีหลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน แง้มมีทั้งทหาร พลเรือน อส. นายกองใหญ่ คุณสมบัติต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ยังอุบคนนั่ง รมว.กห.

วันที่ 6 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เปิดเผยความชัดเจนถึงการจัดโผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน (ครม.อนุทิน 1) ว่า หลายๆ อย่างเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ยืนยันว่าความชัดเจนในการจัดสรรนั้น นิ่ง 100% แล้ว ซึ่งทุกคนที่มาทำหน้าที่ในคณะรัฐมนตรีทราบดีถึงเงื่อนไขและข้อจำกัดต่างๆ โดยจะต้องเริ่มทำงานทันทีหลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน

ส่วนความชัดเจนในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น นายอนุทิน ยังปฏิเสธที่จะเปิดเผย โดยระบุว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ยืนยันว่าไม่มีการปิดบังซ่อนเร้น และเมื่อถึงเวลาสมควร ไม่เป็นการก้าวล่วงใดๆ ก็จะรีบเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบ เพราะรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของประชาชนคนไทยทุกคน จะไม่ดำเนินการใดๆ ลับหลังประชาชน และจะให้ได้รับทราบร่วมกันเพื่อออกความเห็นให้รัฐบาลได้รับฟัง และรัฐบาลจะได้ปฏิบัติตาม

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังยืนยันด้วยว่า รัฐมนตรีทุกคนจะต้องมีคุณสมบัติไม่ขัดต่อกฎหมายและข้อจำกัด จะต้องทุ่มเททำงานด้วยความรู้ความสามารถ เป็นมืออาชีพ ซึ่งมีทั้งทหาร พลเรือน อส. นายกองใหญ่

โผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ โผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก หลายคนต่างรอคอยที่จะทราบรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

อนาคตประเทศไทยภายใต้รัฐบาลใหม่

การที่นายอนุทินออกมาประกาศว่า โผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน ทำให้เกิดความหวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การมีรัฐมนตรีจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งทหาร พลเรือน และอื่นๆ บ่งบอกถึงความตั้งใจที่จะรวบรวมผู้ที่มีความรู้ความสามารถจากทุกภาคส่วนมาร่วมกันพัฒนาประเทศ

แน่นอนว่าการจัดตั้งรัฐบาลผสมย่อมมีความท้าทายในการทำงานร่วมกัน แต่การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงการทำงานเพื่อประชาชนคนไทยทุกคน และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลใหม่จะให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลชุดใหม่จะนำมาใช้ในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สังคม และการต่างประเทศ การที่รัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของรัฐมนตรี และการปฏิบัติตามกฎหมาย ก็เป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง เพราะจะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาล

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนคนไทยทุกคน

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของรัฐบาลขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การร่วมมือกันเพื่อพัฒนาประเทศ จะเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – โผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน

“ธรรมนัส” ปัดแย่งกลาโหม ยัน “กล้าธรรม” คุมเกษตรฯ-ศธ.

“อนุทิน” นำทีมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลจิบกาแฟยามเย็น “ธรรมนัส” ออกโรงปฏิเสธข่าวแย่งกระทรวงกลาโหมจาก “บิ๊กป้อม” ชี้เป็นเรื่องเข้าใจผิด ยืนยันพรรค “กล้าธรรม” ได้ดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาธิการแน่นอน แต่ยังอุบไต๋เรื่องกระทรวงอื่น ๆ เพิ่มเติม ด้าน “เสี่ยหนู” ชนแก้วกาแฟอย่างอารมณ์ดี พร้อมกล่าวติดตลกว่าขออย่าให้เหมือน “ช็อกมินต์”

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้เดินทางไปยังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เพื่อพบปะและหารือเป็นการส่วนตัวกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี จากนั้น ร้อยเอกธรรมนัสได้เดินลงมายังร้านกาแฟจาริสต้าร์ ซึ่งนางสาวธนพร ศรีวิราช ภรรยาของร้อยเอกธรรมนัสกำลังรออยู่

ร้อยเอกธรรมนัสได้สั่งเครื่องดื่มอเมริกาโน่ร้อน ไม่หวาน และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า การเดินทางมาในวันนี้เป็นการมารับภรรยา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการยืนยันตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแต่อย่างใด โดยเรื่องการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น ตนได้มอบหมายให้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม เป็นผู้จัดการทั้งหมด วันนี้ตนเพียงแค่แวะมาทำธุระกับภรรยาเท่านั้น พร้อมทั้งยืนยันว่า การเป็นนักการเมืองนั้น ต้องพร้อมที่จะทำหน้าที่ทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ แต่เรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันในรายละเอียดขนาดนั้น

ส่วนกระแสข่าวที่ว่าตนเองแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจาก พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐนั้น ร้อยเอกธรรมนัส มองว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ตำแหน่งทางการเมืองไม่สามารถแย่งกันได้ และตนเองก็ไม่ได้คิดที่จะแย่งชิงอะไรจากใครทั้งสิ้น พร้อมทั้งยืนยันว่าในฐานะนักการเมือง ตนเองพร้อมที่จะร่วมงานกับทุกคนได้ และไม่ต้องการให้นำเรื่องการเมืองมาเป็นอุปสรรค

สำหรับความกังวลเกี่ยวกับคุณสมบัติของตนเองนั้น ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่าเป็นเรื่องที่ต้องมีการตรวจสอบ ที่ผ่านมา ตนเองได้ให้โอกาสรุ่นน้องได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะต้องการสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาทำงาน และขอให้ยุติการพูดถึงเรื่องการรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามระบบของพรรค

ร้อยเอกธรรมนัส ยืนยันถึงการรับตำแหน่งในกระทรวงต่างๆ ว่า นายอนุทินได้แจ้งแล้วว่าจะมอบหมายให้พรรคกล้าธรรมดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาธิการ แต่ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม ต้องรอการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีก่อน

หลังจากนั้น นายอนุทินได้เชิญร้อยเอกธรรมนัสไปนั่งพักที่ร้านคาเฟ่ และร้อยเอกธรรมนัสได้ขอชนแก้วกับว่าที่นายกรัฐมนตรี ก่อนที่นายอนุทินจะหัวเราะและกล่าวว่า “หวังว่าจะไม่เหมือนช็อกมินต์” พร้อมกันนั้นก็ได้สั่งเค้กส้มให้ร้อยเอกธรรมนัสได้ลองชิม เมื่อได้ลิ้มลองแล้ว ร้อยเอกธรรมนัสกล่าวว่าอร่อยมาก ผู้สื่อข่าวได้แซวว่า อร่อยเหมือนช็อกมินต์หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส ตอบว่า “จำไม่ได้”

ต่อมา ในเวลา 17.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เดินทางมาร่วมวงกาแฟด้วยอีกคน

ข่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะมีความคืบหน้าไปมากแล้วก็ตาม การแย่งชิงตำแหน่งและอำนาจยังคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในวงการการเมืองไทย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่นักการเมืองต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ

“ธรรมนัส” ปัดแย่งกลาโหม ยัน “กล้าธรรม” คุมเกษตรฯ-ศธ.

ร้อยเอกธรรมนัส ยืนยัน “กล้าธรรม” ได้คุมเกษตรฯ-ศธ.

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราได้เห็นความพยายามของร้อยเอกธรรมนัสในการปฏิเสธข่าวลือเรื่องการแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงการยืนยันว่าพรรคกล้าธรรมจะได้รับผิดชอบกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือเป็นสองกระทรวงหลักที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจก็คือ การที่พรรคกล้าธรรมได้รับมอบหมายให้ดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาธิการนั้น จะส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาประเทศในด้านใดบ้าง นโยบายของพรรคกล้าธรรมในด้านการเกษตรและการศึกษาจะเป็นอย่างไร และจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่สังคมต้องจับตามองต่อไป

การยืนยันของร้อยเอกธรรมนัสในครั้งนี้ อาจช่วยคลี่คลายความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในวงการการเมืองได้บ้าง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ การที่ทุกฝ่ายหันมาร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

พรรคกล้าธรรม ได้รับมอบหมายให้ดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นความคาดหวังของประชาชนที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น การบริหารงานที่โปร่งใส เป็นธรรม และมุ่งเน้นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก จะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพรรคกล้าธรรมมีความเหมาะสมที่จะได้รับความไว้วางใจในการบริหารประเทศต่อไป

แน่นอนว่าการทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเผชิญกับความท้าทายและความกดดันมากมาย แต่หากนักการเมืองทุกคนยึดมั่นในหลักการความถูกต้อง ซื่อสัตย์ และตั้งใจจริง ก็จะสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ในท้ายที่สุดแล้ว การเมืองไม่ใช่เรื่องของการแย่งชิงอำนาจ แต่เป็นเรื่องของการเสียสละและทำเพื่อส่วนรวม การทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และความสามัคคีของทุกฝ่าย จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ที่มา – “ธรรมนัส” ปัดแย่งกลาโหมจาก “บิ๊กป้อม” ยัน “กล้าธรรม” ได้คุมเกษตรฯ- ศธ.

อนุทินยัน! “ครม.อนุทิน 1” ไม่ขี้เหร่ พร้อมฟื้นคนละครึ่ง

ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 ยัน “ครม.อนุทิน 1” ไม่ขี้เหร่ เข้ามาแล้วต้องทำงานทันที ยึดสโลแกนทำวันนี้เสร็จเมื่อวาน รับเล็งฟื้น “คนละครึ่ง” มอบหมายว่าที่ รมว.คลัง พิจารณา ย้ำ อะไรดีทำต่อ

วันที่ 6 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดตัว นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยวงดังกล่าวยังมี นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ร่วมดื่มกาแฟกัน ที่ร้านจานิสตาร์ ชั้น 1 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ตามมาสมทบในภายหลัง โดยคาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ส่วนนายสันติ คาดว่าจะมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

เมื่อถามความคาดหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากกระทรวงการคลังในระยะสั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่ในกระทรวงการคลังมาโดยตลอด มีประสบการณ์ การทำงานทั้งต่างประเทศและในประเทศ เป็นอธิบดีมาหลายกรม เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพสามิต และอธิบดีกรมธนารักษ์ ท่านมีความรู้ความสามารถ ที่จะประสานงานกับฝ่ายประจำ ทำงานต่อเนื่องได้อย่างไม่มีปัญหา

ครม.อนุทิน 1 ไม่ขี้เหร่แน่นอน ทำวันนี้เสร็จเมื่อวาน

ส่วนการฟื้นโครงการคนละครึ่ง นายอนุทิน ระบุว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมดถ้าเป็นประโยชน์และเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน วันนี้ก็ดูเต็มที่ ก็จะเร่งมอบหมายให้ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เร่งพิจารณา เมื่อปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แล้วก็จะได้ดำเนินการต่อไปเพราะเวลาเรามีน้อย ไม่มาก ผู้สื่อข่าวถามต่อจะมีการสานต่อจาก Application เดิมหรือไม่ นายอนุทิน ยืนยันว่าอะไรที่ดีก็จะทำต่อ เราไม่มีเข้ามาแล้วบอกว่าอันนี้ไม่ใช่ของเรา ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลของตนจะไม่ทำ

สำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเข้ามาดำเนินการเรื่องข้อพิพาทไทย-กัมพูชา แก้ไข MOU 2543 และ 2544 หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ถ้าพูดถึงชื่อ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในวงการการทูตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจน่าจะมีความพึงพอใจและมั่นใจ รัฐบาลนี้เข้ามา ท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพราะฉะนั้นต้องนำผู้ที่มีประสบการณ์ ต้องได้รับการยอมรับจากนานาชาติแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เมื่อถามต่อไป ว่าที่ รมว.ต่างประเทศ มั่นใจว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้ใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญ ต้องวางพื้นฐานให้เป็นระยะยาว ขณะที่มองว่าเป็นเผือกร้อนหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่าทุกอย่างต้องให้ความสำคัญ

นายอนุทิน ยังยอมรับด้วยว่า กว่าว่าที่รัฐมนตรีโควตาคนนอกจะตอบรับตนใช้เวลาหลายวันหลายคืน เพราะ นายเอกนิติ มีอายุราชการเหลืออีก 6 ปี ซึ่งความรู้ความสามารถยังมีอนาคตในทางราชการ สามารถก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้อีก แต่ท่านก็เสียสละ เราเห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องประเทศชาติ เรื่องพี่น้องประชาชนมีความสำคัญ ซึ่งคุณสมบัติความรู้ความสามารถของท่านขณะนี้ต่อให้พ้นวาระนี้ไป คงจะมีเส้นทางในอาชีพของท่านได้มากมาย ท่านขอเวลาคิด 2-3 คืนก็ตัดสินใจมาร่วมทำงาน ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ท่านตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต โดยมุ่งมั่นถึงประเทศของเราและพี่น้องประชาชน

“ครม.อนุทิน 1” ไม่ขี้เหร่แน่นอน

ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ยังยืนยันด้วยว่าหน้าตา ครม. ไม่ขี้เหร่แน่นอน ต้องเป็น ครม. ที่เข้ามาแล้วทำงานได้เลย สโลแกนทำวันนี้เสร็จเมื่อวานของตนก็ยังถือว่าเป็นแนวทางการทำงานของพวกเราอยู่ ทางด้านคำถามว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 วันนี้หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่าจะทำให้เร็วที่สุด และคำนึงถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ทางการเมือง และเรื่องทางการเมืองตนคิดว่ามีความชัดเจนแล้ว อีก 4 เดือนก็ต้องยุบสภา ดังนั้นต้องทำทุกอย่างภายในอีก 4 เดือนให้เกิดผลงาน ให้เกิดความคืบหน้าและการแก้ปัญหาให้มากที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามต่อมีโครงการใดที่ ครม.ชุดใหม่ ต้องการทำเพิ่มอีกบ้าง นายอนุทิน ตอบกลับว่าให้ใจเย็นๆ ให้รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายในแต่ละกระทรวงมีอำนาจเต็มที่ในการกำหนดนโยบายด้วยความรวดเร็วโดยไม่ต้องรอว่าหัวหน้ารัฐบาลจะเอาด้วยหรือไม่ ซึ่งจะมาพูดว่าเดี๋ยวจะขัดกับพรรคโน้นพรรคนี้หรือไม่ ตนรับรองว่าไม่มี เราจะเอาประสบการณ์ที่มีของรัฐบาล 2-3 ชุดที่ผ่านมา ที่เห็นจุดอ่อนของการมีปัญหาและไม่ทำงาน ที่กังวลเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบกัน

มอบหมายว่าที่ รมว.คลัง ดูฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง”

ในคำถามว่ากระทรวงกลาโหมควรจะเป็นทหารเข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการประจำกระทรวงหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ก็ต้องการให้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพ ส่วนกระแสข่าวที่จะเป็น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม แข่งกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐนั้น นายอนุทิน เผยว่า หากตรงไหนมีความชัดเจนก็จะพามาเปิดตัวเช่นนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชน รับทราบโดยไม่ต้องคาดเดา ดังนั้นการที่ยังไม่พาคนอื่นมาแสดงว่ายังไม่แล้วเสร็จ หรือมีคำถามที่จะต้องเคลียร์กันก่อน

ในประเด็นคำถามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาขณะนี้ จำเป็นจะต้องเป็น พล.อ.ประวิตร หรือไม่ นายอนุทินบอกว่าอย่าถามแบบนี้ อะไรที่ตอบได้ก็ตอบ เพราะสไตล์การทำงานของตนไม่ต้องการให้ประชาชนมาคาดการณ์ใดๆ ถ้ามีความชัดเจนแล้วก็จะนำมาแนะนำตัวต่อพี่น้องประชาชนทุกคน ให้รับรู้รับทราบว่ารัฐบาลจะเป็นไปในทางใด พยายามจะทำงานให้ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ให้ทำเหมือนว่ามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศร่วมกัน ฝ่ายการเมืองอย่างพวกเราฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเป็นหลักอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าภาพของ ครม.อนุทิน 1 ไม่ขี้เหร่ จะออกมาเป็นแบบใด นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นภาพมืออาชีพที่ทำงาน ผู้ที่ร่วมทำงานทุกคนมีความเป็นพี่น้องสมัครสมานสามัคคี เพราะตนเป็นสมาชิกใน 36 คนมาหลายสมัย มีความรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวแทบจะไม่มีเลย คุยแต่เรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ไม่เคยมีการตัดสินใจร่วมกันเลย ภาพแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลของตนแน่นอน เนื่องจากทุกคนจะต้องเข้าใจเป้าหมายเดียวกันและเข้าใจภารกิจที่เรามีอย่างจำเพาะ ต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ไม่ใช่พรรคนี้เสนอ พรรคนี้ค้าน หัวหน้ารัฐบาลไม่ใช่มองว่าอันนี้ไม่เกิดประโยชน์กับพรรคตนเองก็ให้เรื่องช้าหน่อย สิ่งเหล่านี้จะไม่มี

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม ถึงตำแหน่งของนายสันติ ที่จะมานั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน รีบปัดตอบว่าฝ่ายการเมืองเดี๋ยวมาพูดคุยกัน ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ว่าที่รัฐมนตรีทั้ง 4 คน ได้นั่งพูดคุยกับนายอนุทินด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง และมีการเสิร์ฟเมนูเค้กส้มด้วย.

การที่นายอนุทินออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันถึงความพร้อมของ ครม.อนุทิน 1 ไม่ขี้เหร่ รวมถึงการพิจารณาฟื้นโครงการคนละครึ่งนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสานต่อนโยบายที่ดีอยู่แล้ว และพร้อมที่จะปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อประชาชน

ที่มา – ว่าที่นายกฯ ยัน “ครม.อนุทิน 1” ไม่ขี้เหร่ ทำวันนี้เสร็จเมื่อวาน เล็งฟื้น “คนละครึ่ง”

“สันติ” รับ “พรรคพลังประชารัฐ” ได้ 4 เก้าอี้จริงหรือ?

“สันติ” ยอมรับ “พรรคพลังประชารัฐ” ได้ 4 เก้าอี้จริง พร้อมปัดตอบ “บิ๊กป้อม” ร่วม ครม. แจงต้องไปพูดคุยกันในพรรคก่อน เรื่องนี้จริงหรือไม่ ไปติดตามรายละเอียดกัน

วันที่ 6 ก.ย. 2568 นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เผยถึงความคืบหน้าโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐว่า ทางพรรคภูมิใจไทยได้มอบหมายให้ “พรรคพลังประชารัฐ” ทั้งหมด 4 ตำแหน่ง แบ่งเป็น รัฐมนตรีว่าการ 2 ตำแหน่ง และรัฐมนตรีช่วยว่าการ 2 ตำแหน่ง

ส่วนจะมีตำแหน่งในกระทรวงฯ ใดบ้าง นายสันติ ระบุว่า เรื่องนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ ภายใน 1-2 วันนี้คาดว่าจะนิ่ง ส่วนกระทรวงกลาโหม คือสัดส่วนของ “พรรคพลังประชารัฐ” หรือไม่นั้น นายสันติ ระบุว่า กำลังพูดคุยกันอยู่ เพราะถ้าเป็นกระทรวงฯ สำคัญ กระทรวงฯ ใหญ่ บางทีก็ต้องดูให้ละเอียด และขอนำไปพูดคุยก่อน

กรณีที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะมานั่งรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ รวมถึง 4 ตำแหน่งรัฐมนตรี และคุณสมบัติต่างๆ ที่ต้องตรวจสอบ นายสันติ ยืนยันว่า การเจรจารับตำแหน่งดังกล่าวไม่ได้มีปัญหาอะไร ส่วนจะได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขใช่หรือไม่ นายสันติ ระบุว่า ต้องรอ 1-2 วันนี้ให้นิ่งก่อน คือใครจะให้หรือทำอะไร ต้องมีการประชุมและพูดคุยกันทั้งในพรรคและส่วนกลาง ต้องดูให้ตกผลึกและยืนยันว่าในพรรคมีความเป็นหนึ่งอันเดียวกันไม่มีปัญหา

นายสันติ ยังระบุว่า ระยะเวลา 4 เดือน ก็ถือว่าเป็นเงื่อนไขและโจทย์ใหญ่ ถ้ารู้ว่า มีเวลา 4 เดือน หากได้รับการโปรดเกล้าฯ เรียบร้อย ได้เข้าทำงาน ทุกคนเป็นรัฐมนตรี ก็จะต้องเร่งรัดในการทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เพราะขณะนี้ พวกเราก็รู้กันอยู่แล้วว่า เศรษฐกิจของประเทศและของโลก โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนชาวไร่ชาวนา เกษตรกร ก็กำลังลำบากอยู่ ถึงแม้จะเป็น 4 เดือน ก็จะต้องเร่งรัดในการทำงาน ลงไปดูประชาชน ให้มีความแข็งแรงขึ้นมา

เมื่อถามย้ำว่า การทำงานในระยะเวลา 4 เดือน จะมีอะไรที่จะเข้ามาบีบคั้น และอะไรจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด นายสันติ ระบุว่า พอเรารู้เวลาโดยประมาณว่า 4 เดือน เราก็ต้องหยิบประเด็นสำคัญ ในความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างงานสร้างอาชีพ เพื่อแก้ไขปัญหารากหญ้า เพราะคนรากหญ้ามีตั้ง 50-60 ล้านคน ก็จะทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย เศรษฐกิจข้างบนก็เดินได้ จะเป็นวงกลม ทำให้เกิดการพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่ง 4 เดือนจะบอกว่าช้าก็ถือว่าไม่ช้า จะบอกว่าเร็วก็ไม่เร็ว ซึ่งอยู่ที่รัฐมนตรีแต่ละคน ที่จะต้องทุ่มเทการทำงาน แต่ละเรื่อง และเอาเรื่องสำคัญที่เป็นหัวใจ.

“สันติ” รับ “พรรคพลังประชารัฐ” ได้ 4 เก้าอี้

การที่นายสันติออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของ “พรรคพลังประชารัฐ” และบทบาทของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณในรัฐบาลใหม่

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • ความชัดเจนเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ: การเจรจาภายในพรรคและการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับตำแหน่งรัฐมนตรีที่พรรคจะได้รับมอบหมายมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางและนโยบายของพรรคในรัฐบาล
  • บทบาทของพลเอกประวิตร: การตัดสินใจว่าพลเอกประวิตรจะเข้ารับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีหรือไม่ จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล
  • การทำงานในระยะเวลา 4 เดือน: การที่รัฐมนตรีมีเวลาจำกัดในการทำงาน ทำให้ต้องมีการวางแผนและดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประชาชน

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ จะช่วยให้เข้าใจถึงทิศทางและอนาคตของประเทศ

การที่ “พรรคพลังประชารัฐ” ได้รับ 4 เก้าอี้นั้น ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ แต่ประชาชนก็ยังคงจับตาดูการทำงานจริงของรัฐบาลว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

ที่มา – “สันติ” รับ “พรรคพลังประชารัฐ” ได้ 4 เก้าอี้ ปัดตอบ “บิ๊กป้อม” ร่วม ครม.

Scroll to top