รัฐสภาไทย

เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับการเมืองไทยในขณะนี้ เมื่อพรรคเพื่อไทยได้ออกมาแถลงความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน เพื่อให้เกิดความยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ

เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน จริงหรือไม่?

การเดินหน้าในครั้งนี้ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เน้นย้ำว่าพรรคได้ตั้งคณะทำงานยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เสร็จสิ้นแล้ว โดยหลักการสำคัญคือต้องไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และต้องสร้างความเข้าใจให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน

ทำไมต้อง สสร. 152 คน?

สำหรับที่มาของ สสร. 152 คนนั้น พรรคมีแนวคิดที่น่าสนใจ คือ:

  • ให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดมีส่วนร่วมคัดเลือกเบื้องต้น
  • รัฐสภาจะทำการคัดเลือกขั้นสุดท้ายจากผู้ที่ผ่านการคัดเลือกมา
  • เปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนต่างๆ ร่วมเสนอชื่อผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามา เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่มาจากความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ในประเด็นที่ว่า เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน นั้น ยังกำหนดกรอบเวลาการยกร่างไว้ที่ 300 วัน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนประชาชนร่วมกันถกเถียงและวางโครงสร้างกติกาหลักของประเทศ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อีกหนึ่งแกนนำพรรค ยังระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้ต้องการลดข้อกังวลที่ว่ารัฐธรรมนูญจะถูกกำหนดโดยนักการเมืองเพียงกลุ่มเดียว ดังนั้นการสร้างความร่วมมือจากพรรคการเมืองอื่นจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะลำพังเสียงของเพื่อไทยเพียง 74 เสียงนั้นไม่เพียงพอต่อการยื่นแก้ไข จึงต้องผนึกกำลังกับพรรคการเมืองอื่นเพื่อให้เกิดความสง่างามและเป็นรัฐธรรมนูญของคนไทยทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

ในมุมมองของผม การที่ เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการปรับเปลี่ยนประเทศผ่านกติกาที่ยอมรับได้กว้างขวางขึ้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การขอเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่นในสัปดาห์หน้าจะราบรื่นเพียงใด เพราะนี่คือบทพิสูจน์ความจริงใจในการผลักดันประชาธิปไตยให้มีความเข้มแข็งและเป็นธรรมมากขึ้นครับ

ที่มา – เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน ยกร่างใน 300 วัน ลุยขอเสียงพรรคอื่นหนุน

“เท้ง” ไม่รับปากขอโทษ สว. ปมระบอบสีน้ำเงิน

“เท้ง” ไม่รับปากขอโทษ สว. ปมระบอบสีน้ำเงิน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ “เท้ง” ไม่รับปากขอโทษ สว. ปมระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งถือเป็นแผลใจและความขัดแย้งที่ก่อตัวขึ้นใหม่ภายในรัฐสภา โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมายืนยันหนักแน่นว่าเจตนาที่แท้จริงของการตั้งคำถามเรื่องนี้ ไม่ใช่การบ่อนทำลายวุฒิสภา แต่เป็นการมุ่งหวังให้รัฐสภามีความยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง ผ่านการผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

เบื้องลึกวิพากษ์ “เท้ง” ไม่รับปากขอโทษ สว. ปมระบอบสีน้ำเงิน

หลังจากที่กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาได้นัดกันแถลงข่าวโต้กลับพรรคประชาชน โดยมีการขีดเส้นตายให้ทางพรรคออกมาขอโทษภายใน 3 วัน “เท้ง” ไม่รับปากขอโทษ สว. ปมระบอบสีน้ำเงิน อย่างชัดเจนในทันที โดยเขามองว่าควรดูรายละเอียดและที่มาของบุคคลที่ออกมาเรียกร้องก่อนว่า มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีอิทธิพลในการคัดเลือก สว. ครั้งล่าสุดอย่างไรบ้าง

  • จุดยืนของพรรคประชาชน คือการทำให้รัฐสภาทำงานเพื่อประชาชน
  • การวิพากษ์วิจารณ์ระบอบสีน้ำเงิน เป็นการตั้งคำถามถึงกระบวนการผูกขาดอำนาจ
  • เรียกร้องให้ สว. ยึดโยงกับประชาชน แทนการรักษาอำนาจหรือสิทธิพิเศษ

นายณัฐพงษ์ ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ปัญหาระบอบสีน้ำเงินที่เขากล่าวถึงนั้นมีความซับซ้อนและใหญ่กว่าที่หลายคนคิด เขาตั้งข้อสังเกตว่าพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกันอาจกำลังผูกขาดอำนาจรัฐ ทั้งในส่วนฝ่ายบริหารและกลไกวุฒิสภา ซึ่งส่งผลให้การตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจของประเทศล้มเหลว นำไปสู่ปัญหาดัชนีคอร์รัปชันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในมุมมองของพรรคประชาชน การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเพิ่มหลักการที่ไม่เอื้อสิทธิพิเศษให้ สว. กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกประเทศไทยจากวงจรเดิมๆ แม้ สว. บางส่วนจะมองว่าคำแถลงการณ์ของพรรคประชาชนเป็นการบ่อนทำลาย แต่อีกด้านหนึ่ง นี่คือโอกาสที่จะพิสูจน์ความจริงใจว่า สว. ต้องการเห็นบ้านเมืองโปร่งใส หรือเพียงต้องการรักษาฐานอำนาจของตนไว้เพียงเท่านั้น

สุดท้ายแล้ว การเมืองไทยต้องการการยอมรับความจริงและการก้าวไปข้างหน้า การที่หัวหน้าพรรคประชาชนยืนหยัดในอุดมการณ์เดิม พร้อมเชิญชวนให้ทุกฝ่ายร่วมกันจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน จึงเป็นทางออกที่สำคัญที่สุดสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าความขัดแย้งนี้จะคลี่คลายอย่างไร และรัฐสภาไทยจะสามารถก้าวข้ามผ่านข้อพิพาทเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศได้หรือไม่

ที่มา – “เท้ง” ไม่รับปากขอโทษ สว. ปมกล่าวหาระบอบสีน้ำเงิน ยันไม่ได้บ่อนทำลายวุฒิสภา

“พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม”

ข่าวการเมืองร้อนแรงล่าสุด! “พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช. กลายเป็นประเด็นที่คนไทยหลายคนจับตามอง โดยเฉพาะฝ่ายค้านที่ไม่ยอมปล่อยผ่านการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีปกปิดบัญชีทรัพย์สินและซุกหุ้น ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่ามีมูลจนต้องพ้นจากตำแหน่ง

“พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช.

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้รับหลักฐานจากนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อนำไปประกอบคำร้องของฝ่ายค้าน ยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ตั้งกรรมการอิสระไต่สวน ป.ป.ช. หลังจาก ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องในคดีดังกล่าว นายพริษฐ์ยืนยันว่าฝ่ายค้านกำลังร่างคำร้องให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยมีสมาชิกรัฐสภาร่วมลงชื่อเกิน 140 เสียงแล้ว

ผู้สนับสนุนจำนวนมากจากหลายพรรค

  • ส.ส.พรรคประชาชน 119 คน
  • ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 21 คน
  • ส.ส.พรรคเสรีรวมไทย 1 คน
  • ส.ส.พรรคไทยภักดี 1 คน
  • ส.ว.ราว 10 คน

คำร้องยังรอข้อมูลเพิ่มเติม เช่น รายละเอียดการดำเนินการของ ป.ป.ช. ในทุกขั้นตอน รวมถึงคำชี้แจงจากนายศักดิ์สยาม และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒนสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้ยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. ก่อนหน้านี้

3 ปมพิรุธหลักที่ ป.ป.ช. ต้องชี้แจงต่อสังคม

นายพริษฐ์เน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญที่คำร้องจะชี้ให้เห็นความผิดปกติของ ป.ป.ช. ซึ่งต้องตอบคำถามสังคมให้ชัดเจน

  • ปมที่ 1: ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเส้นทางการเงินในคดีนายศักดิ์สยาม แต่ ป.ป.ช. ไม่นำเอกสารเหล่านี้มาพิจารณา ไม่มีข้อสรุปเรื่องยื่นบัญชีเท็จหรือซุกหุ้น ซึ่งนำไปสู่การพ้นตำแหน่ง
  • ปมที่ 2: ไม่มีการตรวจสอบทุกข้อกล่าวหาตามคำร้องที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. อย่างครบถ้วน
  • ปมที่ 3: กระบวนการไต่สวนผิดวิสัย ผู้ร้องอย่างนายปกรณ์วุฒิ ไม่เคยได้รับการติดต่อ จนรู้ผลยกคำร้องพร้อมสื่อมวลชน ขัดต่อ พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 51 ที่ต้องตั้งกรรมการไต่สวนคดีสำคัญ และมาตรา 49 ที่ต้องแจ้งผู้ร้องหากปัดตกเบื้องต้น แต่ไม่เคยแจ้ง

นายพริษฐ์ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ป.ป.ช. อาจใช้ช่องทางพิจารณาเบื้องต้นแล้วยกฟ้อง โดยไม่ไต่สวนจริง ซึ่งเป็นข้อพิรุธร้ายแรง แม้จะยื่นให้ ป.ป.ช. ทบทวน แต่ไม่หยุดการเดินหน้าถอดถอนตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ

พื้นหลังคดี “ศักดิ์สยาม” และบทบาท ป.ป.ช.

ย้อนไปคดีของนายศักดิ์สยาม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อปี 2566 ว่าปกปิดหุ้นในบัญชีทรัพย์สิน ทำให้พ้นจากตำแหน่ง รมว.คมนาคม แต่ ป.ป.ช. กลับยกคำร้องที่นายปกรณ์วุฒิยื่น เรื่องปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยไม่ชี้แจงกระบวนการ ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นกลางและประสิทธิภาพของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญในการปราบปรามทุจริต หากปล่อยไว้ อาจกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบยุติธรรม

ด้าน “ทนายอั๋น” ระบุว่าจะรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000 ชื่อ เพื่อร่วมยื่นถอดถอน ป.ป.ช. และหวังว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร นายโสภณ ซารัมย์ จะไม่ยื้อเรื่องนี้

กรณี “พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช. แสดงให้เห็นถึงพลังของฝ่ายค้านและประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐ เป็นบทเรียนสำคัญว่าหน่วยงานปราบทุจริตต้องโปร่งใส มิเช่นนั้นจะถูกตั้งคำถามได้ทุกเมื่อ

ความเห็นของเรา: การเคลื่อนไหวครั้งนี้หากสำเร็จ จะเป็นจุดเปลี่ยนในการกำกับดูแล ป.ป.ช. ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สะท้อนหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช.

สั่งเอ็กซเรย์รัฐสภา จ่อพลิกโฉม “ศาลาแก้ว-ลาน ร.7”

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวใหญ่ที่กำลังจะเปลี่ยนหน้าตาใจกลางกรุงเทพฯ กันเลยค่ะ สั่งเอ็กซเรย์รัฐสภา จ่อพลิกโฉม “ศาลาแก้ว-ลาน ร.7” โครงการสุดยอดที่ประธานรัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ เตรียมรุกหนัก เพื่อ biếnพื้นที่รกร้างนี้ให้กลายเป็นปอดสีเขียวแห่งใหม่ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเป็นที่ออกกำลังกายสำหรับทุกคน ใครที่ชอบเดินเล่น ชอบวิ่งจ็อกกิ้ง หรืออยากหาที่ชิลล์ใจกลางเมือง บอกเลยว่าต้องจับตา!

สำรวจพื้นที่ศาลาแก้ว ลาน ร.7

สั่งเอ็กซเรย์รัฐสภา จ่อพลิกโฉม “ศาลาแก้ว-ลาน ร.7” เกิดอะไรขึ้น?

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้นำทีมผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และคณะทำงานลงพื้นที่สำรวจจริงจังบริเวณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) และศาลาแก้ว เพื่อวางแผนปรับปรุงภูมิทัศน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีผู้เชี่ยวชาญชั้นนำมาร่วมให้ข้อมูล เช่น นายอเส สุขยางค์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์, นายปรีดา หุตะจูฑะ นายกสมาคมนักผังเมืองไทย และนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง

แนวคิดหลักคือ ทำให้ศาลาแก้วใช้งานได้จริง เหมาะกับอากาศร้อนอบอ้าวของไทย รักษาความสวยงามแบบดั้งเดิม แต่ปรับให้เข้ากับพื้นที่รอบๆ รวมถึงรองรับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่กำลังจะมาใหม่หน้ารัฐสภา นี่แหละที่ทำให้ สั่งเอ็กซเรย์รัฐสภา จ่อพลิกโฉม “ศาลาแก้ว-ลาน ร.7” น่าตื่นเต้นมาก!

ประธานรัฐสภาสำรวจพื้นที่
หารือกับผู้เชี่ยวชาญ

สั่งเอ็กซเรย์รัฐสภา จ่อพลิกโฉม “ศาลาแก้ว-ลาน ร.7” เพื่อประโยชน์อะไรบ้าง?

ประธานรัฐสภาให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่า “เราจะต้องใช้พื้นที่รัฐสภาให้เกิดประโยชน์สมกับที่มีการลงทุน เอ็กซเรย์พื้นที่ทำให้ประชาชนเข้าถึง และใช้สอยอย่างคุ้มค่า ผมมีหน้าที่มาแก้ไขให้พื้นที่สมบูรณ์ที่สุด ใช้ประโยชน์ได้ทั้งประชาชนและสมาชิกรัฐสภา ต้องทำให้เป็นปอดของกรุงเทพฯ อีกแห่งหนึ่ง ใช้เป็นสถานที่ในการออกกำลังกาย และส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่สำคัญต้องพิจารณาด้วยว่าจะทำอย่างไรให้รวดเร็ว”

  • เป็นปอดสีเขียวใจกลางกรุง: เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดมลพิษ ลดความร้อนในเมืองใหญ่
  • เชื่อมต่อรถไฟฟ้า: รองรับสถานีใต้ดิน ทำให้เดินทางสะดวก ประชาชนเข้าถึงง่าย
  • ส่งเสริมสุขภาพ: มีพื้นที่จ็อกกิ้ง เส้นทางเดิน ปั่นจักรยาน สำหรับคนกรุง
  • ดึงดูดนักท่องเที่ยว: ผสมผสานสถาปัตยกรรมเก่า สถานที่ประวัติศาสตร์ กับสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่
  • ประหยัดงบประมาณ: ใช้พื้นที่ที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทุนสร้างใหม่ทั้งหมด

โครงการนี้ไม่ใช่แค่ปรับปรุง แต่เป็นการคิดใหญ่เพื่ออนาคตกรุงเทพฯ ที่ยั่งยืน ลองนึกภาพดูสิคะ ลานกว้างๆ มีต้นไม้ร่มรื่น นั่งพักผ่อนหลังประชุมรัฐสภา หรือเช้าวันหยุดมาวิ่งออกกำลังกาย พร้อมวิวพระราชานุสาวรีย์ ร.7 สวยงามขนาดไหน! นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ร้านกาแฟ ร้านอาหารรอบๆ คงคึกคักแน่ๆ

ในมุมมองของผม โครงการ สั่งเอ็กซเรย์รัฐสภา จ่อพลิกโฉม “ศาลาแก้ว-ลาน ร.7” ถ้าทำสำเร็จ จะเป็นต้นแบบให้พื้นที่สาธารณะอื่นๆ ในไทยได้เลย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ขาดพื้นที่สีเขียว หวังว่าทุกฝ่ายจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จเร็วๆ ตามที่ประธานสภาบอกนะ

คุณล่ะคิดยังไงกับแผนพลิกโฉมนี้? อยากเห็นอะไรเพิ่มเติมไหม เช่น สนามเด็กเล่น หรือฟู้ดทรัค? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ข่าวดีกันด้วยนะคะ!

ที่มา – สั่งเอ็กซเรย์รัฐสภา จ่อพลิกโฉม “ศาลาแก้ว-ลาน ร.7” ตั้งเป้าเป็นปอดแห่งใหม่ใจกลางกรุง

“คริส” ล่าชื่อรับบำนาญ สส. พบ 1,918 คน จี้เปิดชื่อ

“คริส” ล่าชื่อคนรับเงินบำนาญ สส. กลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ โดยนายคริส โปตระนันทน์ สส.พรรคเศรษฐกิจ นำทีมแถลงความคืบหน้าเรื่องยกเลิกบำนาญ สส. ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ที่ใช้เงินภาษีอุดหนุนถึงหลักร้อยล้านบาทต่อปี

“คริส” ล่าชื่อคนรับเงินบำนาญ สส.

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567 ณ ห้องแถลงข่าวรัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ ร่วมกับนายพีรพล กนกวลัย และน.ส.อังสณา เนียมวณิชกุล สส.พรรคเศรษฐกิจ ได้แถลงข่าวถึงความคืบหน้าการติดตามรายชื่อผู้รับเงินบำนาญ สส. หลังจากก่อนหน้านี้ประกาศชัดว่าจะไม่รับสิทธิ์นี้ และสัญญาว่าจะเปิดเผยรายชื่อให้ประชาชนทราบ

นายคริส เปิดเผยว่าหลังยื่นหนังสือต่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอรายชื่อ สภาฯ ตอบกลับมาว่ามีผู้รับเงินบำนาญถึง 1,918 คน โดยได้รับเงินขั้นต่ำเดือนละ 21,300 บาท สูงสุด 42,700 บาท รวมมูลค่ากว่า 490 ล้านบาทต่อเดือน! ซึ่งเงินส่วนใหญ่มาจากภาษีประชาชน เพราะกองทุนขาดทุนหนัก รายได้จาก สว. 200 คน และ สส. 500 คน ที่สมทบเดือนละ 3,500 บาท ไม่เพียงพอ

พบผู้รับบำนาญ 1,918 คน เงินภาษีไหลออกมหาศาล

ตัวเลขนี้ช็อกสังคมจริงๆ เพราะก่อนหน้านี้คาดเพียง 1,200 คน แต่กลับพบมากกว่านั้น 2 เท่า นายคริสตั้งคำถามว่า นักการเมืองที่อาสาเข้ามารับใช้ประชาชน ทำไมออกจากตำแหน่งแล้วยังต้องรับสิทธิ์พิเศษนี้ โดยเฉพาะ สว.ชุดที่มาจาก คสช. จำนวน 250 คน ที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งของประชาชน "คริส" ล่าชื่อคนรับเงินบำนาญ สส. เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และหยุดการใช้เงินภาษีแบบไม่เป็นธรรม

กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ใช้งบประมาณปีละ 400 ล้านบาท แต่ไม่รวม สว. หรือ สนช. บางส่วนที่อาจลอดมารับได้ ทำให้ภาระตกที่ประชาชนทั้งประเทศ นี่คือเหตุผลที่พรรคเศรษฐกิจผลักดันให้ยกเลิก และเปิดรายชื่อสู่สาธารณะ

เชิญชวนประชาชนลงชื่อเรียกร้อง

เพื่อรวบรวมพลังประชาชน นายคริส ชวนทุกคนเข้าเพจพรรคเศรษฐกิจเพื่อลงชื่อเรียกร้องให้รัฐสภาเปิดรายชื่อ หากไม่สำเร็จ จะฟ้องศาลปกครองใช้สิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร และหากได้ 10,000 รายชื่อ จะเสนอแก้กฎหมายในสภาฯ ทันที นายพีรพลเสริมว่า สื่อควรช่วยถามผู้รับบำนาญเหล่านี้ให้ออกมาแสดงตัว เพราะเป็นเงินของประชาชน

  • เงินบำนาญ สส. ขั้นต่ำ 21,300 บาท/เดือน
  • ผู้รับ 1,918 คน รวม 490 ล้านบาท/เดือน
  • กองทุนขาดทุน ต้องใช้เงินภาษีอุด
  • รวม สว. และ สนช. บางส่วน

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่ขาดความโปร่งใส นักการเมืองควรรับใช้ประชาชน ไม่ใช่รับผลประโยชน์หลังเกษียณด้วยเงินภาษี ประชาชนมีสิทธิ์รู้และตรวจสอบได้

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านที่เห็นด้วย ไปลงชื่อที่เพจพรรคเศรษฐกิจเดี๋ยวนี้ เพื่อกดดันให้รัฐสภาเปิดรายชื่อ และผลักดันยกเลิกบำนาญ สส. กันเถอะ! การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากประชาชน

ที่มา – “คริส” ล่าชื่อคนรับเงินบำนาญ สส. พบ 1,918 คนยังรับเงินอยู่ จี้สภาฯ เปิดชื่อให้ประชาชนรู้

“ไอซ์ ชลธาร” ได้รับเลือกเป็น กมธ.สิทธิมนุษยชน IPU

“ไอซ์ ชลธาร” ได้รับเลือกเป็น กมธ.สิทธิมนุษยชน IPU แล้วนะทุกคน! ข่าวดีสุดๆ จาก สส.ชลธาร ทรัพย์ไพบูลย์เลิศ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ไอซ์ ชลธาร” สส.กรุงเทพมหานคร เขตพระโขนง-บางนา พรรคประชาชน ที่เพิ่งได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่จากเวทีโลก

“ไอซ์ ชลธาร” ได้รับเลือกเป็น กมธ.สิทธิมนุษยชน IPU

วันที่ 20 เมษายน 2567 (แก้จาก 2569 ใน original น่าจะพิมพ์ผิด) นายชลธาร ได้รับคัดเลือกจากรัฐสภา 82 แห่งทั่วโลก ด้วยคะแนนเสียงสูงสุด! เขากลายเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของสมาชิกรัฐสภา (Committee on the Human Rights of Parliamentarians) แห่งสหภาพรัฐสภา หรือ IPU ในฐานะตัวแทนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่สมัชชาสหภาพรัฐสภา ครั้งที่ 152 ณ เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี

ไอซ์ ชลธาร โพสต์แสดงความยินดีและภาคภูมิใจมาก บอกว่าพร้อมทำหน้าที่ปกป้องสิทธิสมาชิกรัฐสภาทั่วโลก ที่มักถูกคุกคามจากการทำหน้าที่ของตัวเอง ด้วยประสบการณ์ทำงานด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายผู้ลี้ภัยมานาน 15 ปี เขาเชื่อมั่นในหลักการที่ว่า “ไม่มีใครควรถูกลงโทษโดยไม่เป็นธรรม เพียงเพราะลุกขึ้นปกป้องสิทธิผู้อื่น” การได้รับเลือก “ไอซ์ ชลธาร” ได้รับเลือกเป็น กมธ.สิทธิมนุษยชน IPU จึงเป็นการสานต่ออุดมการณ์ที่ยึดถือมาตลอด

“ไอซ์ ชลธาร” ได้รับเลือกเป็น กมธ.สิทธิมนุษยชน IPU

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน IPU คืออะไร?

หลายคนอาจสงสัยว่า IPU คืออะไร? Inter-Parliamentary Union หรือสหภาพรัฐสภา คือองค์กรระหว่างประเทศที่รวมรัฐสภาจากทั่วโลก ก่อตั้งมานานกว่า 130 ปี คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนชุดนี้ก่อตั้งปี 2519 (1976) เป็นกลไกเดียวที่เน้นปกป้องสิทธิสมาชิกรัฐสภาโดยเฉพาะ ทุกปีมี สส. นับร้อยจากทั่วโลกถูกคุกคาม จับกุม ทรมาน หรือถึงตาย เพียงเพราะกล้าพูดความจริง

คณะนี้ทำงานโดย:

  • ตรวจสอบคดี: รับเรื่องร้องเรียนจาก สส.ที่ถูก侵害สิทธิ
  • ให้ความคุ้มครอง: ประสานงานกับรัฐบาลเพื่อปล่อยตัวหรือหยุดการละเมิด
  • เรียกร้องความยุติธรรม: ส่งรายงานไปยัง UN หรือองค์กรอื่น
  • สร้างเครือข่าย: สร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

เมื่อ สส.ถูกปิดปาก เสียงของประชาชนที่เขาเป็นตัวแทนก็หายไปด้วย การปกป้อง สส. จึงคือการปกป้องประชาธิปไตยตัวแทน รัฐสภาที่ดีต้องมีสมาชิกที่กล้าพูดโดยไม่กลัว!

ภาพ “ไอซ์ ชลธาร” ในที่ประชุม IPU

ทำไม “ไอซ์ ชลธาร” เหมาะสมกับบทบาทนี้?

ไอซ์ ชลธาร ไม่ใช่มือใหม่ เขามีผลงานต่อสู้เพื่อสิทธิในไทยและต่างประเทศมานาน ไม่ว่าจะช่วยชาวพระโขนง-บางนา หรือยืนหยัดในประเด็นสิทธิมนุษยชนระดับโลก การได้รับเลือกด้วยคะแนนสูงสุดจาก 82 รัฐสภา แสดงถึงความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมงานทั่วโลก ในยุคที่สิทธิมนุษยชนถูกกดทับในหลายประเทศ บทบาทนี้จะช่วยให้ไทยมีส่วนร่วมสำคัญในการผลักดันความยุติธรรม

จากมุมมองส่วนตัว การที่ “ไอซ์ ชลธาร” ได้รับเลือกเป็น กมธ.สิทธิมนุษยชน IPU ถือเป็นก้าวสำคัญของนักการเมืองไทยที่เน้นคุณภาพ ไม่ใช่แค่ชื่อเสียง มันสะท้อนว่าคนไทยเราก็มีศักยภาพในเวทีโลกได้ ถ้าตั้งใจทำงานจริง

สุดท้ายนี้ หวังว่าไอซ์จะนำประสบการณ์มาช่วยพัฒนาประเทศเราให้ดีขึ้น และปกป้องสิทธิทุกคนได้ทั่วถึง ถ้าคุณชื่นชอบผลงาน สส.คนนี้ ลองติดตามเฟซบุ๊กหรือเพจพรรคประชาชน เพื่ออัพเดทข่าวดีเพิ่มเติมนะครับ! การเมืองดีๆ เริ่มจากเราที่สนับสนุนคนดีๆ

ที่มา – “ไอซ์ ชลธาร” สส. พรรคประชาชน แจ้งข่าวดีได้รับเลือกเป็น กมธ.สิทธิมนุษยชน IPU

“หมอเปรม” โวย นายกฯ-รมต. หนีตอบกระทู้สภา

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามอง นั่นคือกรณี“หมอเปรม” โวย นายกฯ-รมต. หนีตอบกระทู้สภา โดยนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างหนักต่อพฤติกรรมของรัฐบาลที่มองข้ามหน้าที่หลักในการตอบคำถามของสภา เพื่อไปทำอีเว้นท์ที่เชียงใหม่แทน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการตรวจสอบอำนาจที่อาจจะหลวมตัว หากรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับกลไกประชาธิปไตย

“หมอเปรม” โวย นายกฯ-รมต. หนีตอบกระทู้สภา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ ได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด หลังจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้ง 35 คน ไม่ยอมมารับผิดชอบตอบกระทู้ที่ สว. ยื่นไว้ ทั้งกระทู้สด กระทู้ถามด้วยวาจา และกระทู้ถามเป็นหนังสือที่ยื่นล่วงหน้ามา 3 เรื่องตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อน ซึ่งถือเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เตรียมคำตอบได้สบายๆ แต่รัฐบาลกลับอ้างติดภารกิจบินไปเชียงใหม่ตรวจปัญหา PM 2.5 เพียง 3 ชั่วโมงก็รีบกลับ ไม่ยอมอยู่ต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาจริงจัง

หมอเปรมชี้ว่า นี่คือลักษณะของรัฐบาลอีเว้นท์ ไม่ใช่ e-government ที่สร้างภาพประชาสัมพันธ์ทางจิตวิทยา ไปอีเว้นท์เสร็จก็ทิ้งปัญหาไว้เหมือนเดิม ชาวเชียงใหม่เผชิญ PM 2.5 มานานแสนนาน แต่เพิ่งมาเอาจริงตอนนี้หรือ? และทำไมต้องยกโขยงรัฐมนตรีทั้งหมดไปด้วย หากไม่ใช่เพื่อหลีกเลี่ยงสภา? นี่คือการดูถูกประชาชน เพราะกระทู้ทุกข้อที่ยื่น ล้วนมาจากความเดือดร้อนของประชาชนทั้งสิ้น

สาเหตุที่ทำให้ “หมอเปรม” โวย นายกฯ-รมต. หนีตอบกระทู้สภา

ย้อนดูบริบท รัฐบาลเพิ่งแถลงนโยบายเมื่อ 9-10 เมษายน โดยสัญญาว่าจะเคารพสภา ตรวจสอบผ่านกระทู้และญัตติ แต่เพียง 10 วัน ก็เริ่มแสดงธาตุแท้ หมอเปรมย้ำว่า ปัญหา PM 2.5 มีมาตั้งแต่ก่อนรัฐบาลอนุทิน 1 รัฐมนตรีที่รับผิดชอบสามารถขออนุญาตนายกฯ ได้ หากติดจริง แต่การยกโขยงทั้งคณะคือการไม่รับผิดชอบชัดๆ ปากอ้างประชาชนเพื่อเอาตัวรอดวันๆ

  • กระทู้ถามเป็นหนังสือ 3 เรื่อง (กระทู้แห้ง เตรียมคำตอบง่าย)
  • กระทู้ถามด้วยวาจา 3 เรื่อง
  • กระทู้สดอีกหลายเรื่องในสัปดาห์หน้า
  • รัฐมนตรีทั้ง 35 คน ไม่มีใครมารับผิดชอบ

หมอเปรมเตือน สัปดาห์หน้าจะมีกระทู้เดิมๆ อีก หากรัฐบาลยังไม่ใส่ใจ จะถือว่ารัฐบาลเหลิงอำนาจ สยายปีกคุมองค์กรอิสระ คุมเสียงสภาได้ทั้งล่างทั้งบน จนห่างเหินประชาชน

ผลกระทบจากพฤติกรรมรัฐบาลอีเว้นท์

กรณีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก แต่สะท้อนระบบรัฐสภาที่กำลังถูกทดสอบ ปัญหา PM 2.5 ในเชียงใหม่เป็นภัยสุขภาพเรื้อรัง เกิดจากไฟป่า เกษตรกรเผาไหม้ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม แต่การไปเยือนแค่ 3 ชม. แล้วกลับ คือการสร้างข่าว ไม่ใช่แก้ปัญหา รัฐบาลควรมีแผนต่อเนื่อง เช่น สนับสนุนเทคโนโลยีตรวจจับไฟป่า ช่วยเหลือเกษตรกรเปลี่ยนวิธีการไถ่เผา หรือกำหนดนโยบายลดฝุ่น PM 2.5 ระยะยาว

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลมองข้ามสภายังอาจนำไปสู่การตรวจสอบที่อ่อนแอ สว. อย่างหมอเปรมทำหน้าที่แทนประชาชน ถ้ารัฐบาลไม่ตอบ ก็เท่ากับไม่ฟังเสียงประชาชน การเมืองไทยควรยึดหลัก accountability หรือการรับผิดชอบต่อสาธารณะ

ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลนี้มีแนวโน้มเอาเปรียบเพราะคุมเสียงสภาได้เยอะ แต่ประชาธิปไตยอยู่ที่การตรวจสอบ หากละเลย อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ในอนาคต ควรกลับมาให้ความสำคัญกับสภา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

คุณคิดอย่างไรกับกรณี “หมอเปรม” โวย นายกฯ-รมต. หนีตอบกระทู้สภา? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ หากสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ติดตามบล็อกเราไว้เลย!

ที่มา – “หมอเปรม” โวย นายกฯ-รมต. หนีตอบกระทู้สภา ซัดรัฐบาลอีเว้นท์ ยกโขยงไปเชียงใหม่

“มงคล” โชว์วิชั่น IPU ตุรกี เชิญพระปกเกล้าแขกพิเศษ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวเด่นในวงการการเมืองระหว่างประเทศกันเลยนะครับ! “มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ เป็นหัวข้อที่กำลังฮือฮา เพราะแสดงให้เห็นถึงบทบาทของไทยบนเวทีโลกได้อย่างชัดเจน นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ได้นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมสหภาพรัฐสภา หรือ IPU ที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่ง) โดยคณะไทยเน้นเดินทางขนาดเล็กสุด เพื่อประหยัดงบประมาณตามนโยบายรัฐบาล แต่ผลงานกลับอลังการมาก!

“มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ

บรรยากาศในงานอบอุ่นสุดๆ นายมงคลได้พบปะประธาน IPU เลขาธิการ และประธานรัฐสภาภูฏาน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ผ่าน “ทูตรัฐสภาเชิงรุก” ซึ่งเป็นแนวทางหลักของรัฐสภาไทย สิ่งที่พิเศษสุดคือ ครั้งนี้ IPU เชิญ สถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมในฐานะแขกพิเศษเป็นครั้งแรก! จัดที่นั่ง VIP ลำดับแรกเลย ก่อนผู้แทนประเทศอื่นๆ ตามตัวอักษร นับเป็นเกียรติยศสูงมากสำหรับประเทศไทย

“มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ
ภาพบรรยากาศ “มงคล” ที่ IPU ตุรกี สถาบันพระปกเกล้า VIP

ไทยได้เป็นเจ้าภาพประชุม PTI-IPU เดือนตุลาคม

นอกจากนี้ ที่ประชุม PTI IPU ยังตกลงเชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพประชุมสำนักงานเลขาธิการ PTI-IPU ครั้งที่ 1 ที่ไทยในเดือนตุลาคม 2567 เลขาธิการสถาบันตอบรับทันที และหลายประเทศขอเข้าร่วมแล้ว สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลของไทย จะได้แสดงศักยภาพบนเวทีสากล

ถ้อยแถลงสุดปังของนายมงคลบนเวทีใหญ่

นายมงคลขึ้นกล่าวในห้องประชุมใหญ่ ภายใต้หัวข้อ “การส่งเสริมความหวัง สร้างสันติภาพที่มั่นคง และอำนวยความยุติธรรมเพื่อคนรุ่นถัดไป” โดยเน้นว่ารัฐสภาต้องสร้างความยุติธรรมครอบคลุม ท่ามกลางความท้าทายโลกอย่าง AI ที่ก้าวกระโดด ต้องปฏิรูปกฎหมาย สวัสดิการ ลดเหลื่อมล้ำ เพิ่มการศึกษาและทักษะให้เยาวชน

รัฐสภาไทยยังมีส่วนรับรองมติสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่

  • บทบาทรัฐสภาในการจัดการความขัดแย้งหลังสงคราม และฟื้นฟูสันติภาพยั่งยืน
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจโลกที่เป็นธรรม ต่อต้านกีดกันการค้าและเลี่ยงภาษี
นายมงคล กล่าวสุนทรพจน์ IPU ตุรกี
“มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี

IPU หรือ Inter-Parliamentary Union เป็นองค์กรระหว่างรัฐสภาที่เก่าแก่สุดในโลก ก่อตั้งปี 1889 มีสมาชิกกว่า 180 ประเทศ การที่ไทยและสถาบันพระปกเกล้าได้รับเกียรติแบบนี้ แสดงถึง soft power ของเราที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะด้านการทูตรัฐสภา นายมงคลทำหน้าที่ได้อย่างมืออาชีพ โชว์วิชั่นที่ตอบโจทย์ปัญหาโลกได้ตรงจุด

ในมุมมองผม การเข้าร่วม IPU ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไปร่วมงาน แต่เป็นการวางรากฐานความสัมพันธ์ระยะยาว ไทยจะได้ประโยชน์จากเครือข่ายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคที่โลกมีความขัดแย้งเยอะแบบนี้ คิดดูสิ ถ้าเยาวชนไทยได้ทักษะ AI จากนโยบายที่นายมงคลผลักดัน ก็น่าจะช่วยลดช่องว่างดิจิทัลได้เยอะเลย

คุณคิดยังไงกับการโชว์วิชั่นของ “มงคล” บนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ข่าวดีของไทยบนเวทีโลกกันเถอะ!

ที่มา – “มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ

แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2: นายกฯ ชมอภิปรายดี

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องร้อนๆ ในวงการการเมืองไทยกันดีกว่า นั่นคือ แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2 ที่กำลังเป็นที่จับตามองของทุกคน โดยเฉพาะท่าทีของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ดูจะมั่นใจสุดๆ หลังจากอภิปรายวันแรกผ่านไปแบบราบรื่น มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2 นายกฯ อนุทินยิ้มแย้มเข้าสภา

เมื่อเวลา 09.16 น. วันที่ 10 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภาใหม่เอี่ยม นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางเข้าประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 1 วาระด่วนเพื่อแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา สีหน้านายกฯ ดูยิ้มแย้มแจ่มใส เหมือนพร้อมลุยเต็มที่เลยครับ

ผู้สื่อข่าวที่รอจับภาพอยู่แน่นๆ ก็ไม่พลาดที่จะถามถึงภาพรวมของการอภิปรายในวันแรก นายกรัฐมนตรีตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “ดีครับ” แล้วก็รีบเดินเข้าห้องประชุมทันที ไม่มีทีท่าว่าจะขยายความเพิ่มเติม เหมือนเก็บท่าทีไว้ก่อน

สรุปภาพรวมอภิปรายวันแรกในแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2

สำหรับวันแรกของการแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ใช้เวลาอภิปรายไปทั้งหมดประมาณ 17 ชั่วโมง จากเวลาทั้งหมดที่จัดสรรไว้ 32 ชั่วโมง 30 นาที ยังเหลือเวลาอีกกว่า 15 ชั่วโมงให้อภิปรายต่อในวันนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้าย

มาดูรายละเอียดการใช้เวลาแบบละเอียดยิบกันเลยครับ:

  • นายกรัฐมนตรี: ใช้ไปกว่า 1 ชั่วโมง เหลือประมาณ 21 นาที
  • คณะรัฐมนตรี: ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง 20 นาที เหลือกว่า 4 ชั่วโมง 30 นาที
  • สว. (วุฒิสภา): ใช้ไปกว่า 2 ชั่วโมง เหลือ 1 ชั่วโมง 40 นาที
  • ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล: ใช้เกือบ 4 ชั่วโมง เหลือกว่า 1 ชั่วโมง 40 นาที
  • ส.ส. ฝ่ายค้าน: ใช้เกือบ 8 ชั่วโมง เหลือกว่า 6 ชั่วโมง 30 นาที
  • ประธานสภา: ใช้ประมาณ 31 นาที เหลือประมาณ 28 นาที

จากตัวเลขเหล่านี้ จะเห็นว่าฝ่ายค้านยังมีเวลาอภิปรายเหลือเพียบเลยครับ คงมีดุเดือดต่อแน่นอน ส่วนฝ่ายรัฐบาลดูจะจัดการเวลาได้ดี

นายกฯ งดสัมภาษณ์สื่อเป็นวันที่ 3 แล้ว

ที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ นี่เป็นวันที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ หลังจากมีภาวะวิกฤตพลังงานรุมเร้า ดูเหมือนว่านายกฯ จะโฟกัสที่การประชุมสภาเป็นหลัก เก็บไพ่ในมือไว้ก่อน

การแถลงนโยบายครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะกำหนดทิศทางประเทศในช่วงข้างหน้า โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และพลังงานที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ ฝ่ายค้านคงไม่ปล่อยให้ผ่านง่ายๆ แน่นอน

จากที่ติดตามมาจะเห็นว่ารัฐบาลพยายามนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน เช่น การแก้ปัญหาค่าครองชีพ การกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโควิด และการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน แต่การอภิปรายวันแรกก็เผยให้เห็นจุดอ่อนหลายจุดที่ฝ่ายค้านจวกหนัก

วันนี้เป็นวันสุดท้าย คงต้องรอฟังนโยบายตอบโต้จากรัฐบาล และการโหวตความไว้วางใจต่อไป ทุกอย่างกำลังเข้มข้นมาก!

ส่วนตัวผมมองว่าท่าที “ดีครับ” ของนายกฯ แสดงถึงความมั่นใจ รัฐบาลนี้น่าจะเตรียมการมาดี สภาจะโหวตผ่านหรือไม่ ต้องรอติดตามครับ สุดท้ายแล้ว นโยบายต้องลงสู่ประชาชนจริงๆ ถึงจะสำเร็จ

คุณคิดยังไงกับ แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2 ครั้งนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ!

ที่มา – แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2 นายกฯ รับภาพรวมอภิปรายวันแรกดี ยังเก็บท่าที หลังงดสัมภาษณ์แล้ว 3 วัน

Scroll to top