รัฐสภาไทย

แถลงนโยบายรัฐบาลวันสุดท้าย ฝ่ายค้านถล่มเละ

แถลงนโยบายรัฐบาลวันสุดท้าย ฝ่ายค้านถล่มเละ แก้วิกฤตพลังงานล้มเหลว เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามองในวันนี้ วันที่ 10 เมษายน 2567 การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ในวาระด่วนสุดสำคัญ คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเป็นวันสุดท้ายของการแถลงต่อเนื่อง การประชุมเริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. และยาวนานจนถึง 23.00 น. ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างดุเดือด โดยเฉพาะจากฝ่ายค้านที่ไม่ยอมให้ผ่านไปง่ายๆ

แถลงนโยบายรัฐบาลวันสุดท้าย ฝ่ายค้านถล่มเละ แก้วิกฤตพลังงานล้มเหลว

ในวันแรกของการแถลงเมื่อ 9 เมษายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำเสนอนโยบายหลักของรัฐบาลภายใต้ 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่:

  • ด้านเศรษฐกิจ: มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิดและปัญหาโลก
  • ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง: เสริมสร้างความมั่นคงชายแดนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • ด้านสังคม: ลดความเหลื่อมล้ำ สวัสดิการประชาชน
  • ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม: จัดการน้ำท่วมและปัญหาสิ่งแวดล้อม
  • ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย: ปฏิรูประบบราชการให้โปร่งใส

อย่างไรก็ตาม จุดที่ถูกวิจารณ์หนักสุดคือเรื่องพลังงาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงว่า วิกฤตพลังงานเป็นปัญหาโลกจากสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ โครงสร้างพื้นฐานโรงกลั่นน้ำมันถูกทำลาย ทำให้ราคาน้ำมันไม่มีทีท่าว่าจะถูกลงในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ปัญหานี้ยังลามไปถึงเงินเฟ้อและเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก รัฐบาลยอมรับว่าต้องเตรียมพร้อมรับมือ แต่ฝ่ายค้านมองว่าเป็นการผลักภาระให้ประชาชน

ฝ่ายค้านถล่มเละนโยบายพลังงานล้มเหลว

ฝ่ายค้านไม่ปล่อยให้หลุดรอด พวกเขารุมประณามนโยบายรัฐบาลอย่างหนัก โดยเฉพาะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่สับแหลกว่านโยบายของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยลืมประชาชน ลืมสัญญาที่หาเสียงไว้ ไม่มีความหวังอะไรในนโยบายเหล่านี้ และซัดว่ารัฐบาลกำลังผลักภาระเรื่องราคาน้ำมันแพงให้ประชาชนแบกรับทั้งหมด

ขณะที่ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ถึงขั้นเย้ยหยัน รัฐบาลอนุทินแถลงนโยบายเยียวยากลุ่มเปราะบางแค่บรรทัดเดียว ถามว่ารัฐบาลไม่อายหรือที่ฮุน มาเนต ของกัมพูชาลดภาษีน้ำมันเหลือ 0% แจกเงินให้แรงงาน และบริหารวิกฤตพลังงานได้ดีกว่าบ้านเราเสียอีก การวิจารณ์นี้ทำให้บรรยากาศในสภาตึงเครียด

นอกจากนี้ ยังมีการถกเถียงถึงนโยบายอื่นๆ เช่น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ แต่ประเด็นพลังงานเด่นชัดที่สุด เพราะประชาชนกำลังเผชิญราคาน้ำมันแพง ค่าน้ำมันดีเซลและเบนซินพุ่งสูง ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพทั่วประเทศ รัฐบาลพยายามอธิบายว่าปัญหามาจากปัจจัยภายนอก แต่ฝ่ายค้านยืนยันว่านโยบายภายในต้องรับผิดชอบ

การแถลงนโยบายครั้งนี้สะท้อนถึงความแตกแยกในสภา และทดสอบศักยภาพรัฐบาลชุดใหม่ในการแก้ปัญหาเรื้อรัง โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่ล้มเหลวในการควบคุมราคา ประชาชนต่างรอคอยมาตรการที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้

จากมุมมองของเรา นโยบายรัฐบาลดูมีวิสัยทัศน์ในภาพรวม แต่ขาดรายละเอียดเชิงปฏิบัติ โดยเฉพาะพลังงานที่เป็นจุดอ่อนใหญ่ รัฐบาลควรเร่งหาแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า คุณคิดเห็นอย่างไรกับการแถลงนโยบายรัฐบาลวันสุดท้าย ฝ่ายค้านถล่มเละ แก้วิกฤตพลังงานล้มเหลว? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตการเมืองได้ที่นี่!

ที่มา – ชมสดต่อเนื่อง แถลงนโยบายรัฐบาลวันสุดท้าย ฝ่ายค้านถล่มเละ แก้วิกฤตพลังงานล้มเหลว

“อนุทิน” จ่อให้สัมภาษณ์แค่สัปดาห์ละครั้ง

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ “อนุทิน” จ่อให้สัมภาษณ์แค่สัปดาห์ละครั้ง ยกเว้นกรณีมีสถานการณ์เร่งด่วนที่จำเป็นต้องชี้แจง นโยบายใหม่นี้มาหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่ยอมตอบคำถามสื่อมวลชนหลายประเด็นในวันเดียวกัน สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารของผู้นำรัฐบาลชุดนี้

“อนุทิน” จ่อให้สัมภาษณ์แค่สัปดาห์ละครั้ง

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 8 เมษายน 2567 (ตามรายงาน) นายอนุทิน เดินทางมาที่รัฐสภาเพื่อเซ็นชื่อเข้าร่วมประชุมในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนออกไปทำเนียบรัฐบาล ระหว่างนั้น ผู้สื่อข่าวพยายามถามถึงประเด็นร้อนระดับโลก เช่น การตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจพลังงานโลก นายอนุทินไม่ตอบ เพียงพยักหน้าและยิ้ม

คำถามสื่อที่นายกฯ ไม่ตอบ

ไม่ใช่แค่นั้น ผู้สื่อข่าวยังตามติดถามถึงการพูดคุยกับเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย เรื่องการขอซื้อน้ำมันจากรัสเซียท่ามกลางวิกฤติพลังงานหรือไม่ นายอนุทินยังคงเงียบ พยักหน้าเดินไปขึ้นรถ ท่ามกลางฝูงสื่อที่ตามติด สุดท้ายเมื่อถึงทำเนียบ เวลา 13.19 น. คำถามเรื่องข่าวดีจากช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้ง ก็ยังได้แค่รอยยิ้มและการพยักหน้าเท่านั้น

  • หยุดยิงสหรัฐ-อิหร่าน 2 สัปดาห์ และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
  • การเจรจากับรัสเซียเรื่องซื้อน้ำมัน
  • ข่าวดีอื่นๆ จากสถานการณ์โลก

หลังจากนั้น ทีมงานของนายกรัฐมนตรีได้แจ้งกับสื่ออย่างเป็นทางการว่า “อนุทิน” จ่อให้สัมภาษณ์แค่สัปดาห์ละครั้ง เพื่อให้มีเวลามากขึ้นในการทำงานแก้ปัญหาประเทศ โดยจะเปิดโอกาสเฉพาะสัปดาห์ละครั้ง หรือกรณีเร่งด่วนที่ต้องชี้แจงต่อประชาชน นโยบายนี้ถูกมองว่าเป็นการควบคุมการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการตอบแบบวันต่อวันที่อาจนำไปสู่การตีความผิดพลาด

นัยยะของนโยบายใหม่ต่อการเมืองไทย

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงที่นายอนุทินเพิ่งเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่านี่คือกลยุทธ์ในการบริหารจัดการเวลา หรือเป็นการหลีกเลี่ยงคำถามยากๆ ในยุคที่โซเชียลมีเดียแพร่ข่าวเร็ว การให้สัมภาษณ์น้อยลงอาจช่วยให้รัฐบาลควบคุม narrative ได้ดีกว่า ลดโอกาสให้เกิดข่าวลือหรือการโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม แต่ในทางกลับกัน สื่อมวลชนและประชาชนอาจรู้สึกขาดการเข้าถึงข้อมูลทันเหตุการณ์

จากประสบการณ์ของผู้นำหลายประเทศ เช่น ในสหรัฐฯ ประธานาธิบดีบางคนจำกัดการแถลงข่าวเพื่อโฟกัสงาน นโยบายของอนุทินอาจช่วยให้ทีมรัฐบาลวางแผนการสื่อสารได้รอบคอบยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจ พลังงาน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ไทยต้องติดตามใกล้ชิด เช่น ผลกระทบจากช่องแคบฮอร์มุซต่อราคาน้ำมันในไทย

อย่างไรก็ตาม นโยบาย “อนุทิน” จ่อให้สัมภาษณ์แค่สัปดาห์ละครั้ง นี้ยังต้องพิสูจน์ผลในทางปฏิบัติ หากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น โรคระบาดใหม่หรือวิกฤติเศรษฐกิจ รัฐบาลจะปรับตัวอย่างไร คงต้องรอติดตาม

ในมุมมองของผู้เขียน นี่เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดสำหรับผู้นำยุคใหม่ที่ต้องรับมือข้อมูลล้นหลาม ช่วยให้โฟกัสกับนโยบายหลักอย่างเศรษฐกิจและสวัสดิการประชาชน คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – “อนุทิน” จ่อให้สัมภาษณ์แค่สัปดาห์ละครั้ง ยกเว้นมีสถานการณ์เร่งด่วน

“นิกร จำนง” รายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ แทน “ซาบีดา”

“นิกร จำนง” รายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ แทน “ซาบีดา” ครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวการเมืองอัปเดตที่น่าสนใจจากสภานักกฎหมายไทยเลย เมื่อเช้านี้ นายนิกร จำนง ได้เดินทางมาที่รัฐสภาเพื่อรายงานตัวอย่างเป็นทางการในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย แทนที่นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ที่เพิ่งลาออกจากตำแหน่งไป

“นิกร จำนง” รายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ แทน “ซาบีดา”

“นิกร จำนง” รายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ แทน “ซาบีดา”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 เมษายน 2567 ณ ห้องรับรองพิเศษ 206 ชั้น 2 อาคารรัฐสภาใหม่เอี่ยม นายนิกร จำนง ได้เข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภา ตามประกาศของสภาผู้แทนราษฎรที่ให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเลื่อนขึ้นมาแทนตำแหน่งที่ว่างลง ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย มีนางสาวสิริธร ลิมปพยอม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ภาพรายงานตัวของนิกร จำนง สส.ใหม่พรรคภูมิใจไทย

ทำไมซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ถึงลาออก?

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องผลการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ลงวันที่ 4 มีนาคม 2567 ได้ประกาศให้นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 5 ของบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. แต่แล้วซาบีดาก็มีหนังสือขอลาออกจากการเป็น สส. ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2567 ทำให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

  • ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ อยู่ในลำดับที่ 5 ของพรรคภูมิใจไทย
  • ลาออกเมื่อ 2 เม.ย. 2567
  • เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (3)
  • กกต. ประกาศผลเลือกตั้ง 4 มี.ค. 2567

ด้วยเหตุนี้ สภาฯ จึงอาศัยมาตรา 105 (2) ให้คนถัดไปในบัญชีเลื่อนขึ้นมา ซึ่งก็คือนายนิกร จำนง นั่นเองครับ

รู้จักนายนิกร จำนง นักการเมืองรุ่นเก๋า

นายนิกร จำนง ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการการเมืองนะครับ ท่านเป็นนักการเมืองอาวุโสจากจังหวัดสระแก้ว เคยลงสมัคร สส. เขตสระแก้วหลายสมัย สังกัดพรรคการเมืองหลายพรรคมาแล้ว เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และล่าสุดพรรคภูมิใจไทย ท่านมีประสบการณ์ด้านกฎหมายและการเมืองมาอย่างโชกโชน เคยเป็นกรรมาธิการหลายชุด และเป็นที่รู้จักในฐานะนักสู้ในสภา

“นิกร จำนง” ร่วมงานกับรองเลขาฯสภา

การเข้ามาของนายนิกร ในครั้งนี้ คงจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พรรคภูมิใจไทย ซึ่งกำลังเป็นพรรคยอดนิยมในขณะนี้ พรรคมี สส. กว่า 70 คน และบทบาทสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล การเลื่อน สส.บัญชีรายชื่อแบบนี้เป็นกลไกสำคัญของระบบเลือกตั้งแบบผสมที่เรามี ทำให้พรรคไม่ขาดตัวแทนง่ายๆ

ในมุมมองของผม “นิกร จำนง” รายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ แทน “ซาบีดา” ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของระบบที่ยืดหยุ่น ช่วยให้การเมืองเดินหน้าต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงส่วนบุคคล หากคุณสนใจข่าวการเมืองแบบนี้ ลองติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุด รีบแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาด!

ที่มา – “นิกร จำนง” รายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ แทน “ซาบีดา”

“โสภณ” ขนเกจิดังทำบุญสภาฯ ควักกระเป๋าตัวเอง

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อ “โสภณ” ขนเกจิดังทำบุญสภาฯ ควักกระเป๋าตัวเองหวั่นดราม่างบฯ หลวง ซึ่งเป็นการเริ่มต้นตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรของนายโสภณ ซารัมย์ อย่างน่าประทับใจ ด้วยการนิมนต์พระเกจิชื่อดังมาร่วมพิธีทำบุญเพื่อเสริมสิริมงคลให้กับรัฐสภา และที่สำคัญคือใช้เงินส่วนตัวทั้งหมดเพื่อหลีกเลี่ยงกระแสวิจารณ์เรื่องงบประมาณแผ่นดิน

“โสภณ” ขนเกจิดังทำบุญสภาฯ ควักกระเป๋าตัวเองหวั่นดราม่างบฯ หลวง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภาไทย นายโสภณ ซารัมย์ ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ได้จัดพิธีถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ 10 รูป โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ชินวงศ์ ปวโร) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม พระพรหมวัชรเมธี (สุธี ธีรธัมโม) เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม และพระราชวชิรภาวนาโกศล (สุเมธ สุเมโธ) เจ้าอาวาสวัดวีระโชติการาม เข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง พิธีนี้ไม่เพียงเสริมสิริมงคลให้กับการทำงานของสภาเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความตั้งใจของนายโสภณในการลบภาพลักษณ์เชิงลบของรัฐสภาในอดีต

เหตุผลที่ใช้เงินส่วนตัว: หลีกเลี่ยงดราม่างบหลวง

หลังพิธีเสร็จ นายโสภณ ยิ้มแย้มกล่าวว่า “วันนี้เป็นนิมิตหมายอันดี แสงจันทร์สว่างขึ้นในชีวิต” และย้ำว่าพิธีทั้งหมดใช้งบประมาณจากกระเป๋าตัวเอง 100% เพื่อป้องกันดราม่าเรื่องการใช้เงินภาษีประชาชน การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและรับผิดชอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการจากนักการเมืองในยุคนี้ โดยเฉพาะหลังจากที่มีข่าวงบประมาณสภาเคยถูกวิจารณ์หนัก

นอกจากนี้ นายโสภณ ยังเคลียร์ประเด็นร้อนที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี เสนอตัดงบอาหารกลางวัน ส.ส. โดยชี้แจงว่า คำว่า “ตลก” ที่ตนพูด ไม่ได้หมายถึงเนื้อหา แต่เป็นการนำเสนอที่ไร้กาลเทศะ เขายืนยันว่าจะแก้ไขเรื่องงบอาหาร ส.ส. ด้วยเหตุผลและความเหมาะสม หากประชาชนเบื่อหรือทำให้สภาไม่สง่างาม จะยกเลิกทันที โดยเปรียบว่า “นิ้วไหนไม่ดีก็ตัดทิ้ง ไม่ใช่เผาบ้านทั้งหลังเพื่อฆ่าหนูตัวเดียว”

แผนงานอนาคต: สร้างความเชื่อมั่นให้สภา

สำหรับการประชุมสภาที่จะโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคม นายโสภณ มั่นใจว่าจะไม่วุ่นวาย และจะยึดข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สภาเป็นที่พักของคนมีคุณธรรม สร้างศรัทธาให้ประชาชนกลับมาเชื่อมั่นอีกครั้ง

  • จุดเด่นของพิธีทำบุญ: นิมนต์เกจิดัง 10 รูป
  • งบประมาณ: 100% จากส่วนตัว
  • เป้าหมาย: ลบภาพลบ ลดดราม่า
  • ประเด็นงบอาหาร ส.ส.: พร้อมแก้ไขหากไม่เหมาะสม

การกระทำของนายโสภณ ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่ยังสะท้อนแนวคิด “ทำบุญนำทาง บริหารด้วยคุณธรรม” ซึ่งอาจเป็นต้นแบบให้ประธานสภาคนต่อๆ ไป ในยุคที่ประชาชนจับตาการเมืองอย่างใกล้ชิด

สุดท้ายนี้ การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่โปร่งใสและรับผิดชอบมากขึ้น หากนักการเมืองทุกคนเลียนแบบ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังรออยู่ คุณคิดเห็นอย่างไรกับ “โสภณ” ขนเกจิดังทำบุญสภาฯ ควักกระเป๋าตัวเองหวั่นดราม่างบฯ หลวง ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – “โสภณ” ขนเกจิดังทำบุญสภาฯ ควักกระเป๋าตัวเองหวั่นดราม่างบฯ หลวง

นายกฯ ยินดี “โสภณ”นั่งประธานสภาฯ “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” รองประธาน

นายกฯ ยินดี “โสภณ”นั่งประธานสภาฯ “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” รองประธาน เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทย เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความยินดีอย่างเป็นทางการกับนายโสภณ ซารุมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ จากพรรคภูมิใจไทย ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 35 รวมถึงน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2

นายกฯ ยินดี “โสภณ”นั่งประธานสภาฯ “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” รองประธาน

ข้อความจากนายกรัฐมนตรีระบุว่า “ขอแสดงความยินดีกับท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรและท่านรองประธานทั้งสองด้วยครับ” ซึ่งโพสต์ในเวลา 09.00 น. ท่าทีนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำรัฐบาลและสมาชิกสภาที่เพิ่งได้รับตำแหน่งสำคัญ การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ สร้างความมั่นคงให้กับโครงสร้างผู้นำรัฐสภาในสมัยใหม่

รายละเอียดเหตุการณ์สำคัญ

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันเดียวกัน เวลา 14.30 น. ณ โถงหน้าห้องจัดประชุมสัมมนา B1 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา จะมีพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมทำข่าว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่ยืนยันความชอบธรรมของตำแหน่งเหล่านี้ตามรัฐธรรมนูญ

  • นายโสภณ ซารุมย์: ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย มีประสบการณ์ยาวนานในแวดวงการเมือง เคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายครั้ง
  • น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช: รองประธานคนที่ 1 ผู้หญิงเก่งที่มีบทบาทเด่นในการผลักดันนโยบายสตรี
  • นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล: รองประธานคนที่ 2 ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการพัฒนาท้องถิ่น

การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสืบทอดอำนาจในสภาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการกระจายบทบาทระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ได้ส่วนแบ่งสำคัญ สร้างสมดุลให้กับการทำงานของรัฐสภาในอนาคต

ความสำคัญของตำแหน่งประธานสภาฯ

ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการประชุม ลงมติร่างกฎหมาย และเป็นประธานรัฐสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี การเลือกนายโสภณ ซึ่งมีภาพลักษณ์สุภาพและมีวินัย จะช่วยให้การอภิปรายในสภาดำเนินไปอย่างราบรื่น ขณะที่รองประธานทั้งสองจะสนับสนุนในด้านต่างๆ ทำให้สภามีประสิทธิภาพสูงสุด

นายกฯ อนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยินดีครั้งนี้ยังเป็นสัญญาณบวกต่อเสถียรภาพรัฐบาล ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายจากประเด็นเศรษฐกิจและสังคมหลายด้าน การมีผู้นำสภาที่แข็งแกร่งจะช่วยเร่งรัดการผ่านร่างกฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 และนโยบายฟื้นฟูหลังโควิด

จากมุมมองนักวิเคราะห์ การเคลื่อนไหวดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะในภาคอีสานที่นายโสภณมีฐานเสียงแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้สตรีอย่างน.ส.มัลลิกา มีบทบาทมากขึ้น สอดคล้องกับกระแส平等ทางเพศในpoliticsไทย

ติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข่าวการเมืองล่าสุด และแสดงความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – นายกฯ ยินดี “โสภณ”นั่งประธานสภาฯ “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” รองประธาน

“อนุทิน” นำทัพ สส.ภูมิใจไทย รายงานตัวสภาฯ

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์สุดคึกคักที่รัฐสภา เมื่อ“อนุทิน” นำทัพ สส.ภูมิใจไทย รายงานตัวสภาฯกันแบบเต็มสูบเลยนะครับ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เพราะเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 หลังการเลือกตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งปัจจุบันเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการและรมว.มหาดไทย เดินทางมาถึงก่อนเวลา แถมยังแวะช้อปปิ้งเสื้อผ้าที่บูธรอบสระมรกต ซื้อเสื้อกล้าม 2 ตัว เชิ้ตแขนสั้นยาวอย่างละตัว ยังถามพ่อค้าแม่ค้าว่า “รอโครงการคนละครึ่งอยู่ใช่ไหม” แบบเป็นกันเองสุดๆ

“อนุทิน” นำทัพ สส.ภูมิใจไทย รายงานตัวสภาฯ

เวลา 13.30 น. วันที่ 5 มีนาคม 2569 สส.พรรคภูมิใจไทยคณะใหญ่เดินทางมาถึงด้วยรถบัส 6 คัน นำทีมโดยนายอนุทิน ทุกคนตั้งแถวเดินขบวนลงบันไดเลื่อนไปชั้น B1 เพื่อรายงานตัวรับบัตรสส.ใหม่ หลังจากนั้น อนุทินยิ้มแย้ม ชูบัตรประจำตัวให้สื่อเห็น ก่อนรีบไปประชุมที่ทำเนียบ บรรยากาศอบอุ่น เหมือนครอบครัวใหญ่รวมตัวกัน

ยังไม่คุยตำแหน่งประธานสภา ชื่อโสภณ ซารัมย์โดด?

ต่อมาเวลา 14.00 น. นายอนุทินให้สัมภาษณ์เรื่องวันเปิดสภาเลือกประธานสภา ย้ำว่าขึ้นกับพระราชโองการ เลขาฯสภาแจ้งข้อมูลแล้ว รัฐบาลพร้อมช่วยเหลือเต็มที่ แต่ไทม์ไลน์ยังพูดไม่ได้ พอถามเรื่องพรรคคุยตำแหน่งประธานสภา บอกว่ายังไม่ได้คุย วันที่ 8 มี.ค. จะมีสัมมนา สส.ปฐมนิเทศให้รู้จักกันก่อน เพราะบางคนเพิ่งเจอหน้า

ชื่อนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ ถูกหยิบยกมา บอกว่าทุกคนมีความเหมาะสม ไม่ปิดกั้นใครเลยครับ

ดีลพรรคร่วมรัฐบาล ถึงเวลาก็ชัดเจนเอง

เรื่องร้อนสุดคือดีลพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อ“อนุทิน” นำทัพ สส.ภูมิใจไทย รายงานตัวสภาฯแล้ว เผยว่า “เมื่อถึงเวลาอันสมควร มันก็ชัดเจนเอง ตามความเหมาะสม” ไม่ตอบตรงๆ ว่าพรรคกล้าธรรมจะร่วมหรือไม่ เดินขึ้นรถทันที สไตล์นักการเมืองตัวจริง!

ส่วนรัฐบาลรักษาการ บอกว่าทำงานปกติได้ แม้มีวิกฤตตะวันออกกลาง ไม่รีบร้อน เพราะมีรัฐธรรมนูญกำหนดขั้นตอนชัดเจน ใครเป็นนายกฯ ก็ต้องเร่งทำงานไม่ให้บ้านเมืองเสียหาย

  • อนุทินมาถึงก่อนเวลา ช้อปเสื้อผ้าเป็นกันเอง
  • สส.ภูมิใจไทยมาเป็นขบวนรถบัส 6 คัน
  • ยังไม่คุยประธานสภา รอสัมมนา 8 มี.ค.
  • ชื่อโสภณเหมาะสม แต่ทุกคนก็เหมาะ
  • ดีลพรรคร่วมรอเวลาชัดเจน ไม่ตอบพรรคกล้าธรรม

เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพการเมืองไทยที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว หลังเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยดูมั่นใจเต็มเปี่ยม นำโดยอนุทินที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญ หากดีลพรรคร่วมออกมา คงมีเซอร์ไพรส์แน่ๆ

จากมุมมองผม สถานการณ์ตอนนี้เหมือนหมากรุกใหญ่ อนุทินเล่นเกมรอจังหวะได้ดี รัฐบาลใหม่ใกล้แล้ว แต่ต้องรอขั้นตอนกฎหมาย อย่าลืมติดตามต่อนะครับ เพราะอาจมีอัพเดทใหญ่!

คุณคิดว่าพรรคไหนจะร่วมรัฐบาล? คอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ!

ที่มา – “อนุทิน” นำทัพ สส.ภูมิใจไทย รายงานตัวสภาฯ บอกดีลพรรคร่วมรัฐบาล ถึงเวลาก็ชัดเจนเอง

กมธ. ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังสภาตีตก


การประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2566 เป็นที่น่าจับตา เมื่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ในการลงมติ ทำให้ต้องตัดสินใจ กมธ. ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกจากการพิจารณาของสภา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสมาชิกรัฐสภามีการนับคะแนนรายคนในมาตรา 256/28 ซึ่งเป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผลปรากฏว่า กมธ.เสียงข้างน้อยเป็นฝ่ายชนะในการลงมติครั้งแรก แม้จะมีการนับคะแนนรอบสอง ผลลัพธ์ก็ยังคงเดิม คือ กมธ.เสียงข้างน้อยยังคงได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่า

จากผลการลงมติที่ไม่เป็นไปตามความคาดหมาย ในเวลา 22.07 น. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ประธานกรรมาธิการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ได้แถลงต่อประธานสภาว่า เนื่องจากผลคะแนนเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับมาตราดังกล่าว กมธ. ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ได้เสนอมา เพื่อนำกลับไปพิจารณาและปรับปรุงแก้ไขต่อไป

หลังจากนั้น นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ประธานกรรมาธิการฯ ได้ปรึกษาหารือกับพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ร่วมกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วหรือไม่ ซึ่งนายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ยืนยันว่า ได้มีการปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้แล้วก่อนที่จะตัดสินใจ กมธ. ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

กมธ. ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกจากการพิจารณาของสภา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและหลากหลายของความคิดเห็นในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การที่ กมธ. ตัดสินใจถอนร่างออกไป ถือเป็นการเปิดโอกาสให้มีการทบทวนและปรับปรุงเนื้อหา เพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายมากยิ่งขึ้น

เบื้องหลังการตัดสินใจถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การตัดสินใจถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ กมธ. ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุผล การพ่ายแพ้ในการลงมติถึงสองครั้ง แสดงให้เห็นว่าร่างที่เสนอไปยังมีข้อบกพร่องหรือประเด็นที่ยังไม่ได้รับการเห็นพ้องจากสมาชิกรัฐสภาจำนวนมาก การถอนร่างจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้ กมธ. ได้มีเวลาในการปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของทุกฝ่ายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การปรึกษาหารือกับพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ร่วมกันเสนอร่าง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นที่ยอมรับ การที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง ยืนยันว่าได้มีการปรึกษาหารือกันแล้ว แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างความเข้าใจและหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้

อย่างไรก็ตาม การถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไป ก็อาจก่อให้เกิดความผิดหวังในหมู่ประชาชนบางส่วนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ การชะลอหรือเลื่อนการพิจารณาออกไป อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองได้

ดังนั้น การที่ กมธ. จะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับมาพิจารณาอีกครั้ง จึงต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ เพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ออกมามีความสมบูรณ์ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน

  • การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน
  • การพิจารณาข้อดีข้อเสียของร่างแก้ไขอย่างรอบด้าน
  • การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่ กมธ. ตัดสินใจถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกจากการพิจารณาของสภา สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อน การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

แน่นอนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย การที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกถอนออกไป ไม่ได้หมายความว่าความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสิ้นสุดลง กมธ. จะต้องนำบทเรียนที่ได้รับมาปรับปรุงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และนำกลับมาเสนอต่อสภาอีกครั้งในอนาคต

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความอดทน แต่หากทุกฝ่ายร่วมมือกันด้วยความจริงใจ เชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงได้

ที่มา – กมธ. ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกจากการพิจารณาของสภา หลังคะแนนเสียงแพ้

สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ

ที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบประเด็นสภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยคะแนน 369 ต่อ 96 เสียง 

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่ประชุมรัฐสภาได้อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 256-6 ในเรื่องคุณสมบัติต้องห้ามในการมีส่วนในการเขียนร่างรัฐธรรมนูญ โดยที่สมาชิกได้อภิปรายอย่างกว้างขวาง และมีบางส่วนยังขอสงวนคำแปลญัติติ อย่างไรก็ตาม สมาชิกบางส่วนยืนยันว่าไม่ต้องการให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหารเกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่สมาชิกอีกบางส่วนเห็นว่าควรให้โอกาสทุกคน ถ้าใครอยากทำดีก็ควรต้องรับฟัง อย่าไปมองสิ่งที่ผ่านมาแล้ว 

หลังจากที่ได้อภิปรายแล้วเสร็จ ที่ประชุมได้ลงมติ โดยเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากประเด็นคุณสมบัติต้องห้าม เห็นด้วย 369 เสียง ไม่เห็นด้วย 96 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง ไม่ลงคะแนน 3 เสียง

สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ

การลงมติของรัฐสภาในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางมาโดยตลอด การกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของผู้ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เพราะเกี่ยวข้องกับความเป็นกลางและความเป็นธรรมในการร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ

ผลกระทบต่อการร่างรัฐธรรมนูญ

การที่รัฐสภาสภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ ย่อมส่งผลกระทบต่อองค์ประกอบของผู้ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผู้ที่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามที่กำหนดจะไม่สามารถเข้าร่วมกระบวนการนี้ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ การอภิปรายในรัฐสภาแสดงให้เห็นถึงความเห็นที่แตกต่างกันของสมาชิกเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ บางส่วนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหารเข้ามามีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะที่บางส่วนมองว่าควรเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความสามารถและต้องการที่จะทำเพื่อประเทศชาติ

ความแตกต่างของความคิดเห็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความท้าทายในการสร้างความปรองดองในสังคมไทย การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชน

การที่รัฐสภาสภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญนี้ แม้จะเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบของการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้เราเข้าใจถึงทิศทางและความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่ากระบวนการนี้กำลังเดินหน้าต่อไป

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะรัฐธรรมนูญคือ กฎหมายสูงสุดที่กำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้น การทำความเข้าใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

ที่มา – สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ

กมธ. แก้ไขรัฐธรรมนูญ เคาะสูตร 20 หยิบ 1

กรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เคาะที่มาคณะกรรมาธิการยกร่างรธน.ใหม่ 35 คน ชูสูตร 20 หยิบ 1 ป้องกันพรรคใหญ่จัดตั้งเสียงข้างมาก

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 14 พ.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา แถลงถึงความคืบหน้าของการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ที่ประชุม กมธ.ได้เห็นชอบต่อการกำหนดที่มาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน มาจากการสมัครของประชาชน ผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยผู้สมัครต้องมีประชาชนรับรองอย่างน้อย 100 รายชื่อ พร้อมกับต้องมีเอกสารแสดงวิสัยทัศน์ และอุดมการณ์ความยาว 1 หน้ากระดาษ A4 ทั้งนี้มีข้อกำหนดว่าเมื่อรับสมัครแล้วจะนำข้อมูลของผู้สมัครเผยแพร่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบประวัติและอุดมการณ์ จากนั้นให้ส่งรายชื่อดังกล่าวให้รัฐสภาคัดเลือก

สมัครผ่าน กกต.ให้รัฐสภาเลือก

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกระบวนการเลือกโดยรัฐสภานั้น มติของ กมธ.แก้รัฐธรรมนูญ กำหนดให้ใช้สูตร 20 หยิบ 1 คือให้สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่มละ 20 คน เพื่อเสนอชื่อ กมธ. 1 คน แต่หากไม่สามารถหาจำนวน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ครบ 35 คน จะให้ใช้วิธีการที่สมาชิกรัฐสภาจำนวน 10 คนเสนอบัญชีผู้จะได้รับการเลือกเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นจำนวน 2 เท่าของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญของจำนวนที่ขาด จากนั้นให้รัฐสภาลงมติ เห็นชอบด้วยเสียงข้างมาก เกิน 2 ใน 3 ทั้งนี้ กมธ.ได้กำหนดให้ รัฐสภาเลือกตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน แต่หากครบเวลาแล้วยังได้ไม่ครบ 35 คน แต่ได้เป็นจำนวน 90% หรือ 33 คน ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ผู้สื่อข่าวถามถึงการกำหนดสูตร 20 หยิบ 1 ว่า กมธ.ได้หารือถึงวิธีการรวมกลุ่มหรือไม่ว่า จะรวมกลุ่มอย่างอิสระหรือมีเงื่อนไข นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ในหลักการเป็นรวมกันของสมาชิกรัฐสภาที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน ซึ่งกมธ.เห็นว่ามีข้อดีที่จะทำให้เกิดความหลากหลายของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ

“เด็ก ปชน.” ยันตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่ากมธ.กังวลหรือไม่ว่า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อาจถูกล็อกโควตาโดยพรรคการเมืองที่มี สส. จำนวนมากในสภาฯ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ในฐานะโฆษก กมธ. กล่าวว่า การเลือกเช่นนี้ ถือเป็นหลักการที่ตรงไปตรงมา เหมือนกับการเลือกตัวแทนในสัดส่วนของ กมธ.พิจารณาแก้รัฐธรรมนูญ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ประชาชนจะเห็นชัดเจนว่า ผู้สมัครสส.ที่เลือกนั้นจะเป็นตัวแทนประชาชน นอกจากได้เลือกนายกฯ แล้วยังได้เลือกสมาชิกที่จะทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย

เมื่อถามย้ำว่า การรวมกลุ่มของสมาชิกรัฐสภา 20 คนโดยอิสระ อาจทำให้เกิดการจัดตั้งได้ เช่น รอบหน้าพรรคประชาชนได้รับเลือกตั้ง 200 คน จะได้สิทธิเลือก กมธ.ยกร่าง 10 คน น.ส.พนิดา กล่าวว่า แปลว่าเป็นการสะท้อนเสียงของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ทดแทนที่ประชาชนไม่สามารถเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองได้ เมื่อถามอีกว่า กังวลหรือไม่ว่า ข้อเสนอที่พิจารณา เมื่อส่งเข้ารัฐสภา อาจถูกติงว่าหนีไม่พ้นการครอบงำของฝ่ายการเมือง น.ส.พนิดา กล่าวว่า การเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่มีข้อจำกัดจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถตัดขาดจากสภาได้ ต้องใช้สมาชิกรัฐสภาเลือก แต่จะเลือกอย่างไรเพื่อสะท้อนความต้องการของประชาชนที่สุด จึงเป็นสมการนี้ ซึ่งในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอ พรรคภูมิใจไทยให้ใช้เสียงข้างมาก ดังนั้นเท่ากับว่าฝ่ายที่ครองเสียงข้างมากจะเป็นคนกำหนดหน้าตา กมธ.ยกร่างทั้งหมด ทำให้ขาดหลักประกันเสียงข้างน้อยของรัฐสภาเป็นผู้ร่าง แต่การกำหนดสูตร 20 หยิบ 1 จะทำให้ สส.และ สว.มีเอกสิทธิ์รวมกลุ่มกับใครก็ได้ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน หรือเป้าหมายเดียวกันที่จะส่งคนเป็นตัวแทนร่างรัฐธรรมนูญ คือเป็นหลักประกันทุกคน มีตัวแทนให้รัฐสภารับรอง

 โวป้องกันพรรคใหญ่จัดตั้ง

ด้านนายนรเศรษฐ์ กล่าวเสริมว่า กรณีที่สอบถามว่า หากพรรคประชาชนได้รับเลือกตั้งมา 200 คน จากสูตร 20 หยิบ 1 จะได้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เต็มที่ 10 คน จาก 35 คน ซึ่งไม่สามารถเข้ามาครอบงำ หรือเป็นเสียงส่วนใหญ่ในกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ จึงรับประกันได้ว่ากมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมีความหลากหลาย และกระจายในสัดส่วนอุดมการณ์ที่มาจากตัวแทนประชาชน หลังจากยุบสภาและหาเสียง เชื่อว่าพรรคการเมืองจะสื่อสารกับประชาชนว่า พรรคมีแนวทางอย่างไรในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทางประชาชนใช้หลักการเลือก สส.เขต และบัญชีรายชื่อ เพื่อเป็นการส่งผ่านเจตนารมณ์ของตนเองเพื่อให้ สส.เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ อย่างไรก็ดีในแนวทางที่ กมธ.แก้รัฐธรรมนูญหารือร่วมกันนั้น จะทำให้ได้รับเสียงสนับสนุนในรัฐสภา เมื่อถึงเวลาพิจารณาวาระสองและวาระสามได้

เสนอคนยกร่างเลิกยุ่งการเมืองตลอดชีวิต

ด้านนายเอกพร รักความสุข สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ฐานะโฆษก กมธ. กล่าวว่า สำหรับการพิจารณากำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กำหนดให้ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญถูกจำกัดการเข้าสู่ตำแหน่งการเมือง 3 ปี แต่มีข้อเสนอจาก กมธ.คนอื่นว่า ควรให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองตลอดชีวิต เพื่อให้เกิดความสบายใจว่าคนยกร่างรัฐธรรมนูญจะไม่มีผลประโยชน์ใด อย่างไรก็ดี ตนยืนยันว่าการทำงานในกมธ.มีความเห็นพ้องไม่มีความขัดแย้งระหว่าง กมธ.ที่มาจากต่างพรรคการเมือง

กรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เคาะที่มากมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 35 คน ชูสูตร 20 หยิบ1

ทำความเข้าใจสูตร 20 หยิบ 1 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่ออนาคตของประเทศ การที่กรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (กมธ.) มีมติเห็นชอบให้ใช้สูตร 20 หยิบ 1 ในการคัดเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) จำนวน 35 คน เป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

สูตร 20 หยิบ 1 คืออะไร? สูตรนี้หมายถึง การที่สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่มกันจำนวน 20 คน เพื่อเสนอชื่อบุคคล 1 คน ให้เป็น กมธ.ยกร่างฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ สส. และ สว. ที่มีอุดมการณ์เดียวกันสามารถร่วมกันเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างความหลากหลายและป้องกันการผูกขาดจากพรรคการเมืองใหญ่

การกำหนดสูตร 20 หยิบ 1 นี้ มีข้อดีคือ จะช่วยให้เกิดความหลากหลายของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกจากหลากหลายพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง และภาคส่วนต่างๆ ของสังคม สามารถมีส่วนร่วมในการเสนอชื่อบุคคลที่ตนเห็นว่าเหมาะสม ทำให้ กมธ.ยกร่างฯ มีองค์ประกอบที่สะท้อนความต้องการและความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การใช้สูตร 20 หยิบ 1 ย่อมมีข้อควรพิจารณา คือ อาจเกิดปัญหาในการรวมกลุ่มของสมาชิกรัฐสภา หากสมาชิกไม่สามารถรวมกลุ่มกันได้ครบ 20 คน อาจทำให้พลาดโอกาสในการเสนอชื่อบุคคลที่ตนสนับสนุน ดังนั้น การสร้างความเข้าใจและการประสานงานระหว่างสมาชิกรัฐสภาจึงเป็นสิ่งสำคัญ

โดยรวมแล้ว การที่ กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ เลือกใช้สูตร 20 หยิบ 1 ในการคัดเลือก กมธ.ยกร่างฯ เป็นแนวทางที่น่าสนใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างรัฐธรรมนูญที่เปิดกว้างและเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนของสังคม อย่างไรก็ตาม การนำไปปฏิบัติจริงจะต้องมีการพิจารณาและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ดีขึ้นสำหรับประเทศไทย อย่าลืมติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเพื่ออนาคตของประเทศเรา

ที่มา – กรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เคาะที่มากมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 35 คน ชูสูตร 20 หยิบ1

Scroll to top