รัสเซีย

ทรัมป์พลิก! ยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรมุ่งตรงสู่การทำข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซียเลย ไม่ต้องทำข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่เซเลนสกีเตรียมเข้าพบทรัมป์ที่ทำเนียบขาวอีกครั้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พลิกจุดยืนครั้งใหญ่ โดยระบุว่ายูเครนควรเห็นชอบข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย เพราะ “รัสเซียมีอำนาจมากแต่พวกเขาไม่ใช่” หลังจากที่เขาประชุมสุดยอดร่วมกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และล้มเหลวในการทำข้อตกลงหยุดยิง

ในการพลิกจุดยืนครั้งใหญ่นี้ นายทรัมป์กล่าวด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับนายปูตินว่า ทางที่ดีที่สุดในการยุติสงครามคือ การมุ่งตรงสู่การทำข้อตกลงสันติภาพ โดยไม่ต้องมีการหยุดยิงก่อน อย่างที่ยูเครนกับชาติพันธมิตรยุโรปเรียกร้อง และเป็นจุดยืนที่สหรัฐฯ เคยให้การสนับสนุน จนกระทั่งนายทรัมป์คุยกับผู้นำรัสเซีย

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า เขาจะเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อหารือก้าวต่อไป ขณะที่ชาติพันธมิตรยุโรปขอบคุณความพยายามของนายทรัมป์ แต่ประกาศว่าพวกเขาจะสนับสนุนยูเครนต่อไป และจะเพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซีย พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ รับประกันความมั่นคงให้ยูเครน

ทั้งนี้ นายทรัมป์พบปะพูดคุยกับนายปูตินเป็นเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ที่ฐานทัพในเมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา โดยนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำสหรัฐฯ กับยูเครนพบปะกันโดยตรง นับตั้งแต่สงครามในยูเครนอุบัติขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565

“ทุกฝ่ายลงความเห็นว่า หนทางที่ดีที่สุดในการยุติสงครามอันโหดร้ายระหว่างรัสเซียกับยูเครนคือการมุ่งตรงไปสู่การทำข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะเป็นการยุติสงคราม ไม่ใช่แค่การทำข้อตกลงหยุดยิงธรรมดา ซึ่งบ่อยครั้งที่ไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้” นายทรัมป์โพสต์บน Truth Social

คาดว่าถ้อยแถลงดังกล่าวของนายทรัมป์จะได้รับการต้อนรับจากฝ่ายรัสเซีย ซึ่งระบุว่าพวกเขาต้องการการยุติสงครามอย่างสิ้นเชิงไม่ใช่แค่การ “หยุด” ในข้อที่ยูเครนกับชาติพันธมิตรยุโรป ต้องการให้มีการหยุดยิงก่อน เพื่อพูดคุยแก้ปัญหาความขัดแย้งในเรื่องต่างๆ ก่อน รวมถึงเรื่องดินแดนของยูเครนที่รัสเซียยึดไปเป็นของตัวเอง

ก่อนที่จะเกิดการประชุมสุดยอดครั้งล่าสุด นายทรัมป์เพิ่งกล่าวว่าเขาคงไม่พอใจจนกว่าจะมีการตกลงหยุดยิง แต่หลังจากนั้นเขากลับเปลี่ยนจุดยืน และกล่าวหลังคุยโทรศัพท์กับนายเซเลนสกีว่า “หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เราจะกำหนดเวลาประชุมกับประธานาธิบดีปูตินอีกครั้ง”

การพบระหว่างนายทรัมป์กับนายเซเลนสกีจะเกิดขึ้นที่ห้องทำงานรูปไข่ที่ทำเนียบขาว ที่ทั้งสองฝ่ายเคยมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงออกสื่อมาแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ โดยฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวหายูเครนว่าไม่สำนึกบุญคุณ และหลังจากนั้นนายทรัมป์ก็มีสั่งระงับความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนชั่วระยะเวลาหนึ่ง

นายเซเลนสกีกล่าวว่า หลังจากพูดคุยกับนายทรัมป์เป็นเวลานานหลังการประชุมสุดยอดที่อะแลสกา เขาสนับสนุนความคิดเรื่องการพบปะ 3 ฝ่าย และ “ยูเครนขอยืนยันว่าพวกเขาพร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่ที่สุดเพื่อบรรลุสันติภาพ”

แต่ฝ่ายนายปูตินไม่ได้พูดถึงการพบปะกับนายเซเลนสกีแต่อย่างใด ในตอนที่เขาพูดกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมกับนายทรัมป์ ขณะที่นาย ยูริ ยูชาคอฟ ที่ปรึกษาของนายปูตินก็บอกกับสำนักข่าว TASS ของรัสเซียว่า ไม่มีการหารือกันเรื่องการประชุม 3 ฝ่าย

ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน การที่นายทรัมป์เปลี่ยนท่าทีอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาและการตัดสินใจของนานาชาติ

ทำไมทรัมป์ถึงบอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย?

การที่ทรัมป์แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย อาจเป็นผลมาจากการประเมินสถานการณ์ใหม่ หรือการได้รับข้อมูลเชิงลึกบางอย่างจากการพูดคุยกับปูติน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้ก่อให้เกิดคำถามมากมายถึงอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผลจากการที่ทรัมป์แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย จะเป็นอย่างไรต่อไป? การเปลี่ยนแปลงจุดยืนนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อยูเครนและรัสเซียหรือไม่? และชาติพันธมิตรยุโรปจะมีท่าทีอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงนี้?

การตัดสินใจของนายทรัมป์ที่แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย ยังคงเป็นที่จับตามองของทั่วโลก และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในสถานการณ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

ทรัมป์-ปูติน พบหารือ ยุติสงครามยูเครน ที่อะแลสกา

“ทรัมป์–ปูติน” พบปะกันที่รัฐอะแลสกา เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามยูเครน ลุ้นจบได้ข้อสรุปในวันนี้

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดฉากการเจรจาแบบทวิภาคีที่รัฐอะแลสกา ว่าด้วยการยุติสงครามยูเครน ที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ปี การหารือ ทรัมป์-ปูติน ในครั้งนี้จึงเป็นที่จับตาของคนทั่วโลก

โดยทั้งสองผู้นำพบกันด้วยการจับมือกันอย่างอบอุ่นถึง 2 ครั้ง หลังเดินทางถึงฐานทัพเอลเมนดอร์ฟ–ริชาร์ดสัน ในเมืองแองเคอเรจ ก่อนจะโดยสารรถลีมูซีนของทรัมป์ไปยังสถานที่จัดประชุม ซึ่งถือเป็นการพบหารือทวิภาคีครั้งแรกระหว่างสองผู้นำ นับจากการพบหารือที่กรุงเฮลซิงกิ ของฟินแลนด์ เมื่อปี 2561 ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ระบุว่า จะไม่พอใจอย่างมากหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ในวันนี้

ทางด้านนายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ซึ่งไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมซัมมิตครั้งนี้ กล่าวโจมตีว่า แม้ในวันเจรจา รัสเซียก็ยังเข่นฆ่าประชาชน โดยย้ำว่าควรมีการประชุมร่วมระหว่างผู้นำยูเครน–สหรัฐฯ–รัสเซีย เพื่อหาทางออกอย่างแท้จริง พร้อมเรียกร้องให้ชาติตะวันตกออก “มาตรการคว่ำบาตรใหม่ทันที” หากรัสเซียไม่ยอมรับ “การหยุดยิงโดยพลัน”

ทางด้านนายดมิทรี เพสคอฟ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดเผยผ่านสถานีทีวีรัสเซียว่า การเจรจาจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6–7 ชั่วโมง ขณะที่ทรัมป์เผยว่าอยากเห็น การพบกันรอบสองในอะแลสกาโดยเร็ว ระหว่างปูตินกับประธานาธิดียูเครน พร้อมเรียกร้องให้ชาติตะวันตกออก “มาตรการคว่ำบาตรใหม่ทันที” หากรัสเซียไม่ยอมรับการหยุดยิงโดยพลัน.

ทรัมป์-ปูติน พบหารือกันอย่างอบอุ่น ที่รัฐอะแลสกา

การพบปะหารือกันระหว่าง ทรัมป์-ปูติน ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครน แม้ว่าจะยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ออกมาในทันที แต่การที่สองผู้นำได้มานั่งโต๊ะเจรจากันโดยตรง ย่อมดีกว่าการที่ต่างฝ่ายต่างใช้กำลังและความรุนแรงเข้าตอบโต้กัน

สถานการณ์สงครามในยูเครนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านพลังงาน อาหาร และห่วงโซ่อุปทาน การที่สงครามยืดเยื้อจึงสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนทั่วโลก หากการเจรจา ทรัมป์-ปูติน สามารถนำไปสู่การหยุดยิงได้จริง ก็จะเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน

ประเด็นสำคัญในการหารือ ทรัมป์-ปูติน

  • การหยุดยิงโดยทันทีในยูเครน
  • การเปิดทางให้มีการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครนและรัสเซีย
  • การรับประกันความปลอดภัยให้กับประชาชนในยูเครน
  • การฟื้นฟูเศรษฐกิจของยูเครน

อย่างไรก็ตาม การเจรจาให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย ยังมีปัจจัยอีกมากมายที่ต้องพิจารณา ทั้งผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย ความต้องการของประชาชน และสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ การที่นายเซเลนสกีออกมาโจมตีการหารือในครั้งนี้ ก็แสดงให้เห็นว่ายังมีอุปสรรคอีกมากที่ต้องก้าวข้ามไปให้ได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการรักษาช่องทางการเจรจาเอาไว้ และให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกร่วมกัน การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก และมีแต่จะนำไปสู่ความสูญเสียที่มากขึ้น การเจรจาอาจต้องใช้เวลาและความอดทน แต่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

การพบกันของ ทรัมป์-ปูติน ครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามยูเครนหรือไม่ คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่แน่นอนว่าทุกสายตาทั่วโลกกำลังจับจ้องไปที่รัฐอะแลสกาแห่งนี้

ที่มา – “ทรัมป์-ปูติน” พบหารือกันอย่างอบอุ่น ที่รัฐอะแลสกา เพื่อเจรจาแนวทางยุติสงครามยูเครน

ระทึก! 3 ผู้โดยสารรอดตาย โดรนตกใส่รถยนต์ในรัสเซีย

เกิดเหตุระทึกขวัญในรัสเซีย เมื่อ 3 ผู้โดยสารรอดตาย โดรนตกใส่รถยนต์ในรัสเซีย โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเมืองเบลโกรอด ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนยูเครน

3 ผู้โดยสารรอดตาย โดรนตกใส่รถยนต์ในรัสเซีย

ตามรายงานจาก วยาเชสลาฟ กลัดคอฟ ผู้ว่าการภูมิภาคเบลโกรอด โดรนลำดังกล่าวเป็นของยูเครนและพุ่งเข้าชนรถยนต์ที่ 3 ผู้โดยสารรอดตาย โดรนตกใส่รถยนต์ในรัสเซีย คันนั้น ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ โชคดีที่พลเมืองดีและหน่วยกู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในรถออกมาได้ทันท่วงทีก่อนที่ไฟจะลุกลามรุนแรงมากขึ้น ภาพจากกล้องวงจรปิดที่เผยแพร่โดยผู้ว่าการกลัดคอฟ แสดงให้เห็นวินาทีที่โดรนพุ่งชนรถอย่างชัดเจน เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ผู้ว่าการกลัดคอฟกล่าวว่าสถานการณ์ในขณะนี้ “ยากลำบากอย่างยิ่ง” และได้ประกาศยกเลิกกิจกรรมสาธารณะทั้งหมดในเมืองเบลโกรอดจนถึงสิ้นสัปดาห์นี้ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน เนื่องจากภูมิภาคนี้อยู่ติดกับชายแดนยูเครน และมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีอีก

นอกจากเหตุการณ์ 3 ผู้โดยสารรอดตาย โดรนตกใส่รถยนต์ในรัสเซีย แล้ว ยังมีรายงานการโจมตีด้วยโดรนอีกระลอกหนึ่งในพื้นที่อื่นของเมือง โดยโดรนได้พุ่งเป้าไปที่อาคารรัฐบาลแห่งหนึ่งในช่วงเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดี อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

ความเสียหายและการตอบโต้

กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า ในช่วงคืนที่ผ่านมา ได้ทำการยิงสกัดโดรนของยูเครนจำนวน 44 ลำที่บินเข้ามาในน่านฟ้ารัสเซีย รวมถึงพื้นที่ไครเมีย ซึ่งเป็นดินแดนที่รัสเซียผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง

เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชายแดนที่มักจะเกิดการปะทะกันอยู่บ่อยครั้ง การใช้โดรนโจมตีเป้าหมายต่างๆ กลายเป็นกลยุทธ์ที่ทั้งสองฝ่ายนำมาใช้มากขึ้น ทำให้พลเรือนต้องตกอยู่ในความเสี่ยง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเบลโกรอดสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับสงคราม การยกเลิกกิจกรรมสาธารณะและการประกาศเตือนภัยอย่างต่อเนื่อง สร้างความวิตกกังวลและความไม่แน่นอนให้กับชีวิตประจำวันของพวกเขา

แม้ว่าเหตุการณ์ 3 ผู้โดยสารรอดตาย โดรนตกใส่รถยนต์ในรัสเซีย จะจบลงด้วยดี แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง และจำเป็นต้องมีการหาทางออกเพื่อลดความตึงเครียดและปกป้องชีวิตของพลเรือน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการหาทางออกทางการทูตเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ และเพื่อนำมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – 3 ผู้โดยสารรอดตาย โดรนตกใส่รถยนต์ในรัสเซีย

ทรัมป์ขู่! ผลร้ายแรง หากปูตินขวางสันติภาพยูเครน

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าอาจเกิด “ผลลัพธ์ที่เลวร้าย” หากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ไม่เห็นด้วยกับการสร้างสันติภาพในยูเครน ท่าทีแข็งกร้าวนี้เกิดขึ้นในการประชุมทางไกลล่าสุด

ในการประชุมทางไกลร่วมกับผู้นำยุโรปและประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวว่าเขาจะเผชิญหน้ากับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซีย ในการประชุมสุดยอดที่รัฐอะแลสกาในวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.) และหากรัสเซียไม่ยินยอมที่จะสร้างสันติภาพในยูเครน ก็อาจจะเผชิญกับผลกระทบที่ร้ายแรงตามมา

ทรัมป์ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าผลกระทบที่ว่านั้นคืออะไร แต่กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมไม่ต้องพูด พวกเขาจะเผชิญกับผลกระทบที่ร้ายแรงมาก ๆ” อย่างไรก็ตาม เขาเคยเตือนมาก่อนว่าอาจจะมีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจหากการประชุมครั้งนี้ไม่เป็นผลสำเร็จ

ท่าทีของทรัมป์และผลการประชุมทางไกลกับผู้นำยุโรปและยูเครน ถือเป็นการสร้างความหวังให้แก่ยูเครน หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีความกังวลว่าการประชุมสุดยอดที่อะแลสกาอาจจะทำให้ยูเครนเสียเปรียบและต้องยอมแบ่งดินแดน

ในทางกลับกัน รัสเซียมีแนวโน้มที่จะต่อต้านข้อเรียกร้องของยูเครนและยุโรปอย่างหนักแน่น และก่อนหน้านี้ก็เคยระบุว่าจุดยืนของตนยังคงไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ที่ปูตินได้ประกาศครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2024

แม้จะมีการขู่ถึงผลกระทบที่ร้ายแรง แต่ทรัมป์ก็ได้กล่าวถึงเป้าหมายของการประชุมกับปูตินว่าเป็นการ “ปูทาง” สำหรับการประชุมครั้งที่สองในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งจะรวมถึงประธานาธิบดีเซเลนสกีด้วย

ทรัมป์กล่าวว่า “ถ้าการประชุมครั้งแรกผ่านไปด้วยดี เราก็จะมีการประชุมครั้งที่สองอย่างรวดเร็ว” พร้อมเสริมว่า “ผมอยากจะทำมันทันที และเราจะมีการประชุมครั้งที่สองอย่างรวดเร็วระหว่างประธานาธิบดีปูติน ประธานาธิบดีเซเลนสกี และตัวผมเอง ถ้าพวกเขาอยากให้ผมอยู่ที่นั่น”

ทรัมป์ไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการประชุมครั้งที่สอง แต่ก่อนหน้านี้ผู้นำยุโรปและเซเลนสกีได้เข้าร่วมการประชุมทางไกลซึ่งจัดโดยนายกรัฐมนตรีเยอรมนีเพื่อกำหนดขอบเขตที่ยอมรับไม่ได้ ก่อนการประชุมที่อะแลสกา

ทรัมป์กล่าวถึงการประชุมทางไกลนี้ว่า “เป็นการประชุมที่ดีมาก ประธานาธิบดีเซเลนสกีเข้าร่วมด้วย ผมให้คะแนนว่ามันคือ 10 และเป็นไปอย่างเป็นมิตรมาก”

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส กล่าวว่าทรัมป์เห็นด้วยว่ายูเครนจะต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาใด ๆ เกี่ยวกับการยอมยกดินแดน ขณะที่เซเลนสกีกล่าวว่าทรัมป์ได้สนับสนุนแนวคิดเรื่องการค้ำประกันความมั่นคงในการตั้งถิ่นฐานหลังสงคราม

นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ แห่งเยอรมนี ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมทางไกล กล่าวว่าหลักการที่ว่าพรมแดนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลังจะต้องยังคงอยู่ และกล่าวเสริมว่า “หากไม่มีความเคลื่อนไหวจากฝ่ายรัสเซียที่อะแลสกา สหรัฐฯ และพวกเราชาวยุโรปก็ควรจะต้องเพิ่มแรงกดดัน” เขาชี้ให้เห็นว่าทรัมป์รับทราบจุดยืนนี้และเห็นด้วยเป็นอย่างมาก ทำให้เขาสรุปได้ว่าการสนทนาครั้งนี้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์และยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง

ทรัมป์และปูตินมีกำหนดจะหารือกันถึงวิธีการยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ปีครึ่ง ซึ่งนับเป็นการขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยกล่าวว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องแลกเปลี่ยนดินแดนเพื่อยุติการสู้รบที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคนและมีผู้พลัดถิ่นหลายล้านคน.

การประชุมสุดยอดที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของยูเครนและยุโรป หลายฝ่ายจับตามองว่าการเจรจาครั้งนี้จะนำไปสู่ทางออกที่สันติได้อย่างไร และทรัมป์จะสามารถใช้แรงกดดันที่มีต่อปูตินได้มากน้อยแค่ไหน

ทรัมป์ขู่ “ผลร้ายแรง” หากปูตินขวางสันติภาพในยูเครน

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียด และความหวังเดียวในตอนนี้คือการเจรจาที่ประสบความสำเร็จระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซีย หากปูตินไม่ยอมอ่อนข้อ ข้อขู่ของทรัมป์ที่ว่า “ผลร้ายแรง” หากปูตินขวางสันติภาพในยูเครน จะเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน?

อะไรคือ “ผลร้ายแรง” ที่ทรัมป์ขู่ไว้?

แม้ทรัมป์จะไม่ได้ระบุชัดเจน แต่การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในมาตรการที่คาดว่าจะถูกนำมาใช้หากการเจรจาล้มเหลว นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเพิ่มการสนับสนุนทางทหารแก่ยูเครน

  • คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
  • เพิ่มการสนับสนุนทางทหาร
  • กดดันทางการทูต

การตัดสินใจของทรัมป์ในครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์โลกในระยะยาว การที่ทรัมป์ออกมาขู่ “ผลร้ายแรง” หากปูตินขวางสันติภาพในยูเครน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่จะยุติสงคราม

สถานการณ์ยังไม่แน่นอนและทุกฝ่ายกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด การประชุมที่กำลังจะมาถึงนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

ที่มา – ทรัมป์ขู่ “ผลร้ายแรง” หากปูตินขัดขวางสันติภาพในยูเครน

ทรัมป์เตือนปูติน จะเกิดผลร้ายแรง หากไม่ยุติสงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ เตือน วลาดิเมียร์ ปูติน ว่าจะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงครามกับยูเครน หลังการประชุมสุดยอดที่อลาสกาในวันศุกร์นี้ ถือเป็นคำเตือนที่น่าสนใจจากอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงที่ศูนย์เคนเนดี ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่ามีโอกาสที่เขาจะพบปะครั้งที่ 2 กับวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย โดยมีนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเข้าร่วมด้วย ซึ่งเขาเชื่อว่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการประชุมที่อลาสกาในวันศุกร์นี้ การเจรจาสันติภาพครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์โลกในปัจจุบัน

นายทรัมป์ระบุว่า ในการประชุมครั้งที่ 1 นั้น เขาจะหาคำตอบว่า “จุดยืนของเราอยู่ตรงไหน และเรากำลังทำอะไรอยู่” นี่คือขั้นตอนแรกที่สำคัญในการทำความเข้าใจสถานการณ์และความต้องการของแต่ละฝ่าย

“ผมอยากจะทำมันเกือบจะในทันที และเราจะมีการพบปะครั้งที่ 2 อย่างรวดเร็วระหว่างประธานาธิบดีปูติน ประธานาธิบดีเซเลนสกี และตัวผมเอง หากพวกเขาต้องการให้ผมอยู่ด้วย” นายทรัมป์กล่าว และเสริมว่า เขาวางแผนจะโทรศัพท์หานายเซเลนสกีกับผู้นำชาติยุโรป หลังการหารือกับปูตินในวันศุกร์ การมีส่วนร่วมของผู้นำยุโรปจะช่วยเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถือให้กับการเจรจา

เมื่อพูดถึงการโทรศัพท์คุยกับผู้นำยุโรปและผู้นำยูเครนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา นายทรัมป์กล่าวว่า เป็นการหารือที่ดีมากๆ “ผมให้คะแนนเต็ม 10 เป็นการคุยอย่างเป็นมิตรมากๆ” การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้นำเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเจรจาที่ประสบความสำเร็จ

หลังจากนั้น นายทรัมป์ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่ขอให้เขาแสดงความเห็นเรื่องรัสเซียกับยูเครน ซึ่งนายทรัมป์กล่าวว่า จะมีผลร้ายแรงมากๆ ตามมา หากนายปูตินไม่ตกลงยุติสงครามกับยูเครนหลังการพบปะในวันศุกร์ ทรัมป์ย้ำว่า ทรัมป์เตือนปูตินถึงผลกระทบที่จะตามมา

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสริมด้วยว่า เขาเคยมีการสนทนาที่ดีกับนายปูติน แต่หลังจากนั้นกลับได้เห็นรัสเซียยิงจรวดโดนบ้านพักคนชรา โดนตึกอพาร์ตเมนต์ และมีผู้คนล้มตายตามท้องถนน นี่คือภาพที่สะท้อนความโหดร้ายของสงคราม และความจำเป็นในการยุติความขัดแย้ง

นักข่าวอีกคนถามเรื่องรายงานที่ว่า รัสเซียแฮกระบบคอมพิวเตอร์สำหรับจัดการเอกสารของศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ โดยนายทรัมป์ตอบว่า เขาจะถามเรื่องนี้กับนายปูตินในการพบปะกันในวันศุกร์นี้ด้วย ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดและความไม่ไว้วางใจระหว่างสองประเทศ

ทรัมป์เตือนปูติน จะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงคราม

การออกมาเตือนของทรัมป์ในครั้งนี้ สร้างความสนใจให้กับทั่วโลกถึงท่าทีของรัสเซียในการเจรจาที่จะเกิดขึ้น

ทำไมทรัมป์ถึงออกมาเตือนปูตินเรื่องผลร้ายแรง?

เป็นที่น่าจับตาว่าทำไมอดีตประธานาธิบดีอย่างทรัมป์จึงออกมาเตือนปูตินอย่างเปิดเผยเช่นนี้ การออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้อาจมีเป้าหมายทางการเมือง หรืออาจเป็นความกังวลอย่างแท้จริงต่อสถานการณ์ในยูเครน

สถานการณ์ในยูเครนยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ท่าทีของรัสเซียในการเจรจา รวมถึงผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดที่อลาสกา จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของภูมิภาคนี้ และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั่วโลก การที่ ทรัมป์เตือนปูติน แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับประเด็นนี้

การที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการรับรู้ของสาธารณชน และอาจเป็นแรงกดดันต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้เร่งหาทางออกให้กับความขัดแย้งนี้ การเจรจาที่จะเกิดขึ้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของยูเครนและยุโรป

การที่ ทรัมป์เตือนปูติน เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ประเด็นสงครามในยูเครนยังคงเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสนใจ และการหาทางออกอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

ที่มา – ทรัมป์เตือนปูติน จะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงคราม

เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป สหรัฐฯหนุนยูเครน

ผู้นำยูเครนพูดคุยกับนายทรัมป์และผู้นำยุโรป โดยเซเลนสกี ยืนยันว่าสหรัฐฯ พร้อมให้การสนับสนุนยูเครน ในการหารือกับปูตินศุกร์นี้ ขณะที่ยุโรปย้ำว่ายูเครนต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาสันติภาพด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี และนายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี จัดงานแถลงข่าวร่วมกันในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 หลังจากการสนทนาทางไกลระหว่างเขากับเหล่าผู้นำชาติยุโรปและ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ข้อสรุป

นายแมร์ซระบุว่า ยุโรปกำลังทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยกำหนดวาระการประชุมสำหรับการพบกันระหว่างนายทรัมป์ กับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา ในวันศุกร์นี้ (15 สิงหาคม) โดยเขาหวังให้นายทรัมป์ประสบความสำเร็จในการประชุมสุดยอดกับปูติน

นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเสริมอีกว่า ผู้นำชาติยุโรป, สหรัฐ, และนายมาร์ก รุทเทอ เลขาธิการใหญ่นาโต ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ สำหรับการประชุมในวันศุกร์ “ที่อะแลสกา ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของยุโรปและยูเครนต้องได้รับการคุ้มครอง”

นายแมร์ซย้ำด้วยว่า ยูเครนต้องอยู่ที่โต๊ะเจรจาด้วยเพื่อหารือเรื่องสันติภาพ และทุกอย่างต้องมีลำดับขั้นตอนที่เหมาะสม อย่างแรกคือ ควรมีการตกลงหยุดยิง ตามด้วยการทำข้อตกลงเพื่อสันติภาพระยะยาวอีกฉบับ การยอมรับทางกฎหมายว่ารัสเซียเป็นเจ้าของดินแดนของยูเครน “ไม่สามารถเกิดขึ้นได้” และต้องมีการรับประกันความปลอดภัยโดยเคารพอธิปไตยของยูเครน

หากไม่มีความเคลื่อนไหวไปสู่สันติภาพจากทางรัสเซีย ยุโรปกับสหรัฐฯ จะเพิ่มแรงกดดันต่อปูตินมากกว่านี้ นายแมร์ซกล่าว และเสริมว่า นายทรัมป์ทราบถึงจุดยืนนี้แล้วและเห็นชอบด้วย

ต่อมานายเซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเป็นผู้แถลงข่าวต่อ โดยเขาเริ่มจากการขอบคุณผู้นำนายแมร์ซและเยอรมนี รวมถึงชาติพันธมิตรและหุ้นส่วนทั้งหมด ที่ให้การสนับสนุนทางทหารแก่ยูเครน โดยย้ำว่า ผู้นำจากทั่วโลกสามัคคีกันเพื่อบรรลุสันติภาพในยูเครน

เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป ยืนยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนยูเครน

นายเซเลนสกีย้ำว่า ทุกอย่างเกี่ยวกับยูเครนต้องหารือโดยมียูเครนอยู่ด้วย “เราต้องมีส่วนในการเจรจา” นายทรัมป์ให้การสนับสนุนยูเครนในวันนี้ และสหรัฐฯ ก็พร้อมจะสานต่อการสนับสนุนนั้นต่อไป การที่ เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

ผู้นำยูเครนกล่าวอีกว่า เขาอยากเห็นการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม หากมอสโกไม่ตกลงหยุดยิง เขาพยายามใช้การประชุมในวันนี้เพื่อบอกนายทรัมป์กับผู้นำยุโรปว่า ปูตินไม่ได้ต้องการสันติ และพวกเขาก็เข้าใจจุดยืนของยูเครน “ปูตินหลอกเราไม่ได้”

เซเลนสกีเผยด้วยว่า นายทรัมป์บอกกับเขาว่าจะติดต่อหาหลังจากการพบปะกับปูตินในวันศุกร์เสร็จสิ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านายทรัมป์จะไม่มีการรับประกันเรื่องความมั่นคงให้แก่ยูเครน ขณะที่เซเลนสกีก็เลี่ยงตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่พยายามจะถามว่า ภายใต้สถานการณ์ใดที่เขาจะสามารถพูดคุยเรื่องแลกเปลี่ยนดินแดนกับปูตินได้ โดยผู้นำยูเครนตอบว่า ความสำเร็จขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการเจรจา

ด้านนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวในงานแถลงข่าวอีกแห่งเคียงข้างเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร โดยมาครงระบุว่า นายทรัมป์บอกอย่างชัดเจนว่า ยูเครนจะมีส่วนร่วมในการเจรจาเรื่องดินแดนด้วย ขณะที่เซอร์สตาร์เมอร์กล่าวว่า ชายแดนระหว่างประเทศของยูเครนจะต้องไม่เปลี่ยนแปลง

ทำไมการพูดคุยระหว่าง เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป ถึงสำคัญ

การที่ เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป ยืนยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนยูเครน นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ปัจจุบันในยูเครนและยุโรป การได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ถือเป็นกำลังใจสำคัญสำหรับยูเครนในการเจรจาต่อรองกับรัสเซีย นอกจากนี้ การที่ผู้นำยุโรปย้ำว่ายูเครนต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาสันติภาพด้วยนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของยุโรปในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

  • การสนับสนุนจากสหรัฐฯ ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้ยูเครน
  • การมีส่วนร่วมของยูเครนในการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญ
  • ยุโรปมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นถึงความพยายามของนานาชาติในการแก้ไขวิกฤตในยูเครน การพูดคุยระหว่าง เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป เป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายอีกมากมายรออยู่ข้างหน้า และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

ที่มา – เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป ยืนยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนยูเครน

เซเลนสกีลั่น! ไม่ยอมเสียดินแดน แลกหยุดยิงกับรัสเซีย

“ไม่มีวัน!” เซเลนสกี ประกาศชัดเจน จะไม่ยอมเสียดินแดนทางตะวันออกของยูเครน เพื่อแลกกับการหยุดยิงกับรัสเซีย แม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมคุยกับปูตินในวันศุกร์นี้

เซเลนสกีลั่น ไม่ยอมเสียดินแดนทางตะวันออก แลกหยุดยิงกับรัสเซีย

ท่าทีแข็งกร้าวนี้ถูกแสดงออกมาจากประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ในวิดีโอแถลงการณ์เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่าเขาจะไม่ยอมรับข้อเสนอใดๆ จากรัสเซียที่ต้องการให้ยูเครนยกภูมิภาคดอนบาส (Donbas) ให้ เพื่อแลกกับการหยุดยิง เขามองว่าการทำเช่นนั้นเท่ากับเป็นการเปิดทางให้รัสเซียเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีในอนาคต

“หากเราถอนกำลังจากดอนบาสในวันนี้ ถอนจากฐานที่มั่น, ผืนแผ่นดินของเรา และที่ราบสูงที่เราควบคุมอยู่ มันก็เหมือนกับการเปิดโอกาสให้รัสเซียได้เตรียมการเพื่อการโจมตีครั้งใหม่” เซเลนสกีกล่าวอย่างหนักแน่น พร้อมยอมรับว่าสถานการณ์การรุกคืบของกองทัพรัสเซียกำลังเป็นไปอย่างต่อเนื่องในหลายจุด แต่เขายืนยันว่ากองทัพยูเครนจะทำลายหน่วยทหารใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีเหล่านั้นให้สิ้นซาก

นอกจากนี้ เซเลนสกี ยังอ้างว่ารัสเซียกำลังวางแผนสำหรับการโจมตีระลอกใหม่ในพื้นที่แนวหน้าถึง 3 แห่ง ได้แก่ ซาปอริชเชีย, โปครอฟสก์ และโนโวปาฟลอฟ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงคุกรุ่นอยู่

ทำไมเซเลนสกีจึงไม่ยอมเสียดินแดนทางตะวันออก?

คำประกาศล่าสุดของเซเลนสกี เกิดขึ้นก่อนหน้าการพบปะหารือระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา ในวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.) ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก

ทรัมป์ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า เขาจะพยายามหาทางนำดินแดนบางส่วนของยูเครนกลับคืนมาในการพูดคุยกับปูติน แต่ก็ยอมรับว่าข้อตกลงสันติภาพใดๆ ก็ตาม อาจจะต้องมีการแลกเปลี่ยนดินแดนบางส่วน และคาดการณ์ว่าหนึ่งในข้อเรียกร้องของปูตินก็คือ การที่ยูเครนต้องสละพื้นที่บางส่วนของดอนบาสที่ยังอยู่ในความควบคุมของยูเครน

การยืนกรานของเซเลนสกีที่ไม่ยอม เสียดินแดนทางตะวันออก สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและดินแดนของยูเครน แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงใดก็ตาม ท่าทีดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาใดๆ ในอนาคต และทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งยิ่งซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

สถานการณ์ในยูเครนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเจรจาใดๆ ก็ตามล้วนเต็มไปด้วยความท้าทาย และผลลัพธ์สุดท้ายยังคงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก การตัดสินใจของผู้นำแต่ละฝ่าย รวมถึงท่าทีของนานาชาติ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของความขัดแย้งนี้ในอนาคต

การที่ เซเลนสกีลั่น ไม่ยอมเสียดินแดนทางตะวันออก แลกหยุดยิงกับรัสเซีย นั้น แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่แข็งแกร่ง แต่ก็อาจทำให้การหาทางออกโดยสันติวิธีเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การพูดคุยระหว่างทรัมป์และปูตินจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงใดๆ หรือไม่

ที่มา – เซเลนสกีลั่น ไม่ยอมเสียดินแดนทางตะวันออก แลกหยุดยิงกับรัสเซีย

Scroll to top