ราชกิจจานุเบกษาวันนี้

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย” เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่ อย่างเป็นทางการแล้ว

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศแต่งตั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีรายละเอียดว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 นั้น ต่อมา นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ ได้ลาออกจากตำแหน่ง ทำให้ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง

ล่าสุด วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ พลตำรวจเอกสรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามมาตรา 8 (1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 228 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา 8 และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง พลตำรวจเอกสรายุทธ สงวนโภคัย เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินในครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ผู้ตรวจการแผ่นดินมีบทบาทสำคัญในการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของหน่วยงานรัฐ และทำการตรวจสอบเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน

บทบาทและหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน

ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่หลักในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการบริหารราชการที่ไม่เป็นธรรม การละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ หรือการกระทำอื่นใดที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน โดยผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจในการเรียกเอกสาร พยานหลักฐาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา หากพบว่ามีการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปรับปรุงการดำเนินงานได้

การที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของท่าน ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นกลาง เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย ถือเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ท่านเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาแล้วหลายตำแหน่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการบังคับใช้กฎหมายและการบริหารงานยุติธรรม การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยิ่ง

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ ได้ลาออกจากตำแหน่งก่อนหน้านี้ ทำให้ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง การเข้ามาดำรงตำแหน่งของ พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย จึงเป็นการเติมเต็มช่องว่างและทำให้การดำเนินงานของผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย” เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงแก่ พลเอก จักรภพ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก แก่ พลเอก จักรภพ ภูริเดช

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับวงการทหารและสังคมไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก แก่ พลเอก จักรภพ ภูริเดช ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดที่แสดงถึงความจงรักภักดีและผลงานอันยอดเยี่ยมในการรับใช้ชาติ

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ถือเป็นหนึ่งในเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของประเทศไทย สัญลักษณ์แห่งความเชิดชูเกียรติยศและคุณงามความดีที่ผู้รับถวายแด่องพระราชหฤทัย เครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้มักพระราชทานแก่บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในด้านการปกป้องประเทศ การพัฒนาชาติ และการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม พลเอก จักรภพ ภูริเดช เป็นบุคคลที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับเกียรติยศนี้ ด้วยประวัติการทำงานที่โดดเด่นในกองทัพบก

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก แก่ พลเอก จักรภพ ภูริเดช

ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน ประกาศดังกล่าวระบุชัดเจนว่าพระองค์ทรงพระราชทานเพื่อเชิดชูผลงานของพลเอก จักรภพ ภูริเดช ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและมีบทบาทสำคัญในการเมืองและการทหารของไทย พลเอก จักรภพ เกิดเมื่อปี 2481 จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และมีประสบการณ์ยาวนานในกองทัพไทย ก่อนเข้าสู่เวทีการเมืองในช่วงวิกฤตการเมืองปี 2549

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องส่วนตัวของพลเอก จักรภพเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พลเอก จักรภพ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงนี้หลังจากที่ท่านได้อุทิศตนรับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในฐานะผู้นำทหารที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและนายกรัฐมนตรีชั่วคราว

ความสำคัญของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ก่อตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเชิดชูผู้ที่มีคุณูปการต่อแผ่นดิน ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก เป็นชั้นสูงสุด มีลักษณะเป็นแพร่และเครื่องหมายที่งดงาม สวมใส่ในโอกาสพิธีการสำคัญ ผู้ที่ได้รับมักเป็นบุคคลชั้นนำของรัฐ เช่น ข้าราชการการเมือง นายทหารระดับสูง หรือนักการทูต การที่พลเอก จักรภพ ภูริเดช ได้รับพระราชทานนี้ แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในผลงานของท่านที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศไทย

นอกจากนี้ การประกาศในราชกิจจานุเบกษายังเป็นกระบวนการที่เป็นทางการและโปร่งใส ตามประเพณีราชการไทย ซึ่งช่วยให้ประชาชนทราบถึงพระราชกรณียกิจอันเป็นกุศลของพระมหากษัตริย์ ประชาชนจำนวนมากได้แสดงความยินดีผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยชื่นชมทั้งพระราชกรุณาและความดีความชอบของผู้รับ

  • ประวัติพลเอก จักรภพ: เริ่มจากนายทหารชั้นผู้น้อย สู่ผู้นำระดับชาติ
  • บทบาทในวิกฤตการเมือง: ช่วยรักษาความสงบสุขของแผ่นดิน
  • ความหมายของเครื่องราชอิสริยาภรณ์: สัญลักษณ์แห่งเกียรติยศนิรันดร์
  • ผลกระทบต่อสังคม: สร้างแรงบันดาลใจให้ข้าราชการไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก แก่ พลเอก จักรภพ ภูริเดช เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของระบบราชการไทยที่ให้คุณค่ากับความจงรักภักดีและการอุทิศตน มันไม่ใช่แค่เกียรติยศส่วนบุคคล แต่เป็นการเสริมสร้างความสามัคคีในสังคม หากคุณสนใจเรื่องราวพระราชกรณียกิจเพิ่มเติม ลองติดตามข่าวสารจากราชกิจจานุเบกษาเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก แก่ พลเอก จักรภพ ภูริเดช

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 26 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน และเหรียญรัตนาภรณ์ รวม 26 ราย

วันนี้เรามีข่าวดีจากราชกิจจานุเบกษาที่น่าประทับใจมากเลยนะครับ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน และเหรียญรัตนาภรณ์ แก่ข้าราชบริพารในพระองค์จำนวนรวม 26 ราย เป็นการแสดงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระกรุณา ที่ทรงแต่งตั้งผู้ที่มีผลงานดีเด่นในการรับใช้ราชการแผ่นดิน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน และเหรียญรัตนาภรณ์ รวม 26 ราย

ประกาศนี้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ประกาศหลักๆ ที่ครอบคลุมผู้รับพระราชทานทั้งหมด เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ถือเป็นเครื่องราชฯ ชั้นสูงที่พระราชทานแก่ข้าราชบริพารหญิงผู้มีคุณูปการ ส่วนเหรียญรัตนาภรณ์ ชั้นที่ 5 ก็เป็นเกียรติยศสำหรับผู้ที่มีผลงานโดดเด่นในการปฏิบัติหน้าที่

การพระราชทานครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของการอุทิศตนรับใช้พระองค์ท่านและประเทศชาติด้วยครับ ข้าราชบริพารเหล่านี้ต่างทำงานอย่างมุ่งมั่นในหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับราชสำนัก ทำให้เกิดแรงบันดาลใจให้กับคนไทยทุกคน

รายชื่อผู้รับพระราชทานชั้น จตุตถจุลจอมเกล้า

  • จากประกาศแรก: พันตรีหญิง จุฑารัตน์ เพชรโสม และ พันโทหญิง สุดใจ ปรางทอง
  • จากประกาศที่สอง: พันโทหญิง กุลวธู วงศ์วิริยภัทร, พันโทหญิง อภิรดี เพียงสุวรรณ์, พันตรีหญิง สุภาวดี เรียงเงิน, ร้อยเอกหญิง ศิรินทิพย์ นางาม, ร้อยเอกหญิง สมสวัสดิ์ เชื้อจันทร์, ร้อยโทหญิง อรพรรณ โตยัง
  • จากประกาศที่สาม: พันโทหญิง มาลี มงคล, ร้อยโทหญิง เนตรนภา อ่อนน้อม, ร้อยโทหญิง ช่อมาศ เหง้าน้อย, พันโทหญิง ศิริพร คำนนท์, พันโทหญิง สิริมา พิศสุวรรณ

ทั้งหมดนี้มีประมาณ 13 รายสำหรับชั้น จตุตถจุลจอมเกล้า ซึ่งตั้งแต่วันที่ 11, 13 และ 17 กันยายน 2568 ตามลำดับครับ ผู้รับแต่ละท่านล้วนมีบทบาทสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะกำลังพลหรือเจ้าหน้าที่สนับสนุน

รายชื่อผู้รับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ชั้นที่ 5

  • จากประกาศแรก: นางสาวพรปิยา สุนทรวิภาต
  • จากประกาศที่สอง: นางสาวรตณัฐ เหมินทร์, ร้อยเอกหญิง เสวิตา มาลีเลิศ, ร้อยเอก ธันว์ธนิก ศิริวัฒน์, ร้อยตำรวจเอก ศุภกร สมชื่อ, ร้อยตำรวจเอก สรยุทธ์ บุตตะพิมพ์
  • จากประกาศที่สาม: นางสาวศุภสิริ ภู่เชิด, นางสาวจิภาดา ศรแสง, ร้อยเอกหญิง คณินทรา เรื่องยศ, ร้อยตรีหญิง ปิยะเนตร พึ่งพา, นางสาวพัชรี พันแพง, นางสาวตรีรัตน์ อุทรักษ์, ร้อยตรีหญิง กรกช ปัญญาประเสริฐ

ส่วนเหรียญรัตนาภรณ์ ชั้นที่ 5 มีผู้รับอีก 13 รายเช่นกัน ซึ่งรวมเป็น 26 รายพอดี การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน และเหรียญรัตนาภรณ์ รวม 26 ราย ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งพระราชกรณียกิจที่แสดงถึงพระราชปณิธานในการส่งเสริมคุณธรรมและความทุ่มเท

หากเราย้อนดูประวัติของเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า จะพบว่ามันเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อยกย่องผู้มีคุณงามความดี ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของเกียรติยศที่สูงส่ง ข้าราชบริพารที่ได้รับพระราชทานเหล่านี้ มักทำงานในด้านต่างๆ เช่น การดูแลราชสำนัก การรักษาความปลอดภัย หรือการสนับสนุนกิจกรรมพระราชดำริ ซึ่งล้วนแต่ช่วยให้ประเทศชาติพัฒนาขึ้น

ข่าวนี้ไม่เพียงทำให้เรารู้สึกภูมิใจในผู้รับพระราชทานเท่านั้น แต่ยังเตือนใจให้เราทุกคนมีจิตสำนึกในการทำความดีเพื่อสังคมด้วยครับ ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การมีแบบอย่างที่ดีเช่นนี้ยิ่งสำคัญ การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน และเหรียญรัตนาภรณ์ รวม 26 ราย จึงเป็นแรงผลักดันให้คนรุ่นใหม่มุ่งมั่นมากขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถดูเอกสารต้นฉบับจากราชกิจจานุเบกษาได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้ครับ มันช่วยให้เราเข้าใจบริบทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าการพระราชทานครั้งนี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนหันมาทำงานเพื่อส่วนรวมมากขึ้น หากคุณมีเรื่องราวหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจแบบนี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือสมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญๆ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน และเหรียญรัตนาภรณ์ รวม 26 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ”

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ”

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่สร้างความชื่นชมให้กับประชาชนชาวไทย ด้วยพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่บุคคลผู้มีคุณูปการหลายราย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางสาวหนูเพียร สรภูมิ ซึ่งได้รับพระราชทานในชั้นทุติยจุลจอมเกล้า การพระราชทานนี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศสูงสุด แต่ยังสะท้อนถึงพระราชปณิธานในการเชิดชูผู้มีผลงานยอดเยี่ยมในการรับใช้ชาติและพระองค์

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ”

เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ถือเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงที่พระราชทานแก่สตรีผู้มีบทบาทสำคัญในราชสำนัก โดยเฉพาะข้าราชบริพารในพระองค์หรือผู้ที่อุทิศตนรับใช้ด้วยความจงรักภักดี สำหรับ “หนูเพียร สรภูมิ” นั้น เธอได้รับพระราชทานชั้นทุติยจุลจอมเกล้า ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิรา ลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสผ่านทางพระบรมราชโองการให้โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ นี้ เพื่อเป็นการประกาศเกียรติยศแก่ผู้ที่ทำงานอย่างมุ่งมั่น

นอกจากนี้ ยังมีการพระราชทานแก่ นางสาวจุฑาทิพย์ วิลาด ในชั้นจตุตถจุลจอมเกล้า ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2568 เช่นกัน การประกาศนี้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ทำให้ประชาชนสามารถติดตามและแสดงความยินดีได้อย่างกว้างขวาง

รายชื่อผู้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าเพิ่มเติม

ไม่ใช่แค่นั้น ในประกาศเดียวกันยังมีการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ชั้นจตุตถจุลจอมเกล้า แก่ข้าราชบริพารในพระองค์อีก 4 ราย ได้แก่

  • พันโทหญิง รัตติยา สิทธิสมบูรณ์
  • พันโทหญิง เบญจรงค์ เทพนิมิต
  • ร้อยเอกหญิง พรรณราย ทองทิพย์
  • ร้อยโทหญิง พรอนงค์ จันทะนุย

ผู้รับพระราชทานทั้ง 4 รายนี้ได้รับตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2568 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพิจารณาอย่างรอบคอบในผลงานและความทุ่มเทของแต่ละบุคคล การพระราชทานโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ” และผู้อื่นๆ นี้ เป็นสัญญาณของความเมตตาและพระราชหฤทัยอันอุดม

เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฝ่ายใน มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศสำหรับสตรีที่ทำงานในราชสำนัก เช่น การดูแลกิจการภายในวังหลวงหรือช่วยเหลือพระราชกรณียกิจต่างๆ ผู้ที่ได้รับมักเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติโดดเด่น เช่น ความซื่อสัตย์ ความสามารถ และการอุทิศตนอย่างไม่ย่อท้อ ในยุคปัจจุบัน การพระราชทานเช่นนี้ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับข้าราชการและประชาชนทั่วไปให้มุ่งมั่นในการทำงานเพื่อส่วนรวม

จากเอกสารต้นฉบับในราชกิจจานุเบกษา เราสามารถเห็นรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับวันที่ประกาศและเงื่อนไขการพระราชทาน ซึ่งช่วยยืนยันความถูกต้องของข่าวสารนี้ หากคุณสนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้จากลิงก์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติส่วนพระองค์เท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ทำงานเบื้องหลัง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เช่น การฟื้นฟูหลังสถานการณ์โรคระบาดหรือการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า

ในมุมมองของผู้เขียน การโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ” และผู้รับรายอื่นๆ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการให้เกียรติผู้ทำงานหนัก ซึ่งควรเป็นแบบอย่างให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ในการอุทิศตนเพื่อชาติ ลองนึกภาพดูสิว่าถ้าทุกคนมีจิตใจแบบนี้ สังคมเราคงพัฒนาได้รวดเร็วแค่ไหน สนใจข่าวพระราชกรณียกิจเพิ่มเติมหรือไม่? ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ”

ห้ามรถบรรทุก 10 ล้อขึ้น “ซอยศรีนครินทร์ 38” เริ่ม 26 ก.ย.

ราชกิจจานุเบกษาประกาศข้อบังคับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร ห้ามรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป เดินรถใน “ซอยศรีนครินทร์ 38” ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2568 เป็นต้นไป สาเหตุจากสภาพซอยที่แคบ ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่น มลภาวะทางเสียง และถนนชำรุด สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน

ห้ามรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไปวิ่งใน “ซอยศรีนครินทร์ 38” เริ่ม 26 ก.ย.

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ข้อบังคับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการห้ามรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป เดินรถในซอยศรีนครินทร์ 38 พ.ศ. 2568 โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

ข้อบังคับนี้มีขึ้นเนื่องจากปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครที่หนาแน่นขึ้น ประกอบกับสภาพถนนใน “ซอยศรีนครินทร์ 38” มีลักษณะแคบ ไม่เหมาะสำหรับการสัญจรของรถบรรทุกขนาดใหญ่ ทำให้เกิดผลกระทบด้านมลภาวะทางเสียง ฝุ่นละออง ถนนชำรุด และความไม่ปลอดภัยต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น

อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลจึงได้ออกข้อบังคับดังกล่าว เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจรและรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชน

รายละเอียดสำคัญของข้อบังคับ ห้ามรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป ในซอยศรีนครินทร์ 38

  • ข้อบังคับนี้มีชื่อว่า “ข้อบังคับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานครว่าด้วยการห้ามรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป เดินรถในซอยศรีนครินทร์ 38 พ.ศ. 2568”
  • มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2568 เป็นต้นไป
  • ห้ามรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป เดินรถใน “ซอยศรีนครินทร์ 38” ตั้งแต่ปากซอยศรีนครินทร์ 38 จนถึงถนนเลียบคลองเคล็ด
  • ข้อบังคับ กฎ ระเบียบ หรือคำสั่งใดที่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ ให้ยกเลิก

ข้อบังคับนี้ลงนามโดย พลตำรวจตรีธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568

การบังคับใช้กฎหมายนี้ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการแก้ไขปัญหาจราจรและมลภาวะในพื้นที่ “ซอยศรีนครินทร์ 38” ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว

การที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด เช่น การห้ามรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไปวิ่งในซอยที่มีปัญหา เป็นสัญญาณที่ดีว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับฟังเสียงของประชาชนและพร้อมที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาจราจรและมลภาวะในกรุงเทพมหานครยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และการสร้างจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อม

ที่มา – ตั้งแต่ 26 ก.ย. เป็นต้นไป ห้ามรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไปวิ่งใน “ซอยศรีนครินทร์ 38”

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชการชายแดน-เหรียญพิทักษ์เสรีชน

ข่าวดี! โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชการชายแดน-เหรียญพิทักษ์เสรีชน ประจำปี 2568 จำนวนมากถึง 1,803 ราย และ 8,303 ราย ตามลำดับ โดยมีรายชื่อบุคคลสำคัญหลายท่านรวมอยู่ด้วย มาดูกันว่ามีใครบ้าง!

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเหรียญราชการชายแดน โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเหรียญราชการชายแดนให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดน 31 จังหวัด ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดน สิทธิของผู้ได้รับพระราชทาน และการเรียกเหรียญและบัตรเหรียญราชการชายแดนคืน พ.ศ. 2511 จำนวน 1,803 ราย

ที่น่าสนใจคือ ในรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเหรียญราชการชายแดน ประจำปี 2568 นี้ มีชื่อ นายกองใหญ่ อนุทิน ชาญวีรกูล ปรากฏอยู่ในลำดับแรกอีกด้วย

ประกาศดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2568

ท่านสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเหรียญราชการชายแดน ประจำปี 2568 ทั้ง 1,803 รายชื่อได้ที่นี่

นอกจากนี้ ราชกิจจานุเบกษายังได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 2 ประเภทที่ 2 ให้แก่ผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติเหรียญพิทักษ์เสรีชน พ.ศ. 2512 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทาน การประดับและกรณีที่ให้ประดับเหรียญพิทักษ์เสรีชน สิทธิ บัตรประจำตัว และการเรียกเหรียญกับบัตรประจำตัว ผู้ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชนคืน พ.ศ. 2563 รวมทั้งสิ้น 8,303 ราย

และในจำนวนผู้ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชนนี้ มีชื่อของ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รวมอยู่ด้วย

ประกาศนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2568

ท่านสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชนทั้ง 8,303 รายชื่อได้ที่นี่

พระราชทานเหรียญราชการชายแดน-เหรียญพิทักษ์เสรีชน

การพระราชทานเหรียญราชการชายแดน-เหรียญพิทักษ์เสรีชน ในครั้งนี้ ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงผู้ที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง การได้รับพระราชทานเหรียญอันทรงเกียรตินี้ เป็นเครื่องแสดงถึงความทุ่มเท เสียสละ และความจงรักภักดีที่พวกท่านได้แสดงให้เห็น

ความสำคัญของการพระราชทานเหรียญราชการชายแดน-เหรียญพิทักษ์เสรีชน

การพระราชทานเหรียญราชการชายแดน และเหรียญพิทักษ์เสรีชน มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • เป็นการเชิดชูเกียรติและให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน
  • เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความเสียสละและความจงรักภักดี
  • สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำความดี
  • ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในสังคม

ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับพระราชทานเหรียญอันทรงเกียรติในครั้งนี้ ขอให้ทุกท่านรักษาคุณงามความดี และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมต่อไป

การที่บุคคลสำคัญอย่างคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับพระราชทานเหรียญราชการชายแดน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานในพื้นที่ชายแดน และการให้ความสำคัญกับผู้ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยเหล่านี้

ที่มา – พระราชทานเหรียญราชการชายแดน-เหรียญพิทักษ์เสรีชน มีชื่อ “อนุทิน-ซาบีดา-ธีรรัตน์”

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด”

ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร เป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” สร้างความปลาบปลื้มยินดีแก่ข้าราชการผู้นี้และวงศ์ตระกูล

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน 2568 เรื่อง พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร โดยมีรายละเอียดดังนี้

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร ให้แก่ พันตรีวรุจจ์ เกิดเสวียด เป็น พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน พุทธศักราช 2568
ประกาศ ณ วันที่ 12 กันยายน พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศเป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด”

การได้รับพระราชทานยศเป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” ในครั้งนี้นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นเกียรติประวัติอันสูงยิ่งแก่ตัวข้าราชการและวงศ์ตระกูล การได้รับพระราชทานยศนั้นมิใช่เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งทางราชการเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความไว้วางพระราชหฤทัยที่พระองค์ทรงมีต่อข้าราชการผู้นั้น ซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดีต่อไป

การประกาศพระบรมราชโองการในราชกิจจานุเบกษาเป็นไปตามขั้นตอนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพระราชทานยศมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์และเป็นที่รับทราบโดยทั่วกัน การเผยแพร่ข่าวสารดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง

การได้รับพระราชทานยศ “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะ ความซื่อสัตย์ และความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ การเลื่อนยศนี้ย่อมเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าราชการท่านอื่น ๆ มุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน

ความหมายของการได้รับพระราชทานยศ “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด”

การได้รับพระราชทานยศนั้นมีความหมายมากกว่าเพียงแค่การเลื่อนตำแหน่ง แต่ยังเป็นการแสดงถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่ได้รับจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าราชการที่ได้รับพระราชทานยศจึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ นอกจากนี้ การได้รับพระราชทานยศยังเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและความก้าวหน้าในชีวิตราชการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าราชการทุกคนใฝ่ฝัน

ขอแสดงความยินดีกับพันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด และขอเป็นกำลังใจให้ท่านปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศเป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 บังคับใช้ 1 ต.ค. นี้

“ในหลวง” มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 แล้ว กรอบวงเงิน 3.7 ล้านล้านบาท ให้ใช้บังคับตั้งแต่ 1 ต.ค. 68

วันที่ 18 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา

โดยพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้ตั้งเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,780,600,000,000 บาท จำแนกเป็นรายจ่ายตามที่ระบุต่อไปในพระราชบัญญัตินี้

(อ่าน พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ฉบับเต็ม)

สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณได้มีกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับใช้จ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ.

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569

พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หรือ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ได้รับการโปรดเกล้าฯ อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ และมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคน

รายละเอียดสำคัญของ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569

งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 มีวงเงินรวมทั้งสิ้น 3,780,600,000,000 บาท (สามล้านเจ็ดแสนแปดหมื่นหกร้อยล้านบาท) การจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลนี้ ครอบคลุมหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สาธารณสุข คมนาคม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

การจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 นั้น มีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศในทุกมิติ โดยเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น การส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ งบประมาณยังถูกจัดสรรเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญที่ประเทศกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจน ปัญหาการว่างงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและบริการของรัฐอย่างเท่าเทียมกัน

พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายและแผนพัฒนาประเทศ การติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณที่ได้รับการจัดสรรไปนั้น ถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

การประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง รัฐบาลจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตรวจสอบและติดตามการใช้จ่ายงบประมาณก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

จับตาดูการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจาก พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เราทุกคนสามารถปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แล้ว พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 วงเงิน 3.7 ล้านล้าน ใช้บังคับ 1 ต.ค. 68

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ มีผล 19 ก.ย. 68

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ให้ใช้บังคับตั้งแต่ 19 ก.ย. 68 มุ่งคุ้มครองสิทธิให้ดำรงวิถีชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

วันที่ 18 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา โดยพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

(อ่านฉบับเต็ม)

สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่กลุ่มชาติพันธุ์มีอัตลักษณ์และการสั่งสมทางวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และความเชื่อตามจารีตประเพณีเป็นของตนเอง รวมทั้ง มีความสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับสังคมไทย จึงมีความจำเป็นต้องมีบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ให้สามารถดำรงวิถีชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามหลักสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ประกอบกับมาตรา 70 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย ดังนั้นสมควรให้มีกฎหมายเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้.

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ใช้บังคับ 19 ก.ย. 68

พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ มีผลบังคับใช้แล้วในวันที่ 19 กันยายน 2568 ตามที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่การคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย

กฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงรักษาซึ่งความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชาติ โดยมุ่งเน้นให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถดำรงวิถีชีวิตตามประเพณีและความเชื่อดั้งเดิมของตนได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และได้รับการส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

สาระสำคัญของ พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์

พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ฉบับนี้มีเป้าหมายหลักในการสร้างหลักประกันว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม รวมถึงได้รับการคุ้มครองสิทธิในด้านต่างๆ ดังนี้

  • สิทธิในการดำรงวิถีชีวิต: กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิที่จะดำรงชีวิตตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมของตนเองได้อย่างอิสระ
  • สิทธิในการมีส่วนร่วม: กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตน
  • สิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณะ: กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิที่จะเข้าถึงบริการสาธารณะต่างๆ อย่างเท่าเทียมกับประชาชนทั่วไป
  • สิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ: กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิที่จะจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ของตนเองอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา สุขภาพ และเศรษฐกิจ อีกด้วย การมี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ใช้บังคับ 19 ก.ย. 68 นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่เคารพและให้เกียรติซึ่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม

การที่ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ใช้บังคับ 19 ก.ย. 68 ถือเป็นข่าวดีสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย และเป็นสัญญาณที่ดีถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน

พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และสังคมไทยโดยรวม รวมถึงช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความสมานฉันท์ในชาติ

อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายให้เกิดผลอย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการร่วมกันผลักดันให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตอย่างเต็มที่

หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากฎหมายฉบับนี้จะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย และช่วยสร้างสังคมที่เสมอภาคและเป็นธรรมสำหรับทุกคน การที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ใช้บังคับ 19 ก.ย. 68 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐให้ต่อกลุ่มชาติพันธุ์

ที่มา – มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ใช้บังคับ 19 ก.ย. 68

Scroll to top