ราชกิจจานุเบกษาวันนี้

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ ให้ ซาบีดา-ศักดิ์ดา-ศศิธร

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ ถือเป็นข่าวดีที่สร้างความชื่นชมในหมู่ประชาชนและข้าราชการ โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคงของชาติ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญเรื่องนี้ ซึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดนชั้นยศ นายกองเอก ให้แก่บุคคลสำคัญ 3 ราย ที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และรองผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ

การโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ ในครั้งนี้ มีเหตุผลมาจากผลงานที่โดดเด่นของผู้รับพระราชทานยศ ขณะดำรงตำแหน่ง โดยเฉพาะการปฏิบัติราชการในกิจการกองอาสารักษาดินแดน ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญในการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานรัฐ ในการรักษาความสงบเรียบร้อย สนับสนุนภารกิจป้องกันประเทศ และช่วยเหลือประชาชนในยามภัยพิบัติ กองอาสารักษาดินแดน หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อว่า “อส.” มีสมาชิกทั่วประเทศนับแสนนาย ซึ่งยศนายกองเอกถือเป็นชั้นยศสูงที่แสดงถึงความรับผิดชอบและความสามารถในการบังคับบัญชา

พระราชทานยศนี้เป็นกรณีพิเศษ แสดงถึงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาและการส่งเสริมผู้มีผลงานเด่น โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนตามปกติ ซึ่งเป็นการยกย่องเกียรติคุณแก่ผู้ปฏิบัติงานอย่างหนักหน่วงเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ผู้ใดบ้าง

  • ว่าที่นายกองเอก ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้รับยศ นายกองเอก เนื่องจากขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2567
  • ว่าที่นายกองเอก ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้รับยศ นายกองเอก ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รองผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2568
  • ว่าที่นายกองเอก ศศิธร กิตติธรกุล ได้รับยศ นายกองเอก ในฐานะเดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

ทั้งสามท่านนี้มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลการฝึกอบรม สั่งการ และประสานงานกับสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนทั่วประเทศ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

กองอาสารักษาดินแดน มีบทบาทอย่างไรในสังคมไทย

กองอาสารักษาดินแดนก่อตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2504 เพื่อเป็นกำลังสำรองของชาติในการรักษาความมั่นคงภายใน ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 3 แสนนาย แบ่งเป็นหน่วยย่อยในระดับอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน โดยมีหน้าที่หลัก เช่น จราจร, ชายแดน, ภัยพิบัติ, สาธารณสุข และปราบปรามยาเสพติด ในช่วงโควิด-19 กองอาสาก็มีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือตรวจคัดกรองและแจกอาหารให้ประชาชน ทำให้ยศกองอาสาฯ เป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศที่ทุกคนภาคภูมิใจ

การที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้รับการพระราชทานยศนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของกระทรวงมหาดไทยในการกำกับดูแลหน่วยงานนี้ โดยรองผู้บัญชาการกองอาสาฯ ต้องรับผิดชอบการปกครอง จัดโครงสร้าง และบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่

ความหมายของการพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษ

ปกติแล้ว การเลื่อนยศกองอาสารักษาดินแดนต้องผ่านการพิจารณาตามวินัยและผลงาน แต่กรณีพิเศษนี้เป็นการพระราชทานโดยตรงจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อยกย่องผลงานอันทันทีทันใดและมีคุณูปการสูง ซึ่งช่วยเสริมขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการและอาสาสมัครทุกคน นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงระบบราชการไทยที่ผสานพระราชอำนาจกับการบริหารราชการได้อย่างกลมกลืน

ในมุมมองของผู้เขียน การโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ ครั้งนี้ไม่เพียงยกย่องบุคคล แต่ยังเป็นการกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนทุ่มเทเพื่อชาติมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ความมั่นคงภายในมีความท้าทายจากปัญหาต่างๆ เช่น ยาเสพติด ชายแดน และภัยธรรมชาติ

สุดท้ายนี้ ขอชื่นชมผู้รับพระราชทานยศทั้งสามท่าน และขอให้ทุกท่านนำเกียรติยศนี้ไปปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน หากคุณสนใจข่าวสารราชการและพระราชกรณียกิจ สามารถติดตามบทความเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา หรือแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณมองการพระราชทานยศครั้งนี้อย่างไร แชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข่าวดีนี้ด้วยกัน!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ ให้ ซาบีดา-ศักดิ์ดา-ศศิธร

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 รองเลขาธิการ ป.ป.ช. 13 ราย

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้มีข่าวฮอตจากราชกิจจานุเบกษาที่หลายคนสนใจมากๆ เลยนะครับ นั่นคือ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 รองเลขาธิการ ป.ป.ช. พร้อมรองเลขาฯ ภาค 1-8 ผู้ตรวจฯ รวม 13 คน การย้ายย้ายและแต่งตั้งครั้งนี้ ถือเป็นการปรับโครงสร้างใหญ่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะช่วยเสริมศักยภาพในการตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตได้ดียิ่งขึ้น โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 และมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการครับ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 รองเลขาธิการ ป.ป.ช. พร้อมรองเลขาฯ ภาค 1-8 ผู้ตรวจฯ รวม 13 คน

ประกาศนี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 สามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มได้ที่นี่ โดยเป็นการพ้นจากตำแหน่งเดิมและแต่งตั้งใหม่ในประเภทบริหารระดับสูงทั้งหมด 13 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการสับเปลี่ยนตำแหน่งระหว่างรองเลขาธิการ ป.ป.ช. สำนักงานกลาง รองเลขาธิการภาค 1-8 และผู้ตรวจราชการ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศมากขึ้นครับ

รายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งและย้ายย้าย

มาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ เลยนะครับ ว่ามีใครบ้างที่ได้รับพระราชทานเกียรติยศในครั้งนี้:

  • 1. นายพิเศษ นาคะพันธุ์ พ้นจาก ผู้ตรวจราชการ ป.ป.ช. แต่งตั้งเป็น รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ภาค 4
  • 2. นายวัฒนชัย ส้มมี พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 2 แต่งตั้งเป็น ผู้ตรวจราชการ ป.ป.ช.
  • 3. พลตำรวจตรีอรุณ อมรวิริยะกุล พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. แต่งตั้งเป็น รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 2
  • 4. นายประทีป คงสนิท พ้นจาก ผู้ตรวจราชการ ป.ป.ช. แต่งตั้งเป็น รองเลขาธิการ ป.ป.ช. (สำนักงานกลาง)
  • 5. นายณัฐวุฒ ชมประเสริฐ พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 3 แต่งตั้งเป็น ผู้ตรวจราชการ ป.ป.ช.
  • 6. นายสุพจน์ ศรีงามเมือง พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 6 แต่งตั้งเป็น รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 3
  • 7. นายจักรกฤช ต้นเลิศ พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 7 แต่งตั้งเป็น รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 6
  • 8. พันตำรวจตรีชัชนพ ผดุงกาญจน์ พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. แต่งตั้งเป็น รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 7
  • 9. นายภูเทพ ทวีโชติธนากุล พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. แต่งตั้งเป็น รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 8
  • 10. นางสาวชฎารัตน์ อนรรมอร พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 1 แต่งตั้งเป็น รองเลขาธิการ ป.ป.ช. (สำนักงานกลาง)
  • 11. นายวิวัฒน์ เจริญฉ่ำ พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 5 แต่งตั้งเป็น รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 1
  • 12. นายศรชัย ชูวิเชียร พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. แต่งตั้งเป็น รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 5
  • 13. นายสุชาติ กรวยกิตานนท์ พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 8 แต่งตั้งเป็น รองเลขาธิการ ป.ป.ช. (สำนักงานกลาง)

เห็นไหมครับว่ามีการหมุนเวียนตำแหน่งแบบครบวงจร โดยเฉพาะ 3 รองเลขาธิการ ป.ป.ช. สำนักงานกลางคนใหม่ ได้แก่ นายประทีป คงสนิท, นางสาวชฎารัตน์ อนรรมอร และนายสุชาติ กรวยกิตานนท์ ที่จะมาช่วยเลขาธิการหลักในการกำกับดูแลงานใหญ่ๆ

ทำไมการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ครั้งนี้ถึงสำคัญ?

ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลักในการรับเรื่องร้องเรียนทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นยันระดับสูงสุด การมีรองเลขาธิการที่เก่งและมีประสบการณ์ จะช่วยให้การตรวจสอบรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ปัญหาคอร์รัปชันยังเป็นวาระแห่งชาติ รองเลขาฯ ภาค 1-8 จะลงพื้นที่ดูแลจังหวัดต่างๆ ให้ทั่วถึง ไม่ปล่อยให้ช่องโหว่หลุดรอด ส่วนผู้ตรวจราชการก็จะเป็นหูเป็นตาในการสืบสวนเบื้องต้นครับ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การปรับโครงสร้างแบบนี้มักนำไปสู่คดีใหญ่ๆ หลาย件 เช่น การตรวจสอบโครงการรัฐที่ผิดปกติหรือนักการเมืองที่พัวพัน การแต่งตั้งครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณดีว่าประชาชนจะได้ประโยชน์จากความโปร่งใสมากขึ้น นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงพระราชปณิธานในการกำกับดูแลข้าราชการให้สุจริตด้วยนะครับ

บทบาทหลักของรองเลขาธิการ ป.ป.ช. และทีมงาน

รองเลขาธิการ ป.ป.ช. มีหน้าที่ช่วยเลขาธิการในการวางนโยบายปราบปรามทุจริต ประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น ป.ป.ท. หรือตำรวจ ปราบปรามสินบน และรายงานตรงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่วนทีมภาคจะโฟกัสที่ปัญหาท้องถิ่น เช่น การจัดซื้อจัดจ้างใน อบจ. อบต. หรือเทศบาล ที่มักมีข่าวฮือฮา ส่วนผู้ตรวจราชการจะเน้นการตรวจสอบเฉพาะกิจ เรียกได้ว่าครอบคลุมทุกมิติเลยครับ

ถ้าถามว่าทำไมต้อง 13 ราย? เพราะเป็นการเติมเต็มช่องว่างจากการย้ายและเกษียณ เพื่อให้องค์กรเดินหน้าต่อเนื่องไม่สะดุด โดยเฉพาะในปีที่รัฐบาลมีวาระเร่งด่วนเรื่องธรรมาภิบาล

สุดท้ายนี้ การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 รองเลขาธิการ ป.ป.ช. พร้อมทีม 13 คน ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมไร้ทุจริต คุณคิดว่าทีมชุดนี้จะจัดการปัญหาอะไรได้บ้าง? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้รู้ด้วยนะครับ เพื่อช่วยกันเฝ้าระวังสังคมให้ดีขึ้น!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 รองเลขาธิการ ป.ป.ช. พร้อมรองเลขาฯ ภาค 1-8 ผู้ตรวจฯ รวม 13 คน

กกต. ออกระเบียบการจัดยานพาหนะอำนวยความสะดวกประชามติ

กกต. ออกระเบียบการจัดยานพาหนะ เพื่อช่วยเหลือผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติให้สะดวกขึ้น โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ระเบียบนี้เน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส ห้ามหน่วยงานรัฐหรือกกต. จูงใจหรือบังคับให้ประชาชนไปโหวตอย่างใดอย่างหนึ่งนะครับ วันนี้เราจะมาสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ กันเลย

กกต. ออกระเบียบการจัดยานพาหนะโดยหน่วยงานรัฐอำนวยความสะดวกผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

ระเบียบนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ลงนามโดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต. เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และ พ.ร.ป.กกต. อาศัยอำนาจตามมาตรา 22, 5, 6 และ 78 ครับ เป้าหมายหลักคือให้หน่วยงานรัฐช่วยเหลือเรื่องรถรับส่ง แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้โหวต

นิยามคำศัพท์สำคัญในระเบียบกกต. การจัดยานพาหนะ

  • คณะกรรมการ คือ กกต. ตามกฎหมาย
  • หน่วยงานของรัฐ ครอบคลุมกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนภูมิภาค ท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ฯลฯ
  • สำนักงาน คือ สำนักงานกกต.
  • ผู้มีสิทธิออกเสียง คือผู้มีสิทธิ์โหวตประชามติ
  • วันออกเสียง คือวันโหวตจริง

ระเบียบนี้เรียกเต็ม ๆ ว่า “ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการจัดยานพาหนะโดยหน่วยงานของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2569” มีผลตั้งแต่วันถัดจากประกาศ

ขั้นตอนการจัดยานพาหนะตามระเบียบกกต.

หน่วยงานรัฐที่อยากช่วยเรื่องรถต้องแจ้ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ก่อน โดยระบุรายละเอียดชัดเจน เช่น

  • ประเภทและจำนวนรถ
  • ระยะเวลาการใช้
  • เจ้าหน้าที่รับผิดชอบ

แจ้งทางอีเมลได้เลย สำนักงานกกต. หรือสำนักงานจังหวัดก็จัดได้เช่นกัน ที่สำคัญ รถต้องปิดป้ายชัดเจนว่า “ยานพาหนะของ [หน่วยงาน] สำหรับรับส่งผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ”

ข้อห้ามสำคัญ: ห้ามจูงใจการออกเสียง

กกต. ออกระเบียบการจัดยานพาหนะ แต่ย้ำหนัก ๆ ว่า ห้าม หน่วยงานรัฐ กกต. หรือสำนักงานจังหวัด ทำอะไรที่จูงใจหรือควบคุมให้ผู้มีสิทธิไปโหวต “ใช่” “ไม่” หรือไม่ออกเสียงเลย หากฝ่าฝืนอาจมีโทษตามกฎหมายนะครับ เพื่อรักษาความเป็นกลางของการประชามติ

ประธานกกต. รักษาการตามระเบียบนี้ และมีอำนาจกำหนดเพิ่มเติม ยกเว้น หรือผ่อนผันได้หากจำเป็น

ระเบียบนี้สำคัญมาก เพราะช่วยให้ผู้มีสิทธิ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เดินทางไปคะแนนสะดวก โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการแทรกแซงทางการเมือง มันแสดงถึงความพยายามของกกต. ในการทำให้การออกเสียงประชามติโปร่งใสและยุติธรรม สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ

สำหรับประชาชนอย่างเรา ๆ ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่หน่วยงานรัฐจัดรถ ก็ตรวจสอบป้ายและรายละเอียดให้ดี อย่าให้ใครมาบังคับการโหวตของคุณนะครับ การตัดสินใจต้องมาจากตัวเอง

นอกจากนี้ คุณสามารถดาวน์โหลดระเบียบฉบับเต็ม จากราชกิจจานุเบกษาได้เลย

สรุปแล้ว กกต. ออกระเบียบการจัดยานพาหนะ นี้เป็นก้าวดีในการอำนวยความสะดวก แต่ต้องยึดหลักความเป็นกลางเป็นหลัก หากคุณมีประสบการณ์หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้สิทธิ สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยครับ หรือติดตามข่าวอัปเดตการเลือกตั้งจากเว็บกกต. เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ความเห็นส่วนตัว: ระเบียบนี้ช่วยลดช่องโหว่การซื้อเสียงทางอ้อมได้ดีมาก หวังว่าจะนำไปสู่ประชามติที่แท้จริง

ที่มา – กกต. ออกระเบียบการจัดยานพาหนะโดยหน่วยงานรัฐอำนวยความสะดวกผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 18 หน่วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 18 หน่วย จากเดิมที่อยู่ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่การเป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือเป็นพระราชกรณียกิจที่แสดงถึงความเมตตาและการสืบสานประเพณีราชการทหารอย่างต่อเนื่อง

โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนาม “หน่วยทหารรักษาพระองค์” 18 หน่วย

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศ เรื่องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ โดยมีพระบรมราชโองการระบุชัดเจนว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตดังกล่าว

การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2569 เป็นต้นไป อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม

รายชื่อหน่วยทหารรักษาพระองค์ที่เปลี่ยนนาม

หน่วยทหารทั้ง 18 หน่วยที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนาม มีดังนี้:

  1. กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  2. กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  3. กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  4. กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  5. กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  6. กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  7. กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  8. กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  9. กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  10. กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กรมทหารราบ 902 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  11. กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบ 902 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  12. กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบ 902 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  13. กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบ 902 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  14. กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  15. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  16. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 12 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 12 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  17. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 21 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ 902 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  18. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 102 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 102 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ความหมายและความสำคัญของพระราชกรณียกิจนี้

หน่วยทหารรักษาพระองค์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการคุ้มกันและถวายราชการพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองพลทหารราบและกรมทหารปืนใหญ่ที่เป็นกำลังหลัก การโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 18 หน่วย นี้ สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการรักษาความต่อเนื่องของราช伝統ทหาร และยืนยันความจงรักภักดีของกำลังพลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์หน่วยทหารรักษาพระองค์ย้อนไปถึงสมัยรัชกาลก่อนๆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงแห่งราชบัลลังก์ การเปลี่ยนชื่อจาก ‘ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ ซึ่งทรงเป็นพระมารดา สู่ ‘ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’ แสดงถึงการถ่ายทอดพระราชอำนาจและการสืบสานอย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ ยังมีการปรับชื่อบางหน่วย เช่น จากกรมทหารราบที่ 21 เป็น 902 เพื่อให้สอดคล้องกับระบบใหม่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปีที่ 11 ของรัชกาลปัจจุบัน ถือเป็นพระราชกรณียกิจที่สร้างขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลทหารทุกนาย และย้ำเตือนถึงหลักสิริวัฒนาพรรษา kalของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในมุมมองของผู้เขียน การโปรดเกล้าฯ ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปรับโครงสร้างองค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างเอกภาพในกองทัพรักษาพระองค์ให้มุ่งมั่นถวายราชการพระองค์อย่างเต็มกำลัง หากคุณสนใจประวัติศาสตร์ทหารไทยหรือข่าวสารราชการ ลองติดตามเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นด้านล่างนี้ได้เลย!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนาม “หน่วยทหารรักษาพระองค์” 18 หน่วย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ “พ.ต.ปัญญวัชร์” และเหรียญ

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ “พ.ต.ปัญญวัชร์” และพระราชทานเหรียญอีก 4 ราย พร้อมทั้งพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ และเหรียญราชรุจิ รวมทั้งหมด 5 ท่าน

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศเรื่องพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย โดยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้น ตริตาภรณ์มงกุฎไทย แก่ พันตรี ปัญญวัชร์ วัชรกาฬ ทั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม พุทธศักราช 2569 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ ยังมีพระบรมราชโองการ ประกาศเรื่องพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ชั้นที่ 4 แก่นายคมสัน ประณีตทอง ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม พุทธศักราช 2569

และท้ายสุด พระบรมราชโองการ ประกาศเรื่องพระราชทานเหรียญราชรุจิ ซึ่งมีผู้ได้รับพระราชทานเหรียญรวม 3 ราย ได้แก่

  1. นายกวินวัชร์ วัชรฐิติดิษฐากุล เหรียญราชรุจิทอง
  2. นายนัธฐพร วัชรฐิติดิษฐากุล เหรียญราชรุจิทอง
  3. นายภาสกร มะธุเสน เหรียญราชรุจิทอง

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม พุทธศักราช 2569

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ “พ.ต.ปัญญวัชร์” และพระราชทานเหรียญอีก 4 ราย

สรุปโดยรวม พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญแก่ข้าราชการและบุคคลต่างๆ เพื่อเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ซึ่งการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ “พ.ต.ปัญญวัชร์” และพระราชทานเหรียญอีก 4 รายนี้ ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

รายละเอียดการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ “พ.ต.ปัญญวัชร์” และพระราชทานเหรียญอีก 4 ราย สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยตรง ซึ่งมีการระบุรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับผู้ที่ได้รับพระราชทาน ตำแหน่ง และประเภทของเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือเหรียญที่ได้รับอย่างชัดเจน

การได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญ ถือเป็นเกียรติอันสูงสุดของข้าราชการและประชาชนชาวไทย เป็นเครื่องแสดงถึงความดี ความชอบ และความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญต่างๆ จึงเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ที่ได้รับ เพื่อให้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติต่อไป

การประกาศเรื่อง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ “พ.ต.ปัญญวัชร์” และพระราชทานเหรียญอีก 4 ราย ในราชกิจจานุเบกษา เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายและราชประเพณี เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบโดยทั่วกัน และถือเป็นข้อมูลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติอีกด้วย

การได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญต่างๆ ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติประวัติส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลอีกด้วย เพราะแสดงให้เห็นว่า บุคคลในวงศ์ตระกูลได้สร้างคุณงามความดีเป็นที่ประจักษ์ และได้รับการยกย่องจากพระมหากษัตริย์

ดังนั้น การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญต่างๆ จึงเป็นการแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อข้าราชการและประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ “พ.ต.ปัญญวัชร์” และพระราชทานเหรียญอีก 4 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ 19 ทหารกรณีพิเศษ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ทหารที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ ทั้งในเวลาเหตุฉุกเฉินและในเวลาปกติ สร้างความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติแก่ครอบครัวผู้เสียสละ

พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการพระราชทานยศให้แก่ข้าราชการทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำนวน 19 นาย ดังนี้

รายชื่อทหารที่ได้รับพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษ

กองบัญชาการกองทัพไทย

  • นาวาเอกไอศูรย์ วิวัฒน์เจน เป็น พลเรือตรี (ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2567)

กองทัพบก

  • ร้อยเอกจุลพงษ์ ทัพมีชัย เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2567)

กองทัพเรือ

  • นาวาเอกธวัช เจริญสุขสวัสดิ์ เป็น พลเรือตรี (ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2566)
  • เรือโทสัญชัย ผลจันทร์ เป็น นาวาตรี (ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2566)
  • พันจ่าเอกสุภาพ คำปรีชา เป็น เรือโท (ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2565)

นอกจากนี้ ยังมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีอีกฉบับหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการพระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ข้าราชการทหารสังกัดกองทัพบกที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเวลาเหตุฉุกเฉิน จำนวน 14 นาย ได้แก่

  • จ่าสิบเอกธวัชชัย บุสภา เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568)
  • จ่าสิบเอกธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • จ่าสิบเอกอโณทัย ป้องแก้ว เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • จ่าสิบเอกอภิรมย์ ทรงพุฒิ เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกจิรายุ สิงห์อัน เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกนพพล บุญเลิศ เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกกฤษฎา น้อยโคตร เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกจิรายุส อินทุมาน เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกอัมรินทร์ ผาสุข เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • สิบโทศราวุฒิ นามสวัสดิ์ เป็น ร้อยเอก (ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารวรัญชิต ยวงสุวรรณ เป็น ร้อยตรี (ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารญาณพัฒน์ โคตรสาขา เป็น ร้อยตรี (ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารสิรวิชญ์ ภิญโญสุข (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)

การพระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ ในครั้งนี้ ถือเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและแสดงความขอบคุณต่อความเสียสละของทหารกล้าที่ได้อุทิศตนเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ถือเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน

การเสียสละของทหารทั้ง 19 นาย เป็นสิ่งที่ควรจดจำและยกย่องอย่างยิ่ง พวกเขาได้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน เราควรระลึกถึงคุณงามความดีของพวกเขาและนำมาเป็นแบบอย่างในการทำความดีเพื่อสังคมต่อไป

ที่มา – พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเวลาเหตุฉุกเฉิน

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “รวีวรรณ ภูริเดช” เป็นปลัด ทส.

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “รวีวรรณ ภูริเดช” ให้พ้นจากตำแหน่ง ผอ.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2568 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการแต่งตั้ง นางรวีวรรณ ภูริเดช ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส. โดยให้พ้นจากตำแหน่งเดิมคือ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ประกาศดังกล่าวลงวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “รวีวรรณ ภูริเดช” เป็นปลัด ก.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

การแต่งตั้ง นางรวีวรรณ ภูริเดช ในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วน เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญในกระทรวงที่มีบทบาทในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ทำความรู้จัก “รวีวรรณ ภูริเดช” ปลัดกระทรวง ทส. คนใหม่

นางรวีวรรณ ภูริเดช ถือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านนโยบายที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ การเข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส. จึงเป็นความคาดหวังว่าจะสามารถนำพาองค์กรไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส. นี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการสับเปลี่ยนตำแหน่ง นายชญานันท์ ออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส. ภายหลังจากดำรงตำแหน่งได้เพียง 3 เดือน การเข้ามาของ นางรวีวรรณ ภูริเดช จึงเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่น่าจับตามองสำหรับทิศทางการดำเนินงานของกระทรวง

หน้าที่และความรับผิดชอบของปลัดกระทรวง ทส. นั้นครอบคลุมการบริหารงานภายในกระทรวง การกำหนดนโยบายและแผนงาน การกำกับดูแลหน่วยงานในสังกัด และการประสานงานกับหน่วยงานภายนอก ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การดำเนินงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ความท้าทายที่ นางรวีวรรณ ภูริเดช จะต้องเผชิญในการดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส. นั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหามลพิษ ปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหาความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ที่ดิน การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการวางแผนและดำเนินงาน

นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและความตระหนักให้กับประชาชนเกี่ยวกับความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

การแต่งตั้ง นางรวีวรรณ ภูริเดช เป็นปลัดกระทรวง ทส. ในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีในการขับเคลื่อนนโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ก้าวหน้า และสร้างอนาคตที่ดีให้กับประเทศไทย

ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ นางรวีวรรณ ภูริเดช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ทราบถึงความเคลื่อนไหวและความคืบหน้าในการดำเนินงานของกระทรวง

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีผู้นำที่มีความสามารถและวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ การดำเนินงานของ นางรวีวรรณ ภูริเดช ในตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส. จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “รวีวรรณ ภูริเดช” เป็นปลัด ก.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สถาปนาฯ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศสถาปนา “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี”

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี โดยมีเนื้อหาระบุถึงพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระธิดาในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นสมเด็จพระราชปิตุจฉาที่ทรงพระอุปการคุณอย่างยิ่ง ทรงดูแลปรนนิบัติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีตั้งแต่ต้นจนเสด็จสวรรคต ด้วยความกตัญญูกตเวทิตาธรรม และทรงปฏิบัติพระกรณียกิจต่างๆ สมฐานะที่ทรงเป็นสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ตามประกาศสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2538 ตลอดพระชนมชีพ ทรงมุ่งมั่นและอุทิศพระองค์เพื่อช่วยเหลือประชาชน เสด็จไปยังพื้นที่ทุรกันดาร เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือด้านการศึกษา สาธารณสุข และสังคมสงเคราะห์ โดยไม่ทรงย่อท้อต่อความเหนื่อยยาก

ทรงสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนี ประกอบพระกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ทรงดำรงพระองค์อย่างมั่นคงในจรรยาแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ อุทิศพระองค์เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติและประชาชน ทรงมีความสามารถในศิลปวิทยาหลากหลายสาขา ทั้งด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ พระเกียรติคุณของพระองค์เป็นที่ประจักษ์จนองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคารพและเทิดทูนสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ อย่างยิ่งในฐานะสมเด็จพระราชปิตุจฉา ผู้ทรงให้การอุปถัมภ์และดูแลพระองค์ด้วยความเมตตามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ด้วยพระคุณูปการอันมากมาย จึงสมควรที่จะสถาปนาพระอิสริยยศให้สูงขึ้นตามโบราณราชประเพณี

ด้วยเหตุนี้ จึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาพระอิสริยศักดิ์เลื่อนกรมเฉลิมพระนามพระอัฐิเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ขอให้พระเกียรติคุณแห่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ปรากฏแผ่ไพศาลไปทั่วสากลจักรวาล ตราบจิรัฏฐิติกาลนิรันดร เทอญ

ประกาศ ณ วันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

การสถาปนา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณและความกตัญญูของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อสมเด็จพระราชปิตุจฉา ผู้ทรงคุณูปการต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างหาที่สุดมิได้

ความสำคัญของการสถาปนา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

  • เป็นการเทิดพระเกียรติแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ผู้ทรงเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทย
  • สะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  • เป็นการสืบสานโบราณราชประเพณีอันงดงาม

การประกาศสถาปนา “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี” ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความเคารพรักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ รวมทั้งเป็นการเชิดชูพระเกียรติคุณและพระกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนเสมอมา

ที่มา – สถาปนา “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี”

ลงราชกิจจาฯ แล้ว! กฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2568

ราชกิจจานุเบกษาประกาศแล้ว! กฎกระทรวง การผลิตสุรา พ.ศ. 2568 ปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไข เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า ขยายโอกาส และลดข้อจำกัดในการเข้าสู่ธุรกิจของผู้ประกอบการรายย่อย

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ กฎกระทรวง การผลิตสุรา พ.ศ. 2568 ซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เนื้อหาสำคัญบางส่วนของกฎกระทรวงฉบับนี้มีดังนี้:

ข้อ 1: ยกเลิกกฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2565

ข้อ 2: คำนิยามสำคัญ

  • “ผลิตสุราเพื่อการค้า” หมายถึง การผลิตสุราโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขาย แลกเปลี่ยน หรือเพื่อการอื่นใด โดยได้รับประโยชน์ตอบแทน รวมถึงการผลิตสุราที่มีปริมาณเกิน 200 ลิตรต่อปี
  • “ผลิตสุราที่มิใช่เพื่อการค้า” หมายถึง การผลิตสุราที่มีปริมาณไม่เกิน 200 ลิตรต่อปี และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการใด ๆ ที่ได้รับประโยชน์ตอบแทน

ข้อ 9: กำหนดระยะเวลาการพิจารณาคำขอใบอนุญาตผลิตสุรา หากข้อมูลถูกต้องครบถ้วน และสถานที่ผลิตมีพื้นที่เพียงพอ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือความเดือดร้อนรำคาญ อธิบดีจะพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน

ข้อ 10: ในการออกใบอนุญาตผลิตสุราที่ไม่ใช่เพื่อการค้า อธิบดีสามารถกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด

กฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2568: ใบอนุญาตผลิตสุราเพื่อการค้า

ข้อ 11: ประเภทของใบอนุญาตผลิตสุราเพื่อการค้า:

  • (1) ใบอนุญาตผลิตสุราแช่ชนิดเบียร์ (ประเภท 1, 2, หรือ 3)
  • (2) ใบอนุญาตผลิตสุราแช่ที่ไม่ใช่เบียร์ (ประเภท 1, 2, หรือ 3)
  • (3) ใบอนุญาตผลิตสุรากลั่นชนิดสุราขาว (ประเภท 1, 2, หรือ 3)
  • (4) ใบอนุญาตผลิตสุรากลั่นชนิดสุราผสม สุราปรุงพิเศษ สุราพิเศษ และสุรากลั่นอื่นที่ไม่ใช่สุราขาวและสุราสามทับ (ประเภท 1 หรือ 2)
  • (5) ใบอนุญาตผลิตสุรากลั่นชนิดสุราสามทับที่ผลิตเพื่อขายในประเทศ
  • (6) ใบอนุญาตผลิตสุรากลั่นชนิดสุราสามทับที่ผลิตเพื่อส่งออก
  • (7) ใบอนุญาตผลิตสุรากลั่นชนิดสุราสามทับที่ผลิตเพื่อใช้ในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงและอุตสาหกรรม

ข้อ 12: ผู้ที่ต้องการผลิตสุราเพื่อการค้า ต้องยื่นคำขอต่ออธิบดี พร้อมเอกสารและหลักฐานที่ระบุในแบบคำขอ ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดดังนี้:

  • (1) เลขทะเบียนสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน/องค์กรเกษตรกร/นิติบุคคล หรือชื่อรัฐวิสาหกิจ
  • (2) รายละเอียดเกี่ยวกับโรงอุตสาหกรรมผลิตสุรา
  • (3) แผนที่หรือพิกัดที่ตั้งสถานที่ผลิต
  • (4) รายละเอียดเครื่องกลั่น, ชนิดสุรา, ส่วนผสม, ขั้นตอนการผลิต, และปริมาณการผลิต
  • (5) คำยินยอมให้อธิบดีเข้าถึงข้อมูลเพื่อตรวจสอบ

บทเฉพาะกาล กฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2568

ข้อ 38: คำขอใบอนุญาตที่ยื่นไว้ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 ที่ยังอยู่ในระหว่างพิจารณา ให้ถือว่าเป็นคำขอตามกฎกระทรวงนี้ และให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ใหม่

ข้อ 39: ใบอนุญาตที่ออกตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 ให้ถือว่าเป็นใบอนุญาตตามกฎกระทรวงนี้ และให้ใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะหมดอายุ (มีการระบุประเภทใบอนุญาตที่เทียบเคียงกัน)

กฎกระทรวงนี้มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การขออนุญาตผลิตสุราให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม) เพื่อส่งเสริมการแข่งขัน ลดข้อจำกัดสำหรับรายย่อย และคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

(อ่านฉบับเต็ม กฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2568)

นอกจากนี้ ราชกิจจานุเบกษายังได้เผยแพร่ กฎกระทรวง กำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมการอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยสรรพสามิต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 และ กฎกระทรวง กำหนดชนิดและลักษณะของแสตมป์สรรพสามิตและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีของทางราชการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 ด้วย

โดยสรุป กฎกระทรวง การผลิตสุรา พ.ศ. 2568 นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยในอุตสาหกรรมการผลิตสุราของไทย ทำให้เกิดความคล่องตัวและโอกาสในการแข่งขันที่มากขึ้น แต่ก็ยังคงให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ

ที่มา – ลงราชกิจจาฯ แล้ว กฎกระทรวง “การผลิตสุรา พ.ศ. 2568” ปรับหลักเกณฑ์-เงื่อนไขหนุนรายย่อย

Scroll to top