วุฒิสภา

พริษฐ์ ยันร่างแก้รัฐธรรมนูญพรรคประชาชน ไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน การขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ล่าสุด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาสร้างความมั่นใจต่อสาธารณะว่า พริษฐ์ ยันร่างแก้รัฐธรรมนูญพรรคประชาชน ไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อย่างแน่นอน เพื่อเป็นการคลายข้อกังวลของสังคมและเดินหน้าสู่กติกาที่เป็นธรรมยิ่งขึ้น

พริษฐ์ ยันร่างแก้รัฐธรรมนูญพรรคประชาชน ไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

ประเด็นสำคัญที่สมาชิกพรรคประชาชนเน้นย้ำ คือความพยายามในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ต้องยึดโยงกับประชาชนเป็นหลัก โดยมีการวางเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนว่าเนื้อหาจะต้องไม่กระทบต่อรูปแบบรัฐหรือระบอบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่เป้าหมายหลักคือการสกัดกั้นการผูกขาดทางการเมืองของกลุ่มอำนาจเดิมที่พยายามกินรวบทุกองค์กรอิสระ

ทำไมพรรคประชาชนจึงให้ความสำคัญกับหมวด 1 และหมวด 2

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องมีการพูดถึงการปรับแก้บางมาตราในหมวด 1 และ 2 ซึ่งนายพริษฐ์ได้อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า:

  • เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการออกแบบโครงสร้างสภา โดยเฉพาะแนวคิดระบบสภาเดี่ยว
  • เพื่อให้เนื้อหาในรัฐธรรมนูญสอดคล้องกับยุคสมัยโดยไม่กระทบความมั่นคงของสถานะรัฐ
  • ป้องกันไม่ให้เกิดความลักลั่นทางกฎหมายในอนาคต

การยืนยันว่า พริษฐ์ ยันร่างแก้รัฐธรรมนูญพรรคประชาชน ไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เป็นการสื่อสารเพื่อลดแรงปะทะจากฝ่ายที่คอยโจมตีพรรค แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการปูทางให้เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากทางเลือกของประชาชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังติดตามกระบวนการขององค์กรอิสระอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีการตรวจสอบ กกต. เกี่ยวกับที่มาของ สว. ซึ่งนายพริษฐ์มองว่าการที่ประชาชนออกมาส่งเสียงและเฝ้ามองการทำงานขององค์กรเหล่านี้ คือกลไกสำคัญที่จะช่วยกดดันให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้นในสังคมไทย

ท้ายที่สุด การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนระบอบ แต่คือการสร้างกติกาที่ให้โอกาสประชาชนมีส่วนร่วมและตรวจสอบอำนาจรัฐได้จริง ถือเป็นก้าวสำคัญที่พี่น้องประชาชนควรจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า การผลักดันครั้งนี้จะสำเร็จและนำพาประเทศไทยไปสู่ความเสมอภาคได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “พริษฐ์” ยันร่างแก้รัฐธรรมนูญพรรคประชาชน ไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

“เท้ง” ไม่รับปากขอโทษ สว. ปมระบอบสีน้ำเงิน

“เท้ง” ไม่รับปากขอโทษ สว. ปมระบอบสีน้ำเงิน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ “เท้ง” ไม่รับปากขอโทษ สว. ปมระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งถือเป็นแผลใจและความขัดแย้งที่ก่อตัวขึ้นใหม่ภายในรัฐสภา โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมายืนยันหนักแน่นว่าเจตนาที่แท้จริงของการตั้งคำถามเรื่องนี้ ไม่ใช่การบ่อนทำลายวุฒิสภา แต่เป็นการมุ่งหวังให้รัฐสภามีความยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง ผ่านการผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

เบื้องลึกวิพากษ์ “เท้ง” ไม่รับปากขอโทษ สว. ปมระบอบสีน้ำเงิน

หลังจากที่กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาได้นัดกันแถลงข่าวโต้กลับพรรคประชาชน โดยมีการขีดเส้นตายให้ทางพรรคออกมาขอโทษภายใน 3 วัน “เท้ง” ไม่รับปากขอโทษ สว. ปมระบอบสีน้ำเงิน อย่างชัดเจนในทันที โดยเขามองว่าควรดูรายละเอียดและที่มาของบุคคลที่ออกมาเรียกร้องก่อนว่า มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีอิทธิพลในการคัดเลือก สว. ครั้งล่าสุดอย่างไรบ้าง

  • จุดยืนของพรรคประชาชน คือการทำให้รัฐสภาทำงานเพื่อประชาชน
  • การวิพากษ์วิจารณ์ระบอบสีน้ำเงิน เป็นการตั้งคำถามถึงกระบวนการผูกขาดอำนาจ
  • เรียกร้องให้ สว. ยึดโยงกับประชาชน แทนการรักษาอำนาจหรือสิทธิพิเศษ

นายณัฐพงษ์ ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ปัญหาระบอบสีน้ำเงินที่เขากล่าวถึงนั้นมีความซับซ้อนและใหญ่กว่าที่หลายคนคิด เขาตั้งข้อสังเกตว่าพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกันอาจกำลังผูกขาดอำนาจรัฐ ทั้งในส่วนฝ่ายบริหารและกลไกวุฒิสภา ซึ่งส่งผลให้การตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจของประเทศล้มเหลว นำไปสู่ปัญหาดัชนีคอร์รัปชันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในมุมมองของพรรคประชาชน การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเพิ่มหลักการที่ไม่เอื้อสิทธิพิเศษให้ สว. กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกประเทศไทยจากวงจรเดิมๆ แม้ สว. บางส่วนจะมองว่าคำแถลงการณ์ของพรรคประชาชนเป็นการบ่อนทำลาย แต่อีกด้านหนึ่ง นี่คือโอกาสที่จะพิสูจน์ความจริงใจว่า สว. ต้องการเห็นบ้านเมืองโปร่งใส หรือเพียงต้องการรักษาฐานอำนาจของตนไว้เพียงเท่านั้น

สุดท้ายแล้ว การเมืองไทยต้องการการยอมรับความจริงและการก้าวไปข้างหน้า การที่หัวหน้าพรรคประชาชนยืนหยัดในอุดมการณ์เดิม พร้อมเชิญชวนให้ทุกฝ่ายร่วมกันจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน จึงเป็นทางออกที่สำคัญที่สุดสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าความขัดแย้งนี้จะคลี่คลายอย่างไร และรัฐสภาไทยจะสามารถก้าวข้ามผ่านข้อพิพาทเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศได้หรือไม่

ที่มา – “เท้ง” ไม่รับปากขอโทษ สว. ปมกล่าวหาระบอบสีน้ำเงิน ยันไม่ได้บ่อนทำลายวุฒิสภา

วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7

วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7 สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองโลกอีกครั้ง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติไม่เห็นชอบมาตรการดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 49 ต่อ 50 นี่ถือเป็นครั้งที่ 7 ในปีนี้ที่พรรครีพับลิกันส่วนใหญ่รวมพลังกันต้าน แต่ที่น่าสนใจคือ มีสมาชิกวุฒิสภาจากรีพับลิกันบางคนเริ่มหันไปสนับสนุนมากขึ้น

วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7: รายละเอียดการโหวต

มาตรการนี้มุ่งจำกัดอำนาจประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการดำเนินการทางทหารต่ออิหร่าน โดยกำหนดให้รัฐบาลต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนทุกการเคลื่อนไหว ในที่ประชุม สว. จอห์น เฟตเตอร์แมน จากพรรคเดโมแครต แตกแถวโหวตคัดค้านร่วมรีพับลิกัน ขณะที่ สว. แรนด์ พอล, ซูซาน คอลลินส์ และ ลิซา เมอร์คาวสกี จากรีพับลิกัน โหวตสนับสนุนฝั่งเดโมแครต ส่งผลให้มาตรการล้มเหลวไปอย่างน่าเสียดาย

สว.รีพับลิกันหันหนุน: สัญญาณเปลี่ยนแปลง?

สว. ลิซา เมอร์คาวสกี เพิ่งเปลี่ยนใจโหวตสนับสนุนเป็นครั้งแรก ขณะที่ สว. ทอม ทิลลิส ระบุว่า สภาคองเกรสควรมีบทบาทมากขึ้นในการมอบอำนาจทำสงคราม เพราะความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนานเกิน 60 วันแล้ว ทิลลิส กล่าวว่า “ผมสนับสนุนการกระทำของประธานาธิบดีในอิหร่าน แต่เราต้องรายงานสภาคองเกรสให้ชัดเจน และตอนนี้สงครามนี้ไม่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวอเมริกันแล้ว”

ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครต ประกาศชัดว่าจะผลักดันลงมติทุกสัปดาห์ที่วุฒิสภาประชุม กฎหมาย War Powers Resolution ที่ออกหลังสงครามเวียดนาม กำหนดให้การใช้กำลังทหารไม่เกิน 60 วันโดยไม่ได้รับอนุมัติจากสภา ซึ่งครบกำหนดไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม แต่ยังมีความสับสนเรื่องวันนับ โดยรีพับลิกันบางคนยืนยันว่าวันหยุดยิงไม่นับรวม

พื้นหลังกฎหมายอำนาจทำสงครามและสถานการณ์อิหร่าน

กฎหมายนี้เกิดขึ้นเพื่อป้องกันประธานาธิบดีใช้อำนาจเด็ดขาดโดยไม่ผ่านสภา ในยุคทรัมป์ ความตึงเครียดกับอิหร่านรุนแรงขึ้นจากการโจมตีทางทหารและการเจรจานิวเคลียร์ที่ล้มเหลว จอห์น ทูน ผู้นำรีพับลิกัน ระบุว่าสมาชิกส่วนใหญ่ยังไม่ผลักดันให้ลงมติมอบอำนาจ ทิลลิส เสนอร่างใหม่ แต่ยอมรับว่าอาจโดนวีโต้จากทรัมป์ได้ง่ายๆ

  • จุดเด่นของการโหวตครั้งนี้: รีพับลิกันแตกแยกมากขึ้น
  • ผลกระทบ: ทรัมป์ยังใช้อำนาจเต็มที่ต่ออิหร่าน
  • อนาคต: เดโมแครตจะยื้อต่อเนื่อง

เหตุการณ์ วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7 สะท้อนความแตกแยกในพรรครีพับลิกันเอง ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ชาวอเมริกันเริ่มกังวลกับสงครามยืดเยื้อที่กระทบเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าหากเดโมแครตผลักดันต่อเนื่อง อาจบังคับให้ทรัมป์ต้องเจรจาใหม่กับอิหร่าน หรืออย่างน้อยก็เปิดเผยข้อมูลมากขึ้นต่อสาธารณะ สถานการณ์นี้ยังคงตึงเครียด และโลกกำลังจับตาว่าจะมีพัฒนาการอะไรต่อไป

สำหรับผู้อ่านที่สนใจ politics สหรัฐฯ แนะนำติดตามข่าวอัปเดตทุกวัน เพราะอาจส่งผลกระทบถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย หากคุณมีมุมมองอย่างไรกับเรื่องนี้ คอมเมนต์มาบอกกันได้เลย!

ที่มา – วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7

กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 จ่อตัดงบอาหาร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้เรามีประเด็นร้อนจากวงในวุฒิสภาที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือ กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 โดยมีมติจ่อตัดงบประมาณส่วนที่เกี่ยวกับการดูงานต่างประเทศและค่าอาหารเลี้ยงรับรองสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แล้วนะครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ประหยัดงบแผ่นดินจากประชาชน ทำให้ สว. ต้องปรับตัว จ่ายค่าอาหารเองแทนการใช้งบรัฐ เริ่มตั้งแต่ 27 เมษายน 2569 เป็นต้นไป มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 ครั้งที่ 5/2569

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือที่รู้จักกันในชื่อวิปวุฒิสภา ครั้งที่ 5/2569 ณ ที่ประชุมวุฒิสภา การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะการพิจารณาเรื่องงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2570 ที่กำลังจะถูกนำเข้าสู่วาระวุฒิสภาในอนาคตอันใกล้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการถกเถียงครั้งนี้ค่อนข้างเข้มข้น โดยเฉพาะประเด็นการปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เพื่อตอบสนองกระแสสังคมที่ต่อต้านการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

วาระสำคัญในการประชุม กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ที่ประชุมยังมีวาระอื่นๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้

  • รับทราบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล ดำรงตำแหน่งกรรมาธิการวิปวุฒิสภาในฐานะผู้แทนครม. ซึ่งจะถูกบรรจุในวาระประชุมวุฒิสภาต่อไป
  • เตรียมตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 ราย
  • เตรียมการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 หลังจากสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการแล้ว

วาระเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของวุฒิสภาในการตรวจสอบและพิจารณากฎหมายสำคัญๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศในปีหน้า

รายละเอียดการตัดงบดูงานต่างประเทศและค่าอาหาร

ไฮไลต์ของการประชุมคือการจัดทำคำของบประมาณปี 2570 โดยมีการตัดงบประมาณในส่วนค่าใช้จ่ายการเดินทางไปประชุมทวิภาคีและเยือนต่างประเทศของคณะกรรมาธิการต่างๆ รวมถึงค่าอาหารเลี้ยงรับรองสมาชิกวุฒิสภาในช่วงสมัยประชุม นี่ถือเป็นการตอบสนองต่อกระแสวิจารณ์จากประชาชนที่มองว่างบประมาณส่วนนี้ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ การตัดงบดังกล่าวจะช่วยประหยัดงบแผ่นดินได้จำนวนมาก และนำไปใช้ในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังทบทวนแนวทางการจัดอาหารกลางวันให้ สว. ในวันประชุม โดยมีมติให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จัดหาร้านอาหารภายนอกมาเปิดบริการที่ห้องอาหาร สว. ชั้น 2 อาคารพระจันทร์ (ตึก สว.) ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 เป็นต้นไป สมาชิกวุฒิสภาจะต้องจ่ายค่าอาหารด้วยตนเอง แทนการเบิกจ่ายจากงบรัฐแบบเดิม วิธีนี้ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังเพิ่มความโปร่งใสและให้ สว. ได้เลือกเมนูอาหารตามความชอบอีกด้วย

ผลกระทบและมุมมองต่อการตัดงบนี้

การตัดงบประมาณดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญของวุฒิสภาในการแสดงความรับผิดชอบต่อเงินภาษีอากรของประชาชน ในอดีตเคยมีเสียงวิจารณ์หนักเรื่องงบดูงานต่างประเทศที่ดูหรูหราเกินไป หรือค่าอาหารที่แพงหูฉี่ ตอนนี้ สว. ต้านกระแสไม่ไหวแล้วครับ ต้องปรับตัวเอง การเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้หน่วยงานอื่นๆ ตามรอย โดยเฉพาะในปีงบ 2570 ที่คาดว่าจะมีงบรวมมหาศาล การประหยัดทุกบาททุกสตางค์จึงสำคัญยิ่ง

อย่างไรก็ตาม บางคนกังวลว่าการตัดงบดูงานต่างประเทศอาจกระทบต่อการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างประเทศ แต่เชื่อว่าสามารถหาทางเลือกอื่น เช่น ประชุมออนไลน์หรือเชิญผู้เชี่ยวชาญมาในประเทศได้ครับ

สุดท้ายแล้ว การเคลื่อนไหวของ กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 ครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงการปรับตัวของนักการเมืองไทย คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? เห็นด้วยกับการตัดงบหรือไม่ คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ หรือกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านข่าวดีๆ แบบนี้ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันได้ที่นี่เลย!

ที่มา – กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 จ่อตัดงบฯ อาหาร-ดูงานต่างประเทศ

“จักรพล” หวัง ครม.ไฟเขียว พ.ร.บ.อากาศสะอาด แก้ PM2.5

“จักรพล” หวัง ครม.ไฟเขียว “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” แก้ PM2.5 ดันส่ง “วุฒิสภา” เป็นข่าวดีสำหรับคนไทยที่กำลังเผชิญปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยเฉพาะในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ที่ทุกปีต้องเจอกับวิกฤตหมอกควันหนักหน่วง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความหวังว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะอนุมัติร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อเดินหน้าส่งต่อไปยังวุฒิสภาให้เร็วที่สุด

“จักรพล” หวัง ครม.ไฟเขียว “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” แก้ PM2.5 ดันส่ง “วุฒิสภา”

ในวันที่ 22 เมษายน 2569 ณ รัฐสภา นายจักรพล ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ได้กล่าวถึงการประชุมนัดแรกของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ชุดนี้ โดยย้ำว่าจุดประสงค์หลักคือการแก้ไขปัญหาอากาศเสียอย่างจริงจัง ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่จัดทำเสร็จแล้วและค้างอยู่ในวุฒิสภา จะถูกเชื่อมโยงกับการพิจารณาของ กมธ. ซึ่งมีกรอบเวลา 3 เดือน สัปดาห์หน้าหาก ครม. ไฟเขียว ก็จะสามารถพิจารณาต่อได้ทันที โดยเฉพาะมาตรา 147 ที่กำหนดให้ ครม. ตอบกลับภายใน 60 วัน

หลังจากนายกรัฐมนตรีและนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่เชียงใหม่ ก็เห็นตรงกันในการผลักดันกฎหมายนี้ หากไม่เดินหน้าต่อ จะต้องเริ่มใหม่หมด สูญเสียเวลาและยิ่งเป็นหายนะสำหรับภาคเหนือตอนบนที่ PM2.5 กระทบหนักทุกปี

เหตุใด “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” จึงสำคัญต่อการแก้ PM2.5

PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่ลอยค้างในอากาศ สามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ง่าย สาเหตุหลักมาจากการเผาไหม้ในที่โล่ง เช่น ไฟป่า การเผาไร่หมุนวน และควันรถยนต์ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะกำหนดมาตรการเข้มงวด ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการ ตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง รวมถึงกำหนดค่าปรับสำหรับผู้ฝ่าฝืน แต่ให้เวลาภาคเอกชนปรับตัว

  • กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศทั่วประเทศ
  • ควบคุมการเผาไหม้และมลพิษจากอุตสาหกรรม
  • ติดตั้งระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนล่วงหน้า
  • สนับสนุนเทคโนโลยีสะอาดและพลังงานทดแทน
  • บูรณาการหน่วยงานรัฐ เอกชน และชุมชน

นายจักรพล ยืนยันว่าร่างกฎหมายนี้ไม่ใช่ “เสือกระดาษ” แต่เป็นเครื่องมือจริงจังที่สมบูรณ์ที่สุด แม้จะมีเสียงคัดค้านจาก สว. บางส่วน หรือ กกร. แต่ได้คำนึงถึงข้อกังวลทั้งหมด เช่น ผลกระทบต่อการลงทุน โดยมีกฎหมายลูกรองรับ และ กมธ. จะคลายข้อกังวล 8 ประการของนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับ

ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่แค่สุขภาพ แต่กระทบ GDP ประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท จากค่ารักษาพยาบาล การท่องเที่ยวตกต่ำ และผลผลิตทางการเกษตรลดลง ในปี 2568 เชียงใหม่เคยมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานนับเดือน ส่งผลให้โรงพยาบาลแน่น ผู้ป่วยทางเดินหายใจพุ่ง หาก พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่าน จะช่วยทวงคืนอากาศบริสุทธิ์ให้ประชาชน โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ กฎหมายยังสอดคล้องกับวิถีโลกร้อนที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ไฟป่าและฝุ่นเพิ่มขึ้น การมีกรอบกฎหมายชัดเจนจะช่วยให้ไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero และ SDG ด้านสิ่งแวดล้อม

สุดท้ายแล้ว การแก้ PM2.5 ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน หาก ครม. ไฟเขียวตามที่ “จักรพล” หวัง จะเป็นก้าวสำคัญสู่ประเทศไทยที่หายใจสะดวกขึ้น ชาวเน็ตและประชาชนภาคเหนือต่างเรียกร้องให้เร่งด่วน คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวสารสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมเพื่อร่วมกันผลักดันอากาศสะอาด

ที่มา – “จักรพล” หวัง ครม.ไฟเขียว “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” แก้ PM2.5 ดันส่ง “วุฒิสภา”

สว.พันธุ์ใหม่ ค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มทุน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองและเศรษฐกิจไทยกันบ้าง ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือ สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์ โดยย้ำว่ามันไม่คุ้มค่ากับการลงทุนมหาศาล และยังมีการปกปิดข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพประชาชนอีกด้วย โครงการนี้ถูกมองว่าเป็น ‘เรือธง’ ของรัฐบาล แต่หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้จริงๆ มาดูกันครับว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

สว.พันธุ์ใหม่ แถลงคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์

สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส และนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร พร้อมกลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่ ได้แถลงข่าวคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์อย่างชัดเจน โครงการนี้มีแผนจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ผ่านจังหวัดชุมพรและระนอง โดยใช้รถไฟหรือรถบรรทุกขนสินค้าข้ามแผ่นดิน เพื่อย่นเวลาเดินทางแทนการผ่านช่องแคบมะละกา คาดว่าจะประหยัดเวลาได้ 1-2 วัน แต่ สว.พันธุ์ใหม่ ชี้ว่าความเป็นจริงอาจไม่เป็นอย่างนั้น เพราะการขนถ่ายสินค้าขึ้นบก-ลงเรือ อาจใช้เวลานานถึง 6-7 วัน สุดท้ายอาจกลายเป็นท่าเรือร้าง เหมือนท่าเรือปากบาราในจังหวัดสตูลที่ไม่มีเรือสินค้ามาใช้

เหตุผลหลักที่ สว.พันธุ์ใหม่ ค้านโครงการแลนด์บริดจ์

นอกจากปัญหาการขนส่งที่อาจล่าช้าแล้ว ยังมีประเด็นสำคัญหลายอย่างที่ทำให้กลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์ ดังนี้

  • ไม่คุ้มค่าลงทุน: ผลศึกษาจากสภาพัฒน์ฯ ชี้ชัดว่าโครงการนี้ลงทุนสูงเกิน 1 ล้านล้านบาท แต่ผลตอบแทนต่ำ ปริมาณสินค้าไม่เพียงพอ และไม่สะดวกสบายเท่าช่องแคบมะละกาที่มีเรือผ่านวันละ 200-220 ลำ ระบบโลจิสติกส์ครบครันมา 200 ปี
  • ปกปิดข้อมูล EHIA: สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อ้างว่าคุ้มค่า แต่ไม่ยอมเปิดเผยรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ซึ่งกระทบป่า ชุมน้ำ ระบบนิเวศชายฝั่ง และอาชีพประมงของชาวบ้าน
  • ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน: โครงการนี้ไม่เคยถกในรัฐสภา ไม่มีประชาพิจารณ์จริงจัง ไม่ปรากฏในนโยบายหาเสียงหรือคำแถลงรัฐบาล เกิดจากสมัยพล.อ.ประยุทธ์ แต่คล้าย EEC ที่ผ่านมาเกือบ 10 ปียังไม่คืบหน้า
  • ทางเลือกอื่นมากมาย: เรือสินค้ามีเส้นทางผ่านอินโดนีเซียอีก 2-3 เส้น ไม่จำเป็นต้องใช้แลนด์บริดจ์ที่ช้ากว่า
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. พูดถึง EHIA

นายนรเศรษฐ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมือง วุฒิสภา ระบุว่า กมธ.เคยเชิญ สนข. และสภาพัฒน์ฯ มาชี้แจง แต่ผลศึกษาขัดแย้งกัน รายงาน สนข. มีข้อบกพร่องทั้งกระบวนการและเนื้อหา จ่อนำเสนอข้อเสนอในสภา และจะสอบ EHIA ที่ถูกปิดบัง โดยกำหนดวาระ 21 เม.ย. นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ทำ SEA (Strategic Environmental Assessment) และรับฟังชาวบ้านเพิ่มเติมก่อนเดินหน้า

ในภาวะเศรษฐกิจไทยที่เงินเฟ้อ กู้เงินเต็มเพดาน GDP 70% แล้ว รัฐบาลควรใช้เงินอย่างรอบคอบ มุ่งผลประโยชน์ประชาชน ไม่ใช่พวกพ้อง สว.พันธุ์ใหม่ ย้ำว่าประเทศต้องการเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ แต่โครงการนี้ยังเร็วเกินไปและเสี่ยงสูง

ส่วนตัวผมคิดว่า การพัฒนาต้องสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสิทธิประชาชน ถ้ารัฐบาลไม่ฟังเสียงคัดค้าน อาจนำไปสู่ปัญหายาวนานแบบ EEC ที่ล้มเหลว คุณล่ะครับคิดอย่างไรกับ สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์ ? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่างนี้เลยนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน!

ที่มา – สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์ ย้ำไม่คุ้มค่าลงทุน-รัฐปกปิดข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ประเดิมรัฐบาลใหม่ เบี้ยวตอบทุกกระทู้ สว. อ้างติดภารกิจทุกคน

ประเดิมรัฐบาลใหม่ เบี้ยวตอบทุกกระทู้ สว. อ้างติดภารกิจทุกคน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันแรกของการประชุมวุฒิสภา ที่รัฐสภาฯ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นการถามกระทู้ครั้งแรกต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่กลับไม่มีรัฐมนตรีคนไหนมาร่วมตอบคำถามเลย สร้างความฮือฮาและเสียงวิจารณ์ในหมู่ สว. และประชาชน

ประเดิมรัฐบาลใหม่ เบี้ยวตอบทุกกระทู้ สว. อ้างติดภารกิจทุกคน

การประชุมวุฒิสภาเริ่มเวลา 09.30 น. โดยมี พล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธาน พิจารณากระทู้ถามด้วยวาจาและด้วยหนังสือทั้งหมด 6 กระทู้ แต่ทั้งหมดไม่ได้รับการตอบ เนื่องจากผู้รับผิดชอบติดภารกิจ เหตุการณ์ ประเดิมรัฐบาลใหม่ เบี้ยวตอบทุกกระทู้ สว. อ้างติดภารกิจทุกคน นี้ ทำให้ สว. หลายคนแสดงความกังวลถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลชุดใหม่

รายละเอียดกระทู้ถามด้วยหนังสือ

  • กระทู้ที่ 1: ความคืบหน้าการสร้างเขื่อนน้ำว้า อ.เวียงสา จ.น่าน โดยนายมังกร ศรีเจริญกุล สว. ถามนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน – ได้รับแจ้งติดภารกิจ
  • กระทู้ที่ 2: สวัสดิการคุ้มครองสิทธิประโยชน์และเสริมสร้างขวัญกำลังใจกำลังพล ในกรณีสถานการณ์ขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา โดยน.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว. ถามนายกรัฐมนตรี โดยมีพล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม มารับผิดชอบแทน – แจ้งติดภารกิจ
  • กระทู้ที่ 3: แนวทางส่งเสริมความก้าวหน้าพยาบาลวิชาชีพ โดยนพ. เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. ถามนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข – ได้รับแจ้งติดภารกิจ

รายละเอียดกระทู้ถามด้วยวาจา

  • กระทู้ที่ 1: แนวทางแก้ปัญหาไม่ให้เด็กหลุดระบบการศึกษาปี 2569 โดยนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว. ถามนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ – แจ้งติดภารกิจ
  • กระทู้ที่ 2: ดับไฟฟ้าด้วยนวัตกรรม โดยน.ต. วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. ถามนายกฯ โดยมอบนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย มาตอบแทน – แจ้งติดภารกิจ
  • กระทู้ที่ 3: สถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ โดยนายเศรณี อนิลบล สว. ถามนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ – ได้รับแจ้งติดภารกิจ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลใหม่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาการสื่อสารและการจัดลำดับความสำคัญของภารกิจรัฐบาล ในช่วงเริ่มต้นการทำงาน รัฐมนตรีหลายคนที่เกี่ยวข้อง เช่น นายกรัฐมนตรี, รมว.พลังงาน, รมว.กลาโหม, รมว.สาธารณสุข, รมว.ศึกษาธิการ และรมว.พาณิชย์ ล้วนอ้างติดภารกิจทั้งสิ้น สร้างคำถามว่าภารกิจเหล่านั้นคืออะไร และทำไมไม่สามารถจัดสรรเวลาให้กับการตอบกระทู้สภาได้

จากมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง เหตุการณ์ ประเดิมรัฐบาลใหม่ เบี้ยวตอบทุกกระทู้ สว. อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความพร้อมของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ในการรับมือกับข้อซักถามจากสภา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ประชาชนหลายคนแสดงความเห็นในโซเชียลมีเดียว่าความรับผิดชอบต่อสภาและประชาชนควรมาอันดับแรก

นอกจากนี้ กระทู้เหล่านี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การดูแลทหารชายแดน สุขภาพบุคลากรทางการแพทย์ การศึกษาเด็ก และเศรษฐกิจเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนรอคำตอบมานาน หากรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ อาจนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นในระยะยาว

ในอนาคต รัฐบาลควรปรับปรุงการจัดการเวลาและส่งตัวแทนที่มีอำนาจเต็มในการตอบกระทู้ เพื่อรักษาความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – ประเดิมรัฐบาลใหม่ เบี้ยวตอบทุกกระทู้ สว. อ้างติดภารกิจทุกคน

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบ DHS ชั่วคราว

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบ DHS ชั่วคราว แล้วนะครับ หลังจากที่รีพับลิกันไม่ยอมรับข้อตกลงจากวุฒิสภา สถานการณ์ชัตดาวน์บางส่วนของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ยังคงยืดเยื้อต่อไป ส่งผลกระทบต่อการเดินทางทางอากาศของประชาชนชาวอเมริกันอย่างหนัก

เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มี.ค. ที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวของตัวเอง คะแนน 213 ต่อ 203 เสียง ร่างนี้จัดสรรงบเต็มจำนวนให้ DHS เป็นเวลา 8 สัปดาห์ แต่ปัญหาคือ วุฒิสภาจะต้องเห็นชอบเวอร์ชันเดียวกันก่อนถึงจะส่งให้ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามได้ ทำให้ชัตดาวน์ยังไม่จบง่ายๆ

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบ DHS ชั่วคราว หลังรีพับลิกันปัดข้อตกลงสว.

สาเหตุหลักมาจากการที่รีพับลิกันไม่พอใจร่างจากวุฒิสภา เพราะร่างนั้นตัดงบประมาณของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) และหน่วยตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในนโยบายกวาดล้างผู้อพยพผิดกฎหมายของทรัมป์ ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภา เรียกร่างวุฒิสภาว่า “เรื่องตลก” เลยทีเดียว

ผลกระทบจากการชัตดาวน์ DHS

ภาวะชัตดาวน์นี้ทำให้เจ้าหน้าที่ TSA (Transportation Security Administration) หลายพันคนต้องทำงานโดยไม่ได้รับเงินเดือนมาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้คิวยาวเหยียดที่สนามบินต่างๆ เช่น สนามบินนานาชาติฮิวส์ตัน ที่ผู้โดยสารต้องรอตรวจนานจนเจ้าหน้าที่ต้องแจกน้ำดื่มช่วยเหลือ

  • บริการตรวจคัดกรองผู้โดยสารและสัมภาระล่าช้า
  • เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทำงานฟรี สร้างความเดือดร้อน
  • กระทบการบินทั่วประเทศ สายการบินล่าช้า
  • ทรัมป์สั่งชดเชยย้อนหลัง แต่ยังไม่ช่วยบรรเทาในทันที

ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตวุฒิสภา วิจารณ์หนักว่า ร่างของรีพับลิกันเป็นแค่ “ยึดติดสถานะเดิม” และวุฒิสภาจะตีตกทันที เขาย้ำว่าเดโมแครตสนับสนุนงบ DHS แต่ต้องปฏิรูป ICE ก่อน โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุเจ้าหน้า ICE ยิงชาวอเมริกันเสียชีวิต 2 รายในมินนิโซตา ทำให้ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติรุนแรงเกินกว่าเหตุ

ความขัดแย้งทางการเมืองเบื้องหลัง

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบ DHS ชั่วคราว นี้ สะท้อนความแตกแยกระหว่างรีพับลิกันกับเดโมแครต รีพับลิกันยืนกรานเรื่องงบ ICE และชายแดน เพื่อนโยบายทรัมป์ ส่วนเดโมแครตต้องการการตรวจสอบและปฏิรูป ร่างของสภาล่างจัดสรรงบเต็มให้ TSA, ICE และชายแดน แต่ต้องรอวุฒิสภา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่งบประมาณกลายเป็นสงครามการเมือง สมัยทรัมป์ ชัตดาวน์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐเกิดขึ้นเพราะกำแพงชายแดน ครั้งนี้กระทบเฉพาะ DHS แต่ผลกระทบต่อประชาชนชัดเจน

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า หากไม่หาข้อตกลงเร็วๆ อาจลุกลามชัตดาวน์ทั้งรัฐบาล ส่งผลเศรษฐกิจเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์ แนะนำให้ทั้งสองพรรคเจรจาแบบทวิภาคีเพื่อความมั่นคงชาติ

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

ในมุมมองของผม ความขัดแย้งนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองสหรัฐฯ กำลังแบ่งขั้วรุนแรง ซึ่งอาจกระทบความมั่นคงสาธารณะ ติดตามต่อไปว่าวุฒิสภาจะทำอย่างไร หรือจะมีข้อตกลงใหม่ไหมครับ

ที่มา – สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบฯ ชั่วคราว DHS หลังรีพับลิกันปัดข้อตกลง สว.

“ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ”

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ “ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากศาลฎีกาตัดสินเพิกถอนสิทธิ์การสมัครรับเลือกตั้งของน.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือที่รู้จักกันในนาม “หมอเกศ” เป็นเวลา 10 ปี ส่งผลให้ตำแหน่ง สว. กลุ่มที่ 19 ว่างลง และนายธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ ซึ่งอยู่ในบัญชีสำรอง ได้เลื่อนขึ้นมาแทน ทำให้วุฒิสภาครบ 200 คนตามรัฐธรรมนูญกำหนด

“ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา อาคารรัฐสภา นายธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ ได้เดินทางเข้ารายงานตัวอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความสนใจจากสื่อมวลชน โดยเขาเป็น สว. จากจังหวัดเชียงราย กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ อาชีพของเขาเป็นวิศวกรและอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในสายวิชาการและเทคนิค

หลังจากรายงานตัวเสร็จ นายธีระศักดิ์ได้ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนว่า เขาพร้อมทำหน้าที่ “ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ” โดยตั้งปณิธานว่าจะกลั่นกรองกฎหมาย เสนอแนะกฎหมายใหม่ที่ดีขึ้น ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และให้คำแนะนำที่มีคุณภาพ โดยยืนยันชัดเจนว่า ไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใด จะรักษาความเป็นอิสระ ไม่เป็นศัตรูกับใคร และมุ่งเน้นผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก

ปณิธานการทำงานหลัง “ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ”

นายธีระศักดิ์เน้นย้ำว่าจะประสานงานกับเพื่อน สว. ทุกคน ไม่สร้างความแตกแยก ฝักใฝ่ฝ่ายใด โดยมองว่าสว. มีบทบาทสร้างความหลากหลาย ต้องเคารพซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อให้ได้กฎหมายและกติกาที่ดีสำหรับการอยู่ร่วมกัน เขาจะเน้นแก้ไขกฎหมายที่มีปัญหา ความไม่ยุติธรรม เช่น ผลักดันกฎหมาย One Stop Service สำหรับการลงทุนให้โปร่งใส เรียบง่าย มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ในยุคดิจิทัล เขามองว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันช่วยประชาชน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ ให้มีรายได้อย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทันสมัยและตอบโจทย์สังคมไทยปัจจุบัน

  • กลั่นกรองและเสนอกฎหมายใหม่: ทำให้กฎหมายดีขึ้น สะสางปัญหาเก่า
  • ตรวจสอบรัฐบาล: ให้คำแนะนำคุณภาพ รักษาความโปร่งใส
  • ผลักดันเทคโนโลยี: พัฒนาแอปช่วยประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและด้อยโอกาส
  • One Stop Service: ง่ายสำหรับนักลงทุน โปร่งใส มีประสิทธิภาพ
  • ความเป็นอิสระ: ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มุ่งประโยชน์ชาติและประชาชน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นร้อนอย่างคดีฮั้ว สว. ที่อนุกรรมการวินิจฉัยของ กกต. มีมติปล่อยผีผู้ถูกกล่าวหา 229 คน นายธีระศักดิ์ตอบอย่างระมัดระวังว่า ขึ้นอยู่กับกติกาและวิจารณญาณของกรรมการ แต่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เกินหน้าที่ของตน แสดงถึงความเป็นมืออาชีพและไม่ยุ่งเรื่องนอกอำนาจ

การเข้ามาของ สว. หน้าใหม่อย่างนายธีระศักดิ์ ในฐานะที่เป็นนักวิชาการและวิศวกร จะช่วยเติมเต็มความหลากหลายให้วุฒิสภา โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและกฎหมายที่ทันสมัย ซึ่งเป็นสิ่งที่การเมืองไทยต้องการในขณะนี้

สุดท้ายนี้ การมี สว. ที่ยืนยันความเป็นกลางแบบนี้ ทำให้เราเห็นแสงสว่างในระบบ checks and balances ของรัฐธรรมนูญไทย ลองคิดดูสิ ถ้าทุกคนทำแบบนี้ การเมืองคงโปร่งใสขึ้นเยอะ คุณคิดเห็นยังไง ลองคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะ เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ” ยัน ไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใด

Scroll to top