ศาลอาญา

ศาลยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” คดีหมิ่นสถาบัน

ข่าววันนี้! ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” สส.พรรคประชาชน ในคดีหมิ่นสถาบัน (มาตรา 112) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เนื่องจากศาลเห็นว่าไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าใครเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว นี่เป็นประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การยกฟ้องในที่สุด

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำ อ. 3012/64 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้อง นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ สส.กทม. พรรคประชาชน และอดีตหัวหน้าการ์ดกลุ่ม WeVo เป็นจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ณ ห้องพิจารณาคดี 809

คดีนี้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ที่จำเลยได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีเนื้อหาประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสลายกิจกรรมการขายกุ้งของกลุ่มวีโว่ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากนี้ ยังมีข้อความบางส่วนที่พาดพิงถึงสถาบัน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นและแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันเบื้องสูง อย่างไรก็ตาม จำเลยได้ให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวในระหว่างการพิจารณาคดี

ในวันนัดฟังคำพิพากษา นายปิยรัฐเดินทางมาศาลด้วยตนเอง พร้อมด้วยผู้สนับสนุนที่มาให้กำลังใจ มอบดอกไม้ และอวยพรให้โชคดี นายปิยรัฐมีสีหน้ายิ้มแย้มและสดชื่น และได้กล่าวกับสื่อมวลชนว่าขอฟังคำพิพากษาก่อนแล้วจะให้สัมภาษณ์ในภายหลัง

ต่อมา ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา โดยมีสาระสำคัญว่า ศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่าบัญชีเฟซบุ๊ก “โตโต้ ปิยรัฐ” เป็นของจำเลยจริง แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวด้วยตนเอง นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาว่าบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเวลาที่จำเลยถูกควบคุมตัว ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ว่ามีผู้ดูแลเพจจำนวน 5 คน และจำเลยไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความตามที่ถูกฟ้องร้อง ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อสงสัย และได้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ทำให้ศาลพิพากษายกฟ้อง

ศาลยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” คดีหมิ่นสถาบัน

ประเด็นสำคัญที่ศาลยกฟ้องคือความไม่ชัดเจนในเรื่องของการเป็นผู้โพสต์ข้อความ แม้ว่าบัญชีเฟซบุ๊กจะเป็นของนายปิยรัฐจริง แต่ศาลเห็นว่าไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นพอที่จะยืนยันได้ว่าเขาเป็นผู้โพสต์ข้อความที่เป็นเหตุให้ถูกฟ้องร้อง

รายละเอียดคำพิพากษาคดี “โตโต้ ปิยรัฐ”

คำพิพากษายกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” ในคดีหมิ่นสถาบันครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือในการดำเนินคดีอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ การที่โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจริง ทำให้ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามหลักกฎหมาย

  • ประเด็นที่ 1: ความสำคัญของพยานหลักฐานที่ชัดเจน
  • ประเด็นที่ 2: การพิจารณาข้อสงสัยในพยานหลักฐาน
  • ประเด็นที่ 3: การให้ประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลย

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการดำเนินคดีใดๆ ก็ตาม จะต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกกล่าวหาได้ หากพยานหลักฐานยังมีความคลุมเครือหรือไม่ชัดเจน ศาลก็จำเป็นต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย เพื่อความเป็นธรรม

การยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” ในคดีหมิ่นสถาบันนี้ อาจเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับคดีอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่การกระทำผิดทางออนไลน์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายและบ่อยครั้ง การพิสูจน์ตัวตนของผู้กระทำผิดและการรวบรวมพยานหลักฐานที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

คดีของ “โตโต้ ปิยรัฐ” ยังสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการตีความกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมประชาธิปไตย การรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับการปกป้องสถาบันจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและระมัดระวัง

การที่ศาลยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” ในคดีหมิ่นสถาบันครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรมและความจำเป็นในการรักษาสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในทุกกรณี

ที่มา – ศาลอาญา ยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” คดีหมิ่นสถาบัน ระบุไม่ได้ใครเป็นคนโพสต์ข้อความ

วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดีทักษิณ ม.112 ชี้ยังมีขั้นตอน

“วันนอร์” ย้ำคดี ม.112 “ทักษิณ” เป็นอำนาจหน้าที่ตุลาการ ไม่เกี่ยวข้องนิติบัญญัติ ต้องเคารพศาล ไม่ขอวิจารณ์ ส่อนัยยะใดโยงสถานการณ์การเมืองไทย ชี้เรื่องยังอีกยาว แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวที่อาคารรัฐสภา ถึงกรณีศาลอาญายกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีหมิ่นสถาบันฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 จากการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ต่างประเทศเมื่อปี 2558 ว่า เราต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาล และฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรในเรื่องนี้ เป็นเรื่องของนายทักษิณกับศาล เมื่อศาลยกฟ้อง หรือจะพิจารณาอย่างไร เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ ไม่เกี่ยวกับฝ่ายนิติบัญญัติ

ส่วนจะมองว่ามีนัยยะทางการเมืองอะไร และจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ในฐานะประธานสภาฯ ไม่สามารถพิพากษ์วิจารณ์ได้ เป็นเรื่องที่บ้านเมืองจะต้องมีกติกา เมื่อศาลได้วินิจฉัยไปแล้วก็เป็นเรื่องของฝ่ายตุลาการ เราก็ต้องรับฟัง แต่ขั้นตอนก็ยังมีอีก เพราะเป็นการพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่ก็ต้องให้ความเคารพ ส่วนเหตุการณ์ของการเมืองก็เป็นเรื่องการเมือง ไม่เกี่ยวกับเรื่องของคำวินิจฉัยของศาล ถ้าเราไปวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาล บ้านเมืองก็จะยุ่งยาก จึงขอให้แยกกันทำหน้าที่ ฝ่ายนิติบัญญัติก็ทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติให้ดี.

วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายจับตามองคือ คดีความของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อสังคมไทย ในเรื่องนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกระบวนการยุติธรรม และการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ

ความเห็นของวันนอร์ต่อคดี ม.112 ทักษิณ

นายวันนอร์ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า คดีของนายทักษิณที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาล และฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินคดีดังกล่าว การแสดงความเห็นของนายวันนอร์เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า สภาผู้แทนราษฎรจะไม่เข้าไปก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม และจะเคารพการตัดสินใจของศาล

นอกจากนี้ นายวันนอร์ยังได้กล่าวถึงขั้นตอนของคดีว่า ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการต่อไป เนื่องจากเป็นการพิจารณาของศาลชั้นต้นเท่านั้น การกล่าวถึงขั้นตอนที่ยังเหลืออยู่เป็นการเตือนสติให้ทุกฝ่ายไม่ด่วนสรุป และให้รอผลการพิจารณาในขั้นตอนต่อไป

โดยสรุปแล้ว ท่าทีของนายวันนอร์ต่อคดี วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก ของนายทักษิณ คือ การเคารพกระบวนการยุติธรรม การแบ่งแยกอำนาจ และการรอผลการพิจารณาในขั้นตอนต่อไป ท่าทีดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความเป็นกลาง และความมุ่งมั่นที่จะรักษาหลักการของประชาธิปไตย

วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก และยังเน้นย้ำว่าการที่นักการเมืองหรือบุคคลภายนอกเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาลนั้น อาจนำมาซึ่งความวุ่นวายในบ้านเมืองได้ ดังนั้น จึงควรให้แต่ละฝ่ายทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด โดยฝ่ายนิติบัญญัติก็มุ่งเน้นไปที่การออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ความเห็นของนายวันนอร์ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองไทย และความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างอำนาจของแต่ละฝ่าย การที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนเช่นนี้ ย่อมมีผลต่อการรับรู้และความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และกระบวนการยุติธรรมโดยรวม

ที่มา – “วันนอร์” ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. เป็น 7 ต.ค. นี้

ศาลได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีแกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ไปเป็นวันที่ 7 ตุลาคมนี้ เวลา 09.00 น. งานนี้ “จตุพร” ยืนยันว่าการกลับมาเจอกับแนวร่วมเดิมนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ เพราะทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 16 ปีที่ผ่านมานั้นถือเป็นประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาคดี นปช. ก่อความไม่สงบ หมายเลขดำ อ.968/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง นายวีระกานต์ หรือวีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (ปธ.นปช.), นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ, นายสิระ หรือสรวิชญ์ พิมพ์กลาง แกนนำคนเสื้อแดง จ.สกลนคร, นายณรงศักดิ์ มณี, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท, นายพิพัฒน์ชัย หรือสมชาย ไพบูลย์, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายพงศ์พิเชษฐ์ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง, นายอดิศร เพียงเกษ, นายพีระ พริ้งกลาง (เสียชีวิต) และนายเมธี อมรวุฒิกุล เป็นจำเลยที่ 1-13 ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป สร้างความกระด้างกระเดื่องก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548

คดีนี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 9 เมษายน 2552 ที่จำเลยร่วมกันชุมนุมขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปิดทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาล เพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีรัฐบาลอภิสิทธิ์ รวมถึงมีผู้ชุมนุมบางส่วนบุกไปยังบ้านพัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี (ในขณะนั้น) เพื่อกดดันให้ พล.อ.เปรม พร้อมด้วย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ลาออกจากองคมนตรี รวมทั้งการปิดล้อมสถานที่ราชการหลายแห่งในกรุงเทพฯ จำเลยทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัวคนละ 2 แสนบาท

สำหรับการฟังคำพิพากษาในวันนี้ จำเลยทั้งหมดได้เดินทางมาศาล โดยนายเมธี จำเลยที่ 13 ถูกนำตัวจากเรือนจำกลางคลองเปรม ส่วนจำเลยอื่นไม่ได้รวมกลุ่มนัดรวมตัวกันเพื่อขึ้นศาลเหมือนครั้งแรกที่ถูกดำเนินคดีในชั้นศาล โดยนายวีระกานต์สวมเสื้อซาฟารีสีเทาสีหน้าเรียบเฉย มีผู้ติดตามคอยเดินประคองและมาให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง

ทางด้าน นพ.เหวง เดินทางมาพร้อม นางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตแกนนำ นปช. ภรรยา มาให้กำลังใจ ทั้งนี้ นพ.เหวง ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนก่อนขึ้นฟังคำพิพากษาว่า วันนี้ตนไม่มีความเครียดหรือกังวลอะไร ส่วนคำพิพากษาจะเป็นคุณหรือเป็นโทษกับตนหรือไม่ ก็แล้วแต่พิจารณาของศาล เพราะเคารพศาลอยู่แล้ว ตนเชื่อมั่นในพยานหลักฐานว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ขึ้นอยู่กับคำพิพากษาของศาลในวันนี้

นายจตุพร ซึ่งเดินทางมาศาลพร้อมผู้ติดตาม 1 คน กล่าวว่า วันนี้เป็นหน้าที่ของตนที่ต้องเข้ามาฟังคำพิพากษาของศาลในคดีเมื่อ 16 ปีก่อน ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรตนเคารพในคำพิพากษา ส่วนการกลับมาเจอแนวร่วมเดิมนั้น ตนไม่รู้สึกอะไรเพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วง 16 ปีที่ผ่านมาถือเป็นประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนอะไรไม่ได้ ส่วนแนวทางทางการเมืองที่เปลี่ยนไปของแกนนำแต่ละคนจะสามารถพูดคุยกันได้หรือไม่นั้น ในวันนี้ตนถือว่าทุกคนเป็นจำเลยร่วมกันจะต้องนั่งร่วมในซีกของจำเลยอยู่แล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรที่ต้องพูดกับแกนนำรายอื่นเป็นพิเศษ และยืนยันว่าไม่มีเรื่องที่จะต้องทะเลาะกันเป็นการส่วนตัว

นายจตุพรกล่าวอีกว่า สำหรับคดี ม.112 ของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ ที่มีคนใกล้ชิดนายทักษิณมั่นใจว่าคดีนี้จะถูกยกฟ้องนั้น ตนมองว่าความมั่นใจกับข้อเท็จจริงเป็นคนละเรื่องกัน โดยเฉพาะตนที่ผ่านคดีความมากมายนั้นต่อให้มั่นใจอย่างไรแต่ผลลัพธ์สุดท้ายคือความจริงที่ปรากฏออกมา จึงเป็นธรรมดาของคนที่เป็นจำเลยย่อมมีความเชื่อมั่นในตัวเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็น 7 ต.ค.นี้

เมื่อถึงเวลานัด ศาลออกนั่งบัลลังก์ แต่นายประกันของนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แจ้งต่อศาลว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมสภา ซึ่งนายอดิศรต้องเข้าร่วมประชุมจึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาออกไปก่อน 1 นัด ขณะที่นายพงศ์พิเชษฐ์ จำเลยที่ 10 รับทราบนัดแล้วแต่ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลเห็นว่ามีพฤติการณ์จะหลบหนีให้ออกหมายจับ ปรับนายประกัน

สรุป: ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช.

ศาลจึงมีคำสั่งให้เลื่อนไปฟังคำพิพากษาวันที่ 7 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. พร้อมทั้งกำชับให้จำเลยทุกคนมาศาลตามนัด หากจำเลยคนใดไม่มาศาล ศาลจะพิจารณาเพิกถอนการประกันตัวต่อไป คดี ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็น 7 ต.ค.นี้ ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และการเลื่อนอ่านคำพิพากษานี้ก็ทำให้หลายฝ่ายต้องรอคอยผลสรุปของคดีต่อไป

คดี ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็น 7 ต.ค.นี้ นี้มีความซับซ้อนและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก การพิจารณาคดีจึงต้องใช้เวลาและความรอบคอบอย่างมาก การเลื่อนอ่านคำพิพากษาอาจเป็นผลมาจากการพิจารณาในรายละเอียดของคดีที่ยังไม่เสร็จสิ้น หรืออาจมีเหตุผลอื่นๆ ที่ศาลเห็นสมควร

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับคดีนี้อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เข้าใจถึงกระบวนการยุติธรรมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำพิพากษาที่จะมีต่อสังคมไทยในอนาคต

ที่มา – ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็น 7 ต.ค.นี้

ศาลตัดสินคดี นปช. ขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52 วันนี้!

วันนี้ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีสำคัญที่หลายคนจับตามอง นั่นคือคดีของ “วีระ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์, และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” พร้อมแกนนำกลุ่ม นปช. รวม 10 คน จากเหตุการณ์มั่วสุมชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2552 คดีนี้เกี่ยวเนื่องกับการปิดทางเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาลและการบุกบ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี

ลุ้นระทึก! ศาลนัดตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.968/2561 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแกนนำ นปช. ทั้ง 10 คน ในข้อหาร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อความกระด้างกระเดื่อง ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548

ความเป็นมาของคดีนี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ระหว่างวันที่ 31 มกราคม ถึง 9 เมษายน 2552 เมื่อกลุ่มจำเลยร่วมกันชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมีการปิดทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาลเพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังมีผู้ชุมนุมบางส่วนบุกไปยังบ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี รวมถึงการปิดล้อมสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร

ใครบ้างที่เป็นจำเลยในคดีชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52?

สำหรับจำเลยทั้ง 10 คนในคดีนี้ ประกอบด้วยบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายท่าน ได้แก่:

  • นายวีระกานต์ หรือวีระ มุสิกพงศ์
  • นายจตุพร พรหมพันธุ์
  • นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
  • นพ.เหวง โตจิราการ
  • นายสิระ หรือสรวิชญ์ พิมพ์กลาง
  • นายณรงศักดิ์ มณี
  • นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท
  • นายพิพัฒน์ชัย หรือสมชาย ไพบูลย์
  • นายพายัพ ปั้นเกตุ
  • นายพงศ์พิเชษฐ์ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง

ทั้งนี้ จำเลยทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาและได้รับการประกันตัวคนละ 2 แสนบาท

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52

การตัดสินคดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันและอนาคต หากศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิดจริง อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่พอใจในหมู่ประชาชนที่สนับสนุนกลุ่ม นปช. ในทางตรงกันข้าม หากศาลตัดสินให้จำเลยพ้นผิด ก็อาจถูกมองว่าเป็นการตัดสินที่ไม่ยุติธรรมจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่คดีนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปนานหลายปี ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงเจตนาเบื้องหลังการดำเนินคดี และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย

ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52

คดีศาลนัดตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งคดีประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร เชื่อว่าสังคมไทยจะยังคงจับตาดูและวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นการติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และการวิเคราะห์อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง

ศาลนัดตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52 ในวันนี้ จะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ลุ้นวันนี้ ศาลนัดตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52

Scroll to top