ศิริกัญญา ตันสกุล

ลิณธิภรณ์ ชี้ “ศิริกัญญา” รอก่อนวิกฤติ?

“หญิง ลิณธิภรณ์” ถาม “ศิริกัญญา” ปมพูดรัฐบาลยังไม่ถึงขั้นผิดร้ายแรง ชี้ ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้หมายถึงล้มรัฐบาลเสมอไป ยัน การตรวจสอบกับการผลักดันแก้ไข รธน. ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความใน X (ทวิตเตอร์) ว่า ถึงกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน บอกว่า “รัฐบาลยังไม่ถึงขั้นผิดร้ายแรง” อาจเป็นคำที่สะท้อนว่าพรรคประชาชนกำลังรอให้วิกฤติเกิดก่อนแล้วค่อยตรวจสอบ แต่ฝ่ายค้านควรทำหน้าที่ดับไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ใช่รอให้ลุกไหม้ทั้งบ้าน

น.ส.ลิณธิภรณ์ เผยต่อไปว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน เป็นกลไกตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่แล้ว พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านมีสิทธิและหน้าที่เต็มที่ในการใช้ช่องทางนี้ เพื่อปกป้องประโยชน์ของประชาชนและความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน การเข้าชื่อ 1 ใน 5 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงเป็นสิ่งที่ชอบธรรมอย่างยิ่ง

“ขอขอบคุณแกนนำพรรคประชาชนที่ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าอาจเลือกใช้กระบวนการตรวจสอบในรูปแบบอื่น ซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละพรรคในฐานะฝ่ายค้านเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อ สส.ของพรรคประชาชนหลายท่าน ทั้งคุณโรม (นายรังสิมันต์ โรม) และคุณรักชนก (น.ส.รักชนก ศรีนอก) ได้ออกมาเรียกร้องผ่านสื่อให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาบางประเด็น พร้อมตั้งคำถามต่อรัฐมนตรีบางคนในเชิงสาธารณะ แล้วเหตุใดจึงไม่ใช้กลไกอภิปรายไม่ไว้วางใจภายในสภาฯ ซึ่งเป็นช่องทางที่มีเอกสิทธิ์คุ้มครองและสามารถเปิดเผยข้อมูลหลักฐานได้เต็มที่ เพื่อให้ประชาชนเห็นข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นระบบมากกว่าการตั้งคำถามภายนอก”

ส่วนกรณีความกังวลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากพรรคประชาชนกังวลว่าการยื่นอภิปรายจะกระทบต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยพร้อมพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน เพราะจุดยืนของเราชัดเจนว่า การตรวจสอบรัฐบาลกับการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน สิ่งสำคัญคือฝ่ายค้านต้องทำหน้าที่ตรวจสอบโดยไม่ปล่อยให้ปัญหาบานปลาย เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้หมายถึงการล้มรัฐบาลเสมอไป แต่คือการทำให้รัฐบาลต้องตอบคำถามต่อสาธารณะ และปรับปรุงการบริหารงานให้ดีขึ้น.

ลิณธิภรณ์ ชี้คำพูด “ศิริกัญญา” สะท้อนรอให้วิกฤติเกิดก่อนแล้วค่อยตรวจสอบ

จากกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของรัฐบาล ทำให้ น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ออกมาแสดงความเห็นโต้ตอบ โดยตั้งคำถามถึงจุดยืนของพรรคประชาชนในการตรวจสอบรัฐบาล

น.ส.ลิณธิภรณ์มองว่า คำพูดของ น.ส.ศิริกัญญาที่ว่า “รัฐบาลยังไม่ถึงขั้นผิดร้ายแรง” นั้น อาจสะท้อนถึงแนวทางการทำงานของพรรคประชาชนที่เน้นการรอให้เกิดวิกฤติก่อนแล้วจึงค่อยเข้าตรวจสอบ ซึ่งขัดกับหลักการทำงานของฝ่ายค้านที่ควรจะทำหน้าที่ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ

การตรวจสอบรัฐบาล: หน้าที่สำคัญของฝ่ายค้าน

น.ส.ลิณธิภรณ์ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ โดยพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน พร้อมที่จะใช้ช่องทางนี้ในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน

นอกจากนี้ น.ส.ลิณธิภรณ์ยังตั้งข้อสังเกตถึงท่าทีของ สส.พรรคประชาชนหลายท่านที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านสื่อ แต่กลับไม่ใช้กลไกการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ซึ่งเป็นช่องทางที่มีเอกสิทธิ์คุ้มครองและสามารถเปิดเผยข้อมูลหลักฐานได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ น.ส.ลิณธิภรณ์ กำลังสื่อสาร คือ การที่พรรคฝ่ายค้านควรร่วมมือกันตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น และใช้กลไกที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ประเด็นที่น่าสนใจคือ มุมมองของ น.ส.ลิณธิภรณ์ ที่มองว่า การตรวจสอบรัฐบาลและการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน และสามารถดำเนินไปควบคู่กันได้ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจและอาจเป็นทางออกสำหรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน น.ส.ลิณธิภรณ์ ชี้คำพูด “ศิริกัญญา” สะท้อนรอให้วิกฤติเกิดก่อนแล้วค่อยตรวจสอบ เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – “ลิณธิภรณ์” ชี้คำพูด “ศิริกัญญา” สะท้อนรอให้วิกฤติเกิดก่อนแล้วค่อยตรวจสอบ

ศิริกัญญา ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่

“ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ บลั๊ฟ พรรคประชาชนเป้า 250 สส. ชูสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” โวมีอีกหลายเรื่องพัฒนาชีวิต

วันที่ 2 พ.ย. 2568 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) กล่าวถึงการปรับโครงสร้างและเลือกกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรคชุดใหม่ของพรรคเพื่อไทย ว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีหลังจากพรรคเพื่อไทยเผชิญอุปสรรคทางการเมือง ตั้งแต่พ้นจากการเป็นรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี 2 คนของพรรคถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง การปรับทัพพรรคเป็นเหมือนปี่กลองทางการเมืองสนามเลือกตั้ง หากมีการยุบสภาตาม MOA การเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป จึงขอแสดงความยินดีกับพรรคเพื่อไทยที่ได้หัวหน้าคนใหม่ด้วย ส่วนการตั้งเป้า 200 สส. ของพรรคเพื่อไทยนั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า อาจจะตั้งต่ำกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และเชื่อว่าอาจเป็นไปได้จริง การตั้งเป้า สส.ของแต่ละพรรคเพื่อให้บรรลุผล ซึ่งเป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรคเพื่อไปกำหนดยุทธศาสตร์ให้เดินไปสู่เป้าหมาย ส่วนผลของการเลือกตั้งประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน ในส่วนของพรรคประชาชนตนย้ำว่า ยังตั้งเป้าตามเดิมคือ 250 คนขึ้นไป

“ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่

เมื่อถามว่า ขณะนี้พรรคประชาชนชูใช้สโลแกน “มีเราไม่มีเทา” ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เป็นแคมเปญเลือกตั้งระยะเริ่มต้น และอาจมีหลายข้อความ ขอย้ำว่าเราเอาจริงไม่เพียงแต่ มีเรา ไม่มีเทา ยังมีอีกหลายเรื่องที่เอาจริงในทุกเรื่อง เรื่องอื่นอาจจะไม่เซ็กซี่เท่า มีเรา ไม่มีเทา แต่ถ้ามีเราก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีเศรษฐกิจที่สดใส มีอนาคตที่รองรับทุกคนและทุกช่วงวัย ซึ่งผลตอบรับออกมาค่อนข้างดี โดยเฉพาะมีเราไม่มีเทา หมายความว่า ประชาชน สนใจให้ความสำคัญ กับเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันการฟอกเงิน และทุนเทาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใดเป็นเรื่องที่พรรคประชาชนเอาจริงมาตลอด และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหานี้ แต่จะทำได้ดี ทำได้จริงก็ต่อเมื่อเราเป็นรัฐบาลพรรคเดียวที่สอดคล้องกับเป้าหมาย 250 เสียงที่ได้ประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้

ความคืบหน้าการคัดเลือก สส. พรรคประชาชน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าขั้นตอนการคัดเลือกผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การคัดเลือกสส.เขตเกือบครบทุกเขตแล้ว ส่วนแบบบัญชีรายชื่อกำลังทำ ยังมีอีกหลายขั้นตอน ยืนยันเดินหน้าตามไทม์ไลน์ ที่พรรคได้วางกรอบเอาไว้ ซึ่งกระบวนการคัดเลือกพรรคพัฒนามาตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา เราใช้บทเรียนในอดีตมาปรับปรุงการคัดสรรผู้สมัครตลอดเวลา ครั้งนี้มีเวลานานกว่าปกติ มีการเปิดหลักสูตรให้ผู้ประสงค์ลงสมัครเลือกตั้ง ทั้งท้องถิ่นและระดับชาติผ่านการอบรม ในหลายเรื่องให้ทำการบ้านล่วงหน้า เพื่อทำให้การคัดสรรผู้สมัครสามารถตรวจสอบได้อย่างเข้มข้นมากขึ้น แต่ยอมรับว่าในหลายเรื่องหลายคุณสมบัติ ไม่สามารถพบได้ในช่วงการคัดเลือก และต้องยอมรับว่าในท้ายที่สุด อาจไม่ได้ผู้สมัครที่สมบูรณ์ 100% แต่กระบวนการหลังจากนั้นเมื่อเกิดเหตุแล้ว มีคณะกรรมการวินัยขึ้นมาสอบสวน และมีบทลงโทษก็น่าจะทำให้กระบวนการทั้งหมด สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ตนขอบคุณผลโหวตประชาชนชาวอีสานของนิด้าโพล ที่สนับสนุนแคนดิเดตของพรรคประชาชนเป็นอันดับ 3 และยังคงเลือกพรรคประชาชนเป็นอันดับ 1 โดยพรรคจะใช้ผลสำรวจนี้เป็นกำลังใจและนำไปปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในพรรคเพื่อให้โดนใจประชาชนมากยิ่งขึ้น ส่วนผลโหวตนายกฯของพรรค ประชาชนเป็นอันดับ 3 เป็นสาเหตุจากการไปโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า มีหลายเรื่องที่ส่งผลกับการตัดสินใจของประชาชนผ่านนิด้าโพล อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้ง ยังมีเวลาให้พรรคประชาชนได้ปรับตัว ปรับกลยุทธ์ในพรรค เพื่อทำให้แคนดิเดตนายกฯ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ได้

ส่วนที่มีการวิเคราะห์โดยโยงไปถึงการตรวจสอบของพรรคประชาชนที่พุ่งเป้าเพียงพรรคร่วมรัฐบาล แต่ไม่พุ่งเป้าไปยังพรรคภูมิใจไทยนั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จริงๆแล้วพรรคประชาชนกระทุ้งไปที่นายอนุทินตลอดในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนแรกที่ต้องลุกมาสอบสวนในเรื่องนี้ พรรคประชาชนยังเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาทุนเทาเพราะไม่มีใครเหมาะสมไปมากกว่านายอนุทิน ซึ่งไม่มีความเกี่ยวโยงเชื่อมไปถึงนายกรัฐมนตรี แต่พรรคประชาชนยังตรวจสอบอย่างเข้มข้นตลอดเวลา ดังนั้นไม่ได้เป็นการเลือกที่รักมักที่ชัง เรายังคงตรวจสอบเข้มข้นในทุกพรรคการเมือง หากเรามีข้อมูลข้อเท็จจริง ที่เกี่ยวพันกับการฟอกเงินหรือทุนเทา เมื่อถามถึงคดีฮั้ว สว. และที่ดินเขากระโดงทำไมถึงเงียบในเรื่องนี้ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ไม่ได้เงียบ ทุกวาระที่มีการสอบสวนในเรื่องนี้เราตรวจสอบอย่างเข้มข้นตลอดเวลา อย่างเขากระโดงก็เห็นว่าเดินหน้าไปตามที่เห็นสมควร ว่าควรจะเป็น คือการที่การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)สั่งฟ้อง เพื่อขอคืนที่ดินและพรรคประชาชนก็มีข้อคิดเห็นไปเรียบร้อยแล้วว่ามีที่ดินอยู่ 2 แปลง ที่ถูก ปปช.ชี้มูลไปเรียบร้อยแล้ว ในส่วนเรื่องคดีฮั้ว สว. พรรคประชาชนก็เป็นคนออกมาเปิดเผย แต่กระบวนการที่เป็น สส.ไม่สามารถเข้าไปสอบสวนได้เอง ยืนยันว่าเราทำหน้าที่ตามอำนาจที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่แล้ว การที่ “ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองที่น่าสนใจและทิศทางที่พรรคประชาชนจะเดินหน้าต่อไปในอนาคต

การที่ “ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ ครั้งนี้ จะส่งผลต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ศิริกัญญา” ร่วมยินดี“เพื่อไทย”ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ บลั๊ฟ พรรคประชาชนเป้า250 สส.

“ศิริกัญญา” ชู 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน

“ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน ชู “สวัสดิการติดตัว-บัญชีแรงงาน” รับมือโลกงานยุคใหม่ ย้ำเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น  คุณภาพชีวิตของแรงงานต้องดีขึ้นด้วย

วันที่ 2 พ.ย. 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในงานประชุมวิชาการด้านแรงงานของประเทศไทย หัวข้อ “แรงงานไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง” ซึ่งจัดโดยกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา, มูลนิธิ ฟรีดริช เอแบร์ท ประเทศไทย, ไทยรัฐกรุ๊ป และพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย 

ในช่วงเช้ามีน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ตัวแทน สส. จากพรรคประชาชน ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตของแรงงานและการปฏิรูประบบสวัสดิการเพื่อรองรับรูปแบบงานใหม่ โดยระบุว่า ทั้งแรงงาน นโยบาย และระบบราชการ ล้วนตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลกที่รวดเร็วไม่ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบราชการ ที่อาจมีความล่าช้าและเชื่องช้าที่สุดในการปรับตัว น.ส.ศิริกัญญา เสนอว่า รัฐและผู้กำหนดนโยบายต้องเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือให้แรงงานปรับตัว และไม่ควรปล่อยให้แรงงานต้องใช้ทรัพยากรส่วนตัวในการตัดสินใจปรับตัวด้วยตนเอง

แรงกดดันที่แรงงานไทยเผชิญ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีและการเข้าสู่สังคมสูงวัยได้สร้างแรงกดดันหลัก 3 ประการต่อกำลังแรงงานไทย

1. อายุ (Age) ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้กำลังแรงงานมีแนวโน้มอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

2. ทักษะ (Skills) ปัญหาด้านทักษะของแรงงานไทยเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมายาวนาน ข้อมูลล่าสุดพบว่า กำลังแรงงานไทย 40 ล้านคน มีถึง 60% (ประมาณ 24 ล้านคน) ที่จบการศึกษาเพียงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งไม่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าในสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปได้

3. เทคโนโลยี (Technology Disruption) การเข้ามาของ AI และเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อทั้งแรงงานปกขาวและภาคการผลิต

ตปท.จ้างคนรุ่นเด็กลดลง

ขณะที่บริษัทเอกชนขนาดใหญ่บางแห่งเริ่มกำหนด อายุสูงสุดในการรับพนักงานใหม่ที่ไม่ใช่ First Jobber เช่น ไม่รับผู้ที่มีอายุเกิน 30 ปี โดยพวกเขาต้องการคนที่เรียกว่า “AI Native” คือกลุ่มคนที่คุ้นเคยกับการใช้ Large Language Model   เช่นเดียวกับภาพในต่างประเทศ (AI Adopting Firm) มีงานสำรวจการจ้างงานในต่างประเทศพบว่า หลังจากการเปิดตัว GPT เวอร์ชั่น 3.5 ในเดือนธันวาคม 2565 บริษัทที่ใช้ AI มีการจ้างงานคนรุ่นเด็กลดลง แต่กลับมีการจ้างงาน คนรุ่นใหญ่/ผู้มีประสบการณ์เพิ่มขึ้น เนื่องจาก AI สามารถทำแทนงานที่รุ่นเด็กทำได้ แต่ทักษะในการตัดสินใจ (Judgment) และประสบการณ์ของคนรุ่นใหญ่ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

เสนอ 4 ด้านรับมือปัญหาแรงงาน

ในส่วนของแรงงานภาคการผลิต (Blue-collar) ภาคการผลิตเผชิญการถูกทดแทนด้วย เครื่องจักร ออโตเมชัน และหุ่นยนต์ มานานแล้ว อย่างไรก็ตาม แรงงานรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์จะมีความต้องการสูงขึ้น เพื่อทำหน้าที่ ควบคุมดูแลเครื่องจักรหรือระบบอัตโนมัติ ในสายพานการผลิต แทนการดูแลแรงงานมนุษย์แบบดั้งเดิม  ตนจึงมีข้อเสนอแนะ 4 ด้าน ในการปรับโครงสร้างสวัสดิการและยกระดับทักษะ พร้อมขอนำเสนอแนวทางนโยบายเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการจ้างงาน (เช่น งานชั่วคราว สัญญาจ้างรายโครงการ หรือแรงงานแพลตฟอร์ม)

1. Portable Benefits (สวัสดิการติดตัวแรงงาน) 

สิทธิสวัสดิการต้องติดอยู่กับตัวแรงงาน ไม่ใช่ติดอยู่กับนายจ้าง การเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานไม่ควรทำให้สิทธิสวัสดิการหลุดหายไป หรือถูกบังคับให้เปลี่ยนไปใช้การสมทบในรูปแบบอื่น เช่น จากมาตรา 33 ไปสู่มาตรา 39

2.Universal Labour Account (บัญชีแรงงานเชื่อมสิทธิและทักษะ) 

ปัจจุบัน แพลตฟอร์มฝึกอบรมและงบประมาณมีความกระจัดกระจาย สิ่งที่จำเป็นคือการจัดทำ ฐานข้อมูลกลาง (Central Database) ที่ระบุตัวตนและบันทึกประวัติทักษะและการอบรมของแรงงานทุกคน ฐานข้อมูลนี้จะสำคัญต่อการ Matching การจ้างงาน และควรเชื่อมต่อกับ แพลตฟอร์มการ Up/Reskill ที่มีแกนกลางหลัก (Core) เพียงหนึ่งเดียว เพื่อให้มีประสิทธิภาพ

3.Platform Co-Funding (รัฐ แรงงาน แพลตฟอร์มร่วมสมทบ) 

รูปแบบงานบนแพลตฟอร์มทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “นายจ้าง” และ “ตัวกลาง” เบลอไม่ชัดเจน ควรพิจารณาแนวทางจากต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้หรือสิงคโปร์ ที่ให้ แพลตฟอร์มจ่ายเงินสมทบส่วนหนึ่งเข้ากองทุน นอกจากนี้ อาจพิจารณาให้ คนจ้างตัวจริง (เช่น ลูกค้าที่ซื้ออาหารสำหรับไรเดอร์) มีส่วนร่วมสมทบเข้ากองทุนเพื่อรักษาสวัสดิการของแรงงานแพลตฟอร์ม

4. Wellbeing Beyond Income (ดูแลชีวิตมากกว่ารายได้) 

การกำหนดนโยบายต้องคิดไปไกลกว่าแค่เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ แต่ต้องรวมถึงการให้ เงินชดเชย (Wage Replacement) ในช่วงที่แรงงานต้องหยุดงานเพื่อไปฝึกอบรมเพื่อแก้ปัญหาทั้งด้านทักษะและรายได้พร้อมกัน รวมถึงการกำหนด จำนวนชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์ที่เหมาะสม เพื่อให้มีเวลาพักผ่อน และการดูแลสวัสดิการด้านสุขภาพจิต

สส.ศิริกัญญา ยังปิดท้ายด้วยการย้ำหลักการสำคัญที่ว่า “เราต้องยืนยันว่า คุณภาพชีวิตของแรงงานต้องดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเข้ามา ไม่ว่าแนวทางการทำงานจะเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคต สิทธิและสวัสดิการที่แรงงานต้องได้รับจะต้องดีขึ้นกว่าเดิม”

“ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน

จากสถานการณ์ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส. จากพรรคประชาชน ได้เสนอ 4 แนวทางหลักในการ “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน เพื่อช่วยให้แรงงานไทยสามารถปรับตัวและเติบโตได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ข้อเสนอเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบสวัสดิการที่ยืดหยุ่น การพัฒนาทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาด และการแบ่งปันความรับผิดชอบระหว่างรัฐ นายจ้าง และแรงงาน

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน

ข้อเสนอ “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน นั้นครอบคลุมสวัสดิการติดตัวแรงงาน บัญชีแรงงานเชื่อมสิทธิและทักษะ แพลตฟอร์มร่วมสมทบ และการดูแลชีวิตมากกว่ารายได้ แนวทางเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมให้แรงงานไทยสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ และคว้าโอกาสที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ

การสนับสนุนนโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ยังเป็นการลงทุนที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย การที่แรงงานมีทักษะที่ทันสมัย สวัสดิการที่มั่นคง และโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกและสร้างความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

โดยรวมแล้ว “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน ถือเป็นแผนที่สำคัญที่ช่วยให้เรานำทางผ่านความท้าทายและคว้าโอกาสในโลกแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในการสนับสนุนและพัฒนานโยบายเหล่านี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับแรงงานไทยทุกคน

ที่มา – “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน แนะใช้ “สวัสดิการติดตัว-บัญชีแรงงาน” เสริม

“ศิริกัญญา” บอกผิดหวัง นโยบายเศรษฐกิจ “อนุทิน”

“ศิริกัญญา” บอกผิดหวัง นโยบายเศรษฐกิจ “อนุทิน” งบสำรองจ่ายฉุกเฉินแทบไม่เหลือ

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายต่อคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ทำให้หลายคนต้องตั้งคำถาม “ศิริกัญญา” บอกผิดหวัง นโยบายเศรษฐกิจ “อนุทิน” งบสำรองจ่ายฉุกเฉินแทบไม่เหลือ เพราะโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจใช้งบประมาณสูงถึง 124,000 ล้านบาท จนเงินสำรองอาจหมดเกลี้ยง

“ศิริกัญญา” บอกผิดหวัง นโยบายเศรษฐกิจ “อนุทิน” งบสำรองจ่ายฉุกเฉินแทบไม่เหลือ

น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่าคำแถลงนโยบายครั้งนี้ยังคงคลุมเครือ ไม่แตกต่างจากรัฐบาลก่อนหน้า คำพูดกว้างๆ ขาดตัวชี้วัดชัดเจน แม้รัฐบาลจะมีเวลาจำกัดเพียง 4 เดือน แต่ขอบเขตงานควรระบุให้ชัด เพื่อไม่ให้เหลือแค่แผนงานที่รัฐบาลหน้าต้องสานต่อ เธอยังแสดงความผิดหวังที่ไม่ช่วยสร้างความกระจ่าง แต่กลับก่อคำถามเพิ่ม โดยเฉพาะนโยบายแก้หนี้สินรายบุคคลไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับ 3 ล้านบัญชี แต่ไม่บอกรายละเอียดว่าจะซื้อหนี้อย่างไร หรือตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ใหม่หรือไม่

รัฐบาลประกาศโครงการคนละครึ่งรอบใหม่ แบ่งเป็น 3 ส่วน: เติมเงินบัตรสวัสดิการ 1,700 บาท, สำหรับผู้ยื่นภาษี 2,400 บาท, และไม่ยื่น 2,000 บาท ส่วนแรกใช้งบกลางปี 2568 กว่า 22,000 ล้านบาท ต้องอนุมัติในครม.นัดพิเศษวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยนำเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินและเงินเหลือจากมาตรการเก่ามาใช้รวม 63,000 ล้านบาท

ผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจที่ใช้งบสูง

น.ส.ศิริกัญญา ชี้ว่าคนละครึ่งพลัสทั้งหมด 44,000 ล้านบาท จะใช้งบปี 2569 คิดเป็น 1 ใน 3 ของกระสุนคลังทั้งหมด 124,000 ล้านบาท (เงินสำรอง 99,000 ล้าน + งบกลาง 25,000 ล้าน) รัฐบาลยังวางแผนเฟสสอง ลดค่าใช้จ่าย เยียวยาผลกระทบภาษีทรัมป์ และฟื้นนักท่องเที่ยว ทำให้เงินสำรองจ่ายฉุกเฉินแทบไม่เหลือให้รัฐบาลหน้า “ศิริกัญญา” บอกผิดหวัง นโยบายเศรษฐกิจ “อนุทิน” งบสำรองจ่ายฉุกเฉินแทบไม่เหลือ เพราะเร่งใช้เงินเพื่อคะแนนนิยม

แม้รัฐบาลอยู่แค่ 4 เดือน แต่ต้องตัดสินใจสำคัญ เช่น กำหนดกรอบงบปี 2570 ขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% (ปัจจุบัน 69%) เพื่อกู้เพิ่ม หากไม่ทำ หนี้จะเกินเพดานและกระทบเรตติ้งเครดิต นอกจากนี้ ยังอาจต้องเสนอแผนปฏิรูปภาษีหรือการคลัง ซึ่งอาจกลายเป็นภาระให้รัฐบาลหน้า

  • นโยบายขาดรายละเอียดชัดเจน
  • ใช้งบประมาณสูงเกินควร
  • เสี่ยงเพิ่มหนี้สาธารณะ
  • ขาดการวางแผนระยะยาว

น.ส.ศิริกัญญา เตือนว่ารัฐบาลนี้เร่งใช้เงิน แต่รัฐบาลหน้าต้องรักษาวินัยคลัง หากรัฐมนตรีคนนอกไม่ตรวจสอบ ก็ไร้ประโยชน์ ใน 4 เดือน หากแก้เศรษฐกิจไม่ได้ ไม่เป็นไร แต่ขออย่าสร้างความเสียหายถาวรที่เรียกคืนความเชื่อมั่นไม่ได้

จากมุมมองนี้ การจัดการเศรษฐกิจต้องสมดุลระหว่างกระตุ้นระยะสั้นและความยั่งยืนระยะยาว เพื่อประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ศิริกัญญา” บอกผิดหวัง นโยบายเศรษฐกิจ “อนุทิน” งบสำรองจ่ายฉุกเฉินแทบไม่เหลือ

ศิริกัญญาชี้ มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69

“ศิริกัญญา” นำทีม สส.ปชน. แถลงจุดยืน มติพรรค โหวตคว่ำ ร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 69 วาระ 3 ยกเหตุผล มีจุดผิดปกติ เป็นไขมัน แต่รัฐบาลไม่ลด ละ เลื่อน โครงการใดๆ ไม่แก้ไขแม้แต่มาตราเดียว

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อม สส.พรรค ปชน. จำนวนหนึ่ง ร่วมแถลงถึงทิศทางการโหวตร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระ 3 ว่า พรรคประชาชนมีมติเกี่ยวกับการลงคะแนนในวาระสามของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยเราจะโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากเราพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบแล้วว่า แม้ สส.พรรค ปชน. จะมีการให้ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นในการปรับลดงบฯ หรือตัดทอนงบฯ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้มีประสิทธิภาพกับการใช้จ่ายให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพกับเม็ดเงินภาษี หรือชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมของการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2569 ที่จะรองรับกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมาโดยตลอด

แต่ทางรัฐบาล หรือกรรมาธิการเสียงข้างมากเอง ไม่ได้นำเอาข้อเสนอแนะ หรือข้อคิดเห็นต่างๆ ของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และ สส.พรรคประชาชนไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวงบประมาณแต่อย่างใด แม้เราจะชี้แนะในส่วนที่เป็นงบไขมัน รายจ่ายเกินจำเป็น ที่สิ้นเปลือง ไม่คุ้มค่า แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หากทุกท่านติดตามการอภิปรายงบประมาณตลอด 2 วันครึ่งที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีจุดที่ผิดปกติ เป็นไขมัน เป็นงบประมาณที่ไม่จำเป็น ซึ่งสามารถลด ละ หรือเลื่อน ปรับเปลี่ยนโครงการต่างๆ เหล่านั้นออกไปได้ เพื่อเก็บงบประมาณเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินจำเป็นในอนาคต และรองรับยามเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในท้ายที่สุด เราก็ยังเป็นเสียงข้างน้อยในสภา ทำให้ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขงบประมาณใดๆ ได้ แม้แต่มาตราเดียว จึงเป็นเหตุผลที่ในวาระสาม พรรคประชาชนจึงมีมติยืนยันที่จะคว่ำร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ โดยไม่เห็นชอบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ทั้งฉบับ

มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69

จากกรณีที่พรรคประชาชน (ปชน.) มีมติในการโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ได้สร้างความสนใจเเละคำถามมากมายในสังคมถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจหลากหลายด้าน การตัดสินใจของพรรคจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ทำไมต้อง มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69?

เหตุผลหลักที่พรรคประชาชนตัดสินใจเช่นนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ได้อธิบายว่ามาจากการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วพบว่า ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 ยังมีจุดที่ต้องแก้ไขปรับปรุงอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และยังขาดความยืดหยุ่นในการรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังได้เสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นไปที่การลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการเพิ่มงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การสร้างงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะเหล่านี้ไม่ได้รับการพิจารณาจากรัฐบาลหรือกรรมาธิการเสียงข้างมากเท่าที่ควร

ผลกระทบต่อประชาชน

การที่พรรคประชาชนโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของภาครัฐในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการต่างๆ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณไว้แล้ว อาจต้องหยุดชะงักหรือเลื่อนออกไป นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการกระทำที่จำเป็น เพื่อให้รัฐบาลได้ทบทวนและปรับปรุงงบประมาณให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ในสถานการณ์ที่ประเทศต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การที่พรรคการเมืองหนึ่งออกมาคัดค้านร่างงบประมาณ อาจสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเปิดรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการสร้างกระบวนการตัดสินใจที่เป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อให้งบประมาณของประเทศได้รับการจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนทุกคน

การที่ มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69 เป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หันมาให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการจัดทำงบประมาณให้มีความโปร่งใส รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

อนาคตของงบประมาณปี 2569 และผลกระทบต่อประเทศชาติยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย การตัดสินใจ มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69 เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

ที่มา – “ไหม” ชี้มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69 เห็นจุดผิดปกติแต่รัฐบาลไม่แก้

คลิปเสียงว่อน สส.ถูกดีล “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม”


กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อมี คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” ปรากฏบนโลกออนไลน์ โดยเนื้อหาในคลิปบ่งชี้ถึงการเสนอผลประโยชน์เพื่อแลกกับการโหวตในสภา

คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” จริงหรือ?

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ภายหลังจากที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อเสียง สส.ภายในพรรค เพื่อสนับสนุนการลงมติผ่านร่างกฎหมายที่เสนอโดยรัฐบาล ต่อมา นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยว่า มีการเสนอเงินสดจำนวน 10 กิโลกรัม เพื่อแลกกับการลงมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และ ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) จริง

สถานการณ์ยิ่งทวีความเข้มข้น เมื่อมี คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” เผยแพร่ออกมา โดยในคลิปเป็นบทสนทนาระหว่างหญิงสาวปริศนากับ สส.ชายรายหนึ่ง ซึ่งมีการเจรจาต่อรองเรื่องผลประโยชน์ตอบแทนในการยกมือโหวตสนับสนุนกฎหมายที่รัฐบาลเสนอ หญิงสาวในคลิปเสนอให้ สส.ชาย เรียกจำนวนเงินที่ต้องการ โดยระบุว่า “เอาแบบนี้ พี่พูดมา พี่ไม่อยากร่วมงานกับใคร หนูจะตอบให้ว่าใช่หรือไม่ใช่… ส่วนบัดเจ็ทพี่เรียกมา ถ้าเรียกมาแล้วจบ เกิน 10 โลขึ้นไป เฉพาะยกมือ ไม่เกี่ยวกับย้าย ยกมือตามที่มีเอกสารให้… เอาง่ายๆ แค่ค่ายกมือ”

ทางด้าน สส.ชาย พยายามสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการจ่ายเงิน และยืนยันว่าเป็นการจ่ายเฉพาะ “ค่ายกมือ” เท่านั้น โดยหญิงสาวตอบว่าจะแบ่งจ่ายเป็น 3 งวด จำนวน 10 กิโลกรัม สำหรับการโหวต 2 เรื่อง และชักชวนให้ สส.ชายมาพบปะพูดคุยเพื่อหารือในรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมทั้งอ้างว่าจะติดต่อผู้ใหญ่ให้ เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่

### ประเด็นที่น่าสนใจจากคลิปเสียง

  • การเสนอผลประโยชน์ตอบแทน: หญิงสาวในคลิปเสนอเงินจำนวน 10 กิโลกรัม เพื่อแลกกับการยกมือโหวตสนับสนุนกฎหมาย
  • การแบ่งจ่าย: มีการพูดถึงการแบ่งจ่ายเงินเป็น 3 งวด
  • การอ้างถึง “ผู้ใหญ่”: หญิงสาวอ้างว่าจะติดต่อ “ผู้ใหญ่” เพื่อหารือในรายละเอียด
  • ความหวาดระแวง: สส.ชาย แสดงความไม่ไว้วางใจ และต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจ

นอกจากนี้ ในคลิปเสียงยังมีการพูดถึงพรรคการเมืองต่างๆ โดยหญิงสาวปฏิเสธว่าไม่ใช่พรรคอาจารย์… หรือพรรคผู้กองธรรมนัส และระบุว่า เงินที่เสนอมานั้น “มาจากฟากรัฐบาล ที่เหนือรัฐบาลอีก” พร้อมทั้งกล่าวถึงบุคคลตัวย่อ “ส.” แต่ไม่ยอมเปิดเผยว่าเป็นใคร

คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” นี้ สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการการเมืองไทยเป็นอย่างมาก และก่อให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสในการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงจริยธรรมของนักการเมือง

การปรากฏตัวของ คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมไทยต้องตระหนักถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในแวดวงการเมือง และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

สุดท้ายนี้ ประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าวสาร และติดตามความคืบหน้าของกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ที่มา – คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม”

สภาฯ ถกงบประมาณ 2569: ฝ่ายค้านจวกยับ!

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา งบประมาณ 2569 วาระ 2 เป็นไปอย่างเข้มข้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดสรร งบประมาณ 2569 ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยมองว่าโครงการต่างๆ มีความซ้ำซ้อนและไม่ตรงจุด

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรได้มีการประชุมพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 ซึ่งมีวงเงินรวม 3.78 ล้านล้านบาท โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในการประชุม

ก่อนเริ่มการอภิปราย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้แจ้งให้ทราบถึงพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 จากนั้นจึงเริ่มการอภิปรายงบประมาณ 2569

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ได้ชี้แจงว่า กรรมาธิการฯ ได้ปรับลดงบประมาณลง 8,920 ล้านบาท โดยพิจารณาจากความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ความคุ้มค่า และศักยภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ จากนั้นได้นำงบประมาณส่วนนี้ไปปรับเพิ่มให้กับหน่วยงานต่างๆ อาทิ งบกลาง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการปรับลดและเพิ่มงบประมาณนั้น กรรมาธิการฯ ได้ให้ความสำคัญกับความพร้อม ศักยภาพของหน่วยงาน และภารกิจในการสนับสนุนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ของประชาชน โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สภาฯ ถกงบประมาณ 2569

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในมาตรา 4 เกี่ยวกับวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2569 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท โดยเสนอให้ตัดลดงบประมาณปี 2569 เพิ่มอีก 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากคาดการณ์ว่า GDP ในปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.9% เท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ลดลง โดยคาดว่าจะมีการจัดเก็บรายได้พลาดเป้าไปเกือบ 6.4 หมื่นล้านบาท ทั้งจากภาษีสรรพสามิตและภาษีสรรพากร นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังกล่าวอีกว่า ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับภาวะความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก แต่การจัดทำงบประมาณกลับไม่ได้เตรียมการรองรับ ทำให้ไม่มีงบประมาณสำหรับการพยุงหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะที่ใกล้จะชนเพดาน โดยคาดว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้สาธารณะจะสูงถึง 66% และในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 69% ซึ่งใกล้เคียงกับเพดานที่ 70% ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประหยัดงบประมาณรายจ่ายในปี 2569 แต่การที่กรรมาธิการฯ ปรับลดงบประมาณได้เพียง 8.9 พันล้านบาทนั้น เหมือนกับว่าไม่ได้ตระหนักถึงวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังรออยู่ข้างหน้า การจัดทำงบประมาณในลักษณะนี้ไม่สามารถตอบโจทย์สงครามการค้าได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตัดลดงบประมาณลงเพื่อประหยัดไว้ใช้ในยามที่เกิดวิกฤติจริงๆ

ความซ้ำซ้อนของงบประมาณ 2569

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงความซ้ำซ้อนในการจัดทำงบประมาณ 2569 ใน 3 ด้าน ได้แก่:

  1. แยกกันทำ: มีโครงการที่คาบเกี่ยวกับภารกิจของหลายหน่วยงาน แต่หน่วยงานต่างๆ เลือกที่จะต่างคนต่างทำมากกว่าที่จะร่วมมือกัน
  2. แย่งกันทำ: มีความซ้ำซ้อนในภารกิจของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน
  3. ย้ายออกไปทำ: หลายหน่วยงานถูกตั้งขึ้นมาด้วยภารกิจที่เสี่ยงต่อการซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว หากมีการศึกษาและพิจารณาควบรวมหน่วยงานอย่างจริงจัง จะทำให้โครงการมีความสะเปะสะปะน้อยลง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากยังไม่สามารถลดความซับซ้อนในการจัดทำงบประมาณที่แทรกซึมอยู่ในทุกหน่วยราชการได้ ก็จะไม่เหลืองบประมาณเพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาของประชาชน

น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณสำหรับอาสาสมัครของแต่ละกระทรวง ซึ่งหลายพรรคการเมืองพยายามที่จะใช้เครือข่ายอาสาสมัครต่างๆ เพื่อหวังผลทางการเมือง โดยกล่าวว่าประชาชนไม่ได้โง่และสามารถมองออกว่านักการเมืองใช้เครื่องมือเหล่านี้ทำอะไร การที่ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) สามารถปฏิบัติภารกิจบางอย่างจนสำเร็จลุล่วงได้ ทำให้กระทรวงอื่นๆ ทำตาม เช่น อาสาสมัครของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ อาสาสมัครของกระทรวงดิจิทัล อาสาสมัครของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาสาสมัครของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีอยู่เกือบทุกกรม

น.ส.รักชนก เสนอว่า รัฐบาลควรรวบรวมอาสาสมัครทั้งหมดมาไว้ด้วยกันและจัดสรรงบประมาณให้เพียงกระทรวงเดียว หากทุกกระทรวงมีอาสาสมัครทั้งหมด จะเป็นภาระงบประมาณที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากในหลายพื้นที่ อสม. ทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครในทุกด้าน เช่น อาสาสมัครพัฒนาสังคม อาสาสมัครดิจิทัล อาสาสมัครเกษตร ซึ่งคนๆ เดียวดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่ง ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณซ้ำซ้อนและถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงในการปฏิบัติการบางอย่าง น.ส.รักชนก ไม่เห็นด้วยกับการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบางพรรคการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงนั้นๆ และมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

การพิจารณางบประมาณ 2569 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – สภาฯ ถกงบประมาณ 2569 วาระ 2 สส.พรรคประชาชนอัดจัดงบฯ ไม่รองรับวิกฤติเศรษฐกิจ

ศิริกัญญา ฉะงบฯ ปี 69 ไร้กระตุ้นเศรษฐกิจ

“ศิริกัญญา” ฉะงบฯ ปี 69 ไร้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ตัดได้แค่ 8.9 พันล้าน แต่เอาไปโปะงบปกติ เตือนรัฐบาลอยู่โหวตให้ครบ เพราะลงมติเป็นรายมาตรา

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้แสดงความไม่พอใจต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ในชั้นกรรมาธิการ โดยระบุว่า งบประมาณฉบับนี้ขาดความพร้อมในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัว แม้จะมีการตัดลดงบประมาณส่วนเกิน หรือ “งบไขมัน” ได้เพียง 8,900 ล้านบาท แต่เงินส่วนใหญ่กลับถูกนำไปเพิ่มในงบปกติที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอ ไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือช่วยเหลือภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบตามที่ตั้งใจไว้ เช่น งบประมาณสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่ขาดไปกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท หรือแม้แต่งบจัดการประชุมธนาคารโลกและ IMF ก็ยังต้องขอเพิ่มในภายหลัง

นอกจากนี้นางสาวศิริกัญญายังได้แสดงความกังวลต่อการพิจารณาในวาระที่ 2-3 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 13-15 ส.ค.นี้ โดยเตือนรัฐบาลว่า ต้องเตรียมองค์ประชุมให้พร้อมตลอดเวลา เพราะต้องมีการลงมติเป็นรายมาตรา และรัฐบาลไม่ควรคาดหวังว่าฝ่ายค้านจะเข้ามาช่วยโหวต เนื่องจากเป็นกฎหมายของคณะรัฐมนตรีที่ฝ่ายค้านไม่สามารถให้ความเห็น

ศิริกัญญา ฉะงบฯ ปี 69 ไร้กระตุ้นเศรษฐกิจ

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณปี 2569 ของนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สร้างความสนใจและตั้งคำถามต่อสาธารณชนถึงความเหมาะสมในการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ประเด็นสำคัญ: งบฯ ปี 69 ไร้การกระตุ้นเศรษฐกิจ

หนึ่งในประเด็นหลักที่นางสาวศิริกัญญาหยิบยกขึ้นมาคือ การที่งบประมาณปี 2569 ขาดการเน้นย้ำในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีการตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง แต่เงินส่วนใหญ่กลับถูกนำไปเสริมในงบประมาณปกติ ทำให้ขาดแรงขับเคลื่อนที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

  • การตัดลดงบประมาณที่ไม่ตรงจุด: แม้จะมีการตัดงบประมาณได้ 8.9 พันล้านบาท แต่กลับไม่ได้นำไปใช้ในโครงการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • การใช้งบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์: งบประมาณที่จัดสรรไม่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคส่วนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
  • การของบประมาณเพิ่มเติมในภายหลัง: การที่ต้องของบประมาณเพิ่มเติมสำหรับโครงการสำคัญ แสดงให้เห็นถึงการวางแผนงบประมาณที่ไม่รัดกุม

สถานการณ์เช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว และทำให้ประชาชนไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที การพิจารณาและปรับปรุงงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ

การที่นางสาวศิริกัญญาออกมาเตือนเรื่ององค์ประชุมในการพิจารณางบประมาณวาระ 2-3 ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง เพราะแสดงให้เห็นถึงความกังวลว่ารัฐบาลอาจไม่สามารถผลักดันงบประมาณให้ผ่านสภาไปได้ หากองค์ประชุมไม่ครบ การที่รัฐบาลต้องพึ่งพาเสียงสนับสนุนจากฝ่ายค้านจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

สรุป: การพิจารณางบประมาณปี 2569 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพิจารณางบประมาณจะช่วยให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากที่สุด ศิริกัญญา ฉะงบฯ ปี 69 ไร้กระตุ้นเศรษฐกิจ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต้องร่วมกันจับตา

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก งบฯ ปี 69 ไร้การกระตุ้นเศรษฐกิจ

หากงบประมาณปี 2569 ไม่มีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น อาจนำไปสู่ผลกระทบหลายด้าน ดังนี้:

  • การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ล่าช้า: การขาดงบประมาณที่มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง อาจทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นไปอย่างเชื่องช้า
  • ภาระหนี้สินของประชาชนที่เพิ่มขึ้น: หากเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว ประชาชนอาจเผชิญกับปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้น
  • การลงทุนจากต่างประเทศที่ลดลง: นักลงทุนอาจขาดความเชื่อมั่นในศักยภาพของเศรษฐกิจไทย หากภาครัฐไม่ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาปรับปรุงงบประมาณปี 2569 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ

ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอน การวางแผนและบริหารจัดการงบประมาณอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลควรรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และนำมาประกอบการพิจารณาเพื่อจัดทำงบประมาณที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – “ศิริกัญญา” ฉะงบฯ ปี 69 ไร้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ตัดได้แค่ 8.9 พันล้าน แต่เอาไปโปะงบปกติ

Scroll to top