สกอตต์ เบสเซนต์

สหรัฐฯ หวังปิดดีลช่องแคบฮอร์มุซภายในไม่กี่วัน หลังเรือสินค้าถูกโจมตี

สหรัฐฯ หวังปิดดีลช่องแคบฮอร์มุซภายในไม่กี่วัน หลังเรือสินค้าถูกโจมตี

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซกำลังเป็นที่จับตามองไปทั่วโลก เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า สหรัฐฯ หวังปิดดีลช่องแคบฮอร์มุซภายในไม่กี่วัน หลังเรือสินค้าถูกโจมตี โดยทางเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ รวมถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าข้อตกลงในการเปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญนี้จะเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันใกล้

เบื้องลึกความพยายามเปิดเส้นทางเดินเรือ

ความพยายามของสหรัฐฯ ในการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดัน หลังจากมีข่าวว่าเรือขนส่งสินค้าลำหนึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดนอกชายฝั่งโอมาน การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาย้ำว่า สหรัฐฯ หวังปิดดีลช่องแคบฮอร์มุซภายในไม่กี่วัน หลังเรือสินค้าถูกโจมตี นั้นสะท้อนให้เห็นว่าพวกเขากำลังเร่งเดินหน้าทางการทูตเพื่อป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพพลังงานโลก

  • ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าสถานการณ์นี้ “ไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด”
  • รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ มั่นใจว่าจะบรรลุผลสำเร็จในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
  • อิหร่านยังคงสงวนท่าทีและปฏิเสธว่ายังไม่มีการเจรจาโดยตรงกับฝ่ายสหรัฐฯ

ในขณะที่ฝั่งอิหร่านยังคงยืนยันว่าการหารือในปัจจุบันเป็นเพียงการประสานงานกับประเทศโอมาน เพื่อจัดระเบียบเส้นทางเดินเรือให้มีความปลอดภัยเท่านั้น การที่ สหรัฐฯ หวังปิดดีลช่องแคบฮอร์มุซภายในไม่กี่วัน หลังเรือสินค้าถูกโจมตี จึงกลายเป็นประเด็นที่สร้างความสงสัยในเวทีโลก ว่าตกลงแล้วมีการเจรจาลับเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงกลยุทธ์การสื่อสารทางการเมืองของแต่ละฝ่ายที่ต้องจับตาดูต่อไป

หากข้อตกลงนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามกำหนดเวลาที่สหรัฐฯ ตั้งเป้าไว้ ผลกระทบที่จะตามมาต่อราคาน้ำมันและห่วงโซ่อุปทานโลกอาจรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราคงต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดว่าสถานการณ์นี้จะคลี่คลายไปในทิศทางใด หรือนี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกว่าเดิม

ที่มา – สหรัฐฯ หวังปิดดีลช่องแคบฮอร์มุซภายในไม่กี่วัน หลังเรือสินค้าถูกโจมตี

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย ยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่านชั่วคราว หลังเจรจาคืบหน้า

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวใหญ่ในแวดวงเศรษฐกิจและการเมืองโลกที่น่าจับตามองสุดๆ เมื่อนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศว่าทางรัฐบาลได้ตัดสินใจขุนคลังสหรัฐฯ เผย ยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่านชั่วคราว หลังเจรจาคืบหน้า หลังจากที่ได้มีการหารือร่วมกันที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งผลลัพธ์ถือว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียวครับ

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย ยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่านชั่วคราว หลังเจรจาคืบหน้า

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) สหรัฐฯ ได้ตัดสินใจผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรการขายน้ำมันของอิหร่านเป็นระยะเวลา 60 วัน โดยเริ่มมีผลทันทีตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา สิ่งนี้เป็นผลพวงมาจากการที่อิหร่านยอมให้คำมั่นสัญญาที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เป็นเส้นทางสัญจรที่ปลอดภัย และยังยินยอมให้ผู้ตรวจสอบจาก IAEA เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ภายในประเทศได้อีกด้วย

ผลกระทบและรายละเอียด ขุนคลังสหรัฐฯ เผย ยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่านชั่วคราว หลังเจรจาคืบหน้า

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ ขุนคลังสหรัฐฯ เผย ยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่านชั่วคราว หลังเจรจาคืบหน้า แบบนี้จะส่งผลต่อตลาดโลกอย่างไร? นี่คือประเด็นสำคัญที่สรุปมาให้ครับ:

  • อิหร่านสามารถผลิต จัดส่ง และขายน้ำมันให้กับประเทศต่างๆ ได้ทั่วโลก รวมถึงสหรัฐฯ
  • การผ่อนปรนนี้มีระยะเวลา 60 วัน สิ้นสุดในวันที่ 21 สิงหาคม
  • ช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนอุปทานพลังงานทั่วโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • อิหร่านจะได้รับอานิสงส์ทางเศรษฐกิจมหาศาลหลังเผชิญการถูกจำกัดส่งออกมานาน

การตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ในครั้งนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะรักษาสมดุลของพลังงานโลก ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความตึงเครียด การที่อิหร่านยอมร่วมมือแลกกับการเข้าถึงตลาดน้ำมันโลกอีกครั้ง นับว่าเป็นสัญญาณบวกที่อาจจะนำไปสู่ความร่วมมือในด้านอื่นๆ ต่อไปในอนาคตครับ

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่เป็นเพียงก้าวแรกของการปรับจูนความสัมพันธ์ ซึ่งเราต้องติดตามกันต่อไปว่าหลังจากครบกำหนด 60 วันแล้ว สถานการณ์จะพัฒนาไปในทิศทางใด แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ตลาดพลังงานเริ่มมีความหวังที่จะเห็นอุปทานไหลเวียนได้คล่องตัวขึ้นครับ ใครที่ติดตามเรื่องของราคาน้ำมันและข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศอยู่ บอกเลยว่าห้ามพลาดทุกความเคลื่อนไหวจากดีลนี้เด็ดขาด

ที่มา – ขุนคลังสหรัฐฯ เผย ยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่านชั่วคราว หลังเจรจาคืบหน้า

สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบุคคล-บริษัท ที่มีส่วนช่วยอิหร่านเพิ่ม

สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบุคคล-บริษัท ที่มีส่วนช่วยอิหร่านเพิ่ม เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองระหว่างประเทศ โดยมุ่งเป้าไปที่เครือข่ายที่สนับสนุนการผลิตอาวุธของอิหร่าน ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังไม่คลี่คลาย

สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบุคคล-บริษัท ที่มีส่วนช่วยอิหร่านเพิ่ม

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น คราวนี้มุ่งเป้าไปยังบุคคล บริษัท และอากาศยานจำนวน 14 รายการ ในประเทศอิหร่าน ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดหา ขนส่งอาวุธ ชิ้นส่วนอาวุธ และส่วนประกอบสำหรับโดรน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ชัดเจนว่า มาตรการนี้ nhằmกดดันระบอบการปกครองอิหร่านที่ถูกกล่าวหาว่าบีบบังคับตลาดพลังงานโลก และโจมตีพลเรือนด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างไม่เลือกหน้า สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “ระบอบการปกครองของอิหร่านต้องรับผิดชอบต่อการกระทำเหล่านี้”

รายละเอียดเป้าหมายของการคว่ำบาตร

หนึ่งในเป้าหมายหลักคือบุคคล 3 รายที่เชื่อมโยงกับบริษัทอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตรก่อนหน้า บริษัทเหล่านี้จัดหาเซอร์โวมอเตอร์นับพันตัว ซึ่งใช้ในโดรนพลีชีพรุ่น Shahed-136 ของอิหร่าน ชิ้นส่วนเหล่านี้ถูกพบในซากโดรนที่ถูกยิงตกในหลายเหตุการณ์

  • โดรน Shahed-136 ถูกอิหร่านใช้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย
  • รัสเซียนำโดรนรุ่นนี้ไปใช้อย่างกว้างขวางในการรบกับยูเครน
  • เพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงระดับโลก

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทในตุรกีที่ถูกกล่าวหาว่าขนส่งใยฝ้ายสั้น (cotton linter) จำนวนมากให้บริษัทอิหร่าน ใยฝ้ายสั้นนี้ถูกนำไปแปรรูปเป็นไนโตรเซลลูโลส ซึ่งใช้เพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง และนำไปใช้ในขีปนาวุธนำวิถี

การคว่ำบาตรยังครอบคลุมบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสายการบิน Mahan Air ของอิหร่าน ซึ่งสนับสนุนกองกำลังคุดส์ (Quds Force) สังกัดกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) อยู่ภายใต้การคว่ำบาตรก่อนแล้ว

ผลกระทบและบริบทกว้างขึ้น

มาตรการ สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบุคคล-บริษัท ที่มีส่วนช่วยอิหร่านเพิ่ม นี้เกิดขึ้นท่ามกลางอนาคตการเจรจาที่ไม่แน่นอน และข้อตกลงหยุดยิงที่ใกล้หมดอายุ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงจากกิจกรรมของอิหร่านที่ขยายอิทธิพลผ่านตัวแทน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจลุกลามไปยังตลาดพลังงานโลก เนื่องจากอิหร่านถูกมองว่าเป็นตัวการบีบราคาน้ำมัน นอกจากนี้ การหยุดยั้งการผลิตโดรนและขีปนาวุธจะช่วยลดภัยคุกคามต่อพันธมิตรสหรัฐฯ ในภูมิภาค

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกดดันสูงสุด (maximum pressure) เพื่อบังคับให้อิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจาเรื่องนิวเคลียร์และกิจกรรมก่อการร้าย

มุมมองอนาคตและคำแนะนำ

สถานการณ์ยังคงน่าจับตา หากอิหร่านไม่ยอมถอย อาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงขึ้น ในขณะที่ชาติตะวันตกควรติดตามใกล้ชิดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายอาวุธ

สำหรับนักลงทุนและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตะวันออกกลาง ควรหลีกเลี่ยงความเสี่ยงโดยตรวจสอบพันธมิตรให้ดี เพื่อไม่ให้ติดอยู่ในเครือข่ายที่ถูกคว่ำบาตร

ติดตามข่าวสารต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการรักษาความมั่นคงโลก แต่จำเป็นต้องมี外交ที่ชาญฉลาดควบคู่ไปด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ ชวนคุณผู้อ่านแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบุคคล-บริษัท ที่มีส่วนช่วยอิหร่านเพิ่ม

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง สร้างความหวังให้ตลาดพลังงานโลก ท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันทะยานสูง

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง

จากบทสัมภาษณ์ของนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กับสำนักข่าว Fox Business เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า สหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่าน เพื่อเพิ่มปริมาณอุปทานน้ำมันในตลาดโลก หลังจากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สถานการณ์ปัจจุบัน ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลทั่วโลกกำลังอยู่ในระดับที่สูงลิ่ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียอย่างประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก การตัดสินใจดังกล่าวคาดว่าจะปล่อยน้ำมันประมาณ 140 ล้านบาร์เรลที่กำลังขนส่งทางเรือ ซึ่งเทียบเท่ากับการบริโภคทั่วโลกประมาณ 1.4 วัน เนื่องจากปริมาณการบริโภคน้ำมันโลกอยู่ที่ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน

สาเหตุที่นำไปสู่การพิจารณาผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง เนื่องจากโรงกลั่นและแหล่งผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียได้รับความเสียหายจากสงคราม ทำให้อุปทานขาดแคลน สหรัฐฯ จึงมีแผนเพิ่มอุปทานหลายด้าน เช่น การระงับคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย การระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) จำนวน 172 ล้านบาร์เรล และการอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านแล่นผ่านแม้ในช่วงขัดแย้ง

  • เพิ่มอุปทานทันที: น้ำมันอิหร่าน 140 ล้านบาร์เรล จะไหลเข้าตลาดยุโรปและเอเชียอย่างรวดเร็ว
  • ลดราคาพลังงาน: คาดว่าราคาจะปรับตัวลงภายใน 10-14 วัน
  • ผลกระทบต่อไทย: ราคาน้ำมันในประเทศอาจลดลง ส่งผลดีต่อการขนส่งและผู้บริโภค

การผ่อนคลายนี้จะอนุญาตให้ขายน้ำมันดิบอิหร่านที่ถูกจำกัดไว้ สู่ตลาดโลก ซึ่งช่วยบรรเทาความกดดันจากราคาที่พุ่งสูง อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าผลกระทบจะมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะต่อราคาน้ำมันในระยะยาว

มุมมองของขุนคลังสหรัฐฯ ต่อข้อกังวลเรื่องการสนับสนุนศัตรู

เมื่อถูกถามถึงความกังวลว่ามาตรการนี้คือการให้เงินสนับสนุนอิหร่านซึ่งเป็นศัตรู นายเบสเซนต์ตอบอย่างชัดเจนว่า “สหรัฐฯ จะใช้น้ำมันของอิหร่านเพื่อจัดการกับอิหร่านเอง” โดยมุ่งกดราคาพลังงานให้ต่ำลง เพื่อลดอิทธิพลทางเศรษฐกิจของอิหร่านในที่สุด

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีประวัติการใช้เครื่องมือเหล่านี้ในอดีต เช่น การปล่อยน้ำมัน SPR ในปีก่อนๆ เพื่อควบคุมราคา ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสำเร็จในการลดความผันผวนของตลาด

สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำมาซึ่งโอกาสในการลดต้นทุนนำเข้าน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันไทยนำเข้าน้ำมันกว่า 80% ของความต้องการ ส่งผลดีต่อ GDP และอัตราเงินเฟ้อ หากราคาน้ำมันลดลง 10% คาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณประชาชนหลายหมื่นล้านบาทต่อปี

ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกและผลกระทบต่อไทยได้ที่ ข่าวต่างประเทศ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ มาตรการขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการรักษาเสถียรภาพพลังงานโลก แนะนำให้นักลงทุนติดตามการเคลื่อนไหวของ OPEC+ และข้อมูล EIA รายสัปดาห์เพื่อประเมินแนวโน้มต่อไป

คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยลดราคาน้ำมันในไทยได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อแจ้งเตือนเพื่อนๆ เกี่ยวกับข่าวสำคัญ!

ที่มา – ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง

สหรัฐฯ คว่ำบาตรหลานผู้นำเวเนฯ กับเรือบรรทุกน้ำมัน

สหรัฐฯ คว่ำบาตรหลานของผู้นำเวเนซุเอลา 3 คน พร้อมกับเรือบรรทุกน้ำมันอีก 6 ลำ โดยเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติดตามการกล่าวอ้างของสหรัฐฯ การกระทำนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาอย่างมีนัยสำคัญ

สำนักข่าว Axios รายงานว่า รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ธ.ค. 2568 โดยพุ่งเป้าหมายไปที่หลานชาย 3 คนของนาย นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา, นักธุรกิจคนสนิทของรัฐบาล และเรือบรรทุกน้ำมันอีก 6 ลำ ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการต่อต้านการค้ายาเสพติดและสนับสนุนประชาธิปไตยในภูมิภาคลาตินอเมริกา

การคว่ำบาตรครั้งใหม่นี้ ซึ่งจะประกาศโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ ถือเป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ในการกดดันนายมาดูโร ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเป็นผู้นำองค์กรก่อการร้ายค้ายาเสพติด

นายเบสเซนต์ระบุในแถลงการณ์ลายลักษณ์อักษรว่า “นิโคลัส มาดูโร และกลุ่มอาชญากรผู้ร่วมงานของเขาในเวเนซุเอลา กำลังนำยาเสพติดจำนวนมากเข้าสู่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นภัยร้ายต่อชาวอเมริกัน” การกล่าวหานี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลอย่างมากของสหรัฐฯ ต่อปัญหายาเสพติดที่มาจากเวเนซุเอลา

การคว่ำบาตรมีขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันดิบของเวเนซุเอลา เนื่องจากเรือลำดังกล่าวอยู่ในรายชื่อคว่ำบาตร “บุคคลหรือนิติบุคคลที่ถูกกำหนดเป็นพิเศษ” (Specially Designated Nationals – SDN) ของกระทรวงการคลัง

การคว่ำบาตรล่าสุดจะขัดขวางไม่ให้บุคคลหรือนิติบุคคลที่ถูกคว่ำบาตรใช้สถาบันการเงินหรือบริษัทในสหรัฐฯ ได้ รวมถึงบัตรเครดิต นอกจากนี้ยังห้ามบริษัทในสหรัฐฯ ขายสินค้าโดยตรงให้กับบุคคลหรือบริษัทที่ถูกคว่ำบาตรด้วย

ในกรณีของบริษัทขนส่งสินค้า การคว่ำบาตรยังทำให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สามารถยึดเรือของบริษัทเหล่านั้นได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ ในบรรดาบุคคลที่ถูกคว่ำบาตรในวันพฤหัสบดี มี 3 คนที่ถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับตามาก่อนแล้ว และเป็นหลานชายของ ซิเลีย ฟลอเรส ภรรยาของนายมาดูโร ได้แก่

นายเอเฟรอิน อันโตนิโอ กัมโป ฟลอเรส กับนาย ฟรังกี ฟรานซิสโก ฟลอเรส เด เฟรตัส ผู้เป็นที่รู้จักในชื่อ หลานค้ายาของ (ซิเลีย) ฟลอเรส หลังจากที่พวกเขาถูกจับกุมในเฮติและถูกตัดสินว่ามีความผิดในสหรัฐฯ ในข้อหาค้าโคเคนในปี 2559 ก่อนที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะอภัยโทษให้พวกเขาในเดือนตุลาคม 2565 เพื่อการแลกเปลี่ยนนักโทษ

นาย คาร์ลอส เอริก มัลปิกา ฟลอเรส หลานชายคนที่สาม มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทน้ำมันของรัฐเวเนซุเอลา คือ “เปโตรเลออส เด เวเนซุเอลา, เอสเอ” (PDVSA) ซึ่งถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรในปี 2560 โดย โจ ไบเดน เคยถอดเขาออกจากบัญชีคว่ำบาตร ระหว่างการเจรจาข้อตกลงประชาธิปไตยกับนายมาดูโร ซึ่งถูกละเมิดในเวลาต่อมา

นอกจากนั้นยังมีนาย รามอน กาเรเตโร นาโปลิตาโน นักธุรกิจชาวปานามาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมน้ำมัน ก็ถูกคว่ำบาตรด้วย

สหรัฐฯ ยังขึ้นบัญชีเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลา 6 ลำเข้าสู่บัญชีคว่ำบาตร SDN โดยไม่รวมเรือบรรทุกน้ำมัน “สคิปเปอร์” (Skipper) ที่ถูกสหรัฐฯ บุกยึดนอกชายฝั่งเวเนซุเอลาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขณะกำลังเดินทางไปคิวบาพร้อมน้ำมัน 1.8 ล้านบาร์เรล

สหรัฐฯ คว่ำบาตรหลานผู้นำเวเนซุเอลา กับเรือบรรทุกน้ำมัน 6 ลำ

การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเวเนซุเอลา แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่อง การคว่ำบาตรดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกดดันรัฐบาลมาดูโรให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและปฏิบัติตามหลักการประชาธิปไตย

ผลกระทบจากการคว่ำบาตรหลานผู้นำเวเนซุเอลา กับเรือบรรทุกน้ำมัน 6 ลำ

มาตรการคว่ำบาตรหลานผู้นำเวเนซุเอลา กับเรือบรรทุกน้ำมัน 6 ลำนี้ ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา ซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตอยู่แล้ว การจำกัดการเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ และการห้ามบริษัทอเมริกันทำธุรกิจกับบุคคลและนิติบุคคลที่ถูกคว่ำบาตร ยิ่งทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาย่ำแย่ลงไปอีก นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการส่งออกน้ำมัน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนชาวเวเนซุเอลา ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนอาหาร ยา และสินค้าจำเป็นอื่นๆ นอกจากนี้ การคว่ำบาตรยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเวเนซุเอลากับสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะคว่ำบาตรบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีผลกระทบในวงกว้าง การคว่ำบาตรนี้มีเป้าหมายเพื่อกดดันรัฐบาลมาดูโรให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและปฏิบัติตามหลักการประชาธิปไตย แต่ก็ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวเวเนซุเอลาที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากอยู่แล้ว การแก้ไขวิกฤตในเวเนซุเอลาจำเป็นต้องมีการเจรจาและการประนีประนอมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งทางออกที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

การคว่ำบาตรหลานผู้นำเวเนซุเอลา กับเรือบรรทุกน้ำมัน 6 ลำ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามของสหรัฐฯ ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตในเวเนซุเอลา การแก้ไขปัญหาวิกฤตในเวเนซุเอลาจำเป็นต้องมีแนวทางที่ครอบคลุมและยั่งยืน ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนการเจรจาทางการเมือง การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ

ที่มา – สหรัฐฯ คว่ำบาตรหลานผู้นำเวเนซุเอลา กับเรือบรรทุกน้ำมัน 6 ลำ

สหรัฐฯ ชี้เจรจาการค้ากับจีน “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

การเจรจาการค้าระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และจีน นอกรอบการประชุมอาเซียนที่มาเลเซีย ได้เสร็จสิ้นลงในวันแรก และมีกำหนดการหารือกันต่อในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ โดยมีการรายงานว่าการพูดคุยเป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก สร้างความหวังถึงการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองชาติมหาอำนาจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และนายเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ได้เสร็จสิ้นการเจรจาการค้าวันแรกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม 2568 โดยโฆษกกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจา “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

โฆษกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “การเจรจามีความสร้างสรรค์อย่างยิ่ง และเราคาดว่าจะกลับมาดำเนินการต่อในตอนเช้า” อย่างไรก็ตาม ทั้งรัฐบาลมาเลเซีย รวมถึงฝ่ายสหรัฐฯ และฝ่ายจีน ต่างไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการประชุมในครั้งนี้มากนัก ทำให้ยังคงต้องติดตามความคืบหน้ากันต่อไป

สถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ ขู่ที่จะตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มอีกถึง 100% และออกมาตรการทางการค้าอื่นๆ ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อตอบโต้การที่จีนขยายการควบคุมการส่งออกแร่หายากมากขึ้น การตอบโต้ทางการค้าเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

ความเคลื่อนไหวที่แข็งกร้าวของทั้งสหรัฐฯ และจีน ส่งผลให้ข้อตกลงสงบศึกทางการค้าอันแสนเปราะบาง ซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สิ้นสุดลงอย่างน่าเสียดาย ทำให้ความหวังที่จะเห็นการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีลดน้อยลง

การเจรจาระหว่างทีมเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และจีน ซึ่งเกิดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN) ในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง และปูทางสำหรับการประชุมกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่มีกำหนดจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า ที่การประชุมเอเปกในเกาหลีใต้ หากการเจรจาเป็นไปในทิศทางบวก ก็อาจช่วยลดความตึงเครียดและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ในที่สุด

สหรัฐฯ ชี้ เจรจาการค้ากับจีนที่มาเลเซียวันแรก “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

ทำไมการเจรจาที่ “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก” ถึงมีความสำคัญ?

หากการเจรจา “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก” จริง ก็อาจหมายถึงการเริ่มต้นของการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามผลการเจรจาในวันอาทิตย์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาจุดร่วมและบรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมได้หรือไม่

  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย: สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก การลดความตึงเครียดทางการค้าจะช่วยให้การส่งออกของไทยฟื้นตัว และสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจ
  • โอกาสสำหรับนักลงทุน: การคลี่คลายความขัดแย้งทางการค้า อาจสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับนักลงทุนไทยในการเข้าไปลงทุนในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า
  • ความสำคัญของการติดตามข่าวสาร: นักธุรกิจและนักลงทุนไทยควรติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับตัวและคว้าโอกาสที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

การที่สหรัฐฯ ออกมาชี้ว่าการเจรจาการค้ากับจีน “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก” ถือเป็นสัญญาณบวก แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าความขัดแย้งทางการค้าจะยุติลงโดยสมบูรณ์ การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – สหรัฐฯ ชี้ เจรจาการค้ากับจีนที่มาเลเซียวันแรก “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว

รัฐบาลทรัมป์กับจีนบรรลุข้อตกลงร่วมกันที่จะให้ TikTok ยังคงสามารถดำเนินงานในสหรัฐฯ ต่อไปได้แล้ว สิ้นสุดมหากาพย์ที่ดำเนินมาตั้งแต่นายทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก

เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ก.ย. 2568 นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ สหรัฐฯ กับจีนได้บรรลุกรอบการทำงานเรื่องการให้ TikTok ยังคงสามารถดำเนินงานในสหรัฐฯ ต่อไปได้แล้ว โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง ผู้นำจีน จะคุยกันในวันศุกร์นี้ (19 ก.ย.) เพื่อสรุปข้อตกลงดังกล่าว

“ประธานาธิบดีทรัมป์มีบทบาทในเรื่องนี้ เราได้โทรศัพท์คุยกับเขาเมื่อคืนนี้ เราได้รับคำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงจากเขา และได้แบ่งปันเรื่องดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่จีน” นายเบสเซนต์กล่าว หลังการเจรจาที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันจันทร์ (15 ก.ย.) “หากปราศจากความเป็นผู้นำและอำนาจต่อรองที่เขามี เราก็คงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในวันนี้ได้”

รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ระบุชื่อผู้ซื้อที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ที่จะเข้าซื้อกิจการของ TikTok ในแดนลุงแซม แต่คาดกันอย่างกว้างขวางว่ากลุ่มดังกล่าวจะนำโดย นายแลร์รี เอลลิสัน ประธานคณะผู้บริหารของบริษัท ออราเคิล ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอยู่ช่วงหนึ่ง

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นายทรัมป์เคยออกมากล่าวว่า เขาสนับสนุนให้นายเอลลิสัน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนนายทรัมป์ ให้ซื้อทรัพย์สินของ TikTok ในสหรัฐฯ

“เราให้ความสำคัญอย่างมากกับ TikTok และทำให้แน่ใจว่าข้อตกลงนี้เป็นธรรมสำหรับชาวจีนและเคารพต่อความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ อย่างยิ่ง ซึ่งนั่นคือข้อตกลงที่เราบรรลุ” นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันจันทร์

“แน่นอนว่าเราต้องการให้แน่ใจว่าจีนมีสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เป็นธรรมในสหรัฐอเมริกา แต่ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ” นายเกรียร์กล่าว

ด้าน TikTok และบริษัทแม่อย่าง ByteDance ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ในเรื่องข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

ทั้งนี้ ในช่วงก่อนสิ้นสุดการปกครองสมัยแรกของนายทรัมป์ เขาพยายามชงเรื่องการแบนแอปพลิเคชัน TikTok ในสหรัฐฯ แม้นโยบายของเขาจะไม่เคยผ่านความเห็นชอบจากสภา แต่ในท้ายที่สุด รัฐบาลชุดต่อมาของนายโจ ไบเดน ก็ให้การสนับสนุนและลงนามเป็นกฎหมาย

กฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากทั้งสองพรรคในสภาคองเกรส สั่งแบน TikTok ในสหรัฐฯ อ้างความกังวลด้านความมั่นคงของชาติ และจะอนุญาตให้แอปฯ นี้สามารถดำเนินการในอเมริกาต่อไปได้ก็ต่อเมื่อเจ้าของ TikTok ในจีน ขายหุ้นธุรกิจ TikTok ในสหรัฐฯ ให้บุคคลหรือบริษัทที่สหรัฐฯ สนับสนุน

กฎหมายดังกล่าวทำให้บริการ TikTok ในสหรัฐฯ หยุดไปช่วงระยะเวลาหนึ่งในวันที่ 18 ก.ค. ก่อนที่ “กฎหมายควบคุมแอปพลิเคชันต่างชาติที่เป็นปรปักษ์” (Foreign Adversary Controlled Applications Act) จะเริ่มมีผลบังคับใช้ ก่อนที่นายทรัมป์จะลงนามคำสั่งพิเศษ เลื่อนเส้นตายการแบน TikTok ออกไป 75 วัน

หลังจากนั้น นายทรัมป์ก็เลื่อนเส้นตายการแบน TikTok ในสหรัฐฯ อีกหลายครั้ง โดยล่าสุดถูกเลื่อนไปวันที่ 17 ก.ย. เพื่อหาทางทำข้อตกลงกับจีน และคาดกันว่านายทรัมป์จะเลื่อนเส้นตายอีกหากทีมเจรจาของทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงไม่ทันเวลา

รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว

สถานการณ์ของ TikTok ในสหรัฐอเมริกาเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เผยว่าบรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้วนั้น ถือเป็นข่าวที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งาน TikTok จำนวนมาก

รายละเอียดข้อตกลง รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว

แม้ว่ารายละเอียดของข้อตกลงยังไม่ชัดเจนทั้งหมด แต่มีประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาคือ การรักษาความมั่นคงของข้อมูลผู้ใช้งานชาวอเมริกัน และการดำเนินการของ TikTok ในสหรัฐฯ จะเป็นไปในทิศทางใดต่อไป

การบรรลุข้อตกลงในครั้งนี้ อาจหมายถึง TikTok จะยังคงสามารถให้บริการในสหรัฐฯ ได้ต่อไป แต่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานโดยรัฐบาลจีน หรือการใช้ TikTok เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นอันตราย

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ดำเนินงานในต่างประเทศด้วย เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงแห่งชาติ และพร้อมที่จะใช้มาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

สำหรับผู้ใช้งาน TikTok ในประเทศไทย การที่ รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว อาจไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรง แต่ก็ควรตระหนักถึงความสำคัญของความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยในการใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ และควรตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากแหล่งต่างๆ อย่างรอบคอบ

ความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงนี้อาจเป็นผลมาจากแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการของทั้งสองฝ่ายที่จะรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ การที่ รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว ถือเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและความมั่นคงในอนาคต

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากรายละเอียดของข้อตกลงอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และอาจมีข้อพิพาทเกิดขึ้นในอนาคต

การบรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการเจรจาและการประนีประนอมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ

ที่มา – รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว

Scroll to top