สงครามอิสราเอล

ผู้นำใหม่อิหร่าน ลั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ ล้างแค้น

ผู้นำใหม่อิหร่าน ลั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ จะล้างแค้นให้ผู้เสียชีวิต สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางอีกครั้ง หลังจากอยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ออกแถลงการณ์ครั้งแรก ยืนยันนโยบายแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 สถานีโทรทัศน์รัฐบาลอิหร่านเผยแพร่ข้อความจากผู้นำคนใหม่ ซึ่งสืบทอดตำแหน่งจากบิดา คือ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล เขาเรียกร้องให้ชาวอิหร่านรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว และย้ำว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป เพื่อกดดันศัตรู

ผู้นำใหม่อิหร่าน ลั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ จะล้างแค้นให้ผู้เสียชีวิต

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่ขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก การปิดช่องแคบนี้จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อราคาน้ำมันทั่วโลกและเศรษฐกิจโลก คาเมเนอีระบุชัดเจนว่า อิหร่านจะใช้เป็นเครื่องมือกดดัน โดยไม่ลังเลที่จะล้างแค้นให้เลือดชาวอิหร่านที่ถูกสังหาร โดยเฉพาะการโจมตีใกล้โรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมินาบ ที่คร่าชีวิต 168 ราย รวมเด็ก 110 คน

ผู้นำใหม่อิหร่านเรียกร้องค่าชดเชยจากศัตรู

ในแถลงการณ์ ผู้นำใหม่อิหร่าน ลั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ จะล้างแค้นให้ผู้เสียชีวิต โดยเรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิสราเอลจ่ายค่าชดเชย หากไม่ได้รับ จะทำลายทรัพย์สินของศัตรูให้เท่ากับที่ถูกทำลาย นอกจากนี้ เขายังขอบคุณกองทัพอิหร่าน กลุ่มฮูตีในเยเมน และกลุ่มติดอาวุธในอิรักที่พร้อมช่วยเหลือ

คาเมเนอีเรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้าน 15 ประเทศ แสดงจุดยืนชัดเจนต่อผู้รุกราน โดยแนะนำให้ปิดฐานทัพสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว อิหร่านยืนยันมิตรภาพกับเพื่อนบ้าน แต่ต้องปกป้องมาตุภูมิ

มาตรการช่วยเหลือประชาชนและนโยบายใหม่

ผู้นำใหม่ประกาศให้ผู้บาดเจ็บได้รับการรักษาฟรี และรัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยให้ผู้เสียหาย นอกจากนี้ อิหร่านจะปรับปรุงความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน หลังจากเคยใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีหลายประเทศในภูมิภาค

  • ปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อเนื่องเพื่อกดดันศัตรู
  • ล้างแค้นให้ผู้เสียชีวิตจากการโจมตี
  • เรียกร้องค่าชดเชยและทำลายทรัพย์สินศัตรู
  • ขอบคุณพันธมิตรอย่างฮูตีและกลุ่มอิรัก
  • ช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ

สถานการณ์นี้ก่อให้เกิดความกังวลในตลาดน้ำมันโลก ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทันทีหลังแถลงการณ์ ผู้นำใหม่อิหร่าน ลั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ จะล้างแค้นให้ผู้เสียชีวิต อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ในภูมิภาค หากไม่มีการเจรจา

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจทำให้ราคาน้ำมันทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้า อิหร่านยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญในตะวันออกกลางที่ไม่สามารถมองข้ามได้

ติดตามสถานการณ์ข่าวต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของเรา คุณคิดว่าอิหร่านจะทำตามที่ประกาศจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ผู้นำใหม่อิหร่าน ลั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ จะล้างแค้นให้ผู้เสียชีวิต

สธ. เพิ่มช่องทางปรึกษาสุขภาพกาย-จิตคนไทยตะวันออกกลาง

ในสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อคนไทยกว่า 1 แสนคนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยง กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ตื่นตัวเตรียมความพร้อมอย่างเร่งด่วน เพื่อดูแลสุขภาพทั้งกายและใจของพี่น้องชาวไทยทุกคน โดยเฉพาะ สธ. เพิ่มช่องทางปรึกษาสุขภาพกาย-จิต ให้คนไทยในประเทศเสี่ยง จากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นมาตรการที่ครอบคลุมและเข้าถึงง่าย

สธ. เพิ่มช่องทางปรึกษาสุขภาพกาย-จิต ให้คนไทยในประเทศเสี่ยง จากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง

โฆษกกระทรวงสาธารณสุข นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมืออย่างรอบด้าน มี 3 มิติหลักในการดูแล

1. ช่องทางการปรึกษาสุขภาพออนไลน์ทันที

สำหรับสุขภาพกาย สามารถใช้ หมอพร้อม Super App เพื่อนัดหมายแพทย์ออนไลน์ ตรวจรักษาทางไกล และจัดเก็บเอกสารสุขภาพดิจิทัล หรือไลน์ OA “คู่ใจสุขภาพแรงงานไทยในต่างประเทศ” พิมพ์ขอคำปรึกษาเพื่อประเมินอาการเบื้องต้นจากบุคลากรทางการแพทย์ทุกที่ทุกเวลา

ด้านสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิตเปิดช่องทางพิเศษ ลดความเครียดและวิตกกังวล เพิ่มเพื่อนไลน์ ID: @1323middle.east หรือสแกน QR Code เพื่อรับคำปรึกษาฟรีทันที

2. มาตรการคัดกรอง 3 มิติที่จุดเข้าประเทศ

  • มิติเชิงรุก: กรมควบคุมโรคคัดกรองอาการไข้ ไอ ระบบทางเดินหายใจ ผื่น พบผิดปกติแยกกักส่งโรงพยาบาลทันที
  • มิติโรคประจำตัวและบาดเจ็บ: กรมการแพทย์ตรวจและส่งต่อโรงพยาบาลเครือข่ายทั่วประเทศ
  • มิติสุขภาพจิต: กรมสุขภาพจิตและทีม MCATT ประเมินเบื้องต้น รักษาภาวะนอนไม่หลับ ตื่นตระหนก เครียดรุนแรงทันที

ทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ประจำจุดคัดกรอง พร้อมรับมือเต็มประสิทธิภาพ

3. การติดตามดูแลต่อเนื่องหลังกลับบ้าน

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลภูมิลำเนา เยี่ยมบ้าน ติดตามทางโทรศัพท์ สำหรับผู้ป่วยเรื้อรังหรือฟื้นฟู มีบริการต่อเนื่องทันท่วงที

นพ.วรตม์ เน้นย้ำ หากกลับมาแล้วมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้ ไอ หอบ หรือเครียดสะสม แจ้งเจ้าหน้าที่จุดคัดกรองทันที สธ. มีความพร้อมทั้งบุคลากรและเวชภัณฑ์ครบถ้วน

คำแนะนำสำคัญสำหรับคนไทยในพื้นที่เสี่ยง: ติดตามข่าวจากแหล่งเชื่อถือได้ วางแผนสำรองความปลอดภัย ใช้ชีวิตปกติ หากิจกรรมคลายเครียด ติดต่อคนใกล้ชิดบ่อยๆ และขอความช่วยเหลือโดยไม่ลังเล

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยจากรัฐบาลต่อคนไทยทุกคน หากคุณหรือคนใกล้ชิดอยู่ในสถานการณ์นี้ รีบใช้ช่องทางปรึกษาทันที เพื่อสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ สุขภาพจิตสำคัญไม่แพ้กาย โดยเฉพาะในยามวิกฤตแบบนี้ การดูแลตัวเองและขอความช่วยเหลือคือกุญแจสู่ความปลอดภัย

ที่มา – สธ. เพิ่มช่องทางปรึกษาสุขภาพกาย-จิต ให้คนไทยในประเทศเสี่ยง จากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง

6 วันแรก “สงครามอิหร่าน” ผลาญงบสหรัฐฯ พุ่ง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์

6 วันแรก “สงครามอิหร่าน” ผลาญงบสหรัฐฯ พุ่ง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ สร้างความตกตะลึงให้กับสภาคองเกรสและประชาชนชาวอเมริกัน หลังกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เผยข้อมูลลับในการประชุมปิดลับ ค่าใช้จ่ายเบื้องต้นพุ่งสูงกว่า 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.6 แสนล้านบาทไทย โดยยังไม่รวมค่าการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ก่อนหน้า

6 วันแรก “สงครามอิหร่าน” ผลาญงบสหรัฐฯ พุ่ง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงาน โดยอ้างเจ้าหน้าที่เพนตากอนที่ชี้แจงต่อสภาคองเกรสเมื่อวันอังคารที่ 10 มี.ค. ตัวเลขนี้มาจากปฏิบัติการตั้งแต่เริ่มโจมตีวันที่ 28 ก.พ. และคาดว่ามูลค่ารวมจริงจะสูงกว่านี้อีกมาก เนื่องจากสหรัฐฯ ใช้ยุทโธปกรณ์ราคาแพง เช่น ขีปนาวุธนำวิถีและเครื่องบินรบขั้นสูง ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยโดรนราคาถูกแบบ “one-way drones” ที่สร้างความเสียหายรุนแรง

ส.ส.ฝ่ายค้านรุมสับ รัฐบาลทรัมป์ตอบไม่ได้

สมาชิกรัฐสภาพรรคเดโมแครตไม่พอใจหนัก โดย สว.เอลิซาเบธ วอร์เรน กล่าวว่า “เราเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง แต่รัฐบาลยังอธิบายไม่ได้ว่าเข้าสงครามทำไม เป้าหมายคืออะไร และจะจบอย่างไร” ฝ่ายค้านผลักดันให้เปิดอภิปรายสาธารณะและเรียกเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาชี้แจง แม้ก่อนหน้านี้มติระงับสงครามจะถูกปฏิเสธในสภาแล้ว

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังปฏิเสธความช่วยเหลือจากยูเครนเรื่องระบบป้องกันโดรนก่อนหน้า แต่พอสงครามปะทุต้องรีบขอความช่วยเหลือทันที แสดงถึงช่องโหว่ในยุทธศาสตร์

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและปากท้องชาวอเมริกัน

6 วันแรก “สงครามอิหร่าน” ผลาญงบสหรัฐฯ พุ่ง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ไม่เพียงกระทบงบกลาโหม แต่ราคาน้ำมันพุ่ง ดัชนีหุ้นร่วงหนัก ผลสำรวจเผยชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนสงคราม ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างว่า “ชนะแล้ว” และ “จบตั้งแต่ชั่วโมงแรก” แต่ก่อนหน้ายอมรับอาจยืดเยื้อเกินเดือนและส่งทหารภาคพื้นดิน

  • ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น: 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์
  • ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง
  • ตลาดหุ้นดิ่ง
  • ประชาชนไม่สนับสนุน 70%

วิกฤตใหญ่คือรายงานภายในเพนตากอนยอมรับว่าขีปนาวุธสหรัฐฯ ถล่มโรงเรียนประถมเด็กหญิงในอิหร่าน เสียชีวิต 160 ราย ขัดแย้งกับแถลง “อยู่ระหว่างตรวจสอบ” สร้างความเสียหายด้านภาพลักษณ์

สงครามครั้งนี้สะท้อนความเสี่ยงของความขัดแย้งตะวันออกกลางที่ต้นทุนสูงลิ่ว ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลก หากยืดเยื้อ

คุณคิดว่าสหรัฐฯ ควรถอนทัพหรือสู้ต่อ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนัก

ที่มา – 6 วันแรก “สงครามอิหร่าน” ผลาญงบสหรัฐฯ พุ่ง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์

ทรัมป์อ้าง ชนะสงครามกับอิหร่านแล้ว เผยที่มาชื่อ Epic Fury

ทรัมป์อ้าง ชนะสงครามกับอิหร่านแล้ว เผยที่มาชื่อ Epic Fury เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและข่าวต่างประเทศ ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมากล่าวอ้างอย่างมั่นใจว่า สหรัฐอเมริกาได้ “ชนะ” สงครามกับอิหร่านเรียบร้อยแล้ว แม้จะไม่มีหลักฐานรูปธรรมสนับสนุนก็ตาม คำกล่าวอ้างนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย

ทรัมป์อ้าง ชนะสงครามกับอิหร่านแล้ว เผยที่มาชื่อ Epic Fury

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ทรัมป์ได้กล่าวต่อหน้าผู้สนับสนุนในรัฐเคนทักกีว่า “ให้ผมพูดเถอะว่าเราชนะแล้ว คุณก็รู้ว่าปกติแล้วเราไม่อยากรีบพูดว่าชนะเร็วเกินไปนัก แต่เราชนะแล้ว เราชนะ ตั้งแต่ชั่วโมงแรกมันก็จบแล้ว แต่สรุปคือเราชนะ” คำพูดนี้สร้างความฮือฮาและข้อสงสัยจำนวนมาก เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบยังคงดำเนินต่อไป และยังไม่มีการประกาศยุติอย่างเป็นทางการจากฝ่ายใด

ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์มีการให้ข้อมูลที่คลุมเครือและขัดแย้งกันเอง บางครั้งบอกว่าสงครามคืบหน้าเกินกำหนด บางครั้งระบุว่าจะใช้เวลา 4-6 สัปดาห์ หรือแม้กระทั่ง “เราชนะแล้ว… แต่ยังชนะไม่พอ” นอกจากนี้ เขายังนิยามปฏิบัติการนี้ทั้งเป็น “สงคราม” และ “การเดินทางระยะสั้น” ในเวลาเดียวกัน ทำให้สาธารณชนและนักวิเคราะห์ตั้งคำถามถึงความชัดเจนของนโยบาย

ที่มาของชื่อปฏิบัติการ Epic Fury

ในงานเดียวกัน ทรัมป์ยังเล่าถึงที่มาของชื่อปฏิบัติการ “อีปิก ฟิวรี” (Epic Fury) อย่างสนุกสนาน โดยระบุว่า “พวกเขาส่งชื่อมาให้ผมเลือกประมาณ 20 ชื่อ ผมก็นั่งดูจนเกือบจะหลับเพราะผมไม่ชอบสักชื่อเลย จนกระทั่งผมเห็นชื่อ Epic Fury ผมเลยบอกว่า ‘ผมชอบชื่อนี้แหละ'” ชื่อนี้สะท้อนถึงสไตล์การนำของทรัมป์ที่เน้นความดราม่าและความยิ่งใหญ่

นอกจากประเด็นสงคราม ทรัมป์ยังกล่าวสนับสนุนข้อตกลงระหว่างประเทศในการระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรอง เพื่อควบคุมราคาพลังงานท่ามกลางวิกฤต โดยก่อนหน้านี้เขาเคยส่งสัญญาณว่าจะใช้น้ำมันจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) เพื่อแก้ปัญหาการหยุดชะงักของอุปทาน จากการระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวยังไม่ยืนยันรายละเอียดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของ IEA หรือการดำเนินการเดี่ยวของสหรัฐฯ

ผลกระทบต่อสถานการณ์โลก

ทรัมป์อ้าง ชนะสงครามกับอิหร่านแล้ว เผยที่มาชื่อ Epic Fury สร้างแรงกระเพื่อมในตลาดน้ำมันและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สหรัฐฯ ยังคงโจมตีเป้าหมายในอิหร่านอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มีกำหนดเวลาจบชัดเจน สิ่งนี้ทำให้พันธมิตรอย่างอิสราเอลและชาติอาหรับบางแห่งกังวล ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการขู่อีกครั้ง

จากมุมมองนักวิเคราะห์ คำกล่าวอ้างของทรัมป์อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อเสริมภาพลักษณ์ก่อนเลือกตั้ง แต่ในความเป็นจริง สงครามยังห่างไกลจากคำว่าชนะ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการประกาศชัยชนะโดยปราศจากหลักฐานอาจยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น

  • จุดเด่นของคำกล่าวอ้างทรัมป์: มั่นใจแต่ขาดหลักฐาน
  • ชื่อ Epic Fury: เลือกจาก 20 ชื่อด้วยสไตล์ส่วนตัว
  • ผลต่อเศรษฐกิจ: ควบคุมราคาน้ำมันผ่านคลังสำรอง
  • อนาคตสงคราม: ยังไม่แน่นอน ต้องติดตามต่อ

สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามข่าวต่างประเทศอย่างใกล้ชิด หากคุณสนใจประเด็นนี้ ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ หรือติดตามอัปเดตล่าสุดเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ สงครามในตะวันออกกลางอาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์โลกได้ทุกเมื่อ

ที่มา – ทรัมป์อ้าง ชนะสงครามกับอิหร่านแล้ว เผยที่มาชื่อ Epic Fury

UNSC ผ่านมติ ประณามอิหร่าน จี้หยุดโจมตีชาติอ่าวเปอร์เซีย

UNSC ผ่านมติ ประณามอิหร่าน จี้หยุดโจมตีชาติอ่าวเปอร์เซีย เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ได้ลงมติเห็นชอบร่างมติล่าสุดนี้ ส่งสัญญาณเตือนถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังรุนแรงขึ้น

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 โดย UNSC ผ่านมติประณามอิหร่านที่โจมตีกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียและจอร์แดนอย่างรุนแรง ร่างมติดังกล่าวนำเสนอโดยกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกว่า 130 ประเทศทั่วโลก คะแนนเสียงในที่ประชุมเห็นชอบถึง 13 เสียง จากชาติสมาชิกถาวร ขณะที่รัสเซียและจีนเลือกงดออกเสียง สะท้อนถึงการแบ่งขั้วในเวทีโลก

UNSC ผ่านมติ ประณามอิหร่าน จี้หยุดโจมตีชาติอ่าวเปอร์เซีย: รายละเอียดสำคัญ

เนื้อหาหลักในมติระบุชัดเจนถึงการประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการโจมตีที่เกิดขึ้นกับประเทศต่างๆ ได้แก่

  • บาห์เรน
  • คูเวต
  • โอมาน
  • กาตาร์
  • ซาอุดีอาระเบีย
  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  • จอร์แดน

มติเรียกร้องให้อิหร่านยุติการโจมตีและการข่มขู่ทั้งหมดทันที รวมถึงการกระทำผ่านกลุ่มตัวแทน (proxies) เช่น กลุ่มฮูธีหรืออื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลเตหะราน นอกจากนี้ ยังประณามการกระทำที่ปิดกั้นหรือขัดขวางการเดินเรือระหว่างประเทศผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการค้าทั่วโลก โดยเฉพาะน้ำมันดิบ

จุดที่น่าสนใจ: ไม่กล่าวถึงการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล

ที่น่าเสียดายคือ ร่างมติดังกล่าวไม่ได้เอ่ยถึงการโจมตีทางอากาศของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่านเลยแม้แต่น้อย สิ่งนี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเป็นการเลือกข้างที่ชัดเจน สะท้อนอิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตกใน UNSC ซึ่งอาจนำไปสู่การตอบโต้จากอิหร่านและพันธมิตร

สถานการณ์ตะวันออกกลางในขณะนี้กำลังเดือดพล่าน อิหร่านถูกกล่าวหาว่าใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานของชาติอ่าวเปอร์เซีย สร้างความเสียหายมหาศาลและคุกคามความมั่นคงภูมิภาค ช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกขู่อีกครั้ง ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน สหรัฐฯ และอิสราเอลตอบโต้ด้วยการโจมตีจุดยุทธศาสตร์ของอิหร่าน สร้างวงจรอุบาทว์ที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

มติ UNSC ครั้งนี้แม้จะเป็นก้าวแรกในการลดความตึงเครียด แต่ประสิทธิภาพยังเป็นเครื่องหมายคำถาม โดยเฉพาะเมื่อรัสเซียและจีนไม่เห็นด้วยเต็มตัว ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าอาจนำไปสู่การประชุมฉุกเฉินครั้งใหม่ หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตาม

สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจชัดเจน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลต่อค่าครองชีพและการส่งออก เราควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ความเห็นส่วนตัว: มติ UNSC ผ่านมติ ประณามอิหร่าน จี้หยุดโจมตีชาติอ่าวเปอร์เซีย นี้เป็นสัญญาณบวก แต่จำเป็นต้องมีมาตรการบังคับใช้ที่เข้มแข็งกว่านี้ เพื่อป้องกันสงครามใหญ่ มาร่วมแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณมองอย่างไร และอย่าลืมกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวต่างประเทศล่าสุด!

ที่มา – UNSC ผ่านมติ ประณามอิหร่าน จี้หยุดโจมตีชาติอ่าวเปอร์เซีย

อิหร่านขู่โจมตีท่าเรือทั่วภูมิภาค หากท่าเรือตนเองโดนถล่ม

อิหร่านขู่โจมตีท่าเรือทั่วภูมิภาค สร้างความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียให้ยิ่งเพิ่มขึ้น หลังจากสหรัฐฯ ประกาศว่าท่าเรือของอิหร่านที่ใช้ในทางทหารเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรม หากเกิดการโจมตีขึ้นจริง สถานการณ์นี้อาจกระทบการขนส่งน้ำมันทั่วโลกอย่างหนัก

อิหร่านขู่โจมตีท่าเรือทั่วภูมิภาค หากท่าเรือตนเองโดนถล่ม

เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 กองทัพอิหร่านออกแถลงการณ์ขู่ตอบโต้เด็ดขาด โดยพลโท อโบลฟาซล์ เชคาร์ชี โฆษกอาวุโส ระบุชัดเจนว่า “หากท่าเรือของอิหร่านถูกคุกคาม ท่าเรือและอู่จอดเรือทั้งหมดในภูมิภาคนี้จะกลายเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมของเราเช่นกัน” คำขู่นี้เป็นการตอบโต้กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ที่กล่าวหาว่าเตหะรานใช้ท่าเรือพลเรือนตามช่องแคบฮอร์มุซเพื่อกิจกรรมทหาร

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ โดยขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก หากเกิดการปิดกั้นหรือโจมตี จะส่งผลกระทบราคาน้ำมันพุ่งสูงทันที สถานการณ์ยิ่งรุนแรงหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านตั้งแต่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายในภูมิภาค และขู่เรือทุกประเภทที่ผ่านช่องแคบ

เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ

ในวันเดียวกัน มีเรือสินค้า 3 ลำถูกโจมตี โดยกองทัพอิหร่านยอมรับว่าเป็นฝีมือของตนกับเรือ 2 ลำ ได้แก่ เรือ “มยุรี นารี” ติดธงไทย และ “เอ็กซ์เพรส โรม” ติดธงไลบีเรีย โทษฐานเพิกเฉยคำเตือนไม่ให้ผ่านช่องแคบ ส่งผลให้เส้นทางนี้ถูกปิดโดยปริยาย

  • เรือมยุรี นารี: เรือสินค้าชาวไทย ถูกโจมตีเพราะไม่หยุดตามคำสั่ง
  • เอ็กซ์เพรส โรม: เรือไลบีเรีย กลายเป็นเหยื่อเช่นกัน
  • เรือลำที่ 3: ยังไม่ยืนยันผู้กระทำ แต่เชื่อมโยงกับความขัดแย้ง

นับตั้งแต่เริ่มขัดแย้ง อิหร่านแสดงจุดยืนแข็งกร้าว โดยข่าวต่างประเทศรายงานว่ามีการเพิ่มกำลังทหารในพื้นที่ สหรัฐฯ เตรียมรับมือด้วยการส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินเพิ่ม

ความตึงเครียดนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ช่องแคบฮอร์มุซเคยถูกอิหร่านยึดเรือหลายครั้งในอดีต แต่คราวนี้รุนแรงกว่าด้วยอาวุธขั้นสูง หากอิหร่านขู่โจมตีท่าเรือทั่วภูมิภาค หากท่าเรือตนเองโดนถล่มเกิดขึ้นจริง ประเทศในอ่าวเปอร์เซียอย่างซาอุฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคูเวต จะได้รับผลกระทบหนัก ท่าเรือหลักอย่างเจเบลอะลีหรือท่าเรือดูไบอาจกลายเป็นเป้า

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่สงครามภูมิภาคใหญ่ หากไม่มีการเจรจา ผู้ประกอบการขนส่งทางทะเลควรหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้และหาทางเลี่ยง เช่น ผ่านช่องแคบมะละกา

ติดตามพัฒนาการข่าวต่างประเทศเพื่ออัพเดทสถานการณ์ล่าสุด และเตรียมรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันและสินค้านำเข้า

ที่มา – อิหร่านขู่โจมตีท่าเรือทั่วภูมิภาค หากท่าเรือตนเองโดนถล่ม

EU ทุ่มเงิน 100 ล้านยูโรช่วยเลบานอน หลังผู้พลัดถิ่นทะลุ 8 แสนคน

EU ทุ่มเงิน 100 ล้านยูโรช่วยเลบานอน หลังผู้พลัดถิ่นทะลุ 8 แสนคน สถานการณ์ในเลบานอนกำลังย่ำแย่หนักจากความขัดแย้งที่รุนแรง ทำให้สหภาพยุโรป (EU) ต้องรีบประกาศความช่วยเหลือฉุกเฉินมูลค่ามหาศาล เพื่อบรรเทาทุกข์ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

EU ทุ่มเงิน 100 ล้านยูโรช่วยเลบานอน หลังผู้พลัดถิ่นทะลุ 8 แสนคน

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 สหภาพยุโรปได้ประกาศมอบความช่วยเหลือทางการเงินจำนวน 100 ล้านยูโรให้กับเลบานอนทันที เพื่อรับมือกับวิกฤตมนุษยธรรมที่เกิดจากการโจมตีอย่างหนักของอิสราเอล สงครามครั้งนี้ซึ่งเชื่อมโยงกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ได้สร้างความเสียหายรุนแรง โดยมีผู้เสียชีวิตนับร้อยรายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และผู้พลัดถิ่นภายในประเทศพุ่งสูงถึง 800,000 คนแล้ว

เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวในการแถลงข่าวว่า EU ได้ส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปแล้วกว่า 40 ตันเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และกำลังเตรียมเที่ยวบินขนส่งเพิ่มเติมเพื่อส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปยังพื้นที่ประสบภัย โดยเน้นที่อาหาร ยา และที่พักพิงชั่วคราว

ตัวเลขผู้พลัดถิ่นทะลุ 8 แสนคน สถานการณ์เลวร้ายเกินคาด

เจ้าหน้าที่เลบานอนรายงานว่า จำนวนผู้พลัดถิ่นอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 800,000 ราย แต่ตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านี้มาก เนื่องจากนับเฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนด้วยตนเองเท่านั้น นายอาเดล นัสซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของเลบานอน เปิดเผยว่า “สถานการณ์ยากลำบากมากเพราะทรัพยากรมีจำกัด แต่รัฐบาลกำลังระดมทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มากที่สุด”

ก่อนหน้านี้ นายทอม เฟลตเชอร์ หัวหน้าฝ่ายมนุษยธรรมของสหประชาชาติ (UN) ได้เตือนว่า เลบานอนและภูมิภาคกำลังเข้าสู่ “ช่วงเวลาแห่งอันตรายที่ร้ายแรง” สำนักงานบริหารความเสี่ยงภัยพิบัติของเลบานอนยืนยันผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 634 ราย นับตั้งแต่อิสราเอลยกระดับการโจมตีเมื่อสัปดาห์ก่อน

ความช่วยเหลือจาก EU ครอบคลุมอะไรบ้าง

EU ทุ่มเงิน 100 ล้านยูโรช่วยเลบานอนนี้ จะถูกใช้ในการสนับสนุนด้านต่างๆ ดังนี้:

  • จัดหาอาหารและน้ำดื่มให้ผู้พลัดถิ่นกว่า 8 แสนคน
  • ส่งยารักษาโรคและอุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉิน
  • สร้างที่พักพิงชั่วคราวและระบบสุขอนามัย
  • สนับสนุนเจ้าหน้าที่กู้ภัยและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน
  • ช่วยเหลือด้านการศึกษาและปกป้องเด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ EU ยังประสานงานกับองค์กรระหว่างประเทศอย่าง UNHCR และ ICRC เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ

วิกฤตครั้งนี้ไม่เพียงกระทบเลบานอนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความมั่นคงในตะวันออกกลางทั้งภูมิภาค EU มองว่า การทุ่มเงินช่วยเหลือ 100 ล้านยูโรนี้เป็นก้าวแรกในการป้องกันวิกฤตมนุษยธรรมที่อาจลุกลาม โดยหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อหาทางออกทางการเมือง

จากข้อมูลล่าสุด พื้นที่ทางตอนเหนือของเลบานอนได้รับผลกระทบหนักสุด โดยมีครอบครัวนับหมื่นต้องอพยพหนีภัย บ้านเรือนและโรงเรียนถูกทำลายจำนวนมาก ทำให้เด็กๆ ขาดการเรียนรู้และโภชนาการ สถานการณ์แบบนี้เตือนใจเราถึงความสำคัญของการช่วยเหลือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากหน่วยงานอย่าง EU ที่มีบทบาทสำคัญในการรับมือวิกฤตโลก

ในมุมมองของผู้เขียน EU ทุ่มเงิน 100 ล้านยูโรช่วยเลบานอนครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของยุโรปต่อมนุษยธรรม แต่ปัญหา根本ยังคงอยู่ที่ความขัดแย้งทางการเมือง ควรมีแนวทางยั่งยืนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจโลกมากขึ้น และแบ่งปันบทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลที่เป็นประโยชน์

ที่มา – EU ทุ่มเงิน 100 ล้านยูโรช่วยเลบานอน หลังผู้พลัดถิ่นทะลุ 8 แสนคน

ทรัมป์อ้าง อิหร่านวางทุ่นระเบิด ในช่องแคบฮอร์มุซไม่สำเร็จ

ทรัมป์อ้าง อิหร่านวางทุ่นระเบิด ในช่องแคบฮอร์มุซไม่สำเร็จ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการข่าวต่างประเทศ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวท้องถิ่นเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 โดยยืนยันว่าการกระทำของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญทางทะเลนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

ทรัมป์อ้าง อิหร่านวางทุ่นระเบิด ในช่องแคบฮอร์มุซไม่สำเร็จ

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก โดยเชื่อมทะเลอาหรับกับอ่าวเปอร์เซีย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 20% ของน้ำมันโลกที่ผ่านไปมา ความตึงเครียดในพื้นที่นี้ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์โจมตีเรือสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันหลายครั้ง ทรัมป์ย้ำชัดว่าสหรัฐฯ ได้จัดการกับเรือวางทุ่นระเบิดของอิหร่านได้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด

“เราจัดการเรือวางทุ่นระเบิดของพวกเขาทั้งหมดได้ในคืนเดียว” ทรัมป์กล่าว พร้อมระบุว่ากองทัพเรืออิหร่านถูกทำลายไปเกือบทั้งหมด อาจสูงถึง 60 ลำ ทำให้แผนวางทุ่นระเบิดของอิหร่านพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกระตุ้นให้เรือสินค้าทุกชาติเดินทางผ่านช่องแคบนี้ต่อไป โดยยืนยันว่าเส้นทางปลอดภัย แม้จะมีรายงานโจมตีเรือ 3 ลำในช่วงเช้า ซึ่งอิหร่านอ้างความรับผิดชอบอย่างน้อย 2 ลำ

ทรัมป์อ้าง อิหร่านวางทุ่นระเบิด ในช่องแคบฮอร์มุซไม่สำเร็จ: ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

การอ้างเช่นนี้จากทรัมป์มีน้ำหนักมาก เพราะช่องแคบฮอร์มุซเป็นหัวใจของเศรษฐกิจโลก หากถูกปิดกั้น ราคาน้ำมันจะพุ่งสูง หากอิหร่านวางทุ่นระเบิดสำเร็จจริง คงสร้างความเสียหายมหาศาล แต่ด้วยการตอบโต้ที่รวดเร็วของสหรัฐฯ ทำให้สถานการณ์คลี่คลาย

  • สหรัฐฯ ทำลายเรืออิหร่านเกือบทั้งหมดในคืนเดียว
  • สนับสนุนให้เรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบต่อไป
  • ยืนยันความปลอดภัยแม้มีโจมตีเรือล่าสุด
  • ลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำมันโลก

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการเคลื่อนไหวของทรัมป์เป็นกลยุทธ์กดดันอิหร่านให้ถอยร่น จากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมา ตั้งแต่การถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA สหรัฐฯ เพิ่มกำลังทหารในพื้นที่เพื่อปกป้องเส้นทางการค้า

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การที่ทรัมป์อ้าง อิหร่านวางทุ่นระเบิด ในช่องแคบฮอร์มุซไม่สำเร็จ สะท้อนถึงความเหนือชั้นทางทหารของสหรัฐฯ ซึ่งช่วยรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานโลกไว้ได้ หากไม่มีมาตรการเหล่านี้ อาจเกิดวิกฤตน้ำมันคล้ายปี 1979

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงตึงเครียด อิหร่านอาจตอบโต้ในรูปแบบอื่นๆ เช่น โจมตีทางไซเบอร์หรือผ่านกลุ่มพันธมิตร สหรัฐฯ จึงต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง

สำหรับเรือสินค้าทั่วโลก คำแนะนำจากทรัมป์คือเดินทางต่อไปได้อย่างมั่นใจ แต่ควรมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น การคุ้มครองจากกองทัพเรือสหรัฐฯ

สรุปแล้ว การอ้างของทรัมป์ไม่เพียงยืนยันชัยชนะทางยุทธศาสตร์ แต่ยังเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจโลก คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากเห็นว่ามีประโยชน์!

ที่มา – ทรัมป์อ้าง อิหร่านวางทุ่นระเบิด ในช่องแคบฮอร์มุซไม่สำเร็จ

อิรักโวยอิหร่าน โจมตีเข้าดินแดนอิรัก ลั่นยอมรับไม่ได้

อิรักโวยอิหร่าน โจมตีเข้าดินแดนอิรัก ลั่นยอมรับไม่ได้ สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อรัฐบาลอิรักซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของอิหร่าน ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างเปิดเผยต่อการกระทำของเตหะราน ที่ส่งขีปนาวุธและโดรนโจมตีเข้ามาในดินแดนของตนเอง

อิรักโวยอิหร่าน โจมตีเข้าดินแดนอิรัก ลั่นยอมรับไม่ได้

เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 นายโมฮัมเหม็ด ชีอะห์ อัล-ซูดานี นายกรัฐมนตรีอิรัก ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน โดยย้ำชัดว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และเสี่ยงต่อการบ่อนทำลายความพยายามของอิรักในการยุติความขัดแย้ง ส่งเสริมการเจรจา

“ถึงแม้ว่ารัฐบาลอิรักจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงและอธิปไตยของอิหร่าน และจะไม่ยอมให้ดินแดนอิรักถูกใช้เป็นฐานโจมตีอิหร่าน แต่การโจมตีเป้าหมายในดินแดนอิรักคือการละเมิดอธิปไตยของเราเช่นกัน” นายอัล-ซูดานี กล่าว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน โจมตีฐานทัพอากาศ “ฮารีร์” ของสหรัฐฯ ในเขตเคอร์ดิสถานอิรัก เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ด้วยขีปนาวุธ 5 ลูก นอกจากนี้ ยังมีโดรนพลีชีพโจมตีใกล้สถานกงสุลสหรัฐฯ ในเออร์บิล และการโจมตีที่ทำให้สมาชิกพรรคโคมาลาเสียชีวิต 1 ราย ซึ่งกลุ่มกล่าวหาอิหร่าน

ผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่านต่ออิรัก

หนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์รายงานว่า มีโดรน 6 ลำโจมตีศูนย์สนับสนุนทางการทูตของสหรัฐฯ ในอิรัก โดย 1 ลำพุ่งชนอาคาร และอีก 5 ลำถูกยิงตก คาดว่าเป็นการตอบโต้จากกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านหนุนหลัง ต่อสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน

  • อิรักเป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์สำคัญของอิหร่านในตะนาวออกกลาง
  • กลุ่มติดอาวุธอิหร่านมีอิทธิพลสูงในความมั่นคง การเมือง และเศรษฐกิจอิรัก
  • นับแต่สงครามปะทุเมื่อ 28 ก.พ. 2569 การโจมตีเป้าหมายสหรัฐฯ ในอิรักเพิ่มขึ้น

แม้รัฐบาลอิรักจะแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของผู้นำอิหร่านอย่างอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี จากการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล แต่ครั้งนี้พวกเขายืนกรานไม่ยอมรับการละเมิดดินแดน

สถานการณ์นี้สะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์อิรัก-อิหร่าน อิรักพยายามรักษาสมดุลระหว่างพันธมิตรชี้และอธิปไตยแห่งชาติ การโจมตีครั้งนี้อาจนำไปสู่ความตึงเครียดรุนแรงขึ้น หากไม่มีการเจรจาแก้ไข

นอกจากนี้ อิรักยังเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้ควบคุมกลุ่มติดอาวุธ ทำให้บากรัฐบาลต้องเดินหมากอย่างระมัดระวัง

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า หากอิหร่านยังคงโจมตีผ่านดินแดนอิรัก อาจทำให้พันธมิตรนี้แตกหัก ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพภูมิภาค

ติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมได้ที่ ข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ความเห็นส่วนตัว: สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางต้องการการทูตมากกว่าการใช้กำลัง หากปล่อยไว้ อาจลุกลามเป็นวิกฤตใหญ่

ที่มา – อิรักโวยอิหร่าน โจมตีเข้าดินแดนอิรัก ลั่นยอมรับไม่ได้

Scroll to top