สงครามอิสราเอล

อิหร่านสวนทรัมป์ ไม่เคยขอให้สหรัฐฯ หยุดยิง ไม่เคยขอเจรจาด้วยซ้ำ

อิหร่านสวนทรัมป์ ไม่เคยขอให้สหรัฐฯ หยุดยิง ไม่เคยขอเจรจาด้วยซ้ำ นี่คือคำยืนยันชัดเจนจากนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ที่ออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างหนักแน่น สร้างความฮือฮาในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

อิหร่านสวนทรัมป์ ไม่เคยขอให้สหรัฐฯ หยุดยิง ไม่เคยขอเจรจาด้วยซ้ำ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 หรือ 2026 ในปฏิทินสากล นายอับบาส อารักชี ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสถานีโทรทัศน์ CBS News ของสหรัฐอเมริกา โดยย้ำว่าอิหร่านไม่เคยร้องขอให้สหรัฐหยุดยิง และไม่เคยแม้แต่จะขอเจรจาด้วย คำพูดนี้ตรงข้ามกับที่ทรัมป์เคยกล่าวว่าอิหร่านอยากทำข้อตกลงแต่เขายังไม่ยอมเพราะเงื่อนไขไม่ดีพอ

บริบทของความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐ

ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์นั้นรุนแรงมานาน โดยเฉพาะหลังจากสหรัฐถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในปี 2018 ทำให้อิหร่านกลับมาเสริมสมรรถนะโครงการนิวเคลียร์อีกครั้ง สหรัฐตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการโจมตีทางทหารในบางกรณี ล่าสุดทรัมป์อ้างว่าอิหร่านขอหยุดยิงและเจรจา แต่ฝั่งเตหะรานปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

นายอารักชีกล่าวในรายการ Face the Nation ว่า “เราไม่เห็นเหตุผลใดๆ ที่จะต้องพูดคุยกับชาวอเมริกัน เพราะเรากำลังคุยกับพวกเขาอยู่แล้วในตอนที่พวกเขาตัดสินใจเปิดฉากโจมตีเรา” เขาย้ำว่าสงครามนี้เป็นทางเลือกของทรัมป์และสหรัฐ และอิหร่านจะป้องกันตนเองต่อไป

ผลกระทบต่อสถานการณ์โลก

คำประกาศนี้ไม่เพียงแต่สวนกลับทรัมป์เท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณว่าอิหร่านพร้อมเผชิญหน้าต่อไป ซึ่งอาจทำให้ตะวันออกกลางยิ่งร้อนระอุ สถานการณ์คล้ายกับการโจมตีฐานทัพสหรัฐในอิรักที่อิหร่านหนุนหลังกลุ่มตัวแทน หรือการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนและเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบ

  • อิหร่านยืนยันไม่ขอหยุดยิง สวนทรัมป์เต็มๆ
  • ไม่เคยขอเจรจา แม้สหรัฐจะอ้าง
  • เตรียมป้องกันตัวเองต่อเนื่อง
  • ผลต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าคำพูดของอารักชีอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ภายในประเทศ แสดงให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลแข็งกร้าวต่อสหรัฐ ในขณะที่ทรัมป์เองก็ใช้คำกล่าวอ้างนี้เพื่อโหมโรงเลือกตั้ง โดยอวดว่าตัวเองควบคุมสถานการณ์ได้

ความขัดแย้งนี้ยังเชื่อมโยงกับพันธมิตรของทั้งสองฝ่าย เช่น อิสราเอลที่สนับสนุนสหรัฐ และรัสเซีย-จีนที่หนุนอิหร่าน ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น หากไม่มีการไกล่เกลี่ยจาก UN หรือชาติอื่นๆ อาจนำไปสู่สงครามใหญ่

สำหรับคนไทยที่ติดตามข่าวต่างประเทศ สถานการณ์นี้กระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพ เราควรติดตามใกล้ชิดเพราะไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก

ความเห็นส่วนตัว: การที่อิหร่านสวนทรัมป์แบบนี้ แสดงถึงความมั่นใจสูง แต่ก็เสี่ยงต่อการยืดเยื้อความขัดแย้ง คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ

ที่มา – อิหร่านสวนทรัมป์ ไม่เคยขอให้สหรัฐฯ หยุดยิง ไม่เคยขอเจรจาด้วยซ้ำ

อิหร่านลั่นพร้อมเจรจาเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านลั่นพร้อมเจรจากับประเทศที่อยากคุย เรื่องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ หลังจากสถานการณ์ตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียรุนแรงขึ้น เมื่ออิหร่านประกาศท่าทีเปิดกว้างสำหรับการสนทนาเรื่องความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก

อิหร่านลั่นพร้อมเจรจากับประเทศที่อยากคุย เรื่องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน โดยประมาณ 20-30% ของน้ำมันดิบโลกต้องผ่านทางนี้ทุกวัน ทำให้เป็นหัวใจเศรษฐกิจพลังงาน เมื่อเร็วๆ นี้ อิหร่านได้โจมตีเรือสินค้าที่ผ่านช่องแคบเพื่อตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลต่อโครงการนิวเคลียร์ของตน ส่งผลให้หลายประเทศกังวลเรื่องความปลอดภัยในการขนส่ง

นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับ CBS News เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ว่า อิหร่านยินดีเจรจากับทุกประเทศที่สนใจ โดยระบุว่า “มีหลายประเทศติดต่อเข้ามาเพื่อขอความคุ้มครองในการเดินเรือผ่านช่องแคบแล้ว” แต่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อประเทศเหล่านั้น ทำให้เกิดความสงสัยว่าประเทศใดบ้าง โดยเฉพาะชาติผู้นำเข้าน้ำมันอย่างจีน อินเดีย และยุโรปที่พึ่งพิงเส้นทางนี้

ผลกระทบจากความขัดแย้งและท่าทีอิหร่าน

อิหร่านลั่นพร้อมเจรจากับประเทศที่อยากคุย เรื่องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นสัญญาณบวกท่ามกลางความตึงเครียด แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจ หากช่องแคบถูกปิดกั้น ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจโลก

  • ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างเพียง 21 ไมล์ แต่รองรับเรือขนาดใหญ่ได้วันละหลายร้อยลำ
  • อิหร่านควบคุมฝั่งเหนือของช่องแคบ สามารถขัดขวางการจราจรได้ง่าย
  • เหตุการณ์โจมตีเรือล่าสุดทำให้บริษัทประกันภัยขึ้นราคาเบี้ยประกันเรือในพื้นที่

นอกจากประเด็นช่องแคบแล้ว นายอารักชียังเปิดเผยสถานการณ์โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านที่ถูกทำลายย่อยยับจาการโจมตี โดยระบุว่า “ทั้งหมดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง และไม่มีแผนฟื้นฟูในตอนนี้” ในอดีต อิหร่านเคยเสนอประนีประนอมโดยลดระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมลง แต่การเจรจาล้มเหลว และปัจจุบันไม่มีข้อเสนอบนโต๊ะ

ข้อกล่าวหาเรื่องอาวุธนิวเคลียร์

สหรัฐฯ และอิสราเอลกล่าวหาอิหร่านมานานว่าพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แม้อิหร่านจะยืนยันว่าโครงการเพื่อสันติภาพเท่านั้น อิหร่านเป็นชาติเดียวที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์แต่เสริมสมรรถนะยูเรเนียมใกล้ระดับอาวุธ (90%) ทำให้เกิดความกังวลในนานาชาติ

สถานการณ์นี้สะท้อนความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง ที่อิหร่านพยายามรักษาอำนาจในภูมิภาค ขณะที่ชาติตะวันตกกดดันเรื่องนิวเคลียร์ การที่อิหร่านลั่นพร้อมเจรจากับประเทศที่อยากคุย เรื่องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อาจนำไปสู่การคลี่คลาย หากมีการเจรจาจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าความเชื่อมั่นต้องสร้างใหม่ หลังเหตุการณ์รุนแรง อนาคตขึ้นอยู่กับท่าทีของทุกฝ่าย สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซยังคงต้องจับตาใกล้ชิด เพราะมีผลต่อราคาพลังงานและเสถียรภาพโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – อิหร่านลั่นพร้อมเจรจากับประเทศที่อยากคุย เรื่องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ดับทะลุ 3,900 ศพ สงครามในตะวันออกกลาง เลบานอนใกล้ 1,000 ศพ

ดับทะลุ 3,900 ศพ สงครามในตะวันออกกลาง เลบานอนใกล้ 1,000 ศพ สถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อจำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งสูงเกิน 3,900 รายแล้ว นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้เตหะรานตอบโต้อย่างดุเดือด รวมถึงปิดช่องแคบฮอร์มุซ สร้างความเสียหายมหาศาลให้ประเทศเพื่อนบ้าน

ดับทะลุ 3,900 ศพ สงครามในตะวันออกกลาง เลบานอนใกล้ 1,000 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ว่าสงครามครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 3,900 ราย โดยเฉพาะในอิหร่านและเลบานอนที่ตัวเลขพุ่งสูงอย่างน่าตกใจ อิหร่านถูกโจมตีหนักจากสหรัฐฯ และอิสราเอล ขณะที่เลบานอนกลายเป็นสมรภูมิรบหลักจากการตอบโต้ของอิสราเอล สถานการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสียทางชีวิต แต่ยังกระทบเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาคทั้งหมด

ผู้เสียชีวิตในอิหร่านและเลบานอนพุ่งสูง

ในอิหร่าน สำนักข่าวสารนักกิจกรรมสิทธิมนุษยชน (HRANA) รายงานว่ามีพลเรือนเสียชีวิต 1,319 ราย รวมเด็ก 206 ราย บุคลากรทหาร 1,122 ราย และผู้เสียชีวิตที่ยังจำแนกไม่ได้อีก 599 ราย การโจมตีที่รุนแรงทำให้ประชาชนจำนวนมากไร้ที่อยู่อาศัยและขาดแคลนอาหาร

ส่วนเลบานอน กระทรวงสาธารณสุขแจ้งยอดผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 850 ราย นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มโจมตีเมื่อ 2 มีนาคม โดยเด็กเสียชีวิต 107 ราย การทิ้งระเบิดใส่พื้นที่พลเรือนทำให้เกิดวิกฤตมนุษยธรรมครั้งใหญ่

  • สหรัฐอเมริกา: ทหารเสียชีวิต 13 นาย รวม 6 นายจากเครื่องบินเติมน้ำมันตกในอิรัก และ 6 นายจากโจมตีในคูเวต
  • อิสราเอล: ผู้เสียชีวิต 15 ราย รวมพลเรือน 9 รายจากขีปนาวุธในเบตเชเมช และทหาร 2 นายในเลบานอนใต้
  • อิรัก: 32 ราย โดย 27 รายเป็นทหาร PMF และทหารฝรั่งเศส 1 นาย

ผลกระทบกระจายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

คูเวตมีผู้เสียชีวิต 6 ราย รวมเด็กหญิงวัย 11 ปีจากสะเก็ดระเบิด สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เสียชีวิต 6 รายจากหลากหลายสัญชาติ บาห์เรน 1 รายจากเศษขีปนาวุธ โอมานมีชาวอินเดียและชาวต่างชาติ 3 ราย ซาอุดีอาระเบีย 2 รายจากอาวุธตกใส่ที่พักอาศัย

สงครามครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสู้รบระหว่างชาติใหญ่ แต่ส่งผลกระทบ domino ไปยังพลเรือนและแรงงานต่างชาติทั่วภูมิภาค ช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง สร้างวิกฤตพลังงานโลก การตอบโต้ของอิหร่านด้วยโดรนและขีปนาวุธยิ่งทำให้สถานการณ์ลุกลาม

นอกจากยอดผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้บาดเจ็บนับหมื่นรายและผู้อพยพนับล้าน องค์กรระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติเรียกร้องให้หยุดยิงทันที แต่ทั้งสองฝ่ายยังยืนกรานในจุดยืนของตน สงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้กำลังกลายเป็นหนึ่งในความขัดแย้งเลือดiest ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าถ้าสถานการณ์ไม่คลี่คลาย ตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจทะลุ 5,000 รายในไม่ช้า โดยเฉพาะเลบานอนที่ใกล้แตะ 1,000 ศพแล้ว ประชาคมโลกต้องเร่งเจรจาเพื่อป้องกันหายนะใหญ่หลวง

ติดตามข่าวสารล่าสุดและวิเคราะห์สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ดับทะลุ 3,900 ศพ สงครามในตะวันออกกลาง เลบานอนใกล้ 1,000 ศพ

อิสราเอลเผย มีแผนโจมตีอิหร่านต่อไปอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์

อิสราเอลเผย มีแผนโจมตีอิหร่านต่อไปอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์ เพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่านให้สิ้นซาก สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกองทัพอิสราเอลยืนยันว่าจะไม่หยุดยั้งจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย

อิสราเอลเผย มีแผนโจมตีอิหร่านต่อไปอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 พลจัตวา เอฟฟี เดฟริน โฆษกกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN อย่างชัดเจนว่า อิสราเอลมีแผนจะดำเนินการโจมตีอิหร่านต่อไปอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์ เนื่องจากยังมีเป้าหมายสำคัญอีกนับพันแห่งที่ต้องถูกกำจัด เพื่อบ่อนทำลายความสามารถทางทหารของอิหร่านอย่างถาวร

“เรายังมีเป้าหมายอีกหลายพันแห่งรออยู่ข้างหน้า” พลจัตวาเดฟรินกล่าว “เรามีความพร้อมเต็มที่ภายใต้การประสานงานกับพันธมิตรอย่างสหรัฐอเมริกา โดยแผนการจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเทศกาลปัสกาของชาวยิวในอีก 3 สัปดาห์ข้างหน้า และยังมีแผนลึกล้ำกว่านั้นสำหรับช่วงถัดไป”

ผลการโจมตีที่ผ่านมาและแผนในอนาคต

ตามข้อมูลจาก IDF นับตั้งแต่เริ่มแคมเปญโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพอากาศอิสราเอลได้ปฏิบัติการโจมตีไปแล้วกว่า 400 ระลอก โดยมุ่งเน้นพื้นที่ภาคตะวันตกและกลางของอิหร่าน เป้าหมายหลักคือโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร หน่วยโจมตี ป้องกัน และการผลิตอาวุธ

  • โจมตีโรงงานผลิตขีปนาวุธและโดรน
  • ทำลายฐานทัพและคลังอาวุธ
  • กำจัดเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยสำคัญ
  • ประสานงานกับสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายนับพันแห่ง

พลจัตวาเดฟรินย้ำว่า IDF ไม่ยึดติดกับกำหนดเวลา แต่เน้นบรรลุเป้าหมายหลักคือการบั่นทอนอำนาจของระบอบอิหร่านอย่างรุนแรง การโจมตีหนักหน่วงครั้งนี้ยังผลักดันให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนตัดสินใจเข้าร่วมความขัดแย้ง ต่างจากสงคราม 12 วันในฤดูร้อนปีก่อนที่พวกเขาเลือกนิ่งเฉย

“ในเดือนมิถุนายน มันเป็นแค่ปฏิบัติการจำกัด แต่ตอนนี้เป็นสงครามเต็มรูปแบบ” เดฟรินกล่าว ปฏิบัติการในเลบานอนอาจยืดเยื้อแม้สงครามอิหร่านจบ โดย IDF กำลังเสริมกำลังชายแดนเหนือเพื่อยึดพื้นที่และผลักดันฮิซบอลเลาะห์

ผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง

สถานการณ์ อิสราเอลเผย มีแผนโจมตีอิหร่านต่อไปอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์ สร้างความกังวลให้ประชาคมโลก โดยอาจนำไปสู่การขยายวงสงคราม สหรัฐฯ สนับสนุนเต็มที่ แต่กลุ่มพันธมิตรของอิหร่านอย่างฮูธีและฮามาสอาจตอบโต้รุนแรงขึ้น นักวิเคราะห์ชี้ว่าการทำลายโครงสร้างทหารอิหร่านจะเปลี่ยนสมดุลอำนาจในภูมิภาคอย่างสิ้นเชิง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การโจมตีครั้งนี้ไม่เพียงป้องกันภัยคุกคามจากนิวเคลียร์ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงศัตรูทุกฝ่าย คุณคิดว่าสงครามนี้จะจบลงอย่างไร? ติดตามข่าวสารล่าสุดและแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – อิสราเอลเผย มีแผนโจมตีอิหร่านต่อไปอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์

อิหร่านเผย ช่องแคบฮอร์มุซยังเปิด แต่ปิดเฉพาะศัตรู

อิหร่านเผย ช่องแคบฮอร์มุซยัง “เปิด” อยู่ แต่ “ปิด” เฉพาะกับศัตรู เป็นข่าวที่สร้างความสนใจไปทั่วโลก โดยเฉพาะในแวดวงพลังงานและการค้า海運 ล่าสุด รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

อิหร่านเผย ช่องแคบฮอร์มุซยัง “เปิด” อยู่ แต่ “ปิด” เฉพาะกับศัตรู

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 หรือตามปฏิทินไทย นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว MS Now ของสหรัฐอเมริกา ในระหว่างที่ถูกถามถึงสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ นายอารักชียืนยันชัดเจนว่า ช่องแคบนี้ยังคง “เปิด” สำหรับการจราจรทางทะเลทั่วไป แต่จะ “ปิด” เฉพาะกับเรือที่เกี่ยวข้องกับ “ศัตรู” ของอิหร่านเท่านั้น เช่น เรือบรรทุกน้ำมันจากสหรัฐฯ หรืออิสราเอล ส่วนเรือพาณิชย์จากประเทศอื่นๆ สามารถผ่านไปมาได้ตามปกติ

บริบทสงครามและการโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญยิ่งเพราะเป็นจุดผ่านของน้ำมันดิบราว 20-30% ของโลก โดยเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ-อิสราเอลที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้เกิดความตึงเครียดสูง นับตั้งแต่那时 มีเรืออย่างน้อย 17 ลำถูกอิหร่านโจมตีในพื้นที่นี้ รวมถึงเรือสินค้า “มยุรี นารี” ของไทยที่ได้รับความเสียหาย สร้างความกังวลให้ประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการค้าทางทะเล

นายอารักชียังตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพของนายโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน โดยระบุว่า “อีกไม่นานพวกเขาจะได้เห็นเองว่าท่านไม่มีปัญหาใดๆ และกำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่” ซึ่งช่วยคลายความกังวลบางส่วนเกี่ยวกับเสถียรภาพผู้นำ

  • ประเด็นสำคัญจากสัมภาษณ์:
  • ช่องแคบฮอร์มุซเปิดสำหรับเรือที่เป็นกลาง
  • ปิดเฉพาะเรือศัตรู เพื่อตอบโต้การโจมตี
  • อิหร่านยืนยันโจมตีเฉพาะฐานทัพสหรัฐฯ ไม่ใช่พลเรือน
  • รัสเซียและจีนคือพันธมิตรยุทธศาสตร์หลัก

ในส่วนของการโจมตีอาคารพลเรือน นายอารักชีกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าละเมิด แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธ สถานการณ์นี้ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่นำเข้าน้ำมันจำนวนมาก

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย

ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่เส้นทางเดินเรือ แต่เป็นหลอดเลือดใหญ่ของอุตสาหกรรมพลังงาน หากปิดกั้นจริง อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างวิกฤตให้ประเทศนำเข้า สำหรับไทย เรือมยุรี นารีที่ถูกโจมตีเป็นตัวอย่างชัดเจนว่านักเดินเรือไทยเสี่ยงภัย รัฐบาลไทยควรเร่งเจรจาทวิภาคีเพื่อความปลอดภัย

นอกจากนี้ อิหร่านยังเน้นย้ำความสัมพันธ์กับรัสเซียและจีน ซึ่งอาจนำไปสู่การรวมตัวทางทหารที่แข็งแกร่งขึ้นในตะวันออกกลาง สถานการณ์นี้คล้ายวิกฤตปี 2019 ที่อิหร่านเคยขู่อีกครั้ง แต่คราวนี้จริงจังกว่าเพราะสงครามเต็มรูปแบบ

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ไม่มีใครอยากปิดสนิท เพราะอิหร่านเองก็ส่งออกน้ำมันผ่านทางนี้ การที่ อิหร่านเผย ช่องแคบฮอร์มุซยัง “เปิด” อยู่ แต่ “ปิด” เฉพาะกับศัตรู จึงเป็นสัญญาณว่าอิหร่านต้องการหลีกเลี่ยงสงครามเศรษฐกิจทั้งหมด แต่พร้อมตอบโต้หากถูกยั่วยุ

ในที่สุด สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเจรจาสันติภาพ หากชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ยอมถอย ผู้ประกอบการไทยควรติดตามใกล้ชิดและปรับแผนขนส่งสำรอง เช่น ทางรอบๆ ช่องแคบ

ความเห็นส่วนตัว: แม้จะเปิดช่องแคบ แต่ความเสี่ยงยังสูง ไทยควรรีบเสริมกองทัพเรือป้องกันผลประโยชน์ทางทะเล ติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ทรัมป์อ้าง หลายประเทศจะส่งเรือรบร่วมเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์อ้าง หลายประเทศจะส่งเรือรบร่วมเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้นเรื่อยๆ

ทรัมป์อ้าง หลายประเทศจะส่งเรือรบร่วมเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อวันเสาร์ที่ 14 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมากล่าวอ้างอย่างมั่นใจว่า “ประเทศอื่น ๆ” จะส่งเรือรบมาร่วมกับกองทัพสหรัฐอเมริกา เพื่อเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านปิดกั้นไว้ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่กำลังลุกลามในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังไม่ได้เปิดเผยชื่อประเทศที่ตอบรับคำเชิญดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามมากมายจากสื่อและนักวิเคราะห์ทั่วโลก

ในโพสต์ยาวเหยียดบนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขา ทรัมป์ระบุชัดเจนว่า “หวังว่าจีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และประเทศอื่น ๆ” จะส่งเรือรบมาร่วมภารกิจนี้ เขายังอ้างว่าสหรัฐฯ ได้ทำลายขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านไปแล้ว 100% แต่เตือนว่าอิหร่านยังสามารถส่งโดรน วางทุ่นระเบิด หรือยิงขีปนาวุธได้ง่ายๆ ทรัมป์ยืนยันว่าจะถล่มชายฝั่งอิหร่านและเรือของพวกเขาให้จม เพื่อให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดกว้าง ปลอดภัย และเป็นอิสระในเร็ววัน

สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญที่ขนส่งน้ำมันดิบราว 20% ของโลก ปัจจุบันอิหร่านได้สกัดกั้นการเดินเรืออย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและเกิดวิกฤตพลังงานทั่วโลก รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเร่งควบคุมสถานการณ์เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมา

  • ผลกระทบหลัก: ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 20-30%
  • การค้าขนส่งชะงักงัน ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน
  • ประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ได้รับผลกระทบหนัก
  • เศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอยหากยืดเยื้อ

หลังการประชุม G7 สัปดาห์ก่อน ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ระบุว่าฝรั่งเศสสนับสนุนพันธมิตรกองเรือเพื่อรับรองเสรีภาพในการเดินเรือ แต่ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการจัดระเบียบ นายจอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีกลาโหมสหราชอาณาจักร ก็กล่าวในทำนองเดียวกันว่ายังอยู่ในขั้นเริ่มต้น และต้องลดความตึงเครียดก่อน

ทรัมป์อ้าง หลายประเทศจะส่งเรือรบร่วมเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ จริงหรือไม่?

คำกล่าวอ้างของทรัมป์นี้สร้างความฮือฮา แต่ยังไร้หลักฐานยืนยันจากประเทศที่ถูกเอ่ยชื่อ จีนซึ่งพึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียอาจลังเลเพราะความสัมพันธ์กับอิหร่าน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่นำเข้าน้ำมันจำนวนมากก็ยังเงียบ ขณะที่ยุโรปอย่างฝรั่งเศสและอังกฤษแสดงท่าทีสนับสนุนแต่ระมัดระวัง

นักวิเคราะห์เห็นว่าการเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศและการทูตที่เข้มแข็ง หากทรัมป์ทำได้จริง จะเป็นชัยชนะทางการเมืองครั้งใหญ่ แต่หากเป็นเพียงคำขู่ ก็อาจยืดเยื้อความขัดแย้ง

สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกได้ในชั่วพริบตา คุณคิดว่าประเทศไหนจะส่งเรือรบมาร่วมจริงๆ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – ทรัมป์อ้าง หลายประเทศจะส่งเรือรบร่วมเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ

ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ

ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่ายในภูมิภาคตะวันออกกลาง เมื่อกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ที่ปกครองฉนวนกาซา ออกแถลงการณ์ขอร้องพันธมิตรหลักอย่างอิหร่านให้ยับยั้งชั่งใจ ไม่โจมตีประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับอีกต่อไป ท่ามกลางสงครามที่รุนแรงระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล

ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ: พื้นหลังเหตุการณ์

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 กลุ่มฮามาสซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างหนักจากรัฐบาลเตหะราน ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง พวกเขาขอให้ “พี่น้องในอิหร่าน” หลีกเลี่ยงการโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษา “สายสัมพันธ์แห่งพี่น้อง” ระหว่างชาติในภูมิภาค แม้ฮามาสจะยังคงยืนยันสิทธิ์ในการป้องกันตัวของอิหร่านจากสหรัฐฯ และอิสราเอล แต่ก็เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันสันติภาพทันที

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น อิหร่านถูกกล่าวหาว่าดำเนินปฏิบัติการตอบโต้โดยโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศอ่าวอาหรับ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) คูเวต โอมาน ซาอุดีอาระเบีย และบาห์เรน แม้อิหร่านจะยืนยันว่ามุ่งเป้าเฉพาะฐานทัพอเมริกา แต่การโจมตีเหล่านี้กลับส่งผลกระทบต่อพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน สร้างความสูญเสียอย่างน้อย 18 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและแรงงานต่างชาติ

ผลกระทบจากการโจมตี: รายชื่อผู้เสียชีวิตในชาติอ่าวอาหรับ

  • UAE: 6 ศพ
  • คูเวต: 6 ศพ
  • โอมาน: 2 ศพ
  • ซาอุดีอาระเบีย: 2 ศพ
  • บาห์เรน: 2 ศพ

นอกจากนี้ กาตาร์และตุรกีซึ่งเป็นผู้สนับสนุนฮามาสทางด้านการเงินและการเมือง ก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากอิหร่านเช่นกัน สถานการณ์นี้ทำให้ฮามาสซึ่งพึ่งพาอิหร่านในเรื่องเงินทุน อาวุธ และการเมือง ต้องออกมาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยอย่างไม่คาดคิด

ความสัมพันธ์ระหว่างฮามาสและอิหร่านนั้นแน่นแฟ้นมานาน อิหร่านเป็นผู้ให้การสนับสนุนหลัก โดยส่งอาวุธล้ำสมัยและเงินทุนนับพันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อต่อสู้กับอิสราเอล อย่างไรก็ตาม ชาติอ่าวอาหรับหลายแห่ง โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียและ UAE มีจุดยืนต่อต้านอิหร่านอย่างชัดเจน ทำให้การโจมตีของเตหะรานยิ่งซ้ำเติมความขัดแย้ง

การที่ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อรักษาสมดุลอำนาจ ฮามาสต้องการหลีกเลี่ยงการถูกโดดเดี่ยว หากชาติอ่าวอย่างกาตาร์ซึ่งให้เงินทุนมหาศาล ถอนการสนับสนุน นอกจากนี้ ยังเป็นสัญญาณว่าฮามาสเริ่มมองเห็นความเสี่ยงจากสงครามที่ลุกลาม ซึ่งอาจกระทบต่อการต่อสู้เพื่อปาเลสไตน์โดยรวม

ในมุมกว้าง สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้มีรากเหง้าจากความขัดแย้งระหว่างชียะห์-ซุนนี สหรัฐฯ-อิสราเอล กับแกนนำต่อต้านอย่างอิหร่าน ฮิซบุลเลาะห์ และฮามาส การเรียกร้องของฮามาสจึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาใหม่ หากอิหร่านรับฟัง

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า หากอิหร่านไม่หยุดยั้ง อาจนำไปสู่การแตกหักกับฮามาส ซึ่งจะเป็นจุดอ่อนสำคัญของเตหะราน นอกจากนี้ ชาติอ่าวอาหรับกำลังเสริมสร้างพันธมิตรกับอิสราเอลผ่านข้อตกลง Abraham Accords ทำให้สมดุลกำลังเปลี่ยนไป

สำหรับคนไทยที่ติดตามข่าวต่างประเทศ สถานการณ์นี้เตือนใจถึงความเปราะบางของภูมิภาคน้ำมัน ซึ่งกระทบราคาน้ำมันโลกและเศรษฐกิจไทยโดยตรง เราเห็นได้จากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา

สุดท้ายนี้ การที่ฮามาสออกมาเรียกร้องดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าถึงแม้จะเป็นกลุ่มติดอาวุธ แต่ก็มีเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ คุณคิดว่าอิหร่านจะฟังไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ

ที่มา – ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม: https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มาเพิ่มเติม: BBC

อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก”

อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก” สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางอีกครั้ง หลังจากที่เตหะรานประกาศชัดเจนว่าจะโจมตีเป้าหมายสำคัญในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อตอบโต้การกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอล

อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก”

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 หรือตามปฏิทินไทยคือเดือนมีนาคม 2026 อิหร่านได้ออกคำเตือนรอบใหม่ผ่านสื่อที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานความมั่นคง โดยเรียกร้องให้พลเรือนใน UAE หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ท่าเรือหลักของประเทศเหล่านี้ ท่าเรือเหล่านี้กลายเป็นเป้าหมายหลักในการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านมาตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางน้ำมันสำคัญของอิหร่าน

คำเตือนนี้เผยแพร่เพื่อปกป้องชีวิตพลเรือน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของอิหร่านในการตอบโต้ การประกาศระบุชื่อท่าเรือหลัก 3 แห่งที่ชาว UAE ควรอพยพออกจากพื้นที่โดยรอบ ได้แก่ ท่าเรือเจเบลอาลี (Jebel Ali) ในดูไบ ท่าเรือคาลิฟา (Khalifa) ในอาบูดาบี และท่าเรือมินาอัล-ฟูไจราห์ (Mina Al-Fujairah) ในรัฐฟูไจราห์

ท่าเรือฟูไจราห์ถูกรับมือโดรนโจมตีล่าสุด

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนคำเตือน เมื่อท่าเรือฟูไจราห์ถูกโจมตีด้วยโดรนจากอิหร่าน แม้ว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของ UAE จะยิงสกัดได้สำเร็จ แต่ซากโดรนที่ตกลงมาก็ก่อให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรงบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้เกิดความเสียหายและความตื่นตระหนกในพื้นที่

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ท่าเรือและคลังน้ำมันของ UAE ถูกโจมตีตอบโต้จากอิหร่านหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บ 141 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นพลเรือนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งทางทหาร

เป้าหมายโจมตีอื่นๆ ของอิหร่าน

นอกจากท่าเรือหลักแล้ว อิหร่านยังประกาศตั้งเป้าโจมตีสถานที่สำคัญอื่นๆ ใน UAE เช่น สนามบิน โรงแรม อาคารสูง ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และโรงงานผลิตน้ำมัน การโจมตีเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อกดดันทางเศรษฐกิจและสร้างความหวาดกลัว โดย UAE ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ กลายเป็นเป้าหมายหลักในการตอบโต้

  • ท่าเรือเจเบลอาลี: ศูนย์กลางการค้าสำคัญของดูไบ จัดการสินค้าปริมาณมหาศาลต่อปี
  • ท่าเรือคาลิฟา: ท่าเรือที่ทันสมัยที่สุดในโลก ใกล้กับอาบูดาบี
  • ท่าเรือมินาอัล-ฟูไจราห์: ตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบต่อ UAE เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการค้าโลก โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านอ่าวเปอร์เซีย ความตึงเครียดอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและกระทบเศรษฐกิจทั่วโลก

อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก” เพื่อลดความสูญเสียทางมนุษย์ แต่ก็สะท้อนถึงความรุนแรงของความขัดแย้งที่กำลังลุกลาม รัฐบาล UAE ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงแล้ว

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเจรจาสันติภาพ หากชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซียเข้าแทรกแซง ชาวไทยที่สนใจข่าวต่างประเทศควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบราคาน้ำมันและการส่งออก

คำแนะนำ: หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไป UAE หรือทำธุรกิจในภูมิภาคนี้ ควรตรวจสอบข่าวสารล่าสุดและหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ

ที่มา – อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก”

ทรัมป์อ้าง เครื่องบินเติมน้ำมัน 5 ลำ ถูกโจมตีแต่เสียหายเล็กน้อย

ทรัมป์อ้าง เครื่องบินเติมน้ำมัน 5 ลำ ถูกโจมตีแต่เสียหายเล็กน้อย เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงข่าวต่างประเทศ ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เพื่อโต้แย้งรายงานของสื่อกระแสหลักที่อ้างว่าเครื่องบินเหล่านี้ถูกยิงตกและเสียหายหนัก

ทรัมป์อ้าง เครื่องบินเติมน้ำมัน 5 ลำ ถูกโจมตีแต่เสียหายเล็กน้อย

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ทรัมป์ได้ยืนยันว่า มีเครื่องบินเติมน้ำมันของกองทัพสหรัฐฯ จำนวน 5 ลำถูกโจมตีขณะจอดอยู่ที่สนามบินในซาอุดีอาระเบีย แต่ความเสียหายนั้นแทบจะไม่มีอะไรเลย โดย 4 ลำกลับมาใช้งานได้ปกติแล้ว และลำที่ 5 ก็จะพร้อมปฏิบัติการในเร็วๆ นี้ ทรัมป์วิจารณ์สื่ออย่างรุนแรงว่าได้บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างข่าวลือ โดยเฉพาะ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ และ เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ที่รายงานว่าฐานทัพถูกโจมตีหนักและเครื่องบินถูกทำลาย

ทรัมป์อ้าง เครื่องบินเติมน้ำมัน 5 ลำ ถูกโจมตีแต่เสียหายเล็กน้อย: ข้อความเต็มจาก Truth Social

ในโพสต์ดังกล่าว ทรัมป์เขียนว่า “พาดหัวข่าวที่จงใจบิดเบือนโดยพวกสื่อข่าวลวงเกิดขึ้นอีกแล้ว เกี่ยวกับเรื่องเครื่องบินเติมน้ำมัน 5 ลำที่ถูกอ้างว่าถูกยิงตกที่สนามบินแห่งหนึ่งในซาอุดีอาระเบียจนใช้งานไม่ได้อีกต่อไป แต่ในความเป็นจริงนั้น ฐานทัพถูกโจมตีเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่เครื่องบินไม่ได้ถูก ‘ยิงตก’ หรือ ‘ถูกทำลาย’ เลย 4 ใน 5 ลำแทบไม่มีความเสียหายใดๆ และกลับมาใช้งานตามปกติแล้ว ส่วนอีกลำหนึ่งมีความเสียหายมากกว่าเล็กน้อย แต่จะขึ้นบินได้ในไม่ช้า”

ทรัมป์ยังกล่าวหาสื่อว่าต้องการให้สหรัฐฯ แพ้สงคราม และเรียกพวกเขาว่า “คนป่วยและจิตฟั่นเฟือน” ที่สร้างความเสียหายให้ประเทศ โดยปิดท้ายว่า ชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2024 ของเขาพิสูจน์ว่าประชาชนเข้าใจดีกว่าสื่อ

  • เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร: ฐานทัพสหรัฐฯ ในซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีจากกลุ่มติดอาวุธที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน
  • ความเสียหายจริง: เครื่องบิน 4 ลำปกติ ลำที่ 5 เสียหายน้อย คาดกลับมาได้เร็ว
  • การโต้แย้งของทรัมป์: สื่อประโคมเกินจริงเพื่อโจมตีเขา

บริบทของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน เครื่องบินเติมน้ำมัน KC-135 หรือ KC-46 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนปฏิบัติการทางอากาศ ทรัมป์ใช้โอกาสนี้เน้นย้ำถึงนโยบายแข็งกร้าวของเขาในการรับมือภัยคุกคาม ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลก่อนหน้า

ผู้เชี่ยวชาญทางทหารวิเคราะห์ว่า การโจมตีแบบนี้มักใช้โดรนหรือขีปนาวุธนำวิถี ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายจำกัดหากเครื่องบินจอดในที่ปลอดภัย สิ่งนี้สอดคล้องกับคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่เครื่องบินเสียหายเล็กน้อย

ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทรัมป์และสื่อกระแสหลัก

ทรัมป์อ้าง เครื่องบินเติมน้ำมัน 5 ลำ ถูกโจมตีแต่เสียหายเล็กน้อย กลายเป็นตัวอย่างล่าสุดของสงครามข้อมูลระหว่างทรัมป์กับสื่อ ทรัมป์มักใช้ Truth Social เพื่อสื่อสารโดยตรงกับผู้สนับสนุน โดยอ้างว่าสื่อกระแสหลักมีอคติต่อเขา นับตั้งแต่เลือกตั้งปี 2024 ทรัมป์กลับมาเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพล และเหตุการณ์นี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของเขาในฐานะผู้นำที่โปร่งใส

อย่างไรก็ตาม สื่อบางแห่งยืนยันว่ามีหลักฐานภาพถ่ายแสดงความเสียหาย และเรียกร้องให้เพนตากอนยืนยันข้อเท็จจริง สถานการณ์นี้ยังคงเป็นที่ถกเถียง โดยนักวิเคราะห์เห็นว่าอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความแตกแยกในสังคมอเมริกันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทรัมป์ใช้โอกาสนี้โจมตีสื่อเพื่อรวมฐานเสียง หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมที่นี่ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – ทรัมป์อ้าง เครื่องบินเติมน้ำมัน 5 ลำ ถูกโจมตีแต่เสียหายเล็กน้อย

Scroll to top