สงครามอิสราเอล

“ควีน ปาห์ลาวี” ชี้ คาเมเนอีตายไม่ล้มระบอบอิสลาม

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุ หลังการโจมตีทางทหารของสหรัฐและอิสราเอลที่ส่งผลให้ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายราย ล่าสุด “ควีน ปาห์ลาวี” ชี้ การเสียชีวิตของคาเมเนอีไม่ทำให้ระบอบอิสลามล่มสลายโดยอัตโนมัติ จากคำให้สัมภาษณ์ของฟาราห์ ปาห์ลาวี หรือที่รู้จักในนามพระราชินีหม้ายของโมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ชาห์องค์สุดท้ายของอิหร่าน กับสำนักข่าวเอเอฟพี ซึ่งเป็นมุมมองที่อาจเปลี่ยนมุมมองของหลายคนต่ออนาคตของอิหร่าน

“ควีน ปาห์ลาวี” ชี้ การเสียชีวิตของคาเมเนอีไม่ทำให้ระบอบอิสลามล่มสลายโดยอัตโนมัติ

ฟาราห์ ปาห์ลาวี วัย 87 ปี ซึ่งลี้ภัยอยู่ในกรุงปารีสตั้งแต่การปฏิวัติอิหร่านปี 1979 เปิดเผยว่า แม้การเสียชีวิตของคาเมเนอีจะเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าระบอบสาธารณรัฐอิสลามจะพังทลายลงทันที เธอเน้นย้ำว่า การสิ้นสุดของบุคคลสำคัญเพียงคนเดียว ไม่ได้ทำให้โครงสร้างอำนาจทั้งระบบล้มครืนโดยอัตโนมัติ

พระองค์เรียกร้องให้ประชาคมโลกเคารพต่ออธิปไตยของอิหร่าน และสนับสนุนประชาชนอิหร่านให้กำหนดอนาคตของตนเอง โดยปัจจัยหลักคือความสามารถของประชาชนในการรวมตัวกัน สร้างการเปลี่ยนผ่านที่สันติ ระเบียบ และอยู่ภายใต้นิติธรรม

“ควีน ปาห์ลาวี” ชี้ทางออกอนาคตอิหร่านผ่านประชาชน

นอกจากนี้ ฟาราห์ ปาห์ลาวียังกล่าวถึงบุตรชาย เรซา ปาห์ลาวี วัย 65 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกทางการเมืองหากระบอบปัจจุบันล่มสลาย เขากำลังเตรียมแผนสำหรับกระบวนการเปลี่ยนผ่าน โดยล่าสุดโพสต์ข้อความในแพลตฟอร์ม X เรียกร้องให้ชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ในอิหร่านร่วมมือกัน สร้างเอกภาพชาติ โดยไม่ใช้ความขัดแย้งเป็นโอกาสแยกดินแดน

เรซา ปาห์ลาวีได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากกระแสประท้วงทั่วอิหร่านในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้ประท้วงหลายคนตะโกนชื่อสนับสนุนเขา สะท้อนถึงความหวังในตัวบุคคลจากราชวงศ์ปาห์ลาวี

ฟาราห์ ปาห์ลาวียังเรียกร้องให้โลกสนับสนุนสิทธิพื้นฐานของชาวอิหร่าน เช่น สิทธิเลือกผู้นำ การแสดงความคิดเห็นเสรี และชีวิตที่มีศักดิ์ศรีกับความมั่งคั่ง โดยเน้นว่าการสนับสนุนควรมุ่งไปที่ประชาชน ไม่ใช่เกมภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมขอให้ทางการอิหร่านยับยั้งชั่งใจ หลีกเลี่ยงการนองเลือด

ประวัติศาสตร์อิหร่าน: จากราชวงศ์ปาห์ลาวีสู่ระบอบอิสลาม

เพื่อเข้าใจบริบท ต้องย้อนดูประวัติศาสตร์ ราชวงศ์ปาห์ลาวีปกครองอิหร่านตั้งแต่ปี 1925 โดยโมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ชาห์องค์สุดท้าย ดำเนินนโยบาย现代化 ทำให้อิหร่านเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและสังคม แต่ถูกวิจารณ์เรื่องการกดขี่ทางการเมือง สิ้นสุดลงด้วยการปฏิวัติอิสลามปี 1979 นำโดยอยาตอลเลาะห์ รูฮอลลาห์ โคเมนี นำไปสู่การสถาปนาสาธารณรัฐอิสลาม

ตั้งแต่นั้น ผู้นำสูงสุดอย่างคาเมเนอี (ต่อจากโคเมนีปี 1989) ถืออำนาจสูงสุดเหนือประธานาธิบดีและรัฐสภา ระบอบนี้เผชิญวิกฤตภายในหลายครั้ง โดยเฉพาะประท้วงใหญ่ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งถูกปราบปรามรุนแรง สำนักข่าว HRANA รายงานผู้เสียชีวิตกว่า 7,000 คน และถูกจับกว่า 53,000 คน ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้น

  • สาเหตุประท้วง: เศรษฐกิจย่ำแย่จาก санкции, การกดขี่สิทธิสตรีและเสรีภาพ
  • บทบาทโซเชียลมีเดีย: ช่วยขยายกระแสต่อต้านระบอบ
  • กระแสราชวงศ์เก่า: ชื่อปาห์ลาวีถูกหยิบยกเป็นสัญลักษณ์อิสรภาพ

ฟาราห์ ปาห์ลาวีเคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่ากระแสประท้วง “ไม่มีวันย้อนกลับ” และชัยชนะของประชาชนจะนำสันติภาพมาสู่โลก

วิเคราะห์: ระบอบอิสลามจะล่มสลายหรือไม่?

แม้คาเมเนอีจะจากไป แต่โครงสร้างอิสลามยังแข็งแกร่ง มีสภาผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญคัดเลือกผู้นำใหม่ได้ รัฐบาลมีกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่ทรงพลัง ทว่าแรงกดดันภายในจากประท้วงและภายนอกจาก санкцииอาจเร่งการเปลี่ยนแปลง

“ควีน ปาห์ลาวี” ชี้ การเสียชีวิตของคาเมเนอีไม่ทำให้ระบอบอิสลามล่มสลายโดยอัตโนมัติ แต่เป็นโอกาสให้ประชาชนลุกขึ้นกำหนดชะตากรรม นี่คือ insight สำคัญที่นักวิเคราะห์ควรพิจารณา

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์อิหร่านเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หากประชาคมโลกสนับสนุนประชาชนอย่างแท้จริง อาจนำไปสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน คุณคิดว่าอนาคตอิหร่านจะเป็นอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารตะวันออกกลางแบบอัปเดต!

ที่มา – “ควีน ปาห์ลาวี” ชี้ การเสียชีวิตของคาเมเนอีไม่ทำให้ระบอบอิสลามล่มสลายโดยอัตโนมัติ

อิหร่านส่งเรือรบลำที่ 2 ใกล้น่านน้ำศรีลังกา

อิหร่านส่งเรือรบลำที่ 2 ใกล้น่านน้ำศรีลังกา แล้วจ้า หลังจากเรือรบลำแรกโดนยิงตอร์ปิโดจม ลูกเรือเสียชีวิตอย่างน้อย 84 ศพ สถานการณ์ในมหาสมุทรอินเดียเริ่มตึงเครียดสุดๆ เลยนะเพื่อนๆ วันนี้เรามาเจาะลึกเหตุการณ์นี้กันแบบเป็นกันเอง ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง และศรีลังกาจะรับมือยังไง

อิหร่านส่งเรือรบลำที่ 2 ใกล้น่านน้ำศรีลังกา

วันที่ 6 มีนาคม 2569 นายนาลินดา ชยาติสสา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารมวลชนของศรีลังกา ได้แถลงต่อรัฐสภาอย่างเร่งด่วนว่า เรือรบ IRIS Bushehr ของอิหร่าน ซึ่งบรรทุกลูกเรือและนักเรียนนายเรือกว่า 300 คน กำลังแล่นเข้ามาใกล้ๆ น่านน้ำศรีลังกาแล้ว เหตุผลหลักคือหลังจากเรือรบ IRIS Dena ลำแรกถูกเรือดำน้ำของสหรัฐฯ ยิงตอร์ปิโดจนจมเมื่อวันก่อน บริเวณนอกชายฝั่งทางตอนใต้ของศรีลังกา อิหร่านเลยยื่นคำร้องขอให้ศรีลังกาเปิดน่านน้ำช่วยหลบภัยหนีการไล่ล่า

ฟังดูเหมือนหนังแอคชั่นเลยใช่มั้ย แต่เป็นเรื่องจริง! รัฐบาลศรีลังกาเองก็กำลังปวดหัวใหญ่ เพราะประธานาธิบดีอนุรา กุมารา ดิสนายาเก ได้เรียกประชุมด่วนเจ้าหน้าที่ระดับสูง เพื่อหาแนวทางรับมือสถานการณ์ที่อาจลุกลาม

รายละเอียดโศกนาฏกรรมเรือรบลำแรก

ย้อนไปเหตุการณ์วันที่ 4 มี.ค. เรือรบ IRIS Dena ซึ่งเป็นเรือฟริเกตขับไล่ของกองทัพอิหร่าน ถูกตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำสหรัฐยิงจมใกล้ชายฝั่งใต้ ลูกเรือที่เสียชีวิตอย่างน้อย 84 นาย จากเดิมรายงาน 87 ราย ศพลูกเรือถูกนำไปไว้ที่เมืองแกล (Galle) เมืองท่าทางใต้ เพื่อชันสูตรพลิกศพ แต่ปัญหาคือโรงพยาบาลท้องถิ่นรับมือไหวแค่ 25 ศพต่อครั้ง เจ้าหน้าที่เลยต้องรีบหาตู้คอนเทนเนอร์แช่เย็นมาเก็บรอผลทางกฎหมาย

  • ชื่อเรือ: IRIS Dena (ลำแรกที่จม)
  • ชื่อเรือลำใหม่: IRIS Bushehr (กำลังมาใกล้ศรีลังกา)
  • จำนวนลูกเรือเสียชีวิต: อย่างน้อย 84 นาย
  • สถานที่: นอกชายฝั่งใต้ศรีลังกา
  • ผู้กระทำ: เรือดำน้ำสหรัฐ (ตามที่อิหร่านกล่าวหา)

ปฏิกิริยาจากฝ่ายอิหร่านและศรีลังกา

นายอับบาส อรักชี รัฐมนตรีต่างประเทศไทยอิหร่าน ออกมาโพสต์ประณามสหรัฐแบบจัดเต็ม เรียกว่า “การกระทำโหดร้ายทางทะเล” และเตือนว่าสหรัฐจะต้องเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป สงครามเย็นในทะเลกำลังเริ่มต้นอีกครั้งรึเปล่านะ?

ส่วนศรีลังกา ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรอินเดีย พยายามรักษาความเป็นกลางมาตลอด แต่ครั้งนี้โดนลูกหลงเต็มๆ รัฐบาลกำลังพิจารณาคำขอของอิหร่านว่าจะอนุญาตให้เรือเข้าเทียบท่าได้หรือไม่ ถ้าปล่อยเข้าไป อาจโดนสหรัฐกดดัน แต่ถ้าปฏิเสธ อิหร่านอาจไม่พอใจ สถานการณ์แบบ sandwich เลยล่ะ

บริบทความตึงเครียดอิหร่าน-สหรัฐ ในมหาสมุทรอินเดีย

เพื่อนๆ รู้มั้ยว่ามหาสมุทรอินเดียเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ มีเส้นทางค้าขายน้ำมันหลักของโลก อิหร่านกับสหรัฐปะทะกันมานาน จากเรื่องนิวเคลียร์ โจมตีเรือสินค้า ไปจนถึงสงครามตัวแทนในตะวันออกกลาง การส่งเรือรบลำนี้มาใกล้ศรีลังกา อาจเป็นกลยุทธ์ของอิหร่านเพื่อหาที่หลบภัย หรือแสดงแสนยานุภาพ แต่ก็เสี่ยงจุดชนวนใหญ่ได้

ศรีลังกายังมีปัญหาเศรษฐกิจอยู่แล้ว ถ้าสถานการณ์บานปลาย อาจกระทบการท่องเที่ยวและการค้าทางทะเลอีก หวังว่ารัฐบาลจะหาทางออกที่สงบศึกได้นะ

สรุปแล้ว อิหร่านส่งเรือรบลำที่ 2 ใกล้น่านน้ำศรีลังกา เป็นสัญญาณเตือนถึงความขัดแย้งที่อาจลุกลาม คุณคิดว่าศรีลังกาควรทำยังไง? คอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ จะได้ติดตามสถานการณ์ไปด้วยกัน!

ความเห็นส่วนตัว: เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าสงครามเย็นยังไม่จบ สันติภาพในทะเลสำคัญมาก หวังว่าจะไม่มีใครเสียชีวิตเพิ่ม

ที่มา – อิหร่านส่งเรือรบลำที่ 2 ใกล้น่านน้ำศรีลังกา หลังจากลำแรกถูกยิงตอร์ปิโดจม ลูกเรือดับอย่างน้อย 84 ศพ

ตัวตึงช่องแคบฮอร์มุซ ส่องยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV) ของอิหร่าน

ยานผิวน้ำไร้คนขับ (Unmanned Surface Vehicle – USV) หรือที่เรียกกันว่า “โดรนผิวน้ำ” กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เปลี่ยนแปลงการรบทางทะเล โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง ตัวตึงช่องแคบฮอร์มุซ ส่องยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV) ของอิหร่าน ซึ่งอิหร่านนำมาใช้เพื่อเสริมกำลังในช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

ยานผิวน้ำไร้คนขับ USV

ตัวตึงช่องแคบฮอร์มุซ ส่องยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV) ของอิหร่าน

USV ถูกนำมาใช้ในภารกิจหลากหลายเพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตมนุษย์และประหยัดต้นทุน ในด้านการทหาร เช่น ลาดตระเวน (ISR), เฝ้าระวัง, ต่อต้านเรือดำน้ำ (ASW), กวาดทุ่นระเบิด และโจมตีแบบกามิกาเซ่ (Kamikaze USV) ส่วนพลเรือนใช้สำรวจใต้น้ำ วัดความลึก ค้นหา-กู้ภัย และตรวจสอบโครงสร้างนอกชายฝั่ง

USV การใช้งาน
USV อีกมุม

ประสิทธิภาพเด่นของยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV)

USV มีจุดเด่นเรื่องความทนทาน สามารถทำงานต่อเนื่องนานโดยไม่ต้องพักลูกเรือ ความคล่องตัวด้วยดีไซน์ลดแรงต้านน้ำ เช่น SWATH Hull และความคุ้มค่าที่ผลิตได้จำนวนมากสำหรับกลยุทธ์ฝูงโดรน

ระบบขับเคลื่อนใช้เครื่องยนต์ดีเซล เบนซิน ไฟฟ้า/ไฮบริด หรือโซลาร์ ใบพัดหรือ Waterjet สำหรับน้ำตื้น ส่วนอาวุธติดตั้งปืนกล จรวด ขีปนาวุธ ตอร์ปิโด หรือหัวรบสำหรับโจมตีพลีชีพ

USV อิหร่าน

อิหร่านพัฒนา USV เพื่อรับมือศัตรูอย่างสหรัฐและอิสราเอล โดยใช้กลยุทธ์ไม่สมมาตร โจมตีฝูงผึ้งจากเรือสปีดโบ๊ทดัดแปลง

รุ่นเด่น: Ya Mahdi และ Bavar Series

Ya Mahdi ดัดแปลงจาก Bladerunner 51 ความยาว 10 เมตร เครื่องยนต์ Yamaha 200 แรงม้า x2 ความเร็ว 50-70 นอต หัวรบระเบิดพลีชีพ

Ya Mahdi

Bavar Series รัศมี 10-15 กม. ความเร็ว 80 กม./ชม. หัวรบ 2 กก. สำหรับรุ่นเล็ก

USV ระยะไกลส่งให้ฮูตี รัศมี 460 กม. Payload 250+ กก. นำทาง GPS + EO/IR

USV ระยะไกล
  • เครื่องยนต์: เบนซินนอกเรือหรือเจ็ท
  • ความเร็ว: 35-70 นอต
  • รัศมี: 10-450+ กม.
  • หัวรบ: 2-250+ กก.
  • ขนาด: 1.5-10 เมตร

สรุป ตัวตึงช่องแคบฮอร์มุซ ส่องยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV) ของอิหร่าน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเปลี่ยนสมดุลอำนาจทางทะเล ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการนี้เพราะอาจกระทบการขนส่งน้ำมันโลก หากคุณชื่นชอบข่าวเทคโนโลยีทหาร แชร์บทความนี้และติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตเพิ่มเติม!

ที่มา – ตัวตึงช่องแคบฮอร์มุซ ส่องยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV) ของอิหร่าน

ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม

ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการข่าวต่างประเทศ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมาแฉว่าทางการอิหร่านพยายามส่งสัญญาณขอเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง แต่ทรัมป์ไม่ยอมง่ายๆ และยืนยันว่าสหรัฐฯ พร้อมสู้ต่อ

ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบขาว ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยเล่าว่า “พวกเขากำลังโทรมา พวกเขาถามว่า ‘เราจะทำข้อตกลงกันได้อย่างไร?’ ผมตอบไปว่า ‘คุณมาสายไปหน่อยนะ และตอนนี้เราอยากสู้มากกว่าที่พวกคุณอยากสู้เสียอีก’” คำพูดนี้สะท้อนถึงท่าทีแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ที่ไม่ยอมถอยแม้จะมีสัญญาณขอเจรจาจากอิหร่าน

บริบทของการติดต่อจากอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม สื่อสหรัฐฯ รายงานว่าหน่วยข่าวกรองอิหร่านส่งสัญญาณมายังสหรัฐฯ ว่าอาจพร้อมเปิดการเจรจาเกี่ยวกับแนวทางยุติสงคราม แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ชี้แจงว่า ยังไม่มีการเจรจาอย่างเป็นทางการเกิดขึ้น และโอกาส “ทางออก” ในระยะสั้นนั้นดูเลือนลาง

ทรัมป์ยังใช้โอกาสนี้เฉลิมฉลองความคืบหน้าของกองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรอย่างอิสราเอล โดยระบุว่า “เรากำลังทำลายล้างศัตรูอย่างสิ้นซาก รุดหน้าเกินกำหนดการ และอยู่ในระดับที่ผู้คนไม่เคยพบเห็นมาก่อน” เขายังบอกกับ ABC News ว่าอิหร่านย่อยยับหนักจนต้องใช้เวลา 10 ปีกว่าจะฟื้นตัวได้

  • ทรัมป์เรียกร้องให้นักการทูตอิหร่านขอลี้ภัย: “เราขอเรียกร้องให้นักการทูตอิหร่านทั่วโลกยื่นขอลี้ภัย และมาช่วยเราสร้างอิหร่านยุคใหม่ที่ดียิ่งขึ้น”
  • สถานการณ์สงครามปัจจุบัน: สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังดำเนินการโจมตีอย่างหนักหน่วง ทำให้อิหร่านอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
  • ผลกระทบต่อภูมิภาค: ความขัดแย้งนี้ส่งผลต่อราคาน้ำมันและเสถียรภาพตะวันออกกลาง

ประเด็น ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม นี้ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของความขัดแย้ง ทรัมป์ดูมั่นใจในชัยชนะทางทหาร แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนเตือนว่าการเจรจาอาจเป็นทางออกที่ดีกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามยืดเยื้อ

นอกจากนี้ สถานการณ์ยังเชื่อมโยงกับนโยบาย “America First” ของทรัมป์ ที่เน้นการปกป้องผลประโยชน์สหรัฐฯ อย่างเด็ดขาด หากอิหร่านยอมเจรจาจริง สหรัฐฯ อาจเรียกร้องการปลดอาวุธนิวเคลียร์และยุติการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย

มุมมองอนาคตของข้อตกลง

แม้ทรัมป์จะปฏิเสธ แต่การที่อิหร่านส่งสัญญาณมาก็แสดงถึงความอ่อนแอ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจมีแรงกดดันจากนานาชาติให้ทั้งสองฝ่ายนั่งโต๊ะเจรจา สหรัฐฯ อาจใช้เป็นโอกาสต่อรองข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นตัวอย่างของเกมการเมืองระหว่างมหาอำนาจที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ทรัมป์เล่นบทแข็งกร้าวเพื่อกดดันอิหร่านให้ยอมจำนน แต่สุดท้าย การยุติสงครามอาจต้องอาศัยการทูตที่ชาญฉลาด คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารสำคัญ!

ที่มา – ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวตคว่ำร่างกฎหมาย จำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวตคว่ำร่างกฎหมาย จำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม กับอิหร่านกลายเป็นประเด็นร้อนที่สะท้อนความแตกแยกในสภาคองเกรสสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2569 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ลงมติไม่เห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าว โดยคะแนนโหวตห่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้เกิดคำถามถึงจุดยืนของสมาชิกสภาต่อนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวตคว่ำร่างกฎหมาย จำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม

การลงมติครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกวร่างกฎหมายคล้ายกันไปก่อนหน้าเพียงวันเดียว สะท้อนให้เห็นว่าพรรครีพับลิกันยังคงสนับสนุนรัฐบาลทรัมป์อย่างเหนียวแน่น แม้จะมีความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังรุนแรงขึ้นก็ตาม ผลการโหวตคือ ไม่เห็นชอบ 219 เสียง ต่อเห็นชอบ 212 เสียง โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคเดโมแครตบางส่วนที่สนับสนุนอิสราเอลอย่างแข็งขัน ได้โหวตสวนมติพรรคแม้จะถูกกดดันจากผู้นำพรรค ในทางตรงข้าม สส.รีพับลิกัน 2 รายที่เคยวิจารณ์ทรัมป์เรื่องคำมั่นสัญญาไม่ทำสงครามต่างแดน กลับโหวตสนับสนุนร่างกฎหมายนี้

รายละเอียดการผลักดันร่างกฎหมาย

ร่างกฎหมายนี้ถูกนำเสนอโดย สส.โธมัส แมสซี จากพรรครีพับลิกันรัฐเคนทักกี และ สส.โร คานนา จากพรรคเดโมแครตรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยอาศัยกฎหมายอำนาจการทำสงครามปี 2516 (War Powers Act) เพื่อบังคับให้เกิดการลงมติ ปัจจุบัน สมาชิกพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ในสภาคองเกรสประกาศจุดยืนสนับสนุนปฏิบัติการของทำเนียบขาวอย่างชัดเจน ขณะที่พรรคเดโมแครตส่วนใหญ่คัดค้านอย่างหนัก โดยมองว่าทรัมป์กระทำผิดกฎหมายโดยไม่ขออนุมัติจากสภาคองเกรส และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความมั่นคงระยะยาว

นายฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำเสียงข้างน้อยสภาผู้แทนราษฎร พยายามรวมพรรคให้เป็นเอกภาพ แต่สุดท้ายไม่สำเร็จเพราะ สส.เดโมแครตกลุ่มสนับสนุนอิสราเอลแตกแถวไปหลายราย สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวตคว่ำร่างกฎหมาย จำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม จึงยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อ

บริบทความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน

ที่ผ่านมา สภาคองเกรสเคยสงวนท่าทีต่อปฏิบัติการทหารของทรัมป์ในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเวเนซุเอลาหรือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้รัฐบาลจะบรรยายสรุปข้อมูลลับให้สมาชิกสภา แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าสงครามกับอิหร่านจะสิ้นสุดเมื่อใด นโยบาย “อเมริกาเป็นก่อน” ของทรัมป์ถูกทดสอบอย่างหนักในวิกฤตนี้ โดยฝ่ายรีพับลิกันมองว่าเป็นการปกป้องผลประโยชน์ชาติ ขณะที่เดโมแครตเตือนถึงสงครามยืดเยื้อแบบอิรักหรืออัฟกานิสถาน

  • คะแนนโหวต: ไม่เห็นชอบ 219 ต่อ 212 เสียง
  • สส.รีพับลิกันแตกแถว: 2 ราย
  • สส.เดโมแครตแตกแถว: หลายรายจากกลุ่มสนับสนุนอิสราเอล
  • พื้นฐานกฎหมาย: War Powers Act 1973

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแสดงถึงการเมืองภายในสหรัฐฯ ที่แบ่งขั้วชัดเจน แต่ยังส่งผลกระทบต่อพันธมิตรอย่างอิสราเอลและชาติในภูมิภาค สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวตคว่ำร่างกฎหมาย จำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม อาจเปิดทางให้ทรัมป์ขยายปฏิบัติการได้มากขึ้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การตัดสินใจนี้อาจนำไปสู่ escalation ที่คาดไม่ถึง โดยเฉพาะเมื่ออิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนนี้ทำให้ตลาดน้ำมันโลกผันผวน และไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์นี้ย้ำเตือนถึงความสำคัญของการตรวจสอบอำนาจประธานาธิบดีในเรื่องสงคราม ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะอาจเปลี่ยนโฉมหน้าความสัมพันธ์สหรัฐ-ตะวันออกกลางอย่างสิ้นเชิง คุณคิดอย่างไรกับการโหวตครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุด!

ที่มา – สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวตคว่ำร่างกฎหมาย จำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม

เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ ขอยูเครน ช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ ขอยูเครน ช่วยรับมือโดรนอิหร่าน เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองและความมั่นคงโลก เมื่อประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน เปิดเผยข้อมูลสำคัญล่าสุด เกี่ยวกับคำขอความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรในการต่อกรกับโดรนโจมตีจากอิหร่าน

เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ ขอยูเครน ช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 หรือตามปฏิทินไทยคือเดือนมีนาคมปีหน้า เซเลนสกีได้ประกาศผ่านสื่อว่า สหรัฐฯ ได้ติดต่อขอให้ยูเครนช่วยปกป้องชาติพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย จากภัยคุกคามโดรนของอิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย สงครามยูเครนกับรัสเซียยังดำเนินต่อเนื่อง แต่ยูเครนกลับกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสกัดกั้นโดรน Shahed ที่อิหร่านส่งมาให้รัสเซียใช้

เซเลนสกีระบุว่า เขาได้สั่งการให้เตรียมทรัพยากรและผู้เชี่ยวชาญพิเศษจากยูเครน ซึ่งมีประสบการณ์ต่อสู้กับโดรนเหล่านี้มานาน ส่งไปช่วยเหลือแล้ว โดยเน้นย้ำว่ายูเครนจะช่วยภายใต้เงื่อนไขที่ไม่กระทบการป้องกันประเทศตัวเอง และต้องแลกกับผลประโยชน์ เช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot เพิ่มเติมจากสหรัฐฯ

เงื่อนไขการช่วยเหลือจากยูเครน

  • ไม่ให้กระทบการป้องกันยูเครนเอง
  • แลกกับระบบ Patriot และอาวุธอื่นๆ
  • ผลประโยชน์ทางการทูตให้กรุงเคียฟ

นอกจากนี้ เซเลนสกียังได้สนทนากับผู้นำในอ่าวเปอร์เซีย เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ บาห์เรน จอร์แดน และคูเวต สัญญาจะส่ง “ขั้นตอนรูปธรรม” ช่วยปกป้องฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนจากโดรนอิหร่าน เขากล่าวว่า “โดรน Shahed เป็นความท้าทายรุนแรง หากไม่มีเชี่ยวชาญและอาวุธพอ จะสกัดกั้นยาก”

ท่าทีจากผู้นำสหรัฐฯ และความเสี่ยงที่ตามมา

เมื่อสื่อถามโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งขณะนั้นอยู่ในตำแหน่ง เขาตอบว่า “ผมยินดีรับความช่วยเหลือจากทุกประเทศ” สะท้อน openness ของสหรัฐฯ แต่เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ ขอยูเครน ช่วยรับมือโดรนอิหร่าน ก็ทำให้เกิดความกังวลในยูเครนเอง ว่าสงครามตะวันออกกลางอาจดึงทรัพยากรพันธมิตรไป ทำให้ยูเครนขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้น นอกจากนี้ ราคาน้ำมันพุ่งอาจเอื้อประโยชน์รัสเซียที่ได้รายได้มหาศาล

อย่างไรก็ตาม เซเลนสกีมองว่านี่เป็นโอกาส ในการแสดงศักยภาพยูเครนที่ต่อสู้กับโดรนมา 2 ปีกว่า และผลักดันผลประโยชน์ชาติ เช่น การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีป้องกันภัยทางอากาศ ยูเครนมีประสบการณ์จริงจากการสกัดโดรนรัสเซียนับพันลำ ทำให้เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ

สถานการณ์นี้ยังเชื่อมโยงกับ geopolitics โลก สงครามยูเครนและตะวันออกกลางอาจกลายเป็นจุดเชื่อม สหรัฐฯ ต้องการ expertise จากยูเครนเพื่อปกป้องอิสราเอลและชาติพันธมิตรจากอิหร่าน ในขณะที่ยูเครนหวังเสริมแกร่งการป้องกันรัสเซีย ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การช่วยเหลือครั้งนี้อาจนำไปสู่ข้อตกลงใหญ่ แลกเปลี่ยนอาวุธและข้อมูลข่าวกรอง

นอกจากโดรน Shahed แล้ว อิหร่านยังพัฒนาโดรนรุ่นใหม่ ทำให้การป้องกันยากขึ้น ยูเครนเสนอแบ่งปันเทคนิค เช่น การใช้ drone jammer และระบบเรดาร์ราคาถูกที่พัฒนาขึ้นเอง สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยพันธมิตร แต่ยังเสริมภาพลักษณ์ยูเครนในเวทีโลก

สำหรับผู้อ่านที่สนใจข่าวต่างประเทศ สถานการณ์แบบนี้แสดงให้เห็นว่า สงครามสมัยใหม่เน้น drone warfare มากขึ้น ประเทศเล็กอย่างยูเครนสามารถเป็น leader ได้ หากมีเทคโนโลยีและประสบการณ์

ในมุมมองของเรา นี่คือ strategic move ของเซเลนสกี ที่หันวิกฤตเป็นโอกาส คุณคิดอย่างไรกับการที่ยูเครนช่วยสหรัฐฯ แลก Patriot? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ!

ที่มา – เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ ขอยูเครน ช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

สงคราม 100 ชม.แรก กองทัพสหรัฐฯ ใช้งบฯ ไปแล้ว 1.17 แสนล้านบาท

สงคราม 100 ชม.แรก กองทัพสหรัฐฯ ใช้งบฯ ไปแล้ว 1.17 แสนล้านบาท สร้างความฮือฮาในวงการข่าวต่างประเทศ เมื่อศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) ออกรายงานล่าสุด เผยตัวเลขค่าใช้จ่ายมหาศาลที่สหรัฐฯ ต้องแบกรับในช่วงเริ่มต้นของปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน

สงคราม 100 ชม.แรก กองทัพสหรัฐฯ ใช้งบฯ ไปแล้ว 1.17 แสนล้านบาท

รายงานจาก CSIS ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 มี.ค. 2569 ระบุชัดเจนว่า ในช่วง 100 ชั่วโมงแรกของการรบ สหรัฐฯ ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.17 แสนล้านบาท โดยเฉลี่ยวันละ 890 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.8 หมื่นล้านบาท นี่คือตัวเลขที่สะท้อนถึงความเข้มข้นของปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้

จากจำนวนนี้ ค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการจริงๆ มีเพียงไม่ถึง 200 ล้านดอลลาร์ที่อยู่ในงบกระทรวงกลาโหมปกติ ส่วนที่เหลืออีก 3.54 พันล้านดอลลาร์ น่าจะต้องของบเพิ่มเติมผ่านงบพิเศษหรือกฎหมายใหม่ สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามใหญ่เกี่ยวกับภาระงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ ในอนาคต

ค่าใช้จ่ายหลักในสงคราม 100 ชม.แรก

นักวิเคราะห์จาก CSIS ชี้ว่าค่าใช้จ่ายหลักมาจากการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ทดแทน เนื่องจากคลังกระสุนขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ และพันธมิตรเริ่มร่อยหรอ นอกจากนี้ยังมีรายงานความสูญเสีย เช่น เครื่องบินรบ F-15 จำนวน 3 ลำที่ถูกยิงตกจากเหตุการณ์ friendly fire ในคูเวต

  • งบปฏิบัติการพื้นฐาน: ไม่ถึง 200 ล้านดอลลาร์
  • งบจัดหาอาวุธทดแทน: กว่า 3.54 พันล้านดอลลาร์
  • ค่าใช้จ่ายสนับสนุน: รวมเครื่องบิน กระสุน และโลจิสติกส์
  • ความสูญเสียยุทโธปกรณ์: F-15 และระบบป้องกันอื่นๆ

ในระยะต่อไป ค่าใช้จ่ายอาจผันผวนตามปัจจัยหลายอย่าง เช่น การใช้ยุทโธปกรณ์ราคาถูกลง ความเข้มข้นของการรบ และประสิทธิภาพการตอบโต้ของอิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปริศนา

อนาคตของความขัดแย้งยังไม่แน่นอน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ยังไม่กำหนดกรอบเวลาชัดเจน โดยนายเฮกเซธระบุว่า “ปฏิบัติการจะดำเนินไปตราบเท่าที่ประธานาธิบดีเห็นสมควร” และอาจยืดจาก 3-4 สัปดาห์ไปจนถึง 6-8 สัปดาห์ สหรัฐฯ คือผู้กำหนดจังหวะเอง

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบงบประมาณสหรัฐฯ แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นักลงทุนต่างกังวลว่าสงครามนี้อาจลุกลาม สร้างความไม่แน่นอนให้ตลาดหุ้นและพลังงาน

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ สงคราม 100 ชม.แรกนี้แสดงให้เห็นถึงต้นทุนสูงของสงครามสมัยใหม่ ที่อาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง หากยืดเยื้อ ค่าใช้จ่ายอาจทะลุ 10 แสนล้านบาทภายในเดือนเดียว สหรัฐฯ ต้องหาทางลดความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพด่วน

สำหรับผู้อ่านที่สนใจข่าวต่างประเทศ แนะนำติดตาม ข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด ความขัดแย้งนี้อาจเปลี่ยนโฉมหน้า geopolitics ไปตลอดกาล คุณคิดว่าสหรัฐฯ จะชนะสงครามนี้ได้โดยไม่เจ๊งงบหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย

ที่มา – สงคราม 100 ชม.แรก กองทัพสหรัฐฯ ใช้งบฯ ไปแล้ว 1.17 แสนล้านบาท

ทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน

ทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน คำประกาศที่สร้างความฮือฮาในเวทีการเมืองโลก เมื่ออดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยยืนยันว่าจะไม่ยอมรับลูกชายของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Axios โดยระบุว่า “พวกเขากำลังเสียเวลาเปล่า ลูกชายของคาเมเนอีนั้นไร้ความสำคัญ ผมต้องมีส่วนร่วมในการแต่งตั้ง เหมือนกับกรณีของเดลซีในเวเนซุเอลา” เขาอ้างถึงกรณีที่สหรัฐฯ มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงผู้นำของเวเนซุเอลา โดยบุกจับกุมนิโกลัส มาดูโร และผลักดันเดลซี โรดริเกซ ขึ้นมารักษาการ

ทรัมป์ยังเน้นย้ำว่า เขาจะไม่ยอมรับผู้สืบทอดที่ยังคงยึดมั่นนโยบายเดิมของอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ซึ่งถูกสหรัฐฯ สังหารไปเมื่อวันเสาร์ก่อนหน้า “เราต้องการใครสักคนที่จะนำความปรองดองและสันติภาพมาสู่อิหร่าน” ทรัมป์กล่าว พร้อมเตือนว่าหากอิหร่านเลือกผู้นำที่เดินตามรอยเดิม สหรัฐฯ อาจต้องกลับเข้าสู่สงครามอีกครั้งภายใน 5 ปีข้างหน้า

บริบทเบื้องหลังทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน

คำพูดนี้เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังทำเนียบขาวส่งสัญญาณว่า การเปลี่ยนระบอบการปกครองอิหร่านไม่ใช่เป้าหมายหลักของปฏิบัติการทางทหาร แต่ทรัมป์กลับแสดงท่าทีแข็งกร้าวมากกว่า โดยมุจตาบา คาเมเนอี ลูกชายของอาลี คาเมเนอี ถือเป็นตัวเก็งที่จะสืบทอดอำนาจ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่ง

นโยบายของทรัมป์ต่ออิหร่านในสมัยก่อนหน้านี้เคยเข้มข้น เช่น การถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA การโจมตีด้วยโดรนสังหารนายพลกาเซม สุไลมานี และการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่รุนแรง สิ่งเหล่านี้ทำให้อิหร่านเผชิญวิกฤตภายใน จนเกิดการประท้วงครั้งใหญ่

  • จุดสำคัญของคำประกาศ: ทรัมป์ปฏิเสธมุจตาบา คาเมเนอีอย่างชัดเจน
  • เปรียบเทียบกับเวเนซุเอลา เพื่อแสดงบทบาทสหรัฐฯ ในการแทรกแซง
  • เตือนสงครามหากไม่เปลี่ยนแปลงผู้นำ
  • เรียกร้องผู้นำที่นำสันติภาพและปรองดอง

ผู้เชี่ยวชาญการเมืองมองว่า คำพูดนี้อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อกดดันอิหร่านและเสริมภาพลักษณ์ “ทรัมป์ผู้แข็งแกร่ง” ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่ก็เสี่ยงจุดชนวนความตึงเครียดในตะวันออกกลางให้รุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับพันธมิตรอย่างอิสราเอลที่กำลังเผชิญภัยคุกคามจากกลุ่มฮูธีและเฮซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากท่าทีของทรัมป์

หากทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง นโยบาย “มีส่วนร่วมในการเลือกผู้นำ” อาจนำไปสู่การแทรกแซงที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม เช่น การสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามในอิหร่าน หรือเพิ่มแรงกดดันทางทหาร แต่ในทางตรงข้าม อิหร่านอาจรวมตัวกันมากขึ้นภายใต้ระบอบอนุรักษนิยม ส่งผลให้สถานการณ์โลกยิ่งไม่แน่นอน

นอกจากนี้ คำประกาศยังสะท้อนมุมมองของทรัมป์ที่มองอิหร่านเป็นภัยคุกคามหลักต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยเขามักกล่าวหาอิหร่านว่าเป็น “ผู้สนับสนุนการก่อการร้าย” และเรียกร้องให้ชาติอาหรับรวมตัวต้านทาน

ในมุมเศรษฐกิจ การคว่ำบาตรอิหร่านยังคงส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก หากเกิดสงครามใหม่ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูง สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน

  • โอกาสที่มุจตาบา คาเมเนอี จะขึ้นจริง: สูง หากกลุ่มอนุรักษ์นิยมครองอำนาจ
  • บทบาทสหรัฐฯ: อาจจำกัดแค่คำขู่ หากไม่มีฐานสนับสนุนภายในอิหร่าน
  • ผลต่อภูมิภาค: เพิ่มความเสี่ยงสงครามตัวแทน

สุดท้ายแล้ว คำพูดทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน แสดงให้เห็นถึงสไตล์การเมืองที่ดุดันของเขา ซึ่งอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงใหญ่หรือความขัดแย้งใหม่ ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด คุณคิดอย่างไรกับท่าทีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารต่างประเทศล่าสุด!

ที่มา – ทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน

ทูตอิหร่านประจำ UN โต้ข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นยึดมั่น ก.ม.ระหว่างประเทศ

ทูตอิหร่านประจำ UN โต้ข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นยึดมั่น ก.ม.ระหว่างประเทศ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะในแวดวงการเมืองและพลังงาน ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากปิดจริงจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก แต่ทูตอิหร่านยืนกรานว่าไม่มีเรื่องนั้นเกิดขึ้น

ทูตอิหร่านประจำ UN โต้ข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นยึดมั่น ก.ม.ระหว่างประเทศ

สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ว่า ผู้แทนถาวรอิหร่านประจำสหประชาชาติ ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือที่แพร่สะพัดอย่างหนัก โดยระบุว่าข่าวที่ว่าอิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น “ไม่มีมูลความจริงและไร้สาระสิ้นดี” ข่าวนี้เกิดขึ้นหลังจากสื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม ว่า ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดแล้ว และจะยิงเรือทุกลำที่พยายามผ่าน

ทูตอิหร่านโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์เดิม) ยืนยันว่า เตหะรานยังคงยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและเสรีภาพในการเดินเรือ พร้อมหันไปโต้สหรัฐอเมริกาว่าเป็นฝ่ายที่ทำให้ความมั่นคงทางทะเลอยู่ในภาวะอันตราย นอกจากนี้ ยังประณามสหรัฐที่ใช้เรือดำน้ำยิงเรือฟริเกต “ไอริส เดนา” (IRIS Dena) ของอิหร่านในน่านน้ำสากลโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ส่งผลให้เรือจมลงในมหาสมุทรอินเดีย และมีผู้เสียชีวิตกว่า 100 ราย ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

ช่องแคบฮอร์มุซ: เส้นทางชีวิตของน้ำมันโลก

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญยิ่งใหญ่ เพราะเป็นจุดผ่านของน้ำมันดิบราว 20-30% ของโลก จากอ่าวเปอร์เซียสู่ตลาดโลก หากปิดจริง ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงทันที สร้างความเดือดร้อนให้ประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีน ญี่ปุ่น และยุโรป ในอดีต อิหร่านเคยขู่ว่าจะปิดช่องแคบนี้ในช่วงความขัดแย้งกับสหรัฐ แต่ครั้งนี้ทูตอิหร่านประจำ UN โต้ข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นยึดมั่น ก.ม.ระหว่างประเทศ อย่างชัดเจน

พื้นหลังความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน-สหรัฐ

  • อิหร่านถูกสหรัฐคว่ำบาตรหนักตั้งแต่สมัยทรัมป์ โดยเฉพาะโครงการนิวเคลียร์
  • เหตุการณ์ล่าสุด: สหรัฐโจมตีเรืออิหร่าน สร้างความโกรธแค้น
  • สื่ออิหร่านปล่อยข่าวปิดช่องแคบเพื่อตอบโต้ แต่ทูตปฏิเสธทันที
  • ผลกระทบ: ตลาดน้ำมันผันผวน ราคาน้ำมัน Brent พุ่งขึ้น 5% ในวันเดียว

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความเปราะบางของความมั่นคงทางทะเลในตะวันออกกลาง ซึ่งอิหร่านยืนยันว่าจะไม่ละเมิดกฎหมาย แต่เรียกร้องให้สหรัฐหยุดการกระทำที่ก่อให้เกิดอันตราย

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การโต้ข่าวนี้ช่วยลดความตื่นตระหนกในตลาดได้บ้าง แต่ความขัดแย้งยังคุกรุ่น หากไม่มีการเจรจา อาจนำไปสู่วิกฤตใหญ่ ในฐานะนักติดตามข่าวต่างประเทศ เราควรจับตาการตอบสนองจากสหประชาชาติและสหรัฐต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตต่างประเทศจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย

ที่มา – ทูตอิหร่านประจำ UN โต้ข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นยึดมั่น ก.ม.ระหว่างประเทศ

Scroll to top