สหรัฐอเมริกา

คร่าแล้ว 2 ศพ โรคท้องร่วงรุนแรงระบาดสหรัฐฯ ยอดป่วย 7,000 คน

คร่าแล้ว 2 ศพ โรคท้องร่วงรุนแรงระบาดสหรัฐฯ ยอดป่วย 7,000 คน

เป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อยสำหรับสถานการณ์สุขภาพในสหรัฐอเมริกาขณะนี้ เมื่อมีการรายงานข่าวว่าเกิดการระบาดของโรคท้องร่วงอย่างหนัก ซึ่งสาเหตุมาจากปรสิตตัวร้ายที่ชื่อว่า ‘ไซโคลสปอรา’ (Cyclospora) โดยล่าสุดมีรายงานว่าเหตุการณ์ คร่าแล้ว 2 ศพ โรคท้องร่วงรุนแรงระบาดสหรัฐฯ ยอดป่วย 7,000 คน กลายเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

เชื้อปรสิตชนิดนี้ไม่ธรรมดาครับ เพราะมันสามารถแพร่กระจายไปได้ไกลและเร็วมาก โดยข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่า พบผู้ติดเชื้อแล้วครอบคลุมถึง 45 รัฐ จากทั้งหมด 50 รัฐทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงในการปนเปื้อนในอาหารนั้นอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด แม้ว่าโดยปกติแล้วการติดเชื้อไซโคลสปอราจะไม่ได้ทำให้ถึงแก่ชีวิตในคนทั่วไปที่มีร่างกายแข็งแรง แต่สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว การติดเชื้อนี้อาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำขั้นรุนแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังเช่นกรณีโศกนาฏกรรม คร่าแล้ว 2 ศพ โรคท้องร่วงรุนแรงระบาดสหรัฐฯ ยอดป่วย 7,000 คน ที่เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐมิชิแกน

วิธีป้องกันตัวเองจากเชื้อไซโคลสปอรา

เมื่อทราบว่า คร่าแล้ว 2 ศพ โรคท้องร่วงรุนแรงระบาดสหรัฐฯ ยอดป่วย 7,000 คน แบบนี้ เราในฐานะผู้บริโภคควรป้องกันตัวเองอย่างไร? คำแนะนำจาก CDC คือ:

  • ล้างผักและผลไม้ให้สะอาดด้วยน้ำไหลผ่านเสมอ แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าล้างมาแล้วก็ไม่ควรประมาท
  • การล้างอย่างเดียวอาจไม่พอ! ควรปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนสูงกว่า 70°C เพื่อฆ่าเชื้อปรสิตให้สิ้นซาก
  • ติดตามข่าวสารการเรียกคืนสินค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผักสลัดหรือผักสดที่นำเข้าจากแหล่งที่มีความเสี่ยง

สาเหตุหลักของการระบาดครั้งนี้ มีการเชื่อมโยงไปยังผักกาดแก้วที่นำเข้าจากประเทศเม็กซิโก ซึ่งถูกจัดส่งให้กับร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังอย่าง Taco Bell และร้านอื่นๆ ทำให้หลายแบรนด์ต้องออกมาประกาศเรียกคืนสินค้าด้วยความสมัครใจเพื่อความปลอดภัยของลูกค้า

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า ในยุคที่การขนส่งอาหารไปทั่วโลกทำได้ง่าย ความเสี่ยงจากโรคติดต่อทางอาหารก็สูงขึ้นตามไปด้วย การดูแลสุขอนามัยในการรับประทานอาหารจึงสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม อย่าลืมใส่ใจเรื่องการปรุงสุกและการเลือกแหล่งวัตถุดิบที่เชื่อถือได้นะครับ สุขภาพที่ดีเริ่มได้ง่ายๆ จากการระมัดระวังในทุกมื้อที่คุณทาน

ที่มา – คร่าแล้ว 2 ศพ โรคท้องร่วงรุนแรงระบาดสหรัฐฯ ยอดป่วยสะสม 7,000 คน

อิหร่านโต้ทรัมป์ ลั่นไม่ได้ขอร้องให้หยุดยิง ย้ำพร้อมรับมือเต็มที่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาอ้างว่าฝ่ายอิหร่านเป็นผู้ร้องขอให้ระงับการโจมตี แต่ล่าสุดทางอิหร่านโต้ทรัมป์ ลั่นไม่ได้ขอร้องให้หยุดยิง ย้ำพร้อมรับมือเต็มที่ ซึ่งถือเป็นการตอกกลับที่ทำให้สถานการณ์ดูตึงเครียดกว่าเดิม

อิหร่านโต้ทรัมป์ ลั่นไม่ได้ขอร้องให้หยุดยิง ย้ำพร้อมรับมือเต็มที่

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อนายทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่าสหรัฐฯ พร้อมเปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ แต่ได้ตัดสินใจระงับไว้ก่อนตามคำร้องขอของฝ่ายเตหะราน พร้อมทั้งยื่นเงื่อนไขให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซและยุติภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว ‘เมห์ร’ ของอิหร่านได้ออกมาปฏิเสธข้อมูลดังกล่าวทันควัน โดยยืนยันว่าสิ่งที่นายทรัมป์กล่าวอ้างนั้นเป็นเพียงเรื่องโกหก และกองทัพอิหร่านยังคงอยู่ในสถานะเตรียมพร้อมขั้นสูงสุดเพื่อเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์

ความขัดแย้งที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ

นอกจากกระแสข่าวการปะทะกันทางวาจาแล้ว ประเด็นเรื่องช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นหัวใจสำคัญของความขัดแย้งนี้ โดยสำนักข่าว ‘ฟาร์ส’ รายงานว่า อิหร่านยังคงปิดล้อมช่องแคบดังกล่าวไว้ต่อไปตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ ซึ่งการปิดล้อมนี้ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเรื่องการขนส่งน้ำมันดิบที่ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หากวิเคราะห์จากสถานการณ์ปัจจุบัน เราอาจสรุปเหตุการณ์สำคัญได้ดังนี้:

  • กองทัพอิหร่านยืนยันความพร้อมรับมือการโจมตีทุกรูปแบบ
  • สหรัฐฯ พยายามใช้มาตรการบีบบังคับทางการเมืองและการทหาร
  • ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกควบคุมโดยอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก
  • การโต้ตอบกันระหว่างสองผู้นำแสดงให้เห็นว่าจุดยืนของทั้งสองฝ่ายยังห่างไกลจากข้อตกลง

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ต่างประเทศ การที่อิหร่านโต้ทรัมป์ ลั่นไม่ได้ขอร้องให้หยุดยิง ย้ำพร้อมรับมือเต็มที่ สะท้อนให้เห็นว่าอิหร่านต้องการรักษาอำนาจต่อรองในเวทีระหว่างประเทศและไม่ยอมก้มหัวให้กับความกดดันจากสหรัฐฯ การเจรจาในอนาคตจึงดูเป็นเรื่องที่ยากลำบาก หากไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมลดทอนท่าทีที่แข็งกร้าวลง ผู้ติดตามข่าวสารทั่วโลกคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าเกมการเมืองครั้งนี้จะจบลงอย่างไร และความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือหลักจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใดในระยะยาว

ที่มา – อิหร่านโต้ทรัมป์ ลั่นไม่ได้ขอร้องให้หยุดยิง ย้ำพร้อมรับมือเต็มที่

ระบบประปามินนิโซตาโดนโจมตีทางไซเบอร์ สหรัฐฯ เตือนอาจโยงแฮกเกอร์อิหร่าน

เชื่อว่าหลายคนคงเริ่มกังวลกับสถานการณ์ความมั่นคงทางไซเบอร์ในปัจจุบัน เพราะล่าสุดเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เมื่อระบบประปามินนิโซตาโดนโจมตีทางไซเบอร์ ส่งผลกระทบต่อหน่วยงานน้ำประปามากกว่า 30 แห่งในสหรัฐอเมริกา โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

เจาะลึกเหตุการณ์ ระบบประปามินนิโซตาโดนโจมตีทางไซเบอร์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเริ่มต้นตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยหน่วยงาน Minnesota IT Services กำลังเร่งตรวจสอบความผิดปกติร่วมกับ FBI และ CISA แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานความเสียหายต่อสุขภาพของประชาชนหรือคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนไป แต่การที่มีหน่วยงานกว่า 30 แห่งตกเป็นเป้าหมายพร้อมๆ กัน ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่น่ากลัว

เบาะแสสำคัญ: ระบบประปามินนิโซตาโดนโจมตีทางไซเบอร์ อาจมีอิหร่านอยู่เบื้องหลัง?

สิ่งที่เป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดคือการตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุอาจเชื่อมโยงกับแฮกเกอร์จากอิหร่าน เนื่องจากมีการแจ้งเตือนจากทางการสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งสัปดาห์ว่า โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีด้วยเทคนิคเฉพาะเจาะจง ซึ่งดูจะมีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในมินนิโซตาครั้งนี้มาก

  • ระบบควบคุมการปฏิบัติงานมีความเปราะบางต่อการเจาะระบบ
  • หน่วยงานท้องถิ่นมักมีงบประมาณด้านไอทีที่จำกัด
  • การโจมตีเน้นสร้างความปั่นป่วนและสั่นคลอนความมั่นใจของประชาชน

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมแฮกเกอร์ถึงเลือกโจมตีระบบประปา คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่ก็น่าหวั่นใจครับ เพราะระบบสาธารณูปโภคเหล่านี้มักมีงบประมาณดูแลเรื่อง Cyber Security ค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับธนาคารหรือหน่วยงานทหาร ทำให้ช่องโหว่ถูกเข้าถึงได้ง่ายกว่า การที่แฮกเกอร์เลือกจุดนี้จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าแม้แต่โครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด ก็อาจกลายเป็นอาวุธในสงครามไซเบอร์ได้

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ การเร่งอัปเดตระบบป้องกันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานขนาดเล็กหรือใหญ่ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องความมั่นคงของชีวิตพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – ระบบประปามินนิโซตาโดนโจมตีทางไซเบอร์ สหรัฐฯ เตือนอาจโยงแฮกเกอร์อิหร่าน

อิหร่านยืนยัน ยังคุมช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นไม่ได้ฟื้นเจรจาสหรัฐฯ

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาดูเหมือนจะยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกต้องจับตามอง ล่าสุดทางการอิหร่านได้ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่า อิหร่านยืนยัน ยังคุมช่องแคบฮอร์มุซ ได้อย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมทั้งปฏิเสธข่าวลือที่ว่าพวกเขากำลังพยายามฟื้นฟูการเจรจากับฝ่ายสหรัฐฯ หลังจากเหตุการณ์ปะทะกันอย่างหนักหน่วงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

สถานการณ์ล่าสุด: อิหร่านยืนยัน ยังคุมช่องแคบฮอร์มุซ

การที่ อิหร่านยืนยัน ยังคุมช่องแคบฮอร์มุซ นั้นถือเป็นสาส์นสำคัญที่ส่งไปยังประชาคมโลก โดยเฉพาะหลังการระงับปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งหยุดการทิ้งระเบิดหลังจากดำเนินมานานกว่า 13 คืน ต่อเนื่องมาจนถึงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อิหร่านระบุว่าทางกองทัพยังคงอำนาจในการควบคุมเส้นทางเดินเรือและมีการสั่งห้ามเรือต่างชาติที่กระทำความผิดในพื้นที่อย่างเด็ดขาด

มุมมองต่อการเจรจาและการควบคุมพื้นที่

แม้หลายฝ่ายจะมองว่าการหยุดโจมตีของสหรัฐฯ คือโอกาสในการเจรจา แต่ทางการอิหร่านกลับออกมาตอบโต้ว่า การเจรจากับสหรัฐฯ ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในวาระสำคัญของพวกเขา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านย้ำชัดว่าข่าวดังกล่าวเป็นเพียงการกุเรื่องขึ้นเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • อิหร่านยังคงเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายเดินเรือใกล้แถบชายฝั่งของตนอย่างเข้มงวด
  • ราคาน้ำมันดิบเบรนท์มีการปรับตัวลดลงกว่า 8% หลังจากสถานการณ์เริ่มนิ่งในช่วงหยุดโจมตี
  • อิหร่านยังคงย้ำจุดยืนเรื่องการเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซด้วยตนเองโดยไม่พึ่งพาความช่วยเหลือจากมหาอำนาจอื่น

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพราคาน้ำมันในตลาดโลก แม้ว่าการหยุดยิงจะช่วยให้อุปทานน้ำมันเริ่มกลับมามีความหวัง แต่นักวิเคราะห์ความมั่นคงต่างเห็นตรงกันว่า การที่ อิหร่านยืนยัน ยังคุมช่องแคบฮอร์มุซ อาจนำไปสู่ความเสี่ยงในอนาคต หากไม่มีการตกลงทางการทูตที่เป็นรูปธรรมระหว่างสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามกันต่อไปว่าท่าทีที่แข็งกร้าวของเตหะรานจะส่งผลต่อท่าทีของทำเนียบขาวอย่างไรในระยะยาว

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การยึดมั่นในศักดิ์ศรีและอธิปไตยเหนือช่องแคบสำคัญนี้คือยุทธศาสตร์หลักที่อิหร่านใช้ต่อรองบนเวทีโลก ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งที่อาจปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ เราคงได้แต่หวังว่าวิถีทางการทูตจะถูกนำกลับมาใช้แทนที่กองกำลังทหารเพื่อความสงบสุขของภูมิภาคในระยะยาว

ที่มา – อิหร่านยืนยัน ยังคุมช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นไม่ได้ฟื้นเจรจาสหรัฐฯ

ทูตสหรัฐฯ อ้าง ทรัมป์กำลัง “ให้พื้นที่” คุยอิหร่าน

ทูตสหรัฐฯ อ้าง ทรัมป์กำลัง “ให้พื้นที่” คุยอิหร่าน หลังไม่โจมตีช่วงสุดสัปดาห์

ในช่วงสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กำลังเป็นที่จับตามองของคนทั่วโลก ล่าสุดมีประเด็นที่น่าสนใจเกิดขึ้นเมื่อทูตสหรัฐฯ รายงานว่า ทูตสหรัฐฯ อ้าง ทรัมป์กำลัง “ให้พื้นที่” คุยอิหร่าน หลังจากกองทัพสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจชะลอการโจมตีในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเปิดทางให้กับกระบวนการทางการทูตให้มีโอกาสเติบโตขึ้น

เปิดมุมมองการทูตท่ามกลางศึกสงคราม

ไมค์ วอลตซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อหลายสำนักว่า สิ่งที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังทำอยู่ในขณะนี้ คือการรักษาสมดุลระหว่างอำนาจทางการทหารและการเจรจา การที่เขาเลือกจะชะลอการโจมตีถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าทางทำเนียบขาวต้องการหาทางออกร่วมกันในระดับเทคนิคไปจนถึงระดับสูง โดยเชื่อว่าการกระทำนี้จะช่วยให้ข้อมูลข่าวสารและการต่อรองมีความคืบหน้ามากกว่าการใช้กำลังเพียงอย่างเดียว

  • ทรัมป์ยังคงเปิดกว้างให้กับการเจรจาทุกรูปแบบ
  • กองทัพสหรัฐฯ พร้อมยิงทันทีหากจำเป็น
  • การเจรจาระดับสูงกำลังดำเนินไปในหลายช่องทาง

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เหตุการณ์ดูเหมือนจะผ่อนคลายลง ทูตสหรัฐฯ อ้าง ทรัมป์กำลัง “ให้พื้นที่” คุยอิหร่าน ก็ยังได้เน้นย้ำคำเตือนเดิมว่า กองทัพสหรัฐฯ ยังคงมีความพร้อมสูงในการปฏิบัติงาน หากการเจรจาไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ประธานาธิบดีก็พร้อมที่จะใช้ทางเลือกอื่นทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีความขัดแย้งภายในของรัฐบาลอิหร่านเองที่ทำให้เส้นทางการทูตมีความซับซ้อนและล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

ประเด็นเรื่องคลังอาวุธก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ถูกพูดถึงในการประชุมที่ทำเนียบขาว แม้ว่าจะมีความกังวลเรื่องปริมาณกระสุนและวัตถุระเบิดที่ร่อยหรอลงไปจากการสนับสนุนให้แก่ยูเครน แต่ทางทูตวอลตซ์ได้ยืนยันหนักแน่นว่า ศักยภาพกองทัพสหรัฐฯ นั้นยังเพียงพอและมีทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงอย่างมีประสิทธิภาพ

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้ถือเป็นเกมหมากรุกทางการเมืองที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง การเลือกที่จะไม่ยิงในช่วงสุดสัปดาห์คือชัยชนะเล็กๆ ของการทูต แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเช็กความพร้อมและเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าแผนการ “ให้พื้นที่” นี้จะนำไปสู่ความสงบหรือเป็นเพียงการพักรบเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ขั้นต่อไป

ที่มา – ทูตสหรัฐฯ อ้าง ทรัมป์กำลัง “ให้พื้นที่” คุยอิหร่าน หลังไม่โจมตีช่วงสุดสัปดาห์

พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี

พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางเศรษฐกิจเมื่อนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์การค้าของไทย หลังจากที่สหรัฐอเมริกาประกาศเก็บภาษีสินค้าไทยสูงถึง 12.5% โดยให้เหตุผลเรื่องแรงงานภาคบังคับ ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก

นายพิชัยมองว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ คือการที่รัฐบาลมีความล่าช้าในการเจรจา ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบและอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงตัวเลขการขาดดุลการค้าที่ครึ่งปีแรกพุ่งสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับที่น่ากังวลที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยเลยทีเดียว

เร่งแก้ปม “พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี”

นอกจากนี้ นายพิชัยยังได้ให้คำแนะนำถึง คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยดึงบุคลากรที่มีประสบการณ์อย่าง นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เข้ามาช่วยในด้านการเจรจา เนื่องจากเคยมีผลงานที่ประสบความสำเร็จในการเจรจามาก่อนหน้านี้

ในส่วนของ พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี ได้มีการเน้นย้ำถึง KPI 4 เรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำ ดังนี้:

  • เร่งแก้ไขราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำซึ่งส่งผลกระทบชัดเจนต่อเกษตรกรทั่วประเทศ
  • เจรจาการค้ากับพันธมิตรต่างประเทศ ทั้ง FTA ไทย-อียู และประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ
  • ควบคุมปัญหาการทะลักของสินค้าด้อยคุณภาพและการแก้ไขปัญหานอมินีที่รุนแรงขึ้น
  • บริหารจัดการตัวเลขการขาดดุลการค้า โดยเฉพาะการขาดดุลกับประเทศจีนที่พุ่งสูงผิดปกติ

การบริหารงานกระทรวงพาณิชย์ในยุคนี้ถือว่ามีความท้าทายอย่างยิ่ง การมุ่งเน้นเพียงการทำคอนเทนต์ประชาสัมพันธ์แบบผิวเผินนั้นไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติที่เข้มข้น ร่วมกับการมีแผนเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศเอาไว้

สุดท้ายนี้ ความอยู่รอดและคุณภาพชีวิตของประชาชนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล หากสามารถจัดการปัญหาความล่าช้าในการเจรจาและปรับโครงสร้างการส่งออกได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็ยังมีโอกาสที่ไทยจะพลิกฟื้นกลับมาได้ แต่ต้องรีบทำทันทีตั้งแต่วันนี้ก่อนที่ผลกระทบจะบานปลายไปมากกว่าเดิม

ที่มา – “พิชัย” ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะ “ศุภจี” เร่งทำ 4 เรื่อง

สหรัฐฯ ปรับภาษีสินค้าไทยเพิ่ม รัฐบาลเร่งเจรจา ART

สวัสดีครับเพื่อนๆ นักธุรกิจและผู้ประกอบการทุกท่าน วันนี้เรามาอัปเดตประเด็นเศรษฐกิจที่กำลังเป็นที่จับตามอง กับเรื่อง สหรัฐฯ ปรับภาษีสินค้าไทยเพิ่ม รัฐบาลเร่งเจรจา ART ซึ่งเป็นหัวข้อที่หลายคนกังวลใจ โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ทำตลาดในสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะตึงเครียด รัฐบาลได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกจนเกินไปครับ

สถานการณ์จริงเรื่อง สหรัฐฯ ปรับภาษีสินค้าไทยเพิ่ม รัฐบาลเร่งเจรจา ART

หลายคนอาจตกใจกับพาดหัวข่าวในกระแสโซเชียล แต่ความเป็นจริงคือ อัตราภาษีที่ปรับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เป็นการขยับจากฐานเดิมร้อยละ 10 ไปสู่ร้อยละ 12.5 ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นเพียง 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ไม่ใช่การเก็บภาษีเพิ่มใหม่ถึงร้อยละ 12.5 ครับ โดยทางรัฐบาลย้ำชัดว่าสถานการณ์นี้ สหรัฐฯ ปรับภาษีสินค้าไทยเพิ่ม รัฐบาลเร่งเจรจา ART เพื่อเป็นกลไกในการคุ้มครองผลประโยชน์ของพวกเราในระยะยาว โดยการเจรจานี้จะทำควบคู่ไปกับการเยียวยาภาคเอกชนตามความเหมาะสม

มาตรการรองรับและกลุ่มสินค้าที่รอดพ้น

สำหรับใครที่ยังมีความกังวล มาดูข้อมูลเชิงบวกกันบ้างครับ เพราะสินค้ากว่า 2,120 รายการของไทยได้รับการยกเว้นจากภาษีล็อตนี้ ซึ่งถือเป็นมูลค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกทั้งหมด โดยกลุ่มสินค้าสำคัญที่รอดพ้น ได้แก่:

  • วงจรรวม
  • ยางธรรมชาติ
  • แป้งมันสำปะหลัง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมมาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงรายสินค้า แทนการหว่านแห เพื่อให้ตรงจุดที่สุด โดยตอนนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังเกาะติดสถานการณ์พร้อมรวบรวมข้อมูลห่วงโซ่อุปทานเพื่อเตรียมชี้แจงกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างเป็นระบบครับ

มุมมองต่อความสามารถในการแข่งขัน

อย่าพึ่งกังวลไปครับ เพราะประเทศคู่แข่งอย่าง เวียดนาม จีน และฟิลิปปินส์ ก็ถูกปรับอัตราภาษีไปที่ 12.5% เท่ากับเรา ดังนั้นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างจึงยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป และจะไม่ทำให้ผู้ประกอบการตื่นตระหนกจนเกินข้อเท็จจริง โดยจะมุ่งเน้นทั้งการรักษาตลาดสหรัฐฯ และการหาตลาดส่งออกทางเลือกใหม่ๆ ไปพร้อมกัน

ในฐานะมุมมองจากผู้ติดตามสถานการณ์ ผมเชื่อว่าความโปร่งใสและการสื่อสารที่ชัดเจนระหว่างภาครัฐกับผู้ประกอบการ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราก้าวข้ามผ่านเรื่องนี้ไปได้ครับ หากท่านเป็นผู้ประกอบการ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการตรวจสอบพิกัดศุลกากรของตนเอง และติดตามประกาศอย่างใกล้ชิดจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อสิทธิ์ประโยชน์ของท่านเองครับ

ที่มา – สหรัฐฯ ปรับภาษีสินค้าไทยเพิ่ม รัฐบาลเร่งเจรจา ART ย้ำไม่ประเมินสถานการณ์ต่ำเกิน

เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก

สถานการณ์ด้านการค้าและการเมืองระหว่างประเทศกำลังเป็นที่จับตามอง โดยล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวหลังมีข่าวเรื่องการปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากไทย เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและภาคธุรกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว

เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก

ประเด็นที่สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีไทยเพิ่มขึ้นเป็น 12.5% ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งมือแก้ไข นายอนุทินเปิดเผยว่าได้รับรายงานว่าสาเหตุหลักอาจเกี่ยวข้องกับประเด็นแรงงานภาคบังคับ ซึ่งรัฐบาลไม่นิ่งนอนใจและกำลังเตรียมการเจรจาอย่างเข้มข้น โดยมีความมั่นใจว่าด้วยความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ เราจะสามารถ **เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก** หลังจากที่ฝ่ายไทยดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานให้เป็นไปตามเกณฑ์สากลเรียบร้อยแล้ว

เตรียมแผนรับมือเชิงรุกเพื่อผลประโยชน์สูงสุด

เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคือการผลักดันให้อัตราภาษีกลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมที่สุด เพื่อลดภาระของผู้ประกอบการไทย โดยนายอนุทินย้ำชัดเจนว่า เราต้องเจรจาให้ได้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผ่านการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยรอการรายงานรายละเอียดฉบับเต็มจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กำลังเร่งดำเนินการในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

  • เร่งตรวจสอบประเด็นมาตรฐานแรงงานให้ชัดเจน
  • เตรียมข้อมูลเจรจาเพื่อปรับลดภาษีให้ได้มากที่สุด
  • ติดตามผลการหารือจากคณะทำงานชุดใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์

ในอีกด้านหนึ่ง หลายคนอาจกำลังติดตามข่าวกรณีการลาออกของนายสันติ ปิยะทัต จากตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายอนุทินได้ให้ความเห็นสั้นๆ ว่าเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคล และหากต้องการทราบรายละเอียดเชิงลึกควรสอบถามจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ โดยตรงเนื่องจากเป็นผู้กำกับดูแลโดยตรง การบริหารงานในช่วงเวลานี้จึงต้องเน้นความชัดเจนและก้าวข้ามผ่านประเด็นการเมืองเพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้สำเร็จ

โดยส่วนตัวมองว่าการที่รัฐบาลแสดงความเชื่อมั่นในเวทีเจรจาเป็นสิ่งที่ดี แต่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างภายในเรื่องแรงงานจะเป็นกุญแจสำคัญที่สุดที่จะทำให้เรามีความชอบธรรมในการต่อรองให้ภาษีกลับมาอยู่ในจุดที่แข่งขันได้อีกครั้ง การติดตามความคืบหน้าจากทีมกระทรวงพาณิชย์จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาที่สุดในช่วงเวลานี้ครับ

ที่มา – เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก โยนถาม “พิพัฒน์” ปม “สันติ” ลาออก

“ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่

สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศกำลังเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อล่าสุด “ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ที่มีการปรับขึ้นเป็น 12.5% ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทยในหลายภาคส่วน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเร่งเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มที่

มุมมองจาก “ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการเจรจาครั้งนี้ว่า หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การสรุปผลให้เร็ว แต่ต้องเป็นการสร้างความตกลงที่ให้ประโยชน์อย่างสมดุล (Balanced Trade Agreement) เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยที่ไทยยังคงสามารถรักษาสิทธิในการกำหนดนโยบายสาธารณะและความมั่นคงของประเทศไว้ได้อย่างครบถ้วน

รายละเอียดมาตรการและข้อยกเว้นสำหรับสินค้าไทย

สำหรับการตัดสินใจของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ที่ประกาศเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% จากไทยและอีก 37 ประเทศนั้น ถือเป็นการปรับขึ้นจากเดิมที่เก็บอยู่ที่ 10% ภายใต้มาตรา 122 อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือมีสินค้าไทยจำนวนกว่า 2,120 รายการที่ยังได้รับการยกเว้นภาษีนี้ ซึ่งถือเป็นมูลค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดการส่งออกทั้งหมดไปสหรัฐฯ โดยกลุ่มสินค้าที่ปลอดภัย ได้แก่:

  • วงจรรวมและหน่วยเก็บข้อมูล (HDD)
  • ชิ้นส่วนอากาศยาน
  • ยางธรรมชาติ ยางแผ่น และยางแท่ง
  • ผลไม้สดและแปรรูป อาทิ สับปะรด มะพร้าวสด น้ำมะพร้าว
  • อาหารและสินค้าแปรรูปอื่นๆ เช่น แป้งมันสำปะหลัง

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่สหรัฐฯ ยังคงไต่สวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว เพื่อลดผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ส่งออก

มาตรการภาครัฐเพื่อรับมือและเสริมความแกร่ง

เพื่อตอบรับกับความท้าทายนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เดินหน้ามาตรการคู่ขนานหลายด้าน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ดังนี้:

  • มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ: เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม
  • การสนับสนุนด้านภาษี: ช่วยลดภาระให้แก่ผู้ส่งออก
  • การบริหารจัดการโลจิสติกส์: เน้นลดต้นทุนค่าขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพการส่งออก
  • การหาตลาดใหม่: กระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว

การที่ “ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แม้ไทยจะมีข้อจำกัดทางกฎหมายภายในบางประการ แต่เราเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ที่นำมาใช้จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในเวทีโลกให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

ที่มา – “ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ย้ำต้องสร้างผลประโยชน์สมดุล

Scroll to top