สหรัฐอเมริกา

ศบก. ย้ำตะวันออกกลางยังรุนแรง ช่วยไทยกลับ 1,499 คน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีอัพเดทสถานการณ์ร้อนๆ จากตะวันออกกลางมาฝากกันอีกแล้วนะครับ โดยเฉพาะ ศบก. ย้ำตะวันออกกลางยังรุนแรง แบบนี้ รัฐบาลไทยยังคงเร่งช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่อย่างเต็มที่ ล่าสุดช่วยให้คนไทยกลับบ้านแล้วถึง 1,499 คนเลยทีเดียว! สถานการณ์ยังตึงเครียด สหรัฐฯ เตรียมส่งทหารเพิ่ม อิหร่านก็ปฏิเสธข้อเสนอ 15 ข้อของสหรัฐฯ ไปเรียบร้อย มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

ศบก. ย้ำตะวันออกกลางยังรุนแรง แถลงช่วยคนไทย

ศบก. ย้ำตะวันออกกลางยังรุนแรง

จากที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. แถลงเมื่อตอน 11.05 น. วันที่ 26 มี.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศฯ สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงรุนแรงหนัก มีการโจมตีตอบโต้กันไม่หยุด ทั้งคู่ขัดแย้งหลักและกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ สหรัฐฯ ยังเตรียมส่งกำลังทหารเพิ่มเข้าไปเพื่อเสริมปฏิบัติการอีกด้วย เพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวคงเห็นภาพชัด สงครามครั้งนี้กระทบหนักมาก

ท่าทีอิหร่านปฏิเสธ 15 ข้อของสหรัฐฯ

ด้านการเจรจายุติสงคราม สหรัฐฯ ส่งแผน 15 ข้อไปให้อิหร่าน รวมถึงขอเปิดช่องแคบฮอร์มุซถาวร แต่ละอิหร่านปฏิเสธสนิท และยื่นเงื่อนไข 5 ข้อคืน โดยอยากให้โลกยอมรับอำนาจอิหร่านในช่องแคบนั้น โฆษกทำเนียบขาวบอกว่ายังเจรจากันอยู่ แต่เตือนอย่าเชื่อข่าวออนไลน์ทั้งหมด เพราะมีแค่บางส่วนที่จริง ศบก. ย้ำตะวันออกกลางยังรุนแรงแบบนี้ ความไม่แน่นอนสูงมาก รัฐบาลไทยจึงขอร้องคนไทยรีบออกจากพื้นที่เสี่ยง ดาวน์โหลดแอป TPA Connect ลงทะเบียนกับสถานทูตให้ครบถ้วน ติดตามข่าวจากช่องทางการเท่านั้นนะครับ

อัพเดทช่วยเหลือคนไทยจากตะวันออกกลาง

ความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง

มาดูความคืบหน้าดีๆ กันครับ:

  • อิหร่าน-โอมาน: ลูกเรือไทย 3 คนบนเรือมยุรีนารี ยังรอคอนเฟิร์มสถานะ ปฏิบัติการร่วมอิหร่าน-โอมานกำลังดำเนินการ พอมีข่าวจะรีบอัพเดท
  • อิสราเอล: ร่างนายชัยวัฒน์ แววเนิน ที่เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิด เดิมจะกลับเช้า 26 มี.ค. แต่เที่ยวบิน LY 085 ของ El Al ถูกยกเลิก สถานทูตเทลอาวีฟประสานใหม่ จะแจ้งวันใหม่เร็วๆ นี้
  • อิหร่าน-ตุรกี: คนไทย 8 คน (นักเรียน+ครอบครัว 7, แรงงาน 1) ข้ามแดนเข้าตุรกีแล้วเมื่อ 25 มี.ค. พักวาน ออกเดินทางเช้า 26 มี.ค. ไปอิสตันบูล ค้างคืน แล้วบินกลับไทยเช้า 28 มี.ค.

รวมทั้งหมดตั้งแต่เริ่มเหตุ นับคนไทยที่ได้ช่วยออกจากตะวันออกกลางไปไทยหรือประเทศที่สามแล้ว 1,499 คน! รัฐบาลไทยทุ่มสุดตัวจริงๆ ครับ

ในฐานะคนไทยเราควรภูมิใจที่มีรัฐบาลใส่ใจขนาดนี้ สถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรงแต่การช่วยเหลือคนไทยไม่เคยสะดุด หวังว่าการเจรจาจะสำเร็จเร็วๆ เพื่อความสงบสุขทุกฝ่าย หากคุณหรือคนใกล้ชิดยังอยู่ในพื้นที่ รีบลงทะเบียนกับสถานเอกอัครราชทูตหรือกงสุลใหญ่ทันที ติดตามข่าวจากแหล่ง官方 และปฏิบัติตามคำแนะนำเคร่งครัด จะได้ปลอดภัยกลับบ้านไวๆ นะครับ

ที่มา – ศบก. ย้ำตะวันออกกลางยังรุนแรง ช่วยคนไทยกลับแล้ว 1,499 คน เผยท่าทีอิหร่านปฏิเสธ 15 ข้อของสหรัฐฯ

อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา

อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของโลกในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 นายอับบาส อารักชี ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ผ่านเครือข่าย IRIB ของรัฐบาล โดยยืนยันว่ามีการสื่อสารผ่าน “ประเทศที่เป็นมิตร” แต่ย้ำชัดว่าไม่ใช่การเจรจาแต่อย่างใด

อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาที่ยืดเยื้อมานาน โดยก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยเรียกร้องให้อิหร่าน “ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข” แต่ล่าสุดวอชิงตันเปลี่ยนท่าที มาพูดถึงการเจรจาแทน นายอารักชีตั้งคำถามตรงๆ ว่า “พวกอเมริกันไม่ได้พูดว่า ‘ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข’ หรอกหรือ? แล้วทำไมตอนนี้ถึงมาพูดเรื่องการเจรจาล่ะ?” เขามองว่านี่คือการยอมรับความพ่ายแพ้ของสหรัฐฯ โดยตรง

รายละเอียดการแลกเปลี่ยนข้อความระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ส่งข้อความหลายฉบับมาที่เตหะรานผ่านช่องทางบุคคลที่สาม โดยข้อความเหล่านี้มีแนวคิดต่างๆ ที่ถูกส่งต่อไปยังผู้นำระดับสูงของอิหร่านแล้ว หากจำเป็นต้องกำหนดจุดยืนใหม่ พวกเขาจะเป็นผู้ประกาศเอง นายอารักชีชี้แจงว่า การส่งข้อความและการตอบกลับด้วยคำเตือนหรือจุดยืนของอิหร่าน นั้นเรียกว่า “การแลกเปลี่ยนข้อความ” เท่านั้น ไม่ใช่การเจรจาหรือการหารือ

  • สหรัฐฯ ส่งข้อความผ่าน “ประเทศที่เป็นมิตร”
  • อิหร่านตอบกลับด้วยการย้ำจุดยืน
  • ยังไม่มีการยอมรับแผน 15 ประเด็นจากทำเนียบขาว
  • ทำเนียบขาวยืนยันว่าการพูดคุยยังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ของทั้งสองฝ่าย ท่ามกลางสงครามตัวแทนและประเด็นนิวเคลียร์ที่ค้างคา โดยเฉพาะ JCPOA (ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน) ที่สหรัฐฯ ถอนตัวไปตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้ความสัมพันธ์ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

บริบทความตึงเครียดอิหร่าน-สหรัฐฯ ในปัจจุบัน

อิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การโจมตีจากอิสราเอล และบทบาทในตะวันออกกลาง สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์รอบสอง พยายามกดดันให้อิหร่านยอมตามเงื่อนไข แต่การที่ต้องส่งข้อความมาแทนการเผชิญหน้าโดยตรง แสดงถึงจุดอ่อนของวอชิงตัน นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังระบุว่าการพูดคุยยังคงดำเนินต่อไป แม้อิหร่านจะปฏิเสธแผนยุติสงคราม 15 ประเด็นก็ตาม

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อซื้อเวลาและรักษาหน้าตา โดยไม่ยอมเสียเปรียบในเวทีโลก การเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกและเสถียรภาพในภูมิภาค

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐฯ อาจมาจากแรงกดดันภายใน เช่น เศรษฐกิจที่เปราะบางและการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามา ขณะที่อิหร่านใช้โอกาสนี้เย้ยหยันและเสริมสร้างภาพลักษณ์แข็งกร้าวต่อประชาชน

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

สรุปแล้ว เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงซับซ้อน ผู้สนใจควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในตะวันออกกลาง คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของอิหร่าน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา

อิหร่านเตือน อาจเปิดแนวรบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ โจมตีภาคพื้นดิน

อิหร่านเตือน อาจเปิดแนวรบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ โจมตีภาคพื้นดิน สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุ เมื่ออิหร่านออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยขู่ว่าจะเปิดแนวรบใหม่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ หากมีการโจมตีทางบกบนเกาะของตน

อิหร่านเตือน อาจเปิดแนวรบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ โจมตีภาคพื้นดิน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 แหล่งข่าวทางทหารของอิหร่านได้ออกมาเตือนอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า เตหะรานพร้อมเปิดแนวรบเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มเติม รวมถึงบริเวณช่องแคบ บับ เอล-มันเดบ (Bab el-Mandeb) หากสหรัฐฯ หรืออิสราเอลกล้าดำเนินปฏิบัติการภาคพื้นดินบนเกาะต่างๆ ของอิหร่าน หรือพยายามกดดันผ่านการเคลื่อนไหวทางเรือในอ่าวเปอร์เซียและทะเลโอมาน

ช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อทะเลแดงกับอ่าวเอเดนและมหาสมุทรอินเดีย เป็นเส้นทาง “คอขวด” สำคัญสำหรับการค้าทางเรือทั่วโลก โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ผ่านจุดนี้ราว 12% ของปริมาณการขนส่งทางเรือทั้งหมดในแต่ละปี หากเกิดความขัดแย้งที่นี่ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก

ขีดความสามารถของอิหร่านในการตอบโต้ที่ช่องแคบบับ เอล-มันเดบ

แหล่งข่าวทางทหารอิหร่านระบุกับสำนักข่าวทาสนิม (Tasnim) ว่า “หากศัตรูพยายามใช้ปฏิบัติการภาคพื้นดินต่อเกาะต่างๆ ของอิหร่าน หรือสร้างความเสียหายผ่านการเคลื่อนไหวทางเรือ เราจะเปิดแนวรบอื่นๆ เป็นเซอร์ไพรส์ตอบโต้” โดยเจาะจงชื่อช่องแคบบับ เอล-มันเดบ และยืนยันว่าอิหร่านมีทั้งขีดความสามารถและความมุ่งมั่นที่จะสร้างภัยคุกคามจริงจังในพื้นที่นั้น

นอกจากนี้ ยังเตือนสหรัฐฯ ว่า “หากชาวอเมริกันคิดจะดำเนินการอย่างไม่ยั้งคิดเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ พวกเขาควรระวังให้ดีว่าจะไม่มีช่องแคบอื่นเพิ่มเข้ามาในรายการความท้าทาย” ซึ่งช่องแคบฮอร์มุซเป็นอีกจุดที่อิหร่านคุมไว้ และบับ เอล-มันเดบ ถูกมองเป็น “อาวุธ” ใหม่ในการตอบโต้

คำเตือนจากประธานรัฐสภาอิหร่าน

ในวันเดียวกัน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ก็ออกมาเตือนผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เตหะรานมีข้อมูลข่าวกรองว่าศัตรูกำลังเตรียมยึดเกาะแห่งหนึ่งของอิหร่าน โดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศในภูมิภาค “กองกำลังของเรากำลังเฝ้าติดตามทุกการเคลื่อนไหว หากพวกเขาก้าวพลาด โครงสร้างพื้นฐานสำคัญทั้งหมดของรัฐในภูมิภาคนั้นจะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีอย่างต่อเนื่อง”

  • ช่องแคบบับ เอล-มันเดบ: จุดเชื่อมทะเลแดง-มหาสมุทรอินเดีย
  • 12% ของน้ำมันโลกผ่านจุดนี้
  • อิหร่านขู่อาศัยพันธมิตรฮูธีในเยเมนเพื่อควบคุม
  • เชื่อมโยงกับช่องแคบฮอร์มุซในการตอบโต้สหรัฐฯ

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ-อิสราเอล โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์โจมตีในทะเลแดงที่กลุ่มฮูธี (ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน) ดำเนินการต่อเรือสินค้าที่มุ่งไปอิสราเอล อิหร่านมองว่านี่เป็นโอกาสในการขยายอิทธิพล หากข่าวต่างประเทศล่าสุดยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง

การขู่นี้ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ เพราะอิหร่านมีประวัติการตอบโต้ที่เด็ดขาด เช่น การยึดเรือบรรทุกน้ำมันหรือโจมตีโดรนสหรัฐฯ ในอดีต หากนำไปสู่การปิดช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งสูง ส่งผลต่อไทยที่นำเข้าน้ำมันจำนวนมาก

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่สงครามตัวแทนที่กว้างขึ้น ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าใจผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงโลก

คุณคิดว่าอิหร่านจะกล้าเปิดแนวรบจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – อิหร่านเตือน อาจเปิดแนวรบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ โจมตีภาคพื้นดิน

โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยอิหร่าน แผน 15 ข้อจริงบางส่วน

โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน ชี้แผน 15 ข้อจริงแค่บางส่วน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังรุนแรงขึ้น ล่าสุด โฆษกทำเนียบขาวได้ออกมาแถลงข่าวเพื่อยืนยันสถานการณ์ล่าสุด

โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน ชี้แผน 15 ข้อจริงแค่บางส่วน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 หรือตามปฏิทินสากลคือปี 2019 น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ได้จัดการแถลงข่าวประจำวัน โดยเธอได้กล่าวถึงประเด็นสงครามกับอิหร่านอย่างละเอียด เพื่อลดทอนความสำคัญของข่าวลือที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับ แผน 15 ข้อ ที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอให้อิหร่านพิจารณาเพื่อยุติความขัดแย้ง

สถานะการเจรจาระหว่างทรัมป์กับอิหร่าน

โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน อย่างต่อเนื่อง แม้ว่ารัฐบาลเตหะรานจะออกแถลงการณ์ปฏิเสธแผนสันติภาพจากสหรัฐฯ ไปก่อนหน้านี้ ลีวิตต์ ระบุว่าประธานาธิบดีทรัมป์กำลังดำเนินการ “หารืออย่างมีประสิทธิผล” กับทางอิหร่าน เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกอย่างหนัก

นอกจากนี้ ลีวิตต์ ยังกล่าวถึงรายงานแผน 15 ข้อที่ถูกแชร์กันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ โดยยืนยันว่าเป็นเพียง “การคาดเดา” ที่มี “องค์ประกอบที่เป็นความจริงปนอยู่บ้าง” เธอหลีกเลี่ยงที่จะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าของการเจรจา เพื่อไม่ให้กระทบต่อกระบวนการที่กำลังดำเนินอยู่

ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจสหรัฐ

หนึ่งในประเด็นที่ผู้สื่อข่าวให้ความสนใจมากที่สุดคือราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในสหรัฐฯ ลีวิตต์ ให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามรักษาราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับ “ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้” ท่ามกลางสงครามและการคว่ำบาตรอิหร่าน ผู้บริโภคชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังร้องเรียนเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม การเจรจานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นฟูเส้นทางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

  • ราคาน้ำมันพุ่งสูงเนื่องจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง
  • รัฐบาลทรัมป์มุ่งเน้นการลดราคาเพื่อบรรเทาภาระประชาชน
  • การเจรจากับอิหร่านคาดว่าจะช่วยคลายล็อกเส้นทางขนส่ง

ประเด็นทหารและกรอบเวลาการยุติสงคราม

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการส่งทหารราบเข้าสู่อิหร่าน โฆษกทำเนียบขาวปฏิเสธที่จะตอบโดยตรง แต่ยืนยันว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรส หากดำเนินการทางทหารที่จำเป็น สถานการณ์กำลังดำเนินไป “เร็วกว่ากำหนดการ” ตามที่ลีวิตต์ ระบุ โดยชื่นชมปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จของกองทัพสหรัฐ

สำหรับคำถามเรื่องกรอบเวลาที่น้ำมันจะขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเสรี ลีวิตต์ ตอบว่า “ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่เฉพาะเจาะจง” แต่รัฐบาลกำลัง “พยายามดำเนินการ” ให้เกิดขึ้น “โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”

โดยรวมแล้ว การแถลงครั้งนี้ช่วยคลายความกังวลบางส่วน แต่ก็ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง สถานการณ์ โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน ชี้แผน 15 ข้อจริงแค่บางส่วน สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของวอชิงตันในการผสมผสานระหว่างการทูตและกำลังทหาร เพื่อจัดการกับวิกฤตครั้งนี้

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง หากการเจรจาประสบความสำเร็จ ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าใจผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน ชี้แผน 15 ข้อจริงแค่บางส่วน

เนทันยาฮูลั่น ทำสงครามกับอิหร่านต่อ เร่งขยายเขตกันชนในเลบานอน

เนทันยาฮูลั่น ทำสงครามกับอิหร่านต่อ เร่งขยายเขตกันชนในเลบานอน สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ออกมาประกาศชัดเจนว่าปฏิบัติการทางทหารต่อต้านอิหร่านจะไม่หยุดยั้ง แม้สหรัฐฯ จะพยายามเจรจาหาทางออกก็ตาม นอกจากนี้ อิสราเอลยังเร่งสร้างเขตกันชนกว้างขึ้นในเลบานอน เพื่อรับมือกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

เนทันยาฮูลั่น ทำสงครามกับอิหร่านต่อ เร่งขยายเขตกันชนในเลบานอน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เนทันยาฮูกล่าวในการประชุมกับนายกเทศมนตรีและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจากชุมชนชายแดนทางเหนือของอิสราเอลว่า “ปฏิบัติการวงกว้างเพื่อต่อต้านอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีรายงานข่าวว่าสหรัฐฯ กำลังเจรจากับอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้ง” คำประกาศนี้สร้างความตึงเครียดให้กับภูมิภาค โดยเนทันยาฮูย้ำว่าอิสราเอลจะไม่ยอมให้อิหร่านขยายอิทธิพลผ่านกลุ่มตัวแทนอย่างฮิซบอลเลาะห์

นอกจากการต่อสู้กับอิหร่านโดยตรง อิสราเอลยังมุ่งเน้นปฏิบัติการในเลบานอน โดยเฉพาะการขยาย “เขตกันชน” (Buffer Zone) ในภาคใต้ของเลบานอน เขตนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลักดันนักรบฮิซบอลเลาะห์ให้ห่างจากชายแดนอิสราเอล และปกป้องชาวอิสราเอลในภูมิภาคกาลิลี เนทันยาฮูระบุว่า “เราได้สร้างเขตกันชนด้านความมั่นคงที่แท้จริง ซึ่งป้องกันการรุกรานทางบก และกำลังขยายให้กว้างขึ้นเพื่อเป็นแนวเข็มขัดนิรภัย”

ความคืบหน้าของปฏิบัติการทางทหาร

เนทันยาฮูเปิดเผยว่ากองทัพอิสราเอล (IDF) ได้กำจัดภัยคุกคามจากขีปนาวุธของฮิซบอลเลาะห์ไปเกือบทั้งหมด รวมถึงหน่วยรัดวาน (Radwan Force) ซึ่งเป็นหน่วยพิเศษที่เชี่ยวชาญการบุกทางบก “เราได้ขจัดภัยคุกคามนั้นไปแล้ว มันไม่มีอยู่อีกต่อไป” เขากล่าว แต่ยอมรับว่ายังมีงานต้องทำต่อไป โดยอิสราเอลตั้งใจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในเลบานอนอย่างถอนรากถอนโคน

  • กำจัดขีปนาวุธฮิซบอลเลาะห์: ลดภัยคุกคามทางอากาศได้มาก
  • ปิดการทำงานหน่วยรัดวาน: หยุดการบุกทางบกจากเลบานอน
  • ขยายเขตกันชน: สร้างพื้นที่ปลอดภัยกว้างขึ้นตามชายแดน
  • ต่อต้านอิหร่าน: ปฏิบัติการไม่หยุดแม้มีเจรจาจากสหรัฐฯ

ความขัดแย้งนี้มีรากเหง้าจากการที่อิหร่านสนับสนุนฮิซบอลเลาะห์มานานหลายสิบปี ทำให้เลบานอนกลายเป็นสมรภูมิหน้าในการต่อกรกับอิสราเอล การขยายเขตกันชนไม่เพียงปกป้องอิสราเอล แต่ยังเป็นกลยุทธ์เพื่อลดอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค สถานการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ที่พยายามไกล่เกลี่ย แต่เนทันยาฮูยืนกรานว่าจะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อความมั่นคง

นักวิเคราะห์เห็นว่าการประกาศของเนทันยาฮูอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าที่รุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหากอิหร่านตอบโต้ผ่านตัวแทนในเลบานอนหรือซีเรีย ชาวอิสราเอลชายแดนเหนือต่างโล่งใจกับเขตกันชนใหม่ แต่กังวลว่าสงครามจะยืดเยื้อ

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของตะวันออกกลางที่การเจรจาอาจไม่เพียงพอ อิสราเอลกำลังวางกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อความมั่นคง คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของเนทันยาฮู? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – เนทันยาฮูลั่น ทำสงครามกับอิหร่านต่อ เร่งขยายเขตกันชนในเลบานอน

ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน

ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน เป็นข่าวร้ายที่กำลังทำให้หลายคนตื่นตัว โดยเฉพาะหลังจากที่ทวีปเอเชียเริ่มรู้สึกถึงแรงกระแทกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางไปแล้ว นี่ไม่ใช่แค่คำเตือนธรรมดา แต่เป็นสัญญาณอันตรายที่อาจพลิกโฉมเศรษฐกิจโลกทั้งหมด

ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ในงานประชุมพลังงาน CERAWeek ที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา นายเวล ซาวัน (Wael Sawan) ซีอีโอของบริษัทเชลล์ ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างหนักหน่วง เขาระบุว่าภาวะขาดแคลนพลังงานกำลังลุกลามจากเอเชียมาสู่ยุโรป โดยเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป สาเหตุหลักมาจากสงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยเฉพาะการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 1 ใน 5 ของโลก

ก่อนหน้านี้ เอเชียใต้ได้รับผลกระทบหนักสุด จากนั้นลามไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนนี้ถึงคิวของยุโรปแล้ว น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานเริ่มขาดแคลนไปแล้ว และถัดไปคือน้ำมันดีเซลกับเบนซิน ซึ่งจะทำให้ราคาพุ่งสูงและกระทบอุตสาหกรรมทุกภาคส่วน

รัฐมนตรีพลังงานเยอรมนียืนยันความเสี่ยง

ในงานเดียวกัน นางคาเทอรินา ไรเชอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานของเยอรมนี ก็ถูกถามถึงสถานการณ์ เธอตอบชัดเจนว่า “ตอนนี้ยังไม่ขาดแคลนในแง่ปริมาณ แต่ถ้าสงครามกับอิหร่านไม่ยุติ เราอาจเห็นผลกระทบชัดเจนในเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม” เยอรมนีซึ่งพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางเป็นหลัก กำลังเผชิญความเสี่ยงสูงสุด

ผลกระทบจากการโจมตีโรงงานพลังงาน

การโจมตีโรงงานพลังงานในตะวันออกกลางทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกสะดุด ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดล้อม ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันชะงักงัน นักวิเคราะห์คาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจทะยานสู่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไม่ช้า ซึ่งจะจุดชนวนเงินเฟ้อและภาวะถดถอยในยุโรป

  • ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม: โรงงานผลิตหยุดชะงัก สายการบินขึ้นราคาตั๋ว
  • ผลต่อผู้บริโภค: ค่าน้ำมัน ค่าครองชีพพุ่งสูง
  • ผลต่อเศรษฐกิจโลก: GDP ยุโรปอาจหดตัว 1-2% ในไตรมาสที่ 2

ยุโรปเคยผ่านวิกฤตพลังงานจากสงครามยูเครนมาแล้ว แต่ครั้งนี้รุนแรงกว่าเพราะแหล่ง供給หลักถูกตัดขาด 欧盟กำลังเร่งหาแหล่งทางเลือกจากนอร์เวย์และสหรัฐ แต่ก็ไม่ทันการณ์

ไทยควรเตรียมตัวอย่างไรกับวิกฤตนี้

แม้ไทยจะไม่ได้พึ่งพาตะวันออกกลางมากเท่ายุโรป แต่ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งจะกระทบโดยตรง คาดว่าราคาน้ำมันในไทยอาจแตะ 45 บาทต่อลิตร รัฐบาลควรสำรองน้ำมันเพิ่ม ส่งเสริมพลังงานทดแทนอย่างด่วน เช่น โซลาร์และลม เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต

วิกฤตนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถสั่นคลอนโลกได้ทุกเมื่อ ในมุมมองของผม ยุโรปควรเร่งกระจายแหล่งนำเข้าก่อนสายเกินแก้ ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย ต้องลงทุนพลังงานสะอาดให้มากขึ้นเพื่อความมั่นคง

ติดตามข่าวสารพลังงานและเศรษฐกิจโลกได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน

อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป เมื่ออิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม โดยยืนกรานเงื่อนไขของตัวเองแทน สื่อของอิหร่านรายงานเหตุการณ์นี้เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 ซึ่งสะท้อนถึงจุดยืนที่แข็งกร้าวของเตหะรานต่อวอชิงตัน

อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม

ตามรายงานจาก Press TV สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงและการเมืองไม่เปิดเผยนาม เปิดเผยว่า อิหร่านได้ปฏิเสธข้อเสนอจากสหรัฐอเมริกาที่มุ่งยุติความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างสิ้นเชิง ข้อเสนอดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อหยุดยิงและหาทางออกทางการทูต แต่เจ้าหน้าที่อิหร่านย้ำว่า “อิหร่านจะยุติสงครามก็ต่อเมื่ออิหร่านตัดสินใจด้วยตัวเอง และเมื่อเงื่อนไขต่างๆ ของอิหร่านได้รับการตอบสนองแล้วเท่านั้น”

อิหร่านเน้นย้ำว่าต้องการการยุติสงครามอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่หยุดยิงชั่วคราว ซึ่งเป็นจุดยืนที่สอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศของสาธารณรัฐอิสลามมานาน ขณะที่สหรัฐฯ พยายามผลักดันการเจรจาผ่านช่องทางการทูตต่างๆ แต่เตหะรานมองว่าเป็นข้อเรียกร้องที่ “เกินกว่าเหตุ” โดยก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เคยยื่นข้อเสนอ 15 ข้อ ซึ่งหลายประเด็นถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับอิหร่าน

5 เงื่อนไขสำคัญที่อิหร่านยื่นเพื่อยุติสงคราม

เพื่อตอบโต้ อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม โดยเสนอเงื่อนไขของตัวเอง 5 ข้อที่ต้องได้รับการปฏิบัติตาม ดังนี้

  • 1. ยุติ “การรุกรานและการลอบสังหาร” โดยฝ่ายศัตรูอย่างสิ้นเชิง เพื่อป้องกันการโจมตีต่อเนื่องที่อิหร่านเผชิญในช่วงที่ผ่านมา
  • 2. จัดตั้งกลไกที่ชัดเจน เพื่อรับประกันว่าจะไม่มีการกลับมาทำสงครามกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอีก ซึ่งอาจรวมถึงสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
  • 3. รับประกันและระบุจำนวนการชดเชยค่าเสียหาย จากสงครามและค่าปฏิกรรมสงครามอย่างชัดเจน เพื่อเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม
  • 4. สงครามในทุกแนวรบต้องสิ้นสุดลง รวมถึงการต่อสู้กับฝ่ายต่อต้านทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องทั่วทั้งภูมิภาค เช่น ในเลแวนต์และอ่าวเปอร์เซีย
  • 5. ยอมรับและรับประกันในระดับนานาชาติ เรื่องสิทธิอธิปไตยของอิหร่านในการมีอำนาจเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางค้าสำคัญที่อิหร่านอ้างสิทธิ์

เงื่อนไขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความกังวลหลักของอิหร่านในเรื่องความมั่นคงชายแดน การชดเชย และการยอมรับสถานะทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันทั่วโลก หากเงื่อนไขเหล่านี้ไม่ได้รับการตอบสนอง สงครามอาจยืดเยื้อต่อไป ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

บริบทของความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ มีรากฐานจากหลายปัจจัย เช่น โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค และการแทรกแซงของสหรัฐฯ ผ่านพันธมิตรอย่างอิสราเอลและซาอุดีอาระเบีย สงครามปัจจุบันที่กล่าวถึงครอบคลุมหลายแนวรบ รวมถึงการโจมตีทางอากาศ การลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์ และการปะทะทางเรือในอ่าวเปอร์เซีย

ในอดีต สหรัฐฯ เคยเสนอข้อตกลงคล้ายกันในการเจรจาปีที่แล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ นักวิเคราะห์มองว่า อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม ครั้งนี้เป็นกลยุทธ์ในการต่อรองให้ได้เปรียบ โดยเฉพาะในประเด็นช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านใช้เป็นเครื่องมือกดดัน

สถานการณ์นี้ยังคงเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยมีกลุ่มฮูธีในเยเมนและฮิซบุลเลาะห์ในเลบานอนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน หากไม่มีการเจรจาที่จริงจัง อาจนำไปสู่การขยายวงสงคราม

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปฏิเสธครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าอิหร่านกำลังเสริมสร้างจุดยืนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติ และสหรัฐฯ อาจต้องปรับข้อเสนอให้สมจริงมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตพลังงานโลก

คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของอิหร่าน? ติดตามข่าวสารต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และแบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นที่จับตามองของโลก หลังจากสำนักข่าว CNN รายงานเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 โดยอ้างแหล่งข่าว 2 รายการ ทหารสหรัฐฯ จากกองพลร่มที่ 82 กำลังจะเคลื่อนพลเพิ่มเติม เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางทหารในภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดกับอิหร่าน

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่ากำลังเจรจากับอิหร่านเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้ง แหล่งข่าวระบุว่ากำลังพลชุดนี้จะมาจากกองพลน้อยที่ 1 (1st Brigade Combat Team) ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นหน่วยตอบโต้ฉับพลัน โดยมีพลตรีแบรนดอน เทกต์ไมเออร์ ผู้บัญชาการกองพลร่มที่ 82 นำทีมคณะเสนาธิการ คาดว่าหน่วยแรกจะเคลื่อนพลภายใน 1 สัปดาห์ และหน่วยอื่นๆ จะตามมา

คำสั่งเคลื่อนกำลังพลได้รับการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษณ์เมื่อวันอังคาร โดยหน่วยนี้จะทำหน้าที่เป็น “หน่วยเตรียมพร้อม” ในตะวันออกกลาง สามารถปฏิบัติการได้ทันทีหากจำเป็น สถานการณ์คล้ายกับปี 2563 ที่สหรัฐฯ ส่งกองพลร่มที่ 82 หลังสังหารนายพลคาเซม โซเลมานี

รายละเอียดกำลังพลและหน่วยสนับสนุน

นอกจาก สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง แล้ว ยังมีกำลังพลสหรัฐฯ หลายพันนายมุ่งหน้ามายังภูมิภาค เช่น:

  • หน่วยปฏิบัติการทางทะเล (MEU) ที่ 11 ร่วมกับกองเรือสะเทินน้ำสะเทินบก (ARG) “บ็อกเซอร์” (Boxer)
  • หน่วย MEU ที่ 31 ร่วมกับ ARG “ตริโปลี” (Tripoli)

แต่ละหน่วย ARG-MEU ประกอบด้วยนาวิกโยธินและลูกเรือราว 4,500 นาย มีขีดความสามารถครบวงจร ทั้งสนับสนุนภาคพื้นดิน การบิน และการส่งกำลังบำรุง

สถานการณ์การเจรจากับอิหร่าน

ประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงกันได้ 15 ประเด็นแล้ว โดยอิหร่าน “กระตือรือร้น” ที่จะทำข้อตกลง ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธในเบื้องต้น แต่แหล่งข่าวอิหร่านยืนยันกับ CNN ว่ามีการ “ติดต่อประสานงาน” และพร้อมรับฟังข้อเสนอที่ “ยั่งยืน” เพื่อยุติสงคราม

การเคลื่อนไหวทางทหารนี้สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ผสมผสานระหว่างการทูตและกำลังทหาร เพื่อกดดันอิหร่านให้กลับสู่โต๊ะเจรจา ในขณะที่ภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเปราะบางจากความขัดแย้งหลายด้าน เช่น สงครามในซีเรีย ยemen และปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน

ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการส่งกำลังทหารเพิ่มเติมมักเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจรจา เช่น ในช่วงสงครามเย็นหรือวิกฤตอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐฯ ใช้กำลังทหารเพื่อเสริมอิทธิพลและปกป้องผลประโยชน์ทางพลังงาน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนกังวลว่าการเพิ่มทหารอาจยืดเยื้อความตึงเครียด แทนที่จะคลี่คลาย หากอิหร่านมองว่าเป็นการข่มขู่ ประชาคมโลกจึงจับตาการเจรจาครั้งนี้อย่างใกล้ชิด

สำหรับคนไทย การติดตามสถานการณ์นี้สำคัญเพราะส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกและความมั่นคงพลังงาน หากความขัดแย้งลุกลาม อาจกระทบเศรษฐกิจไทยโดยตรง

คุณคิดว่าการส่งทหารเพิ่มครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพหรือยืดเยื้อสงคราม? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่!

ที่มา – สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ เตรียมส่ง “กองพลร่มที่ 82” เกือบ 4,000 นาย บุกตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ เตรียมส่ง “กองพลร่มที่ 82” เกือบ 4,000 นาย บุกตะวันออกกลาง เป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความฮือฮาในวงการข่าวต่างประเทศ แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่ากำลังเคลื่อนย้ายทหารหน่วยรบพิเศษนี้เข้าสู่สมรภูมิตะวันออกกลาง เพื่อเสริมกำลังทางบกท่ามกลางสถานการณ์สงครามกับอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะออกมาอ้างว่าการเจรจาคืบหน้า แต่ผลโพลล่าสุดชี้ว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่เริ่มไม่เห็นด้วยกับสงครามครั้งนี้

สหรัฐฯ เตรียมส่ง “กองพลร่มที่ 82” เกือบ 4,000 นาย บุกตะวันออกกลาง

กองพลร่มที่ 82 หรือ 82nd Airborne Division ถือเป็นหน่วยรบชั้นนำของกองทัพบกสหรัฐฯ ประจำการที่ค่ายฟอร์ตแบรกก์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา หน่วยนี้มีชื่อเสียงในความสามารถกระโดดร่มลงสู่พื้นที่ปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็วภายใน 18 ชั่วโมงหลังได้รับคำสั่ง ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้เหมาะสมกับปฏิบัติการฉุกเฉินในตะวันออกกลาง

จำนวนทหารที่จะถูกส่งไปอยู่ระหว่าง 3,000 ถึง 4,000 นาย โดยยังไม่มีการตัดสินใจบุกดินแดนอิหร่านโดยตรง แต่การเสริมกำลังนี้มุ่งเน้นเพื่อเพิ่มทางเลือกทางทหาร เช่น การยึดชายฝั่งควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ หรือบุกเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นจุดส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่านถึง 90% สถานการณ์นี้เกิดขึ้นหลังปฏิบัติการร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอลเริ่มเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ โดยสหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในอิหร่านกว่า 9,000 จุด มีทหารอเมริกันเสียชีวิต 13 นาย บาดเจ็บ 290 นาย

กองพลร่มที่ 82: ความสามารถพิเศษและบทบาทในสงคราม

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ มีทหารในภูมิภาคกว่า 50,000 นาย พร้อมกองเรือบรรทุกเครื่องบินและหน่วยนาวิกโยธินบนเรือ USS Boxer การส่ง สหรัฐฯ เตรียมส่ง “กองพลร่มที่ 82” เกือบ 4,000 นาย บุกตะวันออกกลาง จึงเป็นการยกระดับกำลังทางบกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น กองพลนี้เคยมีส่วนในปฏิบัติการสำคัญหลายครั้ง เช่น สงครามอิรักและอัฟกานิสถาน

  • ความเร็วในการdeploy: 18 ชั่วโมง
  • จำนวนกำลังพล: 3,000-4,000 นาย
  • เป้าหมายหลัก: เสริมทางเลือกบุกภาคพื้นดิน
  • จุดยุทธศาสตร์: ช่องแคบฮอร์มุซ, เกาะคาร์ก

ท่ามกลางกระแสนี้ ทรัมป์โพสต์ในโซเชียลมีเดียว่าการเจรจากับเตหะราน “เกิดดอกออกผล” และระงับแผนทิ้งระเบิดโรงไฟฟ้า แต่ทางการอิหร่านปฏิเสธทันทีว่าไม่มีเจรจาใดๆ การตัดสินใจนี้เสี่ยงสูงเพราะขัดคำมั่นหาเสียงไม่พาสหรัฐฯ สู่สงครามใหม่

ผลโพลและกระแสต่อต้านในสหรัฐฯ

ผลสำรวจ Reuters/Ipsos ล่าสุดพบว่าชาวอเมริกันเห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่านเพียง 35% ลดจากสัปดาห์ก่อน และ 61% ไม่เห็นด้วยกับสงคราม สะท้อนความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายชีวิตและผลกระทบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ตะวันออกกลางกำลังตึงเครียด สหรัฐฯ ต้องเผชิญทางเลือกยากลำบากระหว่างการเจรจาและการรบภาคพื้นดิน การเคลื่อนไหวของกองพลร่มที่ 82 อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามอัปเดตล่าสุดเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ

ในมุมมองของผู้เขียน สงครามครั้งนี้อาจยืดเยื้อและนำผลกระทบ全球 ควรติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อเข้าใจทิศทางโลก

ที่มา – สหรัฐฯ เตรียมส่ง “กองพลร่มที่ 82” เกือบ 4,000 นาย บุกตะวันออกกลาง

Scroll to top