สหรัฐอเมริกา

เวเนซุเอลาปล่อยนักโทษการเมืองเพิ่ม หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

เวเนซุเอลาปล่อยนักโทษการเมืองเพิ่ม ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ สถานการณ์ทางการเมืองในเวเนซุเอลายังคงเป็นที่จับตาของนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่สหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลเวเนซุเอลาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด ทางการเวเนซุเอลาได้ประกาศปล่อยตัวนักโทษการเมืองเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นผลมาจากการเจรจาและความพยายามในการสร้างความปรองดองภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านและกลุ่มสิทธิมนุษยชนยังคงตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับจำนวนนักโทษที่ได้รับการปล่อยตัวจริง รวมถึงเงื่อนไขและกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

เวเนซุเอลาปล่อยนักโทษการเมืองเพิ่ม

เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทางการเวเนซุเอลาได้ดำเนินการปล่อยตัวนักโทษการเมือง 116 คน หลังจากก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการกดดันต่างๆ รวมถึงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เพื่อให้รัฐบาลเวเนซุเอลาปล่อยตัวนักโทษการเมืองและดำเนินกระบวนการทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ถึงแม้ว่ารัฐบาลเวเนซุเอลาจะระบุว่าการปล่อยตัวนักโทษการเมืองครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างความปรองดอง แต่ฝ่ายค้านและกลุ่มสิทธิมนุษยชนยังคงวิพากษ์วิจารณ์ว่า จำนวนนักโทษที่ได้รับการปล่อยตัวจริงนั้นต่ำกว่าที่รัฐบาลประกาศ และยังมีนักโทษการเมืองอีกจำนวนมากที่ยังคงถูกคุมขังอยู่

สถานการณ์ล่าสุดเรื่อง เวเนซุเอลาปล่อยนักโทษการเมืองเพิ่ม

ตามรายงานขององค์กรพัฒนาเอกชนหลายแห่ง พบว่ามีนักโทษการเมืองเพียงประมาณ 50 คนเท่านั้นที่ได้รับการปล่อยตัวนับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลเวเนซุเอลาก่อนหน้านี้ได้ให้สัญญาว่าจะปล่อยตัวผู้ที่ถูกจำคุกในสมัยของประธานาธิบดีมาดูโร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เข้าร่วมการประท้วงหลังจากการเลือกตั้งในปี 2567

ญาติพี่น้องของผู้ถูกคุมขังยังคงเฝ้ารออยู่ที่หน้าเรือนจำหลายแห่งในเวเนซุเอลาด้วยความกระวนกระวายใจ เนื่องจากคนที่พวกเขารอคอยยังไม่ได้รับการปล่อยตัวเสียที ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาแสดงความยินดีกับการปล่อยตัวนักโทษชุดแรก และหวังว่าพวกเขาจะจดจำได้ว่าสหรัฐฯ ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

กลุ่มสิทธิมนุษยชนคาดการณ์ว่ายังมีนักโทษการเมืองอีกประมาณ 800 ถึง 1,200 คนที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ในเวเนซุเอลา ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา กำลังเจรจากับวอชิงตันในหลายประเด็น ท่ามกลางความสนใจของสหรัฐฯ ในการเข้าถึงแหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา

สหรัฐฯ ยังคงเปิดกว้างสำหรับการพบปะกับประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา และระบุว่ารัฐบาลของเขากำลังประสานงานกับรัฐบาลของเธอได้เป็นอย่างดี คณะทูตของสหรัฐฯ ได้เดินทางเยือนกรุงการากัสเพื่อหารือเกี่ยวกับการกลับมาเปิดสถานเอกอัครราชทูตเวเนซุเอลาในกรุงวอชิงตันอีกครั้ง

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การปล่อยตัวนักโทษการเมืองเป็นเพียงก้าวหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ และยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากระบวนการเจรจาและความพยายามในการสร้างความปรองดองจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร

การที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการกดดันให้เวเนซุเอลาปล่อยตัวนักโทษการเมือง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของประเด็นสิทธิมนุษยชนในเวทีระหว่างประเทศ และการที่นานาชาติให้ความสนใจและจับตามองสถานการณ์ในเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้

ที่มา – เวเนซุเอลาปล่อยนักโทษการเมืองเพิ่ม หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

ICE เผยคลิปยิงหญิงมินนีอาโพลิส อ้างป้องกันตัว


เจ้าหน้าที่ ICE เผยคลิปใหม่ เหตุยิงหญิงมินนีอาโพลิส ย้ำเป็นการป้องกันตัว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐ (ICE) เผยแพร่คลิปวิดีโอจากมุมมองของเจ้าหน้าที่เป็นครั้งแรก หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และการประท้วงอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ จากเหตุการณ์ยิงหญิงรายหนึ่งเสียชีวิตในเมืองมินนีอาโพลิส โดยทาง ICE ยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการป้องกันตัว

วิดีโอความยาว 47 วินาที ถูกเผยแพร่โดยสื่อท้องถิ่น Alpha News แสดงให้เห็นช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุการณ์ยิง โดย เรเน นิโคล กู้ด วัย 37 ปี นั่งอยู่ในรถยนต์ของเธอ และมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ ICE ที่กำลังบันทึกวิดีโอรถและป้ายทะเบียน

ในคลิปวิดีโอ จะเห็นเจ้าหน้าที่ ICE ลงจากรถและเดินสำรวจรอบรถ Honda SUV ของกู้ด โดยมีสุนัขอยู่บริเวณเบาะหลัง กู้ดพูดกับเจ้าหน้าที่ว่า “ไม่เป็นไรนะ ฉันไม่ได้โกรธคุณ” ขณะเดียวกัน เบ็คกา กู้ด ภรรยาของผู้เสียชีวิต ได้บันทึกเหตุการณ์อยู่ริมถนนและมีการพูดจาตอบโต้กับเจ้าหน้าที่

สถานการณ์ตึงเครียดก่อนการยิง

ต่อมา เจ้าหน้าที่อีกคนเดินเข้ามาที่ฝั่งคนขับและตะโกนสั่งให้กู้ดลงจากรถ สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อรถของกู้ดถอยหลัง จากนั้นหักพวงมาลัยและขับไปข้างหน้า ตามด้วยเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด ภาพสุดท้ายที่ปรากฏคือรถพุ่งออกไปตามถนน

คลิปวิดีโออื่น ๆ ที่เผยแพร่ออกมาก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นรถของกู้ดชนเข้ากับข้างทางหลังจากเธอถูกยิง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ ICE ยังคงยืนอยู่และเดินเข้าไปใกล้รถในเวลาต่อมา รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ได้แชร์คลิปวิดีโอดังกล่าวบนโซเชียลมีเดีย พร้อมระบุว่าเจ้าหน้าที่กระทำการดังกล่าวเพื่อป้องกันตัวเอง

ทำเนียบขาวยืนยันว่า กู้ดพยายามขับรถพุ่งชนเจ้าหน้าที่ ICE ซึ่งรัฐบาลทรัมป์มองว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่าย “การก่อการร้ายภายในประเทศ” ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า “มีพวกยุยงปลุกปั่น และเราจะปกป้อง ICE ปกป้องเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของเราเสมอ”

โฆษกทำเนียบขาว แคโรไลน์ เลวิตต์ กล่าวเพิ่มเติมว่าสื่อพยายามใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ ICE ทั้งที่เขาป้องกันตัวจากการถูกรถพุ่งชนอย่างเหมาะสม รัฐบาลกลางระบุว่า เจ้าหน้าที่ ICE ได้รับบาดเจ็บและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้ยิงคือ โจนาธาน รอสส์ เจ้าหน้าที่ ICE อาวุโส ซึ่งเคยได้รับบาดเจ็บจากการถูกรถชนขณะปฏิบัติหน้าที่มาก่อน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนกรานว่า ผู้เสียชีวิตไม่ได้เป็นภัยคุกคาม โดย เจค็อบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนีอาโพลิส จากพรรคเดโมแครต ระบุว่า คำอธิบายของรัฐบาลกลางเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี เมื่อพิจารณาจากภาพวิดีโอที่ปรากฏ

สำนักงานอัยการรัฐมินนิโซตาและอัยการสูงสุดของรัฐ ประกาศเปิดการสอบสวนของตนเอง หลังจากที่ระบุว่าถูกกันออกจากการสอบสวนของรัฐบาลกลาง ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ FBI การเสียชีวิตของกู้ดจุดชนวนให้เกิดการประท้วงต่อเนื่องเป็นคืนที่สองในหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา สั่งระดมกองกำลังพิทักษ์ชาติเพื่อดูแลความปลอดภัยในการชุมนุม พร้อมกล่าวหารัฐบาลทรัมป์ว่าขัดขวางการสอบสวนของรัฐ ในขณะที่รองประธานาธิบดีแวนซ์ยืนยันว่า นี่เป็นคดีของรัฐบาลกลาง ไม่ใช่อำนาจรัฐ

เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง และการสอบสวนยังคงดำเนินต่อไปเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ เรเน นิโคล กู้ด ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น

คดีเจ้าหน้าที่ ICE เผยคลิปใหม่ เหตุยิงหญิงมินนีอาโพลิส ย้ำเป็นการป้องกันตัว ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – เจ้าหน้าที่ ICE เผยคลิปใหม่ เหตุยิงหญิงมินนีอาโพลิส ย้ำเป็นการป้องกันตัว

สหรัฐฯ หนุนงบ 100 ล้าน เสริมเสถียรภาพชายแดน

สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนด้านการทหารแก่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมอบเงินกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อหนุนกองทัพบกในการเสริมเสถียรภาพชายแดน ปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ และพัฒนากองกำลังยานเกราะให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน โดยชี้ว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้งก่อน

สหรัฐฯ หนุนงบประมาณทางทหาร เสริมเสถียรภาพชายแดน

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2569 พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ให้การต้อนรับ นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก และนายชอน โคตาโระ โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พร้อมคณะ ที่กองบัญชาการกองทัพบก เพื่อหารือในประเด็นความร่วมมือทางทหาร ความมั่นคงระหว่างไทย-สหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ในการหารือครั้งนี้ ผบ.ทบ. ได้เน้นย้ำถึงความจริงใจของประเทศไทยในการอยู่ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสันติ และพร้อมที่จะปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพ โดยใช้กลไกทวิภาคีในการสร้างความเข้าใจอันดีกับกัมพูชา สหรัฐฯ ได้แสดงความขอบคุณประเทศไทยที่ยึดมั่นในข้อตกลง และเล็งเห็นถึงบทบาทสำคัญของกองทัพบกไทยในการสร้างเสริมเสถียรภาพชายแดนในระยะยาว

กัมพูชาเริ่มต้นความขัดแย้งก่อน

พล.อ.พนา ยังกล่าวอีกว่า กัมพูชาเป็นผู้เริ่มต้นความขัดแย้งและเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง รวมถึงข้อกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายรุกราน นอกจากนี้ ประเทศไทยได้ดูแลเชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 นายตามหลักมนุษยธรรม และดำเนินการปล่อยตัวอย่างเหมาะสมตามหลักสากล

ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ได้มีการหารือถึงการยกระดับความร่วมมือ โดยสหรัฐฯ ยืนยันที่จะสนับสนุนงบประมาณทางทหารกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพชายแดน แก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ สนับสนุนการขยายขีดความสามารถของหน่วยยานเกราะล้อยางสไตรเกอร์ และเพิ่มหลักสูตรการศึกษาและฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าการฝึกร่วมผสม Cobra Gold และ Balance Torch เป็นการฝึกที่สำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือในการป้องปรามความขัดแย้งในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังมีการหารือในด้านการสนับสนุนเทคโนโลยีด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ระบบโดรนและต่อต้านโดรน การข่าวกรอง และอาวุธยิงสนับสนุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและอธิปไตยจากการรุกราน

ฝ่ายไทยได้กล่าวถึงสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ ซึ่งจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และหวังว่าจะได้เห็นความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค กองทัพบกไทยยืนยันความมุ่งมั่นที่จะรักษาสันติภาพ โดยการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ และเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องอธิปไตยและสร้างความมั่นคงในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

การสนับสนุนงบประมาณจากสหรัฐฯ ในครั้งนี้ นับเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพบกไทยในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ เช่น อาชญากรรมทางไซเบอร์ ที่ทวีความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน

ที่มา – สหรัฐฯ หนุนงบประมาณทางทหารกว่า 100 ล้านเหรียญ เสริมเสถียรภาพชายแดน

วุฒิสภาสหรัฐฯ **จำกัดอำนาจทรัมป์ในเวเนซุเอลา**

วุฒิสภาสหรัฐฯ เห็นชอบหลักการร่างมติอำนาจการทำสงคราม เพื่อหวังสกัดไม่ให้ โดนัลด์ ทรัมป์ มีมาตรการทางทหารในเวเนซุเอลาโดยที่รัฐสภาไม่อนุญาตอีก

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างมติอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution) ที่ร่วมกันร่างโดยพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ โดนัลด์ ทรัมป์ มีมาตรการทางทหารต่อเวเนซุเอลาเพิ่มเติม หลังทรัมป์สั่งโจมตีและจับตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยไม่แจ้งให้สภาคองเกรสทราบล่วงหน้า

มาตรการนี้ผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 52 เสียง และคัดค้าน 47 เสียง โดยสมาชิกพรรคเดโมแครตทุกคนลงคะแนนเห็นชอบ พร้อมด้วยสมาชิกพรรครีพับลิกันอีก 5 คน ได้แก่ แรนด์ พอล, ทอดด์ ยัง, ลิซา เมอร์คอวสกี, จอช ฮอว์ลีย์ และซูซาน คอลลินส์

มติดังกล่าวซึ่งนำเสนอโดยวุฒิสมาชิก ทิม เคน จากพรรคเดโมแครต กำหนดให้ทรัมป์ต้องขออนุญาตก่อนที่จะโจมตีหรือใช้กำลังทหารต่อเวเนซุเอลา โดยหากวุฒิสภาให้การรับรองร่างมตินี้ในขั้นตอนสุดท้าย ร่างดังกล่าวจะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและต้องได้รับการลงนามโดยทรัมป์จึงจะมีผลบังคับใช้ได้

มีความเป็นไปได้สูงที่นายทรัมป์จะไม่ลงนามบังคับใช้กฎหมาย แต่การลงมติครั้งนี้ก็ถือเป็นการตำหนิประธานาธิบดีอย่างรุนแรง ซึ่งทรัมป์ได้ตอบโต้โดยระบุว่า วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันที่สนับสนุนมตินี้ ไม่ควรได้รับเลือกให้เข้ามาดำรงตำแหน่งอีก

“การลงมติครั้งนี้ขัดขวางการป้องกันตนเองและความมั่นคงของชาติอเมริกันอย่างร้ายแรง โดยเป็นการริดรอนอำนาจของประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด” ทรัมป์โพสต์บน Truth Social โดยระบุด้วยว่า ร่างมติอำนาจการทำสงครามดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายยุคสงครามเวียดนามที่สภาคองเกรสออกมาเพื่อหยุดยั้งประธานาธิบดีจากการทำสงครามโดยไม่ได้รับอนุมัตินั้น “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

ทั้งนี้ หลังจากปฏิบัติการบุกจู่โจมเมื่อวันเสาร์ซึ่งกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ได้บุกโจมตีกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา และนำตัวมาดูโรไปยังนิวยอร์กเพื่อเข้ารับการพิจารณาคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับ “การก่อการร้ายค้ายาเสพติด” นายทรัมป์ก็ออกมาระบุว่า เขาไม่ได้บอกฝ่ายนิติบัญญัติล่วงหน้าเพราะ “สภาคองเกรสชอบทำข้อมูลรั่วไหล”

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่สมาชิกพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันบางส่วน ซึ่งโต้แย้งว่าการบุกจู่โจมเวเนซุเอลานั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และเสี่ยงที่จะทำให้สหรัฐฯ ต้องจมดิ่งเข้าสู่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านมติจำกัดอำนาจการทำสงครามของทรัมป์ในเวเนซุเอลา

การลงมติของวุฒิสภาสหรัฐฯ ในการจำกัดอำนาจทรัมป์ในเวเนซุเอลา ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศที่กำลังดำเนินอยู่ การตัดสินใจครั้งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา รวมถึงต่อเสถียรภาพในภูมิภาคลาตินอเมริกา

ผลกระทบจากมติจำกัดอำนาจทรัมป์ในเวเนซุเอลา

การที่วุฒิสภาสหรัฐฯ พยายามจำกัดอำนาจทรัมป์ในเวเนซุเอลา บ่งชี้ถึงความกังวลเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของฝ่ายบริหาร และความพยายามที่จะรักษาสมดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ มติดังกล่าวอาจทำให้ทรัมป์ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้นก่อนที่จะใช้กำลังทหารในเวเนซุเอลา และอาจเปิดโอกาสให้มีการเจรจาทางการทูตเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ในเวเนซุเอลา

นอกจากนี้ มติจำกัดอำนาจทรัมป์ในเวเนซุเอลา ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่า สหรัฐฯ ไม่ได้มีเอกภาพในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และอาจทำให้ประเทศอื่นๆ กล้าที่จะท้าทายบทบาทของสหรัฐฯ ในเวทีโลกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์ออกมาตอบโต้และกล่าวหาว่าสมาชิกวุฒิสภาที่สนับสนุนมติเป็นการ “ริดรอนอำนาจ” ของประธานาธิบดี สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในประเทศที่ยังคงดำรงอยู่และอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายในอนาคต

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงไม่แน่นอน และการตัดสินใจของสหรัฐฯ จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศนี้ การที่วุฒิสภาสหรัฐฯ พยายามจำกัดอำนาจทรัมป์ในเวเนซุเอลา จึงเป็นเหตุการณ์ที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านมติจำกัดอำนาจการทำสงครามของทรัมป์ในเวเนซุเอลา

ทรัมป์เผย การบริหารเวเนซุเอลา อาจนานหลายปี

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย สหรัฐฯ อาจเข้าควบคุมดูแลเวเนซุเอลาและควบคุมรายได้จากน้ำมันของประเทศเป็นเวลาหลายปี พร้อมย้ำว่า สหรัฐฯ เข้ากันได้ดีอย่างมากกับรัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลา

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2568 สำนักข่าว นิวยอร์กไทม์ส เปิดเผยว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับพวกเขาเป็นนานร่วม 2 ชั่วโมง โดยระหว่างนั้น นายทรัมป์แย้มว่า สหรัฐฯ อาจเข้าควบคุมดูแลเวเนซุเอลาและควบคุมรายได้จากน้ำมันของประเทศเป็นเวลาหลายปี

“เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าสหรัฐฯ จะควบคุมดูแลเวเนซุเอลาไปนานเพียงใด” นายทรัมป์กล่าว และเมื่อนักข่าวถามว่า จะเป็นเวลา 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี หรือนานกว่านั้น ทรัมป์ตอบว่า “ผมคิดว่าน่าจะนานกว่านั้นมาก”

“เราจะฟื้นฟูประเทศนั้นด้วยวิธีที่ทำกำไรได้อย่างมหาศาล” ทรัมป์กล่าวถึงเวเนซุเอลา “เรากำลังจะใช้ประโยชน์จากน้ำมัน และเรากำลังจะเข้าไปดูแลทรัพยากรน้ำมัน เรากำลังทำให้ราคาน้ำมันลดลง และเราจะมอบเงินให้กับเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างมากในตอนนี้”

ทรัมป์กล่าวเสริมด้วยว่า สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่เข้ากันได้ดีมาก กับรัฐบาลของประธานาธิบดีรักษาการ เดลซี โรดริเกซ แห่งเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นคนสนิทที่ภักดีต่ออดีตประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร มาอย่างยาวนาน และเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี จนกระทั่งนายมาดูโรถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

“พวกเขากำลังมอบทุกอย่างที่เราเห็นว่าจำเป็นให้แก่เรา” ทรัมป์กล่าวโดยอ้างถึงรัฐบาลเวเนซุเอลา โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาผู้นำสหรัฐฯ เผยแผนการที่จะกลั่นและจำหน่ายน้ำมันของเวเนซุเอลาจำนวนสูงสุดถึง 50 ล้านบาร์เรล ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกกักเอาไว้ในเวเนซุเอลาภายใต้มาตรการปิดกั้นของสหรัฐฯ

แต่นายทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบว่า เหตุใดเขาจึงตัดสินใจไม่มอบอำนาจในเวเนซุเอลาให้กับฝ่ายค้าน ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลวอชิงตันเคยถือว่าเป็นผู้ชนะที่ชอบธรรมในการเลือกตั้งเมื่อปี 2567

นอกจากนั้น ดูเหมือนว่านายทรัมป์จะผ่อนท่าทีต่อโคลอมเบีย โดยเชิญนาย กุสตาโว เปโตร ผู้นำของโคลอมเบียให้เดินทางเยือนวอชิงตัน หลังก่อนหน้านี้ ทรัมป์ขู่จะใช้กำลังทหารกับโคลอมเบีย และเรียกผู้นำรายนี้ว่าเป็น “คนป่วย”

ทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พูดคุยกับประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร แห่งโคลอมเบีย ผู้ซึ่งโทรมาอธิบายถึงสถานการณ์ยาเสพติดและความขัดแย้งอื่น ๆ ที่เราเคยมีต่อกัน ผมซาบซึ้งในสายที่โทรเข้ามาและน้ำเสียงของเขา และตั้งตารอที่จะได้พบกับเขาในอนาคตอันใกล้นี้”

ทางด้านเปโตรบรรยายถึงการพูดคุยทางโทรศัพท์ครั้งแรกกับทรัมป์ว่าเป็นไปอย่างฉันมิตร ขณะที่นิวยอร์กไทมส์ระบุว่าการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์และเปโตรกินเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง และดูเหมือนจะช่วยสลายความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะใช้กำลังทหารในทันทีลงได้

ทั้งนี้ ทรัมป์มีกำหนดการเข้าพบกับบรรดาผู้บริหารของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่ทำเนียบขาวในวันศุกร์นี้ (9 ม.ค.) เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลา โดยแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้ระบุว่า ตัวแทนจาก 3 บริษัทน้ำมันชั้นนำของสหรัฐฯ อันได้แก่ เอ็กซอน โมบิล, โคโนโกฟิลลิปส์ และ เชฟรอน จะเข้าร่วมการประชุม

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การที่ทรัมป์ออกมากล่าวถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเข้า การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในเวเนซุเอลา รวมถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่จะเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหา

การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี จริงหรือไม่?

ความเป็นไปได้ที่ การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพทางการเมืองภายในเวเนซุเอลา, การเจรจาต่อรองระหว่างประเทศ, และนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ เอง

ทำไมทรัมป์ถึงมองว่าการบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี

การเข้ามาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมันและฟื้นฟูเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความเชี่ยวชาญอย่างมาก นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและการสร้างความปรองดองในชาติก็เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี

การที่ทรัมป์ออกมาเปิดเผยถึงความเป็นไปได้นี้ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความตั้งใจจริงของสหรัฐฯ ที่จะเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาระยะยาวในเวเนซุเอลา อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาดูท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงมีความไม่แน่นอนสูง และการเข้ามามีบทบาทของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อทั้งภายในประเทศและภูมิภาคโดยรอบ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – ทรัมป์เผย การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี

เดลซี โรดริเกซ รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลาแล้ว

เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีแล้ว หลังจากการจับกุมตัวอดีตประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร โดยทางการสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ได้มีพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีของนางเดลซี โรดริเกซ โดยมีนายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสมัชชาแห่งชาติ ซึ่งเป็นพี่ชายของนางโรดริเกซ เป็นผู้ดำเนินการในพิธี

เดลซี โรดริเกซ สาบานตนรับตำแหน่ง รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลาแล้ว

เดลซี โรดริเกซ แถลงว่าเธอเข้ารับตำแหน่งด้วยความรู้สึกหนักอึ้งต่อเหตุการณ์ที่เธอเรียกว่า การ ‘ลักพาตัว’ ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ซิเลีย ฟลอเรส

“ดิฉันมาที่นี่ในฐานะรองประธานาธิบดีฝ่ายบริหารของนาย นิโกลัส มาดูโร ผู้เป็นประธานาธิบดีตามรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐโบลีวาร์แห่งเวเนซุเอลา เพื่อสาบานตนเข้ารับตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย” นางโรดริเกซกล่าว

ทำไมการเข้ารับตำแหน่งของ เดลซี โรดริเกซ จึงสำคัญ?

การเข้ารับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีของเดลซี โรดริเกซ ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญและเต็มไปด้วยความท้าทายสำหรับประเทศเวเนซุเอลา ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงผู้นำอย่างกะทันหันนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพภายในประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถานการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาภายในประเทศเวเนซุเอลา และบทบาทของมหาอำนาจภายนอกที่มีต่อการเมืองของประเทศ การตัดสินใจและความเคลื่อนไหวของเดลซี โรดริเกซ ในฐานะรักษาการประธานาธิบดี จะเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากนานาชาติ

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนชาวเวเนซุเอลาเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ รัฐบาลรักษาการจะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

ในระยะยาว สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมืองในเวเนซุเอลา การเลือกตั้งใหม่ หรือการเจรจาต่อรองระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ ล้วนเป็นสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสันติภาพและความมั่นคงของประเทศ และให้ประชาชนชาวเวเนซุเอลามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงไม่แน่นอน และต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ความสามารถของเดลซี โรดริเกซ ในการนำพาประเทศผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของเวเนซุเอลาในอีกหลายปีข้างหน้า

การที่นางโรดริเกซ ขึ้นมาเป็นรักษาการประธานาธิบดีนั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาระบอบการปกครองเดิม และการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ย่อมนำมาซึ่งความไม่แน่นอน และความท้าทายต่างๆ ที่รออยู่เบื้องหน้า

การตัดสินใจของเดลซี โรดริเกซ ในช่วงเวลานี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเวเนซุเอลาในอนาคต และเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดจากประชาคมโลก

ที่มา – เดลซี โรดริเกซ สาบานตนรับตำแหน่ง รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลาแล้ว

รู้จัก “ซิเลีย ฟลอเรส” ภริยามาดูโร

ในปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค. 2569) พวกเขาไม่เพียงควบคุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ไปเท่านั้น พวกเขายังจับตัวภริยาของเขาไปด้วย นั่นก็คือ ซิเลีย ฟลอเรส

ซิเลีย ฟลอเรส อดีตทนายความในวัย 69 ปี ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเวเนซุเอลามาอย่างยาวนาน เธอเป็นนักการเมืองที่มีความสามารถในตัวเองและเป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดชะตากรรมของประเทศมานานหลายทศวรรษ

เธอดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาแห่งชาติเวเนซุเอลามาหลายปี และช่วยเสริมสร้างฐานอำนาจของสามีให้แข็งแกร่งขึ้น หลังจากที่เขาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2556 จนมาดูโรขนานนามเธอว่า “นักรบหมายเลขหนึ่ง” (First Warrior) ล้อกับตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง (First lady)

ฟลอเรสเลือกที่จะลดบทบาทตัวเองลง เน้นภาพลักษณ์แม่ที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวมากขึ้น เธอเคยเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ Con Cilia en Familia และปรากฏตัวในสื่อของรัฐเป็นครั้งคราวเพื่อเต้นซัลซ่ากับสามี แต่ในเบื้องหลัง เชื่อกันว่าเธอเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาคนสำคัญของมาดูโร และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดทางการเมืองของเขา

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟลอเรสถูกฟ้องร้องเรื่องการทุจริตและการเล่นพรรคเล่นพวกหลายข้อหา และมีสมาชิกในครอบครัวถูกศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาลักลอบขนโคเคน แต่ตอนนี้ เธอก็ต้องเผชิญข้อหาค้ายาเสพติดและข้อหาเกี่ยวกับอาวุธในศาลนิวยอร์ก พร้อมกับสามีของเธอ

ซิเลีย ฟลอเรส กับ นิโกลัส มาดูโร
ซิเลีย ฟลอเรส กับ นิโกลัส มาดูโร

รู้จัก “ซิเลีย ฟลอเรส” ภริยามาดูโร ผู้ถูกสหรัฐฯ จับกุมตัวพร้อมสามี

ฟลอเรสพบกับมาดูโรในช่วงต้นทศวรรษ 90 ขณะที่เธอเป็นทนายความดาวรุ่งรุ่นใหม่ และได้รับหน้าที่เป็นทีมทนายแก้ต่างให้กับกลุ่มผู้ก่อการรัฐประหารที่ล้มเหลวในปี 2535 โดยหนึ่งในแกนนำของกลุ่มคือ ฮูโก ชาเวซ ชายผู้ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นประธานาธิบดีจอมเผด็จการ คู่ปรับของสหรัฐอเมริกา

ในช่วงปีเหล่านั้นเองที่เธอได้พบกับมาดูโร ซึ่งในขณะนั้นทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับชาเวซ

“ผมได้พบกับซิเลีย ฟลอเรสในเส้นทางชีวิตนี้” มาดูโรย้อนความหลัง “เธอเป็นทนายความให้กับนายทหารผู้รักชาติหลายคนที่ถูกคุมขัง แต่เธอก็ยังเป็นทนายของท่านผู้บัญชาการชาเวซด้วย และก็นะ การเป็นทนายให้ผู้บัญชาการชาเวซในคุกน่ะ… มันเป็นงานที่หนักหนาสาหัสมาก … ผมเจอเธอในช่วงปีแห่งการต่อสู้เหล่านั้น แล้วเธอก็ทำให้ผมประทับใจ”

นับตั้งแต่นั้นมา โชคชะตาของทั้งคู่ก็ได้ผูกติดอยู่กับชาเวซและขบวนการทางการเมืองของเขาที่รู้จักกันในชื่อ “ชาบิสโม” (Chavismo)

หลังจากชาเวซชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2541 ฟลอเรสก็ก้าวหน้าในเส้นทางการเมืองอย่างรวดเร็ว โดยได้เข้าเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติในปี 2543 และขึ้นเป็นประธานสมัชชาในปี 2549

ตลอด 6 ปีหลังจากนั้น เธอเป็นผู้นำรัฐสภาที่แทบจะครองอำนาจโดยพรรคการเมืองเดียว เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านหลักปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการเลือกตั้ง โดยอ้างว่าการเลือกตั้งนั้นไม่เสรีและไม่ยุติธรรม

เมื่อชาเวซเสียชีวิตในปี 2556 ฟลอเรสได้ทุ่มกำลังสนับสนุนมาดูโรอย่างเต็มที่ จนเขาสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ตามมาได้อย่างหวุดหวิด

ฟลอเรสแต่งงานกับมาดูโรในปี 2556 เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ที่ดำเนินมาหลายปีเป็นทางการเสียที หลังก่อนหน้านั้นทั้งสองอาศัยอยู่ร่วมกันและช่วยกันเลี้ยงดูบุตรที่เกิดจากความสัมพันธ์ครั้งก่อน ซึ่งเป็นบุตรของเธอ 3 คน และบุตรของมาดูโร 1 คน

ภาพขณะเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายมาดูโรลงจากเครื่องบิน ที่ท่าอากาศยานในนิวยอร์ก
ภาพขณะเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายมาดูโรลงจากเครื่องบิน ที่ท่าอากาศยานในนิวยอร์ก

ทำความรู้จักกับ ซิเลีย ฟลอเรส

“ในสายตาของผู้ที่เกลียดชังฟลอเรส เธอถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่ทุจริตอย่างหนัก ละเมิดสิทธิมนุษยชน และโหดเหี้ยม” คริสโตเฟอร์ ซาบาตินี สมาชิกอาวุโสจากโครงการละตินอเมริกาของ Chatham House กล่าว

“เธอคือผู้กุมอำนาจหลังบัลลังก์” เขากล่าวเสริม “แต่ก็เหมือนกับผู้มีอำนาจหลังบัลลังก์ที่ดีคนอื่นๆ คุณจะมองไม่ค่อยเห็นร่องรอยการลงมือของเธอมากนัก จึงไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเธอมีอำนาจมากเพียงใด”

ด้านเอสเตฟานียา เรเยส นักรัฐศาสตร์ บอกกับ CNN ว่า เป็นการยากที่จะวัดปริมาณอำนาจของเธอ เพราะเธอใช้อำนาจนั้นจาก “เบื้องหลัง” และไม่ได้เป็นไปตามระบบสถาบัน

“หากมีการบริหารงานแบบผู้นำคู่ (dual leadership) จริง” เรเยสกล่าว “มันก็ไม่เคยถูกทำให้เป็นทางการ ต่างจากกรณีในนิการากัวระหว่างประธานาธิบดีแดเนียล ออร์เตกา และภริยาของเขา คือรองประธานาธิบดี โรซาริโอ มูริลโย”

เรเยสตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟลอเรสปรากฏตัวในบทบาทสนับสนุนภาพลักษณ์ของความเป็นแม่ เพื่อหาทางเชื่อมโยงกับสาธารณชน แทนที่จะใช้บทบาทบุคคลที่ลงแข่งขันเลือกตั้ง

ภาพความเสียหายในเวเนซุุเอลาหลังสหรัฐฯ โจมตีใส่
ภาพความเสียหายในเวเนซุุเอลาหลังสหรัฐฯ โจมตีใส่

เผชิญข้อหาคอร์รัปชันมากมาย

ตลอดเส้นทางอาชีพของซิเลีย ฟลอเรส เธอต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตมากมาย

ในปี 2555 เธอถูกสหภาพแรงงานกล่าวหาเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวก (Nepotism) จากการใช้อิทธิพลในการจ้างงานคนถึง 40 คน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกในครอบครัวของเธอจำนวนมาก

ในเดือนพฤศจิกายน 2015 เธอเข้าไปพัวพันกับคดี “หลานชายนายพลค้ายา” เมื่อหลานชายของเธอสองคน คือ ฟรานซิสโก ฟลอเรส เด เฟรตัส และ เอฟราอิน อันโตนิโอ แคมโป ฟลอเรส ถูกจับกุมในประเทศเฮติ จากปฏิบัติการล่อซื้อของหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA)

พวกเขาถูกจับได้ขณะพยายามลักลอบขนโคเคนน้ำหนัก 800 กิโลกรัมเข้าสู่สหรัฐฯ

ฟลอเรสกล่าวหาว่า ทางการสหรัฐฯ “ลักพาตัว” หลานชายของเธอ แต่ผู้พิพากษาได้ตัดสินจำคุกชายทั้งสองคนเป็นเวลา 18 ปีในข้อหาค้ายาเสพติด อย่างไรก็ตาม พวกเขาถูกส่งตัวกลับเวเนซุเอลาในปี 2022 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษภายใต้รัฐบาลของโจ ไบเดน

แต่เมื่อเดือนก่อน รัฐบาลทรัมป์ประกาศคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่อหลานชายทั้งสองคน รวมถึงหลานชายคนที่สามคือ คาร์ลอส เอริก มัลปิกา ฟลอเรส โดยสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “นิโคลัส มาดูโร และพรรคพวกอาชญากรในเวเนซุเอลา กำลังทำให้ยาเสพติดทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการมอมเมาประชาชนอเมริกัน”

สหรัฐฯ เปิดข้อกล่าวหาใหม่

หลังซิเลีย ฟลอเรสถูกจับกุมตัวได้ไม่นาน สหรัฐฯ ก็เปิดเผยข้อหาต่างๆ ที่พวกเขาจะยื่นฟ้องร้องเธอ ซึ่งรวมถึง ค้ายาเสพติด และการรับเงินสินบนจำนวนหลายแสนดอลลาร์ในปี 2550 เพื่อจัดแจงให้เกิดการพบปะกันระหว่าง “ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่” กับผู้อำนวยการสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติของเวเนซุเอลา

เธอมีกำหนดการที่จะต้องเดินทางไปปรากฏตัวต่อศาลในรัฐนิวยอร์กในวันจันทร์นี้ (5 ม.ค. 2569)

สถานการณ์ของซิเลีย ฟลอเรส เป็นเครื่องเตือนใจว่า อำนาจและอิทธิพลสามารถนำไปสู่การล่วงละเมิดได้อย่างไร และไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้

ที่มา – รู้จัก “ซิเลีย ฟลอเรส” ภริยามาดูโร ผู้ถูกสหรัฐฯ จับกุมตัวพร้อมสามี

นิโคลัส มาดูโร ถึงนิวยอร์ก: เรื่องล่าสุด

ข่าวใหญ่สะเทือนโลก! นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา พร้อมภริยา ถูกควบคุมตัวถึงฐานทัพในนิวยอร์กแล้ว เกิดอะไรขึ้น? และอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้? มาติดตามรายละเอียดไปพร้อมๆ กัน

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ เครื่องบินที่นำตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และซิเลีย ฟลอเรส ภริยา เดินทางถึงฐานทัพอากาศสจ๊วตในรัฐนิวยอร์ก เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 3 มกราคม 2568 ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา ข่าวนี้สร้างความตกตะลึงให้กับหลายฝ่าย และเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของเวเนซุเอลา

นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ถึงฐานทัพในนิวยอร์กแล้ว

คาดการณ์กันว่า นิโคลัส มาดูโร จะถูกนำตัวขึ้นศาลในสัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาสำคัญหลายประการ ทั้งเรื่องยาเสพติดและอาวุธปืน โดยการพิจารณาคดีจะเกิดขึ้นที่ศาลรัฐบาลกลางในเมืองแมนแฮตตัน ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางกฎหมายที่สำคัญของสหรัฐฯ

ปฏิบัติการจับกุมนิโคลัส มาดูโร

เบื้องหลังการมาถึงนิวยอร์กของ นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นั้น มีปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลาเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการจับกุมตัวมาดูโรและภริยา มีรายงานข่าวว่าทั้งสองถูก “ลากตัวออกมาจากห้องนอน” ภายในบ้านพักที่ได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนาในกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา

ข้อกล่าวหาที่มีต่อนายมาดูโรนั้นร้ายแรงและมีหลายข้อหา สหรัฐฯ ฟ้องร้องเขาในข้อหาสมคบคิดก่อการร้ายค้ายาเสพติด, สมคบคิดนำเข้าโคเคน, ครอบครองปืนกลและอุปกรณ์ทำลายล้าง และที่สำคัญคือ สมคบคิดครอบครองปืนกลและอุปกรณ์ทำลายล้างเพื่อต่อต้านสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากพบว่ามีความผิดจริง บทลงโทษที่เขาจะได้รับนั้นอาจรุนแรงอย่างยิ่ง

สถานการณ์ในเวเนซุเอลาภายใต้การนำของมาดูโรนั้นเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การจับกุมตัวเขาในครั้งนี้จึงอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศ และอาจส่งผลกระทบต่อภูมิภาคลาตินอเมริกาโดยรวม

ต่อไปนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องจับตามอง:

  • ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองในเวเนซุเอลา
  • การเปลี่ยนแปลงในนโยบายต่างประเทศของเวเนซุเอลา
  • อนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างเวเนซุเอลาและสหรัฐฯ
  • ปฏิกิริยาจากนานาชาติต่อเหตุการณ์นี้

การจับกุม นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และการนำตัวเขามาขึ้นศาลในสหรัฐฯ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ของเวเนซุเอลาและภูมิภาคลาตินอเมริกา เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าผลลัพธ์สุดท้ายของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อโลกของเราอย่างไรบ้าง

ที่มา – นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ถึงฐานทัพในนิวยอร์กแล้ว

รอง ปธน.เวเนฯ ยัน “มาดูโร” คือผู้นำคนเดียวของประเทศ

รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ยืนยัน “มาดูโร” คือผู้นำคนเดียวของประเทศ หลังมีข่าวว่าสหรัฐฯ จะเข้ามาบริหารประเทศ

เมื่อวันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา นางเดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีแห่งเวเนซุเอลา ได้ออกมาแถลงการณ์สดผ่านทางโทรทัศน์จากกรุงการากัส โดยเน้นย้ำถึงจุดยืนว่านายนิโคลัส มาดูโร คือประธานาธิบดีเพียงหนึ่งเดียวของเวเนซุเอลา ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดภายหลังจากการบุกโจมตีและจับกุมตัวนายมาดูโรพร้อมภริยาโดยกองทัพสหรัฐฯ ในช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ (ตามเวลาท้องถิ่น)

คำแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวว่า เธอคือผู้นำคนใหม่ของประเทศ หลังจากการจับกุมตัวมาดูโรโดยกองกำลังสหรัฐฯ

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ โรดริเกซ นั่งอยู่เคียงข้างบุคคลสำคัญระดับสูงในรัฐบาลหลายท่าน อาทิ ดิออสดาโด คาเบโย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, ฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสมัชชาแห่งชาติ รวมถึงผู้นำทางทหารอีกหลายคน โดยเธอยังได้ระบุว่ารัฐบาลมีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะ “ปกป้อง” เวเนซุเอลา หลังจากที่ทรัมป์ได้ประกาศว่าสหรัฐฯ จะเป็นผู้ “บริหาร” ประเทศ

“เราจะไม่มีวันหวนกลับไปเป็นอาณานิคมอีก” นางโรดริเกซ กล่าวอย่างหนักแน่น พร้อมทั้งประณาม “การรุกราน” จากสหรัฐอเมริกา และประกาศว่า “คำพูดของประธานาธิบดี (มาดูโร) คือสิ่งเดียวที่ชี้นำพวกเรา”

นอกจากนี้ นางโรดริเกซ ยังได้แจ้งว่าสภาป้องกันประเทศ (Defence Council) ได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่แล้ว และเปิดเผยว่า จะมีการตอบสนองเพิ่มเติมจากรัฐบาลเวเนซุเอลาในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

“ถึงเวเนซุเอลาของเรา ถึงประชาชนของเรา ที่นี่มีรัฐบาลที่ชัดเจน” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่าเวเนซุเอลายินดีที่จะเปิดรับการเจรจาที่เป็นไปอย่างเคารพซึ่งกันและกันและถูกต้องตามกฎหมาย

รอง ปธน.เวเนซุเอลา ยืนยัน “มาดูโร” คือผู้นำคนเดียวของประเทศ

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงเป็นที่จับตามองของนานาชาติ หลังจากการแทรกแซงของสหรัฐฯ และการยืนยันจากรอง ปธน.เวเนซุเอลา ว่า “มาดูโร” คือผู้นำคนเดียวของประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้น

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับ “มาดูโร” คือผู้นำคนเดียวของประเทศ

การที่รอง ปธน.เวเนซุเอลา ยืนยัน “มาดูโร” คือผู้นำคนเดียวของประเทศนั้น เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาอำนาจและความเป็นเอกราชของชาติ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์จริงในสนามอาจมีความซับซ้อนมากกว่านั้น และต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางใด

ผลกระทบของการแทรกแซงจากภายนอกอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนเวเนซุเอลา และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การเจรจาอย่างสันติและเคารพซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหา

การที่นางโรดริเกซ ออกมายืนยันว่า รอง ปธน.เวเนซุเอลา ยืนยัน “มาดูโร” คือผู้นำคนเดียวของประเทศ นั้นแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังคงควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองในเวเนซุเอลายังคงเปราะบางและอาจมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย แต่เนื่องจากปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศต้องเผชิญกับความยากลำบาก การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องมีความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ดังนั้น การที่รอง ปธน.เวเนซุเอลา ย้ำว่า “มาดูโร” คือผู้นำคนเดียวของประเทศ จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานการณ์ที่ซับซ้อนและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – รอง ปธน.เวเนซุเอลา ยืนยัน “มาดูโร” คือผู้นำคนเดียวของประเทศ

Scroll to top