สหรัฐอเมริกา

คุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปี ชีวิตพลิกผันด้วยเงินบริจาค

เรื่องราวสุดประทับใจจากรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อน้ำใจชาวเน็ตหลั่งไหล ระดมทุนบริจาคเงินกว่า 1.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 63 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือคุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปี ผู้ที่ต้องทำงานหนักในวัยเกษียณ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ แซม ไวเดนโฮเฟอร์ (Sam Weidenhofer) ครีเอเตอร์หนุ่มวัย 22 ปีจากออสเตรเลีย เจ้าของยอดผู้ติดตามกว่า 10 ล้านคนบนโซเชียลมีเดีย ได้เดินทางไปถ่ายทำวิดีโอที่ร้าน Meijer ในเมืองไบรท์ตัน ระหว่างนั้นเขาได้พบกับคุณตาเอ็ด แบมบาส (Ed Bambas) คุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปี ที่ทำงานอยู่ที่นั่น และได้ทราบเรื่องราวชีวิตที่น่าเห็นใจของคุณตา ที่ยังคงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาชำระหนี้สิน หลังจากภรรยาของเขาเสียชีวิตด้วยโรคร้าย

ด้วยความประทับใจในความขยันขันแข็งและจิตใจดีของคุณตาเอ็ด แซมจึงตัดสินใจเปิดแคมเปญระดมทุนผ่านแพลตฟอร์ม GoFundMe โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือคุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปี ให้สามารถปลดหนี้และใช้ชีวิตในวัยเกษียณได้อย่างมีความสุข ผลปรากฏว่าแคมเปญนี้ได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้นจากผู้คนทั่วโลก โดยมีผู้ร่วมบริจาคกว่า 15,000 ราย ทั้งยอดเงินเล็กน้อยหลักสิบดอลลาร์ ไปจนถึงยอดเงินจำนวนมากหลักหมื่นดอลลาร์

คุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปี ตื้นตันใจกับเงินบริจาค

ในช่วงเวลาที่แซม ไวเดนโฮเฟอร์ ได้มอบเช็คเงินบริจาคให้กับคุณตาเอ็ด คุณตาถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ พร้อมกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “โอ้พระเจ้า… ขอบคุณมากจริงๆ” ความรู้สึกตื้นตันใจและความซาบซึ้งในน้ำใจของผู้คนนั้นยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

เงินบริจาคที่ได้รับนี้ จะช่วยให้คุณตาเอ็ดสามารถปลดหนี้สินจำนวนกว่า 225,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในวัยเกษียณได้อย่างมีความสุข คุณตาเอ็ดเปิดเผยว่า เขาตั้งใจที่จะกลับไปเล่นกอล์ฟ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารัก และเดินทางไปเยี่ยมพี่ชายที่ไม่ได้พบกันมานาน

เรื่องราวของ คุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปี กลายเป็นแรงบันดาลใจ

แม้ว่าคุณตาเอ็ดจะได้รับเงินบริจาคจำนวนมากที่ทำให้เขาสามารถเกษียณอายุได้ทันที แต่คุณตาก็ยังคงยืนยันที่จะทำงานต่อไปอีกสักพัก เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าทุกคนที่เคยพูดคุยและให้กำลังใจเขามาตลอดชีวิตการทำงาน ความขยันขันแข็งและความมีน้ำใจของคุณตาเอ็ดนั้นเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นหลัง

เรื่องราวของคุณตาเอ็ด แบมบาส คุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปี กลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์ สร้างความประทับใจและเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมาย เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของผู้คนในสังคม ที่พร้อมจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก

เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากยังคงต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงชีพ แม้จะอยู่ในวัยที่ควรจะได้พักผ่อนและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เรื่องราวของคุณตาเอ็ดจึงเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุ และสร้างสังคมที่เอื้ออาทรและเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน

เรื่องราวของคุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปี สอนให้เรารู้ว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะใด เราก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและช่วยเหลือผู้อื่นได้ เพียงแค่เรามีความตั้งใจและมีน้ำใจที่จะแบ่งปัน

ที่มา – คุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปีตื้นตัน ชาวเน็ตระดมเงินบริจาคกว่า 1.7 ล้านดอลลาร์ พลิกชีวิตวัยเกษียณ

ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงตึงเครียด เมื่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ย้ำจุดยืนเดิมว่า ยูเครนต้องถอนทหารออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง หากต้องการให้รัสเซียยุติการสู้รบ ท่าทีดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัสเซียจะไม่ยอมอ่อนข้อ และพร้อมที่จะใช้กำลังทางทหารต่อไปหากยูเครนไม่ปฏิบัติตาม

ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ปูตินได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องนี้อีกครั้ง โดยเน้นย้ำว่าการถอนทหารออกจากดินแดนที่มอสโกอ้างว่าเป็นของตนเองนั้นเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการเจรจาสันติภาพ เขาได้กล่าวหาว่ายูเครนต้องการสู้รบจนถึงที่สุด แม้ว่ารัสเซียเองก็พร้อมที่จะทำเช่นเดียวกัน

ปูตินยังคงยืนกรานว่ารัสเซียมีความได้เปรียบในสนามรบ และการสู้รบจะสิ้นสุดลงเมื่อกองทัพยูเครนถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างต่อเนื่องเท่านั้น “ถ้าพวกเขาไม่ถอนกำลัง เราจะทำให้สำเร็จด้วยกำลังอาวุธ” เขากล่าว

สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต

แม้ว่ารัสเซียจะสามารถรุกคืบในยูเครนตะวันออกได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียกำลังพลอย่างมาก ข้อมูลจากสถาบันเพื่อการศึกษาสงครามชี้ให้เห็นว่า หากรัสเซียยังคงรุกคืบด้วยอัตราเดิม อาจต้องใช้เวลาเกือบสองปีในการยึดครองส่วนที่เหลือของแคว้นโดเนตสก์

ความต้องการของปูตินที่ต้องการให้มีการรับรองทางกฎหมายว่าดินแดนที่รัสเซียยึดครองเป็นของตนเองนั้น เป็นอุปสรรคสำคัญในการเจรจา ดินแดนเหล่านี้รวมถึงแคว้นไครเมียซึ่งถูกผนวกในปี 2557 และภูมิภาคดอนบาสซึ่งประกอบด้วยแคว้นโดเนตสก์และลูฮานสก์

ยูเครนได้ปฏิเสธข้อเสนอที่จะยอมเสียดินแดนเพื่อแลกกับการยุติสงคราม โดยมองว่าเป็นการให้รางวัลแก่รัสเซียสำหรับการรุกราน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

ในขณะเดียวกัน ยูเครนและสหรัฐฯ กำลังหารือเกี่ยวกับแผนการสันติภาพ 28 ข้อที่สหรัฐฯ เสนอ ถึงแม้ว่าแผนดังกล่าวจะมีความเอนเอียงไปทางรัสเซียในช่วงแรก แต่ก็ได้มีการแก้ไขหลังจากเจรจาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าแผนนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องดินแดนที่ถูกยึดครองได้หรือไม่

ปูตินระบุว่า ร่างแผนฉบับใหม่ได้ถูกส่งมอบให้กับรัสเซียแล้ว และอาจเป็นพื้นฐานสำหรับข้อตกลงในอนาคต แต่ยังคงต้องมีการหารือในรายละเอียดเพิ่มเติม

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ไครเมียและดอนบาสจะอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียโดยพฤตินัย แต่ไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมาย ปูตินกล่าวว่า “นี่คือจุดที่เรากำลังหารือกับคู่เจรจาชาวอเมริกันของเรา”

นอกจากนี้ ปูตินยังกล่าวโจมตีผู้นำยูเครน โดยอ้างว่าพวกเขาไม่มีความชอบธรรม และการลงนามในข้อตกลงใดๆ กับพวกเขาก็ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากยูเครนอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกและไม่ได้จัดการเลือกตั้งตามกำหนด

อย่างไรก็ตาม รัฐสภายูเครนได้ยืนยันความชอบธรรมของประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ในยูเครนยังคงซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย ข้อเรียกร้องของปูตินที่ว่า ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ขัดขวางการเจรจาสันติภาพ และอนาคตของความขัดแย้งยังคงไม่แน่นอน

อนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป? การที่ ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง บ่งบอกว่ารัสเซียยังไม่พร้อมที่จะประนีประนอม และการสู้รบอาจดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง ทางออกเดียวที่เป็นไปได้คือการเจรจาที่จริงจังและรอบด้าน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย

ที่มา – ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง

ทรัมป์พบ “โซห์ราน มัมดานี” นายกฯ นิวยอร์กคนใหม่

กลายเป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจไปทั่ว เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดทำเนียบต้อนรับ “โซห์ราน มัมดานี” นายกฯ นิวยอร์กคนใหม่ อย่างเป็นทางการ บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่นเกินคาด หลังจากที่ทั้งคู่เคยมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงในประเด็นทางการเมืองต่างๆ มาก่อนหน้านี้

เหตุการณ์นี้ถือเป็นสีสันทางการเมืองที่เหนือความคาดหมาย เพราะก่อนหน้านี้ ทรัมป์และมัมดานีต่างก็เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือดในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องผู้อพยพ หรือข้อกล่าวหาที่ว่าอีกฝ่ายเป็นพวกคอมมิวนิสต์หรือพวกหัวรุนแรง

แต่ในการพบกันครั้งแรกนี้ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความเป็นมิตร ทรัมป์ยิ้มแย้มทักทายมัมดานี และยังกล่าวชมด้วยว่า “เรามีหลายอย่างที่เห็นตรงกันมากกว่าที่คิด” พร้อมทั้งย้ำว่าเป้าหมายร่วมกันคือ “อยากให้เมืองนิวยอร์กกลับมาดีขึ้น” การพบกันของ ทรัมป์พบ “โซห์ราน มัมดานี” นายกฯ นิวยอร์กคนใหม่ สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย

ภายในห้องทำงานรูปไข่ ซึ่งมักจะเป็นสถานที่ที่ทรัมป์ใช้ตำหนิผู้นำจากชาติต่างๆ แต่ในครั้งนี้ ทรัมป์กลับกล่าวว่าการพบปะครั้งนี้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ทั้งสองคนยังหัวเราะเมื่อถูกถามถึงคำพูดที่รุนแรงที่เคยกล่าวไว้ในอดีตอีกด้วย

มัมดานี วัย 34 ปี ซึ่งเป็นนักการเมืองจากพรรคเดโมแครตสังคมนิยม กล่าวว่า เขาชื่นชมที่ทรัมป์พยายามมองหาจุดร่วมมากกว่าจุดต่างในการพูดคุยเพื่อผลประโยชน์ของชาวนิวยอร์ก ในขณะที่ทรัมป์ก็ออกมาแก้ต่างว่า มัมดานีไม่ได้เป็นพวกหัวรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกล่าวหา และมองว่าเขาเป็นคนที่มีเหตุผล ซึ่งทำให้สื่อมวลชนที่มาร่วมทำข่าวรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ท่าทีของทรัมป์ในการพบ “โซห์ราน มัมดานี” นายกฯ นิวยอร์กคนใหม่ แตกต่างจากที่หลายคนคาดการณ์ไว้

การพบกันครั้งนี้ทำให้หลายคน รวมถึงนักการเมือง ต่างออกมาแสดงความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ ทรัมป์เพิ่งขู่ว่าจะตัดงบประมาณให้กับเมืองนิวยอร์ก หากมัมดานีชนะการเลือกตั้ง และยังเรียกมัมดานีว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์หัวรุนแรง ในขณะที่มัมดานีก็เคยเรียกทรัมป์ว่าเป็นฟาสซิสต์

ทรัมป์พบ “โซห์ราน มัมดานี” นายกฯ นิวยอร์กคนใหม่

ทำไมการพบกันของทรัมป์และ “โซห์ราน มัมดานี” นายกฯ นิวยอร์กคนใหม่ ถึงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ?

  • เพราะก่อนหน้านี้ทั้งคู่เคยมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง
  • ทรัมป์เคยขู่ว่าจะตัดงบประมาณให้เมืองนิวยอร์ก หากมัมดานีชนะการเลือกตั้ง
  • ทั้งสองคนเคยใช้คำพูดที่รุนแรงในการวิพากษ์วิจารณ์กัน

การที่ทรัมป์ยอมเปิดใจพูดคุยและแสดงท่าทีที่เป็นมิตรกับมัมดานี ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและอาจเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเมืองในอนาคตของทั้งสองฝ่าย การเมืองมักมีเรื่องเหนือความคาดหมายเสมอ การที่ ทรัมป์พบ “โซห์ราน มัมดานี” นายกฯ นิวยอร์กคนใหม่ อาจนำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาเมืองนิวยอร์กในอนาคตก็เป็นได้

ที่มา – ผิดคาด ทรัมป์พบ “โซห์ราน มัมดานี” นายกฯ นิวยอร์กคนใหม่ครั้งแรก บรรยากาศชื่นมื่น

โป๊ปเตือน! ระวังการใช้เอไอเกินพอดี จนหยุดคิดเอง

โป๊ปเลโอทรงเตือนเยาวชนทั่วโลกให้ระวังการใช้เอไอ เกินพอดี ในงานชุมนุมเยาวชนคาทอลิกที่สหรัฐฯ พระองค์ตรัสว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ไม่สามารถทดแทนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และอาจทำให้มนุษย์หยุดคิดเองได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวล

โป๊ปเลโอเตือนเยาวชนทั่วโลก ระวังการใช้เอไอเกินพอดี จนทำให้มนุษย์หยุดคิดด้วยตัวเอง

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 ทรงเข้าร่วมงาน National Catholic Youth Conference แบบเสมือนจริง ซึ่งเป็นงานชุมนุมเยาวชนคาทอลิกในสหรัฐฯ จัดขึ้นที่เมืองอินเดียแนโพลิส โดยพระองค์ทรงใช้เวลาร่วมสนทนากับเยาวชน และตอบคำถามเกี่ยวกับบทบาทของเทคโนโลยีในชีวิตคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง เอไอ

โป๊ปเลโอทรงย้ำว่า แม้โซเชียลมีเดียจะช่วยเชื่อมโยงผู้คน และสามารถเป็นพื้นที่เสริมสร้างศรัทธาได้ แต่ก็ไม่อาจทดแทนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ที่เกิดจากการพบปะและมีปฏิสัมพันธ์จริง ๆ ได้ การพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการทำกิจกรรมร่วมกัน ยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริง

เมื่อถูกถามถึงประเด็นปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ซึ่งพระองค์ประกาศให้เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ทรงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โป๊ปเลโอเตือนเยาวชนว่าเอไอเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ต้องใช้อย่างรับผิดชอบ และไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีมาขัดขวางพัฒนาการของความเป็นผู้ใหญ่ เพราะการพึ่งพาเอไอมากเกินไป อาจทำให้เราสูญเสียทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา และการตัดสินใจด้วยตัวเอง

ทำไมโป๊ปเลโอถึงเตือนเรื่องการใช้เอไอเกินพอดี?

พระองค์ตรัสว่า “ขอให้ใช้ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง อย่าให้การใช้เอไอจำกัดการเติบโตของความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง” พร้อมเสริมว่า หากวันหนึ่งเอไอหายไป มนุษย์ต้องยังคิดเองได้ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้ ตัดสินใจได้ และสร้างมิตรภาพที่แท้จริงได้ การพัฒนาทักษะเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย ไม่ว่าจะอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากเพียงใด

ผลกระทบของการพึ่งพาเอไอมากเกินไป:

  • ทักษะการคิดวิเคราะห์ลดลง: การพึ่งพาเอไอในการหาข้อมูลและการแก้ปัญหา อาจทำให้เราไม่ได้ฝึกฝนทักษะการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง
  • ความคิดสร้างสรรค์ลดลง: เอไออาจให้คำแนะนำหรือสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ให้เราได้ แต่การพึ่งพามากเกินไป อาจทำให้เราไม่ได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
  • ความสามารถในการตัดสินใจลดลง: การให้เอไอช่วยตัดสินใจในทุกเรื่อง อาจทำให้เราสูญเสียความสามารถในการตัดสินใจด้วยตัวเอง และอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่เหมาะสม
  • ความสัมพันธ์ทางสังคมลดลง: การใช้เวลาอยู่กับเทคโนโลยีมากเกินไป อาจทำให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนน้อยลง และส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ทางสังคม

ดังนั้น การใช้เอไออย่างชาญฉลาดและมีความรับผิดชอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราควรใช้เอไอเป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของเรา ไม่ใช่เครื่องมือที่มาแทนที่ความสามารถของมนุษย์ การพัฒนาทักษะการคิด การสร้างสรรค์ และการตัดสินใจด้วยตัวเอง ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยี จะช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตอยู่ในโลกยุคใหม่ได้อย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จ

การตระหนักถึงข้อจำกัดของเทคโนโลยี และการให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่โป๊ปเลโอต้องการสื่อสารไปยังเยาวชนทั่วโลก เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสามารถรอบด้าน และสามารถสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้กับสังคมได้

ที่มา – โป๊ปเลโอเตือนเยาวชนทั่วโลก ระวังการใช้เอไอเกินพอดี จนทำให้มนุษย์หยุดคิดด้วยตัวเอง

“ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ปมเจรจาการค้า

“ทูตรัศม์” ฉะ นายกฯ ท้าทายสหรัฐฯ จนโดนระงับเจรจาการค้า ชี้พูดเอาใจกระแสแต่ทำประเทศเสียหาย ถามจะรับผิดชอบความเสียหายนี้อย่างไร

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาแสดงความเห็นวิจารณ์อย่างรุนแรงต่อกรณีที่นายกรัฐมนตรีพูดจาท้าทายสหรัฐอเมริกา จนนำไปสู่การระงับการเจรจา กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว ซึ่งกรณีดังกล่าวถูกเปิดเผยโดยนายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศฯ ที่ระบุว่ารองผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ แจ้งขอระงับการเจรจาชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขให้ฝ่ายไทยกลับไปให้คำมั่นที่จะร่วมมือตาม Joint Declaration อีกครั้ง

นายรัศม์ชี้ว่า ไม่ทันขาดคำนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ได้จัดให้ที่บัดนี้ผลเสียได้เกิดขึ้นจริงแล้ว จึงอยากถามถึงความจำเป็นที่นายกรัฐมนตรีต้องไปพูดจาท้าทายสหรัฐฯ มีประโยชน์ใดที่ต้องพูดเช่นนั้น ซึ่งคำพูดดังกล่าวเป็นเพียงการมุ่ง “เอาใจกระแสสังคมบางส่วน” โดยไม่สนใจผลกระทบต่อประเทศชาติโดยรวม ซึ่งแสดงถึง ความไม่รู้ ไม่เข้าใจบริบททางด้านการต่างประเทศ และนำมาซึ่งความเสียหายต่อประเทศ พร้อมทิ้งท้ายว่ายังไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบต่อความเสียหายนี้อย่างไร.

“ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ท้าทายสหรัฐฯ จนโดนระงับการเจรจาการค้า ชี้พูดเอาใจกระแสทำประเทศเสียหาย

จากกรณีที่นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของนายกรัฐมนตรีที่อาจนำไปสู่การระงับการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์และสื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงนักการทูตและนักวิชาการด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ผลเสียทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ การระงับการเจรจาการค้า ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยอีกด้วย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการระงับการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ:

  • การลดลงของปริมาณการส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐอเมริกา
  • ความเสียหายต่อภาคธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออก
  • ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติลดลง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ตึงเครียดขึ้น

ทำไมนายรัศม์ถึงออกมา “ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ?

นายรัศม์ ชาลีจันทร์ มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีออกมาแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวต่อสหรัฐอเมริกานั้น เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ นายรัศม์ยังตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำดังกล่าวอาจมีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝงอยู่ โดยมุ่งหวังที่จะเรียกคะแนนนิยมจากกลุ่มผู้สนับสนุนบางกลุ่ม โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติโดยรวม การกระทำเช่นนี้จึงถือว่าเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ข้อเสนอแนะและทางออกสำหรับประเทศไทย:

  • รัฐบาลควรทบทวนท่าทีและแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
  • ควรให้ความสำคัญกับการเจรจาและการประนีประนอมเพื่อแก้ไขปัญหา
  • ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
  • ควรเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้มีประสบการณ์

การที่ “ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สุดท้ายนี้ เราทุกคนควรตระหนักว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน การแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลาง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ท้าทายสหรัฐฯ จนโดนระงับการเจรจาการค้า ชี้พูดเอาใจกระแสทำประเทศเสียหาย

สหรัฐฯ คว่ำบาตรไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรกลุ่มติดอาวุธ DKBA และผู้นำระดับสูง 4 คน รวมถึงบุคคลและบริษัทในไทยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมออนไลน์ ซึ่งหลอกลวงชาวอเมริกันให้ลงทุนในแพลตฟอร์มปลอม

สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติของสหรัฐฯ (OFAC) ประกาศแถลงการณ์ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทที่อยู่ในเมียนมาและประเทศไทย ฐานมีส่วนเกี่ยวพันกับแก๊งสแกมเมอร์ โดยระบุว่ากลุ่มกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย หรือ DKBA และบริษัทที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติของจีน ตั้งศูนย์สแกมในเขตชายแดนเมียนมา-ไทย เพื่อดูดเงินจากเหยื่อในสหรัฐฯ ผ่านการลงทุนปลอม โดยรายได้ที่ได้จากศูนย์สแกมเหล่านี้ยังถูกนำไปสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายและความรุนแรงของ DKBA

นอกจากนี้ ในแถลงการณ์ของ OFAC ยังระบุถึงการคว่ำบาตร บริษัท ทรานส์เอเชีย อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง กรุ๊ป ไทยแลนด์ จำกัด (ทรานส์เอเชีย) บริษัทในแม่สอด ประเทศไทย, บริษัท ทรอธ สตาร์ จำกัด (ทรอธ สตาร์) ในประเทศเมียนมา และนายชามู แสวง (Chamu Sawang) สัญชาติไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ หยู เจี้ยนจวิน (Yu Jianjun) ผู้อำนวยการของทรานส์เอเชีย เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมจีน และได้ร่วมมือกับ DKBA และกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ เพื่อพัฒนาศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ด้วย

นาย จอห์น เค. เฮอร์ลีย์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังฝ่ายข่าวกรองการเงินและการก่อการร้าย กล่าวว่า “เครือข่ายอาชญากรรมในเมียนมากำลังขโมยเงินจากชาวอเมริกันหลายพันล้านดอลลาร์ผ่านสแกมออนไลน์ พร้อมทั้งค้ามนุษย์และสนับสนุนสงครามกลางเมืองในประเทศ เราจะใช้ทุกเครื่องมือเพื่อจัดการกับกลุ่มเหล่านี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เพื่อปกป้องครอบครัวชาวอเมริกันจากการถูกหลอก”

การคว่ำบาตรครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานหลายแห่งของสหรัฐฯ ได้แก่ FBI, กระทรวงยุติธรรม, หน่วยสืบราชการลับ (USSS) และสำนักงานปราบปรามยาเสพติด (DEA)

พร้อมกันนั้น สหรัฐฯ ยังได้ประกาศตั้ง “หน่วยเฉพาะกิจ Scam Center Strike Force” เพื่อสืบสวนและดำเนินคดีต่อศูนย์สแกมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะใน เมียนมา กัมพูชา และลาว ซึ่งเป็นแหล่งปฏิบัติการหลักของขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ

การดำเนินการล่าสุดนี้ต่อยอดจากมาตรการก่อนหน้า เช่น ในเดือนพฤษภาคม 2025: คว่ำบาตร กองทัพกะเหรี่ยงแห่งชาติ (KNA) และผู้นำที่เกี่ยวข้องกับค้ามนุษย์และสแกมไซเบอร์

ในเดือนกันยายน 2025: คว่ำบาตรบริษัท 12 แห่งในกัมพูชาและเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวง

และในเดือนตุลาคม 2025: ร่วมมือกับรัฐบาลสหราชอาณาจักร คว่ำบาตร Prince Group กลุ่มทุนใหญ่ของกัมพูชา ซึ่งตั้งศูนย์สแกมและหลอกคนอเมริกัน–อังกฤษ

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ตัดขาดเครือข่ายการเงินของ Huione Group บริษัทในกัมพูชา ที่ใช้ฟอกเงินจาก แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือ (DPRK) และแก๊งสแกมคริปโตในภูมิภาคด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินว่าในปี 2024 เพียงปีเดียว ชาวอเมริกันสูญเงินไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 370,000 ล้านบาท จากการถูกหลอกโดยแก๊งสแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มขึ้นกว่า 66% จากปีก่อนหน้า โดยรูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อยคือหลอกลงทุนในคริปโต/แพลตฟอร์มปลอม การใช้โปรไฟล์ปลอมจีบเหยื่อในออนไลน์ (romance scam) เพื่อสร้างความไว้ใจ และการชักชวนให้โอนเงินเข้า “เว็บไซต์ลงทุนปลอม” ที่จริงแล้วควบคุมโดยกลุ่มสแกมเอง.

สหรัฐฯ เอาจริง คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

สถานการณ์ สหรัฐฯ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจคว่ำบาตรบริษัทและบุคคลในประเทศไทย เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมออนไลน์ที่สร้างความเสียหายให้กับชาวอเมริกันเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและปกป้องผลประโยชน์ของพลเมือง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการคว่ำบาตร

การที่ สหรัฐฯ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่ถูกคว่ำบาตรโดยตรงอาจเผชิญกับความยากลำบากในการทำธุรกรรมทางการเงินและการค้ากับต่างประเทศ นอกจากนี้ การคว่ำบาตรยังอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐฯ ดำเนินการอย่างจริงจังกับขบวนการสแกมออนไลน์ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติว่า การกระทำผิดกฎหมายจะไม่ได้รับการยอมรับ และจะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

ทำไมสหรัฐฯ ถึงต้องคว่ำบาตร?

  • เพื่อปกป้องพลเมืองอเมริกันจากการถูกหลอกลวง
  • เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงของขบวนการสแกมออนไลน์
  • เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและความถูกต้องในการทำธุรกิจ
  • เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกภาคส่วนในประเทศไทยต้องตระหนักถึงภัยร้ายของขบวนการสแกมออนไลน์ และร่วมมือกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

การ สหรัฐฯ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมายนั้นมีผลกระทบที่ร้ายแรง และอาจนำไปสู่การถูกคว่ำบาตรและถูกดำเนินคดีได้

ที่มา – สหรัฐฯ เอาจริงคว่ำบาตรบุคคล-และบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

ด่วน! เรียกคืน นมผงออร์แกนิก ByHeart ทั่วสหรัฐฯ

ข่าวใหญ่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ชาวอเมริกัน! บริษัท ByHeart ผู้ผลิตนมผงออร์แกนิกชื่อดัง ประกาศเรียกคืนผลิตภัณฑ์ทั้งหมดทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังพบรายงานการติดเชื้อโบทูลิซึมในทารกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายรัฐ

บริษัท ByHeart ซึ่งจำหน่ายนมผงกว่า 200,000 กระป๋องต่อเดือน ทั้งช่องทางออนไลน์และร้านค้าปลีกรายใหญ่ เช่น Target, Walmart, Albertsons และ Whole Foods ได้ตัดสินใจขยายการเรียกคืนโดยสมัครใจ จากเดิมที่แจ้งไว้เพียง 2 ล็อตเมื่อวันเสาร์ ให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทุกชนิด ทั้ง ByHeart Whole Nutrition Infant Formula และ Anywhere Pack ซองนมผงแบบพกพา

ทางบริษัทระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากการหารือร่วมกับองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริโภค แม้ว่าจนถึงขณะนี้จะยังไม่พบการปนเปื้อนในกระป๋องที่ยังไม่ได้เปิดใช้งานก็ตาม

ด่วน! เรียกคืน นมผงออร์แกนิก ByHeart ทั่วสหรัฐฯ

การประกาศเรียกคืนครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ยืนยันว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีทารกอย่างน้อย 15 ราย ใน 12 รัฐ ป่วยด้วยอาการโบทูลิซึม หลังบริโภคนมผงยี่ห้อ ByHeart โดยทารกทั้งหมดต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่สาธารณสุขรัฐแคลิฟอร์เนียเปิดเผยว่า ตัวอย่างนมผงจากกระป๋องที่เปิดแล้ว ซึ่งใช้เลี้ยงทารกที่ป่วย ตรวจพบแบคทีเรียที่สามารถสร้างสารพิษโบทูลินัม ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคโบทูลิซึม

โฆษกของ FDA ระบุว่า หน่วยงานได้แนะนำให้บริษัทขยายการเรียกคืนในทันที หลังพบแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น การระบุรหัสล็อตเพิ่มเติม และผลตรวจเชื้อที่ยืนยันจากแคลิฟอร์เนีย

สิ่งที่ผู้ปกครองควรทำเมื่อเกิดเหตุการณ์เรียกคืน นมผงออร์แกนิก ByHeart

ดร.สตีเวน อับรัมส์ จากคณะแพทยศาสตร์ Dell มหาวิทยาลัยเทกซัส ออสติน เตือนผู้ปกครองว่า สิ่งแรกที่ควรทำทันทีคือ หยุดใช้นมผงยี่ห้อ ByHeart ที่อยู่ในรายการเรียกคืนโดยเด็ดขาด

ดร.เดวอน คูห์น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ของบริษัท ย้ำว่า การเรียกคืนครั้งนี้เป็นมาตรการเชิงรุก เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสูตรนมผงเป็นต้นตอโดยตรงของปัญหา

มีข้อมูลว่าผู้ป่วยเริ่มแสดงอาการระหว่างวันที่ 9 สิงหาคม ถึง 10 พฤศจิกายน โดยพบในรัฐต่างๆ ได้แก่ แอริโซนา, แคลิฟอร์เนีย, อิลลินอยส์, เคนทักกี, มินนิโซตา, นอร์ทแคโรไลนา, นิวเจอร์ซีย์, ออริกอน, เพนซิลเวเนีย, โรดไอแลนด์, เทกซัส และวอชิงตัน

จนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่พบความเชื่อมโยงกับสูตรนมยี่ห้ออื่น หรือแหล่งปนเปื้อนอื่นใด นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ของ ByHeart

โรคโบทูลิซึม เกิดจากพิษที่สร้างโดยแบคทีเรีย Clostridium botulinum ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง หายใจลำบาก และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยในทารกมักเกิดจากการรับเชื้อผ่านอาหารหรือนมที่ปนเปื้อน

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังกังวลกับสถานการณ์การเรียกคืนนมผงออร์แกนิก ByHeart ทั่วสหรัฐฯ ครั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจสอบนมผงที่ท่านมี หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในรายการเรียกคืน ควรงดใช้งานทันที และปรึกษาแพทย์หากบุตรหลานของท่านมีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น

ที่มา – ด่วน เรียกคืน “นมผงออร์แกนิก ByHeart” ทั่วสหรัฐ หลังพบทารกติดเชื้อโบทูลิซึมอย่างน้อย 15 ราย

UK ระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ บางส่วน หลัง US โจมตีเรือ

สถานการณ์ระหว่างประเทศกำลังตึงเครียดขึ้น เมื่อสหราชอาณาจักรตัดสินใจระงับการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองสำคัญกับสหรัฐอเมริกาบางส่วน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการโจมตีเรืออย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมายและความชอบธรรมในการใช้กำลัง

สหราชอาณาจักรระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ บางส่วน หลัง US โจมตีเรือต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสกัดกั้นยาเสพติดในทะเลแคริบเบียน การตัดสินใจนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เห็นด้วยของ UK ต่อวิธีการที่สหรัฐฯ ใช้ในการจัดการกับเรือต้องสงสัย ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียชีวิตจำนวนมาก

UK ระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ บางส่วน หลัง US โจมตีเรือ

รายงานจาก CNN ระบุว่า สหราชอาณาจักร (UK) ได้หยุดแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับเรือที่ต้องสงสัยว่าลักลอบขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียนแล้ว การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก UK ไม่ต้องการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่นำไปสู่การจมเรือหลายลำและเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมาก UK เชื่อว่าการกระทำดังกล่าวอาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

การระงับ UK ระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ บางส่วน หลัง US โจมตีเรือต่อเนื่อง ถือเป็นการแตกหักครั้งสำคัญระหว่างสองชาติพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดด้านข่าวกรองมาอย่างยาวนาน และยังเป็นการเน้นย้ำถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับความชอบธรรมของปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในทะเลแถบลาตินอเมริกา

ทำไม UK ถึงระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ หลัง US โจมตีเรือ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรซึ่งมีดินแดนและฐานข่าวกรองในทะเลแคริบเบียน ได้ให้ความช่วยเหลือสหรัฐฯ ในการระบุตำแหน่งเรือที่ต้องสงสัยว่าขนยาเสพติด เพื่อให้หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ สามารถเข้าสกัดกั้นได้ การสกัดกั้นนี้รวมถึงการสั่งให้เรือหยุด การขึ้นเรือ การควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย และการยึดยาเสพติด

ข้อมูลข่าวกรองจะถูกส่งไปยัง “กองกำลังเฉพาะกิจร่วมระหว่างหน่วยงานภาคใต้” (Joint Interagency Task Force South – JIATF South) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตั้งอยู่ในรัฐฟลอริดา และมีตัวแทนจากประเทศพันธมิตรหลายแห่ง เพื่อลดการค้ายาเสพติดผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มโจมตีเรือต้องสงสัยจนมีผู้เสียชีวิตในเดือนกันยายน UK ก็เริ่มกังวลว่าข้อมูลที่พวกเขาให้มาจะถูกนำไปใช้ในการเลือกเป้าหมายที่ไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่อังกฤษเชื่อว่าการโจมตีของสหรัฐฯ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 76 คน UK จึงเริ่มระงับการส่งข้อมูลข่าวกรองเมื่อกว่า 1 เดือนที่แล้ว

นาย โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่าการโจมตีของสหรัฐฯ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม ซึ่ง UK เห็นด้วยกับการประเมินนี้

สถานทูตอังกฤษในวอชิงตันและทำเนียบขาวไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อมูลข่าวกรอง

แคนาดา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพันธมิตรสำคัญที่ให้ความช่วยเหลือหน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯ ในการสกัดกั้นผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติดในทะเลแคริบเบียนมาเกือบสองทศวรรษ ก็เริ่มเว้นระยะห่างจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ เช่นกัน โดยแจ้งว่าพวกเขาไม่ต้องการให้ข้อมูลของตนถูกนำไปใช้ในการชี้เป้าหมายสำหรับการโจมตี

โฆษกกระทรวงกลาโหมแคนาดา กล่าวว่า ปฏิบัติการความร่วมมือทางทหารระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียน หรือที่เรียกว่า “ปฏิบัติการแคริบเบียน” ไม่เกี่ยวข้องและแตกต่างจากการโจมตีเรือต้องสงสัยของสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง

UK ระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ บางส่วน หลัง US โจมตีเรือต่อเนื่อง นับเป็นสัญญาณเตือนถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศในการปฏิบัติการทางทหาร และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจระหว่างประเทศพันธมิตร เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – UK ระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ บางส่วน หลัง US โจมตีเรือต่อเนื่อง

สหรัฐฯ ถล่มเรือขนยา ดับ 6 ศพ กลางแปซิฟิก

กองกำลังสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่เรือต้องสงสัยลักลอบขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย ทำให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 76 ราย

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เรือที่ถูกโจมตีทั้งสองลำมีผู้โดยสารลำละ 3 คน และเสียชีวิตทั้งหมด โดยไม่มีทหารอเมริกันได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สหรัฐฯ ถล่มเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก เด็ดหัวผู้ต้องสงสัย 6 ศพ ครั้งนี้

แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะอ้างว่าเรือเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการขนส่งยาเสพติด แต่ยังไม่มีการเปิดเผยหลักฐานที่ชัดเจนว่าเรือที่ถูกโจมตีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดจริงหรือไม่ เฮกเซธระบุว่า เรือทั้งสองลำอยู่ภายใต้การดำเนินงานขององค์กรก่อการร้ายที่ถูกขึ้นบัญชีดำไว้ แต่ไม่ได้ระบุชื่อกลุ่มดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าการโจมตีเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การป้องกันมาตุภูมิภายใต้รัฐบาลทรัมป์

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ทำลายเรือที่ต้องสงสัยไปแล้วอย่างน้อย 20 ลำ รวมถึงเรือกึ่งดำน้ำ 1 ลำ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในการปราบปรามยาเสพติดทางทะเลของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และนักสิทธิมนุษยชนหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า การโจมตีดังกล่าวอาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและอาจเข้าข่ายการประหารชีวิตโดยมิชอบ แม้ว่าเป้าหมายจะเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดก็ตาม

องค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีผู้รอดชีวิตเพียง 2 คนจากเหตุโจมตีทั้งหมด และทั้งคู่ถูกส่งกลับไปยังประเทศต้นทางคือเอกวาดอร์และโคลอมเบีย โดยไม่มีการตั้งข้อหาทางอาญาใดๆ

ที่ผ่านมา สหรัฐฯ มักใช้วิธีการจับกุมเรือที่ต้องสงสัยลักลอบขนยาเสพติด แทนที่จะทำลายเรือหรือสังหารลูกเรือทั้งหมด เนื่องจากการขนยาเสพติดเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ความผิดที่มีโทษถึงประหารชีวิตตามกฎหมายอเมริกัน

โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีหลักฐานที่บ่งชี้ชัดเจนว่าการโจมตีเหล่านี้ละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดการสอบสวนอย่างโปร่งใสเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สหรัฐฯ ถล่มเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก เด็ดหัวผู้ต้องสงสัย 6 ศพ

เติร์กกล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า เขาขอเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ สอบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง และถามตัวเองว่าปฏิบัติการเหล่านี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เป็นการสังหารนอกกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจากข้อมูลที่มีอยู่ เขาเห็นว่ามีสัญญาณชัดเจนมากว่ามันเป็นเช่นนั้น

การโจมตีครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงที่กองทัพเรือสหรัฐฯ เพิ่มกำลังในภูมิภาคแคริบเบียน โดยนอกจากเรือรบ 6 ลำที่ประจำการอยู่แล้ว ยังมีกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford กำลังเดินทางเข้าสมทบในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

วอชิงตันระบุว่า ภารกิจนี้มีเป้าหมายเพื่อต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติด แต่รัฐบาลเวเนซุเอลา โดยเฉพาะประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร มองว่าการเสริมกำลังทางทะเลของสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ และอาจเป็นข้ออ้างเพื่อพยายามโค่นล้มรัฐบาลของเขา

สหรัฐฯ ถล่มเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก เด็ดหัวผู้ต้องสงสัย 6 ศพ

ผลกระทบจากเหตุการณ์สหรัฐฯ ถล่มเรือขนยา

  • การเสียชีวิตของผู้ต้องสงสัย 6 ราย
  • ความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน
  • การวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ

สหรัฐฯ ถล่มเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก เด็ดหัวผู้ต้องสงสัย 6 ศพ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ การสอบสวนอย่างโปร่งใสจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ที่มา – สหรัฐฯ ถล่มเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก เด็ดหัวผู้ต้องสงสัย 6 ศพ

Scroll to top