สหรัฐฯ

สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง

สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ สร้างความตึงเครียดก่อนการประชุมสุดยอดสำคัญ

สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง

เมื่อวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อบริษัทและบุคคลรวม 12 ราย โดยกล่าวหาว่าพวกเขามีส่วนช่วยอำนวยความสะดวกในการขายและขนส่งน้ำมันจากอิหร่านไปยังจีน การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในวันที่ 13-15 พฤษภาคมนี้

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า กระทรวงจะเดินหน้าตัดขาดระบอบการปกครองอิหร่านออกจากเครือข่ายทางการเงินที่ใช้ในการก่อการร้ายและบ่อนทำลายเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก การคว่ำบาตรนี้มุ่งเป้าไปที่บริษัทที่ช่วยเหลืออิหร่านในการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรด้านน้ำมัน โดยจีนเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด

บริบทของการคว่ำบาตรและความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน-อิหร่าน

ประเด็นจีนสนับสนุนอิหร่านน่าจะถูกหยิบยกขึ้นในการประชุมปักกิ่งครั้งนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว CNN รายงานจากแหล่งข่าวกรองสหรัฐฯ ว่าจีนกำลังเตรียมส่งระบบป้องกันทางอากาศรุ่นใหม่ให้อิหร่าน ซึ่งอาจยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงมีผลหลังปะทะในช่องแคบฮอร์มุซ แต่สถานการณ์กำลังย่ำแย่

การ สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน สะท้อนนโยบายกดดันสูงสุดของทรัมป์ต่ออิหร่าน โดยตั้งแต่ปี 2562 สหรัฐฯ ถอนตัวจาก JCPOA และเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันเพื่อลดรายได้ของอิหร่านที่ใช้สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย จีนซึ่งนำเข้าน้ำมันอิหร่านราว 10% ของการนำเข้าทั้งหมด กลายเป็นเป้าหมายหลัก แม้ปักกิ่งจะปฏิเสธ แต่ข้อมูลข่าวกรองชี้ว่ามีการค้าลับผ่านบริษัทกลาง

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมือง

  • ต่ออิหร่าน: รายได้น้ำมันลดลง ส่งผลต่อเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่จากเงินเฟ้อและการประท้วง
  • ต่อจีน: อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานพลังงาน แม้จีนจะหันไปน้ำมันรัสเซียมากขึ้น
  • ต่อสหรัฐฯ: เสริมภาพลักษณ์แข็งกร้าวก่อนเลือกตั้ง แต่เสี่ยงสงครามการค้าครั้งใหม่กับจีน

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การคว่ำบาตรนี้อาจเป็นกลยุทธ์เจรจาของทรัมป์ เพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นการค้าหรือไต้หวันในการพบปักกิ่ง สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังร้อนระอุจากความขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส และการโจมตีโดยกลุ่มฮูธีที่หนุนโดยอิหร่าน

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังจับตาการขนส่งน้ำมันผ่านทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนอ้างสิทธิ์ ทำให้การคว่ำบาตรมีมิติทางยุทธศาสตร์ด้วย หากจีนไม่ยอมรับผลกระทบ อาจนำไปสู่การตอบโต้ทางเศรษฐกิจ เช่น เพิ่มภาษีสินค้าสหรัฐฯ

มุมมองอนาคตและข้อเสนอแนะ

ในมุมมองของผู้เขียน การ สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง เป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมให้จีนเป็น “ช่องโหว่” ในนโยบายต่ออิหร่าน การประชุมครั้งนี้อาจนำไปสู่ข้อตกลงลับหรือการยกระดับความตึงเครียด นักลงทุนควรติดตามราคาน้ำมันโลกที่อาจพุ่งสูง

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และแบ่งปันความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง

เนทันยาฮูลั่น ยังมีภารกิจที่ต้องจัดการในอิหร่าน

เนทันยาฮูลั่น ยังมีภารกิจที่ต้องจัดการในอิหร่าน คำกล่าวนี้จากนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อเขายอมรับว่าอิหร่านยังคงรักษาขีดความสามารถสำคัญหลายด้านไว้ได้ แม้จะถูกโจมตีอย่างหนักจากสงครามร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล

เนทันยาฮูลั่น ยังมีภารกิจที่ต้องจัดการในอิหร่าน: รายละเอียดจากบทสัมภาษณ์

ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 หรือ 2026 ตามปฏิทินสากล เนทันยาฮูให้สัมภาษณ์พิเศษกับรายการ 60 Minutes ของสถานี CBS โดยระบุชัดเจนว่า “ยังมีภารกิจที่ต้องจัดการ” ในอิหร่าน แม้ปฏิบัติการทางทหารจะประสบความสำเร็จมาก แต่สถานการณ์ยังไม่จบสิ้น เขาชี้ว่าอิหร่านยังไม่ยอมละทิ้งโครงการยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ไม่รื้อถอนฐานนิวเคลียร์ ไม่หยุดสนับสนุนกลุ่มตัวแทนอย่างฮิซบอลเลาะห์หรือฮูธี และยังพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปต่อไป

คำพูดของเนทันยาฮูสะท้อนถึงความกังวลที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งมานานนับทศวรรษ สงครามครั้งนี้เริ่มต้นจากความตึงเครียดเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านที่อิสราเอลมองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรง

ขีดความสามารถที่อิหร่านยังคงเหลืออยู่

  • โครงการนิวเคลียร์: อิหร่านยังคงสะสมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง ซึ่งเป็นหัวใจของข้อตกลง JCPOA ที่ล้มเหลวไปแล้ว
  • ฐานที่มั่นทางทหาร: แม้ถูกทำลายบางส่วน แต่โครงสร้างพื้นฐานหลักยังอยู่
  • กลุ่มตัวแทน: การสนับสนุนฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ฮูธีในเยเมน และอื่นๆ ยังดำเนินต่อ
  • ขีปนาวุธ: โครงการข้ามทวีปที่สามารถโจมตีเป้าหมายไกลได้

เนทันยาฮูย้ำว่า “เราได้ทำลายขีดความสามารถเหล่านั้นไปมาก แต่ทั้งหมดยังคงอยู่” โดยเฉพาะเรื่องยูเรเนียมที่สามารถเคลื่อนย้ายออกจากอิหร่านได้ในทางปฏิบัติ เขาอ้างถึงประธานาธิบดีทรัมป์ที่เคยบอกว่า “ผมต้องการเข้าไปในนั้น” และเชื่อว่ามันทำได้จริงหากมีข้อตกลง

วิธีการจัดการ: ทางทหารหรือการทูต?

แม้เนทันยาฮูจะไม่เปิดเผยรายละเอียดทางทหาร แต่เขาปฏิเสธกรอบเวลาที่ชัดเจน โดยเรียกภารกิจนี้ว่า “มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด” นี่อาจหมายถึงปฏิบัติการลับเพิ่มเติม เช่น การโจมตีทางอากาศหรือไซเบอร์ ที่อิสราเอลเคยทำมาแล้วหลายครั้ง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้ซับซ้อนเพราะอิหร่านมีพันธมิตรอย่างรัสเซียและจีนที่อาจเข้าแทรกแซง สงครามที่ยืดเยื้ออาจนำไปสู่ราคาน้ำมันพุ่งสูงและความไม่มั่นคงในภูมิภาค สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ดูเหมือนพร้อมสนับสนุนอิสราเอลเต็มที่ ซึ่งอาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ เนทันยาฮูลั่น ยังมีภารกิจที่ต้องจัดการในอิหร่าน ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่โลกจับตา เพราะหากอิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์สำเร็จ อาจจุดชนวนสงครามใหญ่ได้

สำหรับคนไทยที่สนใจ geopolitics สถานการณ์นี้กระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและความมั่นคงอาหารโลก เราควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ความเห็นส่วนตัว: การที่เนทันยาฮูเปิดเผยเช่นนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นของอิสราเอล แต่ก็เสี่ยงจุดชนวนความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น ทางออกที่ดีที่สุดคือการทูตที่เข้มแข็งจากนานาชาติ

เรียกร้องให้行动: ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – เนทันยาฮูลั่น ยังมีภารกิจที่ต้องจัดการในอิหร่าน

รูบิโอเผย หลายประเทศยินดีเข้าร่วม “Project Freedom”

รูบิโอเผย หลายประเทศยินดีเข้าร่วม “Project Freedom” ซึ่งเป็นข่าวสำคัญที่สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทำให้เรือสินค้าติดค้างจำนวนมาก สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อการค้าทั่วโลกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง

รูบิโอเผย หลายประเทศยินดีเข้าร่วม “Project Freedom”

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบขาวว่า มีหลายประเทศแสดงความจำนงทั้งแบบเปิดเผยและแบบส่วนตัวที่จะเข้าร่วม Project Freedom โครงการนำโดยสหรัฐฯ เพื่อปกป้องเส้นทางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก รูบิโอปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อประเทศเหล่านั้น โดยอ้างถึงเหตุผลด้านความมั่นคงและความปลอดภัย

“หลายประเทศพูดตรงกันว่า เราต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ไขปัญหานี้” รูบิโอบอกกับผู้สื่อข่าว เขายังชี้ให้เห็นว่าบางประเทศอาจไม่มีกองทัพเรือที่แข็งแกร่ง แต่ก็พร้อมให้การสนับสนุนในรูปแบบอื่นๆ เช่น การแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองหรือการสนับสนุนด้านลอจิสติกส์ “ยังมีวิธีอื่น ๆ ที่พวกเขาจะช่วยได้ เป็นวิธีเฉพาะตัวที่พวกเขาสามารถช่วยเราได้” รูบิโอกล่าว

ความสำคัญของ Project Freedom และบทบาทสหรัฐฯ

Project Freedom เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามที่เริ่มต้นขึ้น ทำให้เรือสินค้าจำนวนมากไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกสะดุด รูบิโอเน้นย้ำว่าสหรัฐฯ จะเป็นผู้แบกรับภาระหลักในการปฏิบัติการนี้ เนื่องจากมีขีดความสามารถทางทหารที่เหนือกว่า “ความรับผิดชอบหลักของโครงการเสรีภาพนี้ตกอยู่ที่สหรัฐฯ เพราะเราเป็นประเทศเดียวที่สามารถแผ่ขยายอำนาจในส่วนนั้นของโลกได้” เขากล่าว

นอกจากนี้ รูบิโอยังชี้ว่าการดำเนินโครงการนี้ไม่ใช่เพื่อสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว แต่เพื่อโลกทั้งใบ “นี่ถือเป็นการทำเพื่อโลก เพราะเรือที่ติดค้างอยู่นั้นก็คือเรือของประเทศพวกเขาทั้งสิ้น” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงมุมมองที่ว่าความมั่นคงในการเดินเรือเป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะสำหรับประเทศนำเข้าพลังงานอย่างจีน ญี่ปุ่น และยุโรป

สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างเพียง 21 ไมล์ แต่เป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบกว่า 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน การปิดกั้นจากอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างความเดือดร้อนให้ผู้บริโภคทั่วโลก รูบิโอเผย หลายประเทศยินดีเข้าร่วม “Project Freedom” จึงเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงการรวมตัวเพื่อคืนความมั่นคงให้เส้นทางนี้

  • หลายประเทศแสดงเจตจำนงเข้าร่วมทั้งแบบเปิดและลับ
  • สหรัฐฯ รับผิดชอบหลัก แต่เปิดรับความช่วยเหลือ
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก: ราคาน้ำมันพุ่ง ห่วงโซ่อุปทานสะดุด
  • รูปแบบสนับสนุนหลากหลาย: ทหาร ข่าวกรอง ลอจิสติกส์

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการเข้าร่วมของพันธมิตรจะช่วยลดภาระสหรัฐฯ และเพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติการ นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่การเจรจาสันติภาพกับอิหร่านในระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความมั่นคงทางทะเลในยุคโลกาภิวัตน์ หาก Project Freedom สำเร็จ จะเป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างประเทศที่แท้จริง คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – รูบิโอเผย หลายประเทศยินดีเข้าร่วม “Project Freedom”

ทรัมป์เตือน กองทัพอิหร่านจะถูกกวาดล้าง หากตั้งเป้าโจมตีเรือสหรัฐฯ

ทรัมป์เตือน กองทัพอิหร่านจะถูกกวาดล้าง หากตั้งเป้าโจมตีเรือสหรัฐฯ เป็นคำขู่ที่ดังกระหึ่มจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในสถานการณ์ตึงเครียดที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก สหรัฐฯ กำลังดำเนินปฏิบัติการทางทหารเพื่อปกป้องเส้นทางการค้า ทำให้ความสัมพันธ์กับอิหร่านยิ่งร้าวฉาน

ทรัมป์เตือน กองทัพอิหร่านจะถูกกวาดล้าง หากตั้งเป้าโจมตีเรือสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสำนักข่าว Fox News โดยออกโรงเตือนกองทัพอิหร่านอย่างตรงไปตรงมาว่า หากพวกเขาพยายามเล็งเป้าโจมตีเรือรบหรือเรือสินค้าของสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซหรืออ่าวเปอร์เซีย กองทัพของพวกเขาจะถูก “กวาดล้างจนสิ้นซากไปจากพื้นโลก” คำขู่ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยโพสต์ลงโซเชียลมีเดียขู่ว่าอารยธรรมทั้งหมดจะดับสูญ แต่คราวนี้มาพร้อมการลงมือจริง

ทรัมป์ยังเผยว่าผู้เจรจาจากอิหร่านเริ่มมีท่าที “โอนอ่อนผ่อนตาม” มากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่ากดดันกำลังได้ผล แต่สถานการณ์ยังคงเปราะบาง โดยเฉพาะหลังจากที่กองทัพสหรัฐฯ ยิงทำลายเรืออิหร่าน 7 ลำในช่องแคบ เมื่อบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังกรุงเตหะรานพยายามขัดขวางเรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีใต้ ทำให้เกิดความเสียหาย

พื้นหลังความขัดแย้งช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก คิดเป็น 20% ของน้ำมันทั้งหมด ความขัดแย้งปะทุขึ้นตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มต้น ทรัมป์ประกาศ “โครงการเสรีภาพ” (Project Freedom) ส่งเรือรบเข้าไปคุ้มครองและพาเรือสินค้าที่ติดค้างออกมา อิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศจะตอบโต้อย่างหนักหน่วง

  • ทรัมป์มองสองทางเลือก: บรรลุข้อตกลงด้วยดี หรือเปิดปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบ
  • กองทัพสหรัฐฯ ยิงทำลายเรืออิหร่าน 7 ลำ เพื่อปกป้องเส้นทาง
  • ผู้เจรจาอิหร่านเริ่มยอมตามมากขึ้น
  • ทรัมป์เคยขู่คล้ายกันในโซเชียลมีเดียก่อนหน้า

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและทางเลือกข้างหน้า

ทรัมป์เตือน กองทัพอิหร่านจะถูกกวาดล้าง หากตั้งเป้าโจมตีเรือสหรัฐฯ สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อตลาดน้ำมันโลก ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทันทีหลังคำขู่ครั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่าหากเกิดการปะทะใหญ่ เศรษฐกิจโลกอาจชะงักงัน สหรัฐฯ ยืนยันจะปกป้องผลประโยชน์ของพันธมิตรอย่างเกาหลีใต้และชาติอื่นๆ ที่พึ่งพาเส้นทางนี้

จากประสบการณ์ในอดีต ทรัมป์มักใช้กลยุทธ์ “แรงกดดันสูงสุด” ในการเจรจา ซึ่งเคยได้ผลกับเกาหลีเหนือและเวียดนาม คำถามคือ อิหร่านจะยอมตามหรือยกระดับความขัดแย้ง? ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางนี้อาจนำไปสู่สันติภาพถาวร หากทั้งสองฝ่ายแสดงความจริงใจ

สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงน่าจับตา ความขัดแย้งนี้อาจส่งผลต่อราคาน้ำมันในไทยและทั่วเอเชีย ล่าสุด สหรัฐฯ เพิ่มกำลังทหารในภูมิภาคเพื่อเตรียมพร้อม คุณคิดว่าทรัมป์จะทำตามคำขู่หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการ!

ที่มา – ทรัมป์เตือน กองทัพอิหร่านจะถูกกวาดล้าง หากตั้งเป้าโจมตีเรือสหรัฐฯ

จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน

จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองและพลังงานโลก เมื่อจีนประกาศชัดเจนว่าจะไม่ยอมรับและปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกาที่มุ่งเป้าไปยังบริษัทโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็ก 5 แห่งในจีน โดยกล่าวหาว่าซื้อน้ำมันจากอิหร่านจำนวนมาก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ระบุว่ามาตรการดังกล่าวของสหรัฐฯ ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และจีนจะไม่นำไปปฏิบัติตามเด็ดขาด จีนถือเป็นผู้นำเข้าหลักของน้ำมันอิหร่าน โดยเฉพาะผ่านโรงกลั่นอิสระขนาดเล็กที่เรียกว่า “โรงกลั่นกาน้ำชา” (teapot refineries) ซึ่งอาศัยน้ำมันดิบราคาถูกจากอิหร่านเป็นหลัก

จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน

สหรัฐฯ พยายามตัดเส้นทางการเงินของรัฐบาลอิหร่าน โดยยกระดับการคว่ำบาตรโรงกลั่นจีนหลังจากเคยทำมาก่อนหน้านี้ในปีที่แล้ว กระทรวงพาณิชย์จีนวิจารณ์หนักว่า มาตรการนี้เป็นการแทรกแซงกิจกรรมทางการค้าปกติของวิสาหกิจจีนกับประเทศที่สามอย่างไม่ชอบธรรม และละเมิดบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

“เรายืนหยัดคัดค้านการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ไม่มีมติจากสหประชาชาติและขาดฐานกฎหมายระหว่างประเทศ” แถลงการณ์ระบุชัดเจน บริษัทที่ถูกคว่ำบาตรครอบคลุม 3 แห่งในมณฑลซานตง และอีก 2 แห่งในพื้นที่อื่นๆ นอกจากนี้ ล่าสุดสหรัฐฯ ยังประกาศคว่ำบาตร “ชิงเต่า ไห่เย่ ออยล์ เทอร์มินัล” ที่นำเข้าน้ำมันอิหร่านหลายสิบล้านบาร์เรล สร้างรายได้มหาศาลให้เตหะราน

ผลกระทบจากการที่จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน

สถานการณ์นี้เกิดท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังไม่มีแนวโน้มยุติสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งปะทุจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จีนซึ่งเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ใช้ท่าทีแข็งกร้าวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง โดยเฉพาะในตลาดน้ำมันที่ผันผวน

  • โรงกลั่นกาน้ำชาในจีน: ผลิตน้ำมันราคาถูกกว่า 20-30% เมื่อใช้น้ำมันอิหร่าน
  • ปริมาณนำเข้า: จีนนำเข้าน้ำมันอิหร่านกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
  • ผลต่อราคาน้ำมันโลก: อาจทำให้ราคาพุ่งหากจีนหันไปซื้อจากแหล่งอื่น
  • ความสัมพันธ์จีน-อิหร่าน: เสริมสร้างพันธมิตรผ่านโครงการสายแถบและเส้นทาง

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยังมีกำหนดเยือนจีนปลายเดือนนี้ เพื่อหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งอาจเป็นโอกาสคลายความตึงเครียด แต่ท่าทีของจีนชี้ให้เห็นถึงการเผชิญหน้าที่ยืดเยื้อ

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การที่จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน สะท้อนถึงสงครามการค้าที่ลุกลามสู่พลังงาน สหรัฐฯ ต้องการกดดันอิหร่าน แต่จีนซึ่งพึ่งพาน้ำมันราคาถูก จะไม่ยอมเสียเปรียบง่ายๆ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนในตลาดน้ำมันโลก โดยเฉพาะหากขยายไปสู่การตอบโต้ทางเศรษฐกิจ

สำหรับนักลงทุน ควรจับตาการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ และนโยบายพลังงานของจีนต่อไป หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและ geopolitics แนะนำติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน

เที่ยวบินพาณิชย์ เริ่มบินจากสหรัฐฯ ไปเวเนซุเอลา ครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี

เที่ยวบินพาณิชย์ เริ่มบินจากสหรัฐฯ ไปเวเนซุเอลา ครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี

เที่ยวบินพาณิชย์ เริ่มบินจากสหรัฐฯ ไปเวเนซุเอลา ครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกคำสั่งห้ามเดินทางที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2562 สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณบวกในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เครื่องบินโดยสารพาณิชย์ของสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ส ได้ออกเดินทางจากเมืองไมอามีของสหรัฐอเมริกา มุ่งหน้าสู่กรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี การบินเที่ยวปฐมฤกษ์นี้ใช้เวลาเดินทางเพียงไม่ถึง 3.5 ชั่วโมง ออกบินเวลา 10:16 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก (ET) และลงจอดที่สนามบินนานาชาติซิมอน โบลีวาร์ เวลา 13:36 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีกำหนดบินกลับไมอามีในช่วงบ่ายวันเดียวกัน

รายละเอียดเที่ยวบินพาณิชย์ เริ่มบินจากสหรัฐฯ ไปเวเนซุเอลา

อเมริกัน แอร์ไลน์ส ประกาศเป็นสายการบินสหรัฐฯ แห่งแรกที่กลับมาเปิดเส้นทางรายวันไปเวเนซุเอลา ใช้เครื่องบิน Embraer 175 แบบสองชั้นโดยสาร ดำเนินการโดย Envoy ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่สายการบินเป็นเจ้าของเต็มจำนวน บรรยากาศที่สนามบินไมอามีคึกคักมาก พนักงาน TSA แสดงความประหลาดใจเมื่อเห็นจุดหมายการากัส ขณะที่บนเครื่องมีผู้โดยสารเต็ม 2 ใน 3 ส่วนใหญ่เป็นนักข่าวและเจ้าหน้าที่รัฐ

การกลับมาของ เที่ยวบินพาณิชย์ เริ่มบินจากสหรัฐฯ ไปเวเนซุเอลา ครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ จับกุมนายนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาเมื่อ 3 มกราคม และทรัมป์สั่งยกเลิกคำสั่งห้ามบินเมื่อสองสัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ ห้ามบินตั้งแต่ปี 2562 เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง แต่ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังปรับปรุงความสัมพันธ์ทางทูตและเศรษฐกิจ

ราคาตั๋วและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ราคาตั๋วไป-กลับจากไมอามีไปการากัสเริ่มต้นกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,500 บาท) ขึ้นอยู่กับวันที่และประเภทตั๋ว การฟื้นฟูเส้นทางบินนี้จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว การค้า และการเดินทางของชาวเวเนซุเอลาที่อาศัยในสหรัฐฯ ซึ่งมีจำนวนมาก โดยเฉพาะในไมอามีที่เป็นชุมชนเวเนซุเอลาใหญ่

  • ประโยชน์หลัก: ฟื้นฟูเศรษฐกิจเวเนซุเอลา
  • เพิ่มการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ
  • ลดต้นทุนการเดินทางสำหรับครอบครัวที่พลัดถิ่น
  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี

นอกจากอเมริกัน แอร์ไลน์ส ยังมีสายการบินอื่นๆ เตรียมตามมา เช่น LATAM ทำให้การเชื่อมต่อทางอากาศดีขึ้น ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าปีนี้จะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างมาก สะท้อนถึงความหวังในอนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นก้าวสำคัญในการบิน แต่ยังแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รวดเร็ว หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปเวเนซุเอลา ตอนนี้คือเวลาที่เหมาะสม! ติดตามข่าวสารล่าสุดและจองตั๋วเพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่

ที่มา – เที่ยวบินพาณิชย์ เริ่มบินจากสหรัฐฯ ไปเวเนซุเอลา ครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี

กลาโหมเผย สหรัฐฯ ทำสงครามอิหร่าน ใช้งบ 8 แสนล้านบาท

กลาโหมเผย สหรัฐฯ ทำสงครามอิหร่าน ใช้งบไปแล้ว 8 แสนล้านบาท ข้อมูลล่าสุดจากเพนตากอนช็อกโลก เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงเปิดเผยตัวเลขค่าใช้จ่ายมหาศาลที่กองทัพสหรัฐฯ ต้องแบกรับในการรบกับอิหร่าน นับตั้งแต่สงครามปะทุเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว

กลาโหมเผย สหรัฐฯ ทำสงครามอิหร่าน ใช้งบไปแล้ว 8 แสนล้านบาท

วันที่ 29 เมษายน 2569 นายจูลส์ “เจย์” เฮิร์สต์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ได้แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาว่า กองทัพสหรัฐฯ ใช้เงินไปแล้วกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8.19 แสนล้านบาท ตั้งแต่สงครามเริ่มเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตัวเลขนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในเวทีการเมือง โดยเฉพาะเมื่อสภาคองเกรสกำลังพิจารณางบกลาโหมก้อนใหม่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สำหรับปี 2570 ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอ

ค่าใช้จ่ายหลักที่ถูกเผยแพร่

นายเฮิร์สต์อธิบายต่อคณะกรรมาธิการการทหารของสภาผู้แทนราษฎรว่า งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับ:

  • เครื่องกระสุนและอาวุธยุทโธปกรณ์: ค่าใช้จ่ายหลักในการรบ
  • การซ่อมบำรุง: รักษาสภาพเครื่องบิน เรือรบ และยานเกราะ
  • จัดหาอาวุธทดแทน: เติมสต็อกที่สูญเสียในสนามรบ

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ ส.ส. อดัม สมิธ ผู้นำเดโมแครตในคณะกรรมาธิการ ยินดีที่ในที่สุดก็ได้ข้อมูลชัดเจน หลังจากสอบถามมานานโดยไม่เคยได้รับคำตอบ

สถานการณ์สงครามและผลกระทบ

จนถึงตอนนี้ กองทัพสหรัฐฯ เสียชีวิต 13 นายในการสู้รบกับอิหร่าน ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายอยู่ในช่วงหยุดยิงที่เปราะบาง และกำลังเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง สงครามครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสียทางชีวิต แต่ยังกดดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างหนัก ด้วยค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงเกินคาด

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า กลาโหมเผย สหรัฐฯ ทำสงครามอิหร่าน ใช้งบไปแล้ว 8 แสนล้านบาท อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตงบประมาณ หากสงครามยืดเยื้อ ประชาชนอเมริกันเริ่มตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการรบครั้งนี้ โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากอิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ สงครามทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียเสี่ยงภัย ส่งผลให้ราคาน้ำมันในไทยและทั่วโลกปรับตัวสูงตามไปด้วย

มุมมองอนาคตและการเจรจา

รัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่าจะผลักดันงบกลาโหมเพื่อรักษาความมั่นคง แต่ฝ่ายค้านเรียกร้องความโปร่งใสมากขึ้น สงครามนี้อาจจบลงด้วยข้อตกลงสันติภาพ หากการเจรจาประสบความสำเร็จ แต่ตัวเลข 8 แสนล้านบาทนี้จะกลายเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ

ในฐานะนักวิเคราะห์ เรามองว่าการเปิดเผยข้อมูลนี้เป็นสัญญาณดีต่อสาธารณะ แต่สหรัฐฯ ต้องเร่งหาทางออกทางการทูตเพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเราเพื่ออัปเดตล่าสุด

ที่มา – กลาโหมเผย สหรัฐฯ ทำสงครามอิหร่าน ใช้งบไปแล้ว 8 แสนล้านบาท

กองทัพอิหร่านเตือน จะตอบโต้หลังสหรัฐฯ ยิง-ยึดเรือบรรทุกสินค้า

กองทัพอิหร่านเตือน จะตอบโต้หลังสหรัฐฯ ยิง-ยึดเรือบรรทุกสินค้า ในอ่าวโอมาน สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคเพิ่มขึ้นอีกขั้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 ซึ่งกองทัพอิหร่านออกมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง โดยชี้ว่าเป็นการปล้นสะดมทางทะเลและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

กองทัพอิหร่านเตือน จะตอบโต้หลังสหรัฐฯ ยิง-ยึดเรือบรรทุกสินค้า

กองทัพอิหร่านประกาศเตือนว่าจะตอบโต้การกระทำของสหรัฐฯ หลังจากกองกำลังอเมริกันยิงถล่มและบุกยึดเรือบรรทุกสินค้าที่ติดธงชาติอิหร่านในน่านน้ำอ่าวโอมาน สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยฝ่ายสหรัฐฯ อ้างว่าเรือลำดังกล่าวพยายามละเมิดมาตรการปิดล้อมทางทะเลที่พวกเขากำหนดไว้

“สหรัฐฯ ผู้รุกราน ได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและกระทำการปล้นสะดมทางทะเล ด้วยการโจมตีเรือพาณิชย์ของอิหร่านในน่านน้ำทะเลโอมาน” กองทัพอิหร่านระบุผ่านรายงานของ IRIB สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลที่โพสต์บน Telegram นอกจากนี้ยังเสริมว่า สหรัฐฯ ได้ทำลายอุปกรณ์เดินเรือและส่งกำลังทหารขึ้นบนดาดฟ้าเรือ ซึ่งถือเป็นการบุกรุกอย่างชัดเจน

รายละเอียดการโจมตีจากฝั่งสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า เรือบรรทุกสินค้าติดธงอิหร่านชื่อ “ทุสกา (Touska)” ซึ่งมีความยาวเกือบ 900 ฟุตและน้ำหนักมหาศาล พยายามแล่นผ่านวงล้อมปิดกั้นของสหรัฐฯ ในอ่าวโอมาน ผลลัพธ์ไม่ค่อยดีสำหรับพวกเขา

เรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี ยูเอสเอส สปรูเอนซ์ (USS Spruance) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ เข้าสกัดกั้นและให้คำเตือนให้หยุดเรือ แต่ลูกเรืออิหร่านไม่ฟัง จึงยิงถล่มจนเกิดรูโหว่ในห้องเครื่อง ทำให้ระบบขับเคลื่อนใช้การไม่ได้ จากนั้นหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ เข้าควบคุมเรือทันที

กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันข้อมูลดังกล่าว โดยระบุว่ายิงกระสุนหลายนัดเข้าไปที่ห้องเครื่องเพื่อหยุดเรือ

บริบทความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ

เหตุการณ์ กองทัพอิหร่านเตือน จะตอบโต้หลังสหรัฐฯ ยิง-ยึดเรือบรรทุกสินค้า นี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวโอมาน ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก อิหร่านมองว่าการกระทำของสหรัฐฯ เป็นการแทรกแซงอธิปไตยและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ในขณะที่สหรัฐฯ ยืนยันว่าเป็นมาตรการบังคับใช้การคว่ำบาตรต่ออิหร่าน

  • อิหร่านขู่ว่าจะ “ล้างแค้น” ต่อการโจรกรรมด้วยอาวุธของสหรัฐฯ ในเร็วๆ นี้
  • เรือทุสกาเป็นเรือพาณิชย์ ไม่ใช่เรือทหาร ตามคำกล่าวอ้างของอิหร่าน
  • เหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารที่รุนแรงขึ้น
  • ราคาน้ำมันโลกอาจผันผวนจากความตึงเครียดนี้

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การยิงและยึดเรือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกดดันสูงสุดของทรัมป์ต่ออิหร่าน ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามเปิดเต็มรูปแบบได้ หากอิหร่านตอบโต้จริง นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอย่างซาอุดีอาระเบียและอิสราเอลกำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในอดีต อิหร่านเคยตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการยึดเรือสินค้าต่างชาติหลายครั้ง เช่น ในปี 2562 ที่ยึดเรือบรรทุกน้ำมันอังกฤษ สถานการณ์คล้ายคลึงกันอาจเกิดขึ้นอีก หากไม่มีการเจรจาทางการทูต

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมือง

การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อการค้าของอิหร่านอย่างหนัก โดยเฉพาะการส่งออกน้ำมัน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลัก หากกองทัพอิหร่านตอบโต้ อาจทำให้เส้นทางการขนส่งทะเลในอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก

ด้านการเมือง สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ ใช้เหตุการณ์นี้เพื่อโหมโรงแคมเปญหาเสียง โดยเน้นย้ำภาพลักษณ์ผู้นำที่แข็งกร้าวต่อศัตรู ในทางตรงกันข้าม อิหร่านเรียกร้องให้ประชาคมโลกประณามสหรัฐฯ และอาจนำเรื่องนี้เข้าสู่องค์การสหประชาชาติ

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความเปราะบางของความมั่นคงพลังงานโลก และชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐฯ ยังห่างไกลจากจุดจบ คุณคิดว่าอิหร่านจะตอบโต้อย่างไร? ติดตามข่าวสารล่าสุดและแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – กองทัพอิหร่านเตือน จะตอบโต้หลังสหรัฐฯ ยิง-ยึดเรือบรรทุกสินค้า

สื่ออิหร่านอ้าง ข่าวเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถาน ไม่เป็นความจริง

สื่ออิหร่านอ้าง ข่าวเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถาน ไม่เป็นความจริง เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ ล่าสุด สำนักข่าว IRNA ของทางการอิหร่านได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่ามีการเจรจารอบใหม่กับสหรัฐฯ ในกรุงอิสลามาบัดอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับโพสต์ยืนยันผ่าน Truth Social ว่าส่งทีมเจรจาไปแล้ว

สื่ออิหร่านอ้าง ข่าวเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถาน ไม่เป็นความจริง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 โดยทรัมป์โพสต์ข้อความว่าคณะผู้แทนสหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้าไปปากีสถานเพื่อเปิดรอบเจรจาใหม่กับอิหร่าน ข่าวนี้ถูก CNN รายงานอ้างแหล่งข่าวในเตหะรานว่าคณะผู้แทนอิหร่านก็กำลังเดินทางเช่นกัน สร้างความคาดหวังให้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ไม่นาน IRNA ก็ออกมาชี้แจงทันทีว่ารายงานดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง” พร้อมวิจารณ์สหรัฐฯ ว่ายื่นข้อเรียกร้องมากเกินไป พูดจาไม่แน่นอน และใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลรวมถึงวาทกรรมข่มขู่ ซึ่งเป็นอุปสรรคหลักต่อกระบวนการเจรจา

IRNA ยังระบุในโพสต์ Telegram ว่า “ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จึงยังไม่มีแนวโน้มที่สดใสสำหรับการเจรจาที่จะผลิดอกออกผล” โดยไม่ระบุเจ้าหน้าที่คนใดเป็นพิเศษ ก่อนหน้านี้ สื่ออิหร่านที่เชื่อมโยงกับ IRGC (กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม) ก็แสดงความคลางแคลงใจต่อการเจรจาเช่นกัน จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านยืนยันการเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ

บริบทความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ

ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ตึงเครียดมานาน โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์เคยถอนตัวจาก JCPOA (ข้อตกลงนิวเคลียร์ 2015) และกำหนดมาตรการคว่ำบาตรหนักหน่วง ปากีสถานถูกเลือกเป็นสถานที่เจรจาเพราะเป็นประเทศมุสลิมที่มีความสัมพันธ์ดีกับทั้งสองฝ่าย แต่ข่าวลือครั้งนี้ถูกสื่ออิหร่านอ้างว่าไม่เป็นความจริง ทำให้เกิดคำถามว่าสหรัฐฯ กำลังเล่นเกมจิตวิทยาหรือไม่

  • ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social: ส่งทีมไปอิสลามาบัด
  • CNN อ้างแหล่งข่าวอิหร่าน: คณะผู้แทนเตหะรานเดินทางด้วย
  • IRNA ปฏิเสธ: ข่าวเท็จ สหรัฐฯ ข้อเรียกร้องเกินจริง
  • สื่อ IRGC: คลางแคลงใจการเจรจา

ผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง

หากข่าวเจรจารอบใหม่เป็นจริง อาจช่วยลดความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย แต่การที่สื่ออิหร่านอ้าง ข่าวเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถาน ไม่เป็นความจริง ยิ่งตอกย้ำช่องว่างความเชื่อถือระหว่างสองฝ่าย สถานการณ์นี้อาจกระทบราคาน้ำมันโลกและความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียและอิสราเอลที่จับตาอย่างใกล้ชิด ปากีสถานเองก็ไม่อยากถูกดึงเข้าวิกฤต

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าทรัมป์อาจใช้ข่าวนี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ ก่อนเลือกตั้ง แต่ฝั่งอิหร่านยืนกรานจุดยืนต่อต้านการกดดัน จนกว่าจะมีการยอมรับซึ่งกันและกันอย่างเท่าเทียม

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการเจรจาระหว่างมหาอำนาจยังคงซับซ้อน การสื่อสารที่ขัดแย้งกันเช่นนี้เสี่ยงจุดชนวนความไม่เข้าใจเพิ่มขึ้น คุณคิดอย่างไร? ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และอย่าลืมแชร์ความเห็นในคอมเมนต์!

ที่มา – สื่ออิหร่านอ้าง ข่าวเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถาน ไม่เป็นความจริง

Scroll to top