สหรัฐฯ

กต.อิหร่านยัน ไม่คิดปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้สงครามตึงเครียด

กต.อิหร่านยัน ไม่คิดปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้สงครามตึงเครียด เป็นข่าวที่สร้างความโล่งใจให้กับตลาดน้ำมันโลก ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 20% ของน้ำมันโลก หากถูกปิดกั้นจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก

กต.อิหร่านยัน ไม่คิดปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้สงครามตึงเครียด

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศไทยอิหร่าน ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอัลจาซีราอย่างชัดเจนว่า อิหร่านไม่มีแผนการปิดช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้ และไม่มีเจตนาขัดขวางการเดินเรือ คำยืนยันนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการโจมตีทางทหารระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน ที่กำลังตึงเครียดสุดขีด

อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงมิสไซล์และโดรนใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง แต่กต.อิหร่านยัน ไม่คิดปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้สงครามตึงเครียด เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งให้กลายเป็นวิกฤตพลังงานโลก

สัญญาณขัดแย้งจากกองกำลังอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากภารกิจกองทัพเรือสหภาพยุโรป (Aspides) รายงานว่า เรือสินค้าหลายลำได้รับสัญญาณวิทยุ VHF จากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน สั่งห้ามผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ทางการอิหร่านยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ทำให้นักลงทุนกังวล

ช่องแคบฮอร์มุซมีความยาว 33 กิโลเมตร กว้างสุด 39 กิโลเมตร เป็นประตูเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ เชื่อมโยงผู้ผลิตน้ำมันใหญ่ๆ เช่น ซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิหร่านเอง

ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่เส้นทางขนส่งน้ำมัน แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในโลกพลังงาน หากถูกปิด ราคาน้ำมันจะพุ่งทะยานทันที ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกสูงขึ้น เศรษฐกิจชะงักงัน โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย

  • ขนส่งน้ำมันดิบกว่า 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน
  • คิดเป็น 1 ใน 5 ของการค้าน้ำมันโลก
  • ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์ก็ผ่านที่นี่
  • ประวัติศาสตร์เคยถูกขู่ออกหลายครั้งตั้งแต่ปี 1980

อิหร่านเคยขู่ว่าจะปิดช่องแคบนี้หากถูกคว่ำบาตรหรือโจมตี แต่ยังไม่เคยทำจริง เพื่อหลีกเลี่ยงการตอบโต้จากนานาชาติ

ผลกระทบหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริง

หากกต.อิหร่านเปลี่ยนใจ สถานการณ์จะเลวร้ายมาก ราคาน้ำมัน Brent อาจทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ค่าน้ำมันในไทยพุ่งสูง กระทบการขนส่งและอุตสาหกรรม นอกจากนี้ สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรมีกองเรือรบในพื้นที่ พร้อมตอบโต้ทันที

ปัจจุบัน สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln มาประจำการ เพื่อปกป้องเส้นทางเดินเรือ สหประชาชาติและสหภาพยุโรปกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

มุมมองอนาคตของความขัดแย้ง

แม้กต.อิหร่านยัน ไม่คิดปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้สงครามตึงเครียด แต่ความไม่แน่นอนยังคงมีสูง การเจรจาทางการทูตอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันวิกฤตพลังงานโลก

ในฐานะนักวิเคราะห์ สถานการณ์นี้สะท้อนว่าอิหร่านยังคงคำนวณผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตัวเอง หากปิดช่องแคบ อิหร่านเองก็เสียหายหนักเพราะส่งออกน้ำมันไม่ได้ ลองติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ ไทยรัฐต่างประเทศ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

คุณคิดว่าสงครามครั้งนี้จะจบลงอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – กต.อิหร่านยัน ไม่คิดปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้สงครามตึงเครียด

สื่ออิหร่านอ้าง นักเรียนหญิงดับแล้ว 108 ศพ หลังโรงเรียนโดนโจมตี

สื่ออิหร่านอ้าง นักเรียนหญิงดับแล้ว 108 ศพ หลังโรงเรียนโดนโจมตี เป็นข่าวร้ายที่สะเทือนใจทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นกับเด็กหญิงนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนประถมหญิงล้วน สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลถูกกล่าวหาว่าดำเนินการโจมตีทางทหารในพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่าน

สื่ออิหร่านอ้าง นักเรียนหญิงดับแล้ว 108 ศพ หลังโรงเรียนโดนโจมตี

สำนักข่าว IRIB ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานข้อมูลล่าสุด โดยอ้างอิงจากอัยการเมืองมินาบ (Minab) ว่าจำนวนนักเรียนหญิงที่เสียชีวิตจากการโจมตีเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 108 ศพ โรงเรียนประถมหญิงล้วนแห่งนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดฮอร์โมซกัน ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญใกล้กับอ่าวเปอร์เซีย เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ให้กับชุมชนท้องถิ่น

ผู้ว่าราชการจังหวัดฮอร์โมซกันได้ประกาศให้วันอาทิตย์เป็นวันไว้อาลัยทั่วทั้งจังหวัด โดยมีพิธีศพและการไว้อาลัยอย่างสมเกียรติ วิดีโอที่เผยแพร่โดย IRIB แสดงภาพห่อศพอย่างน้อย 8 รายวางเรียงบนพื้นอาคารที่พังทลาย ภาพเหล่านี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสูญเสียที่ไม่อาจยอมรับได้

รายละเอียดเพิ่มเติมจากเหตุการณ์ในจังหวัดลาเมิร์ด

นอกจากเหตุการณ์ที่เมืองมินาบแล้ว ยังมีรายงานการโจมตีอีกแห่งในจังหวัดลาเมิร์ด (Lamerd) ทางตอนใต้เช่นกัน สำนักข่าว IRNA รายงานว่ามีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 18 ศพ จากการยิงถล่มศูนย์กีฬาและย่านที่พักอาศัย ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเด็กๆ และมีผู้บาดเจ็บอีกประมาณ 100 ราย เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยืนยันว่าสถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเด็กที่ได้รับผลกระทบรุนแรง

  • จำนวนผู้เสียชีวิตที่มินาบ: อย่างน้อย 108 ศพ (นักเรียนหญิง)
  • จำนวนผู้เสียชีวิตที่ลาเมิร์ด: อย่างน้อย 18 ศพ (พลเรือนส่วนใหญ่เป็นเด็ก)
  • ผู้บาดเจ็บรวม: กว่า 100 ราย
  • สถานที่เกิดเหตุ: โรงเรียนประถมหญิงล้วน, ศูนย์กีฬา, ย่านที่อยู่อาศัย
  • ผู้ถูกกล่าวหา: สหรัฐฯ และอิสราเอล

เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างอิหร่านกับชาติพันธมิตรตะวันตก สื่ออิหร่านอ้าง นักเรียนหญิงดับแล้ว 108 ศพ หลังโรงเรียนโดนโจมตี ทำให้เกิดคำถามใหญ่เกี่ยวกับผลกระทบของสงครามต่อพลเรือน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ควรได้รับการคุ้มครอง

ผลกระทบและปฏิกิริยาจากนานาชาติ

ชุมชนนานาชาติเริ่มแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์นี้ บางประเทศเรียกร้องให้มีการสอบสวนอิสระเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่อิหร่านประกาศว่าจะตอบโต้อย่างเด็ดขาด สถานการณ์อาจนำไปสู่การยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

นอกจากนี้ องค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งเรียกร้องให้หยุดยิงและปกป้องพลเรือน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีโรงเรียนและสถานที่ราชการ การสูญเสียนักเรียนหญิงจำนวนมากเช่นนี้ไม่เพียงสร้างความเศร้าโศก แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความโหดร้ายของความขัดแย้งทางทหาร

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สื่ออิหร่านอ้าง นักเรียนหญิงดับแล้ว 108 ศพ หลังโรงเรียนโดนโจมตี อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดการเจรจาสันติภาพใหม่ หากทุกฝ่ายยอมรับความจริงและหาทางออกที่ยั่งยืน สงครามไม่เคยสร้างผู้ชนะที่แท้จริง โดยเฉพาะเมื่อเด็กๆ ต้องเป็นเหยื่อ

ติดตามข่าวสารต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับสังคม

ที่มา – สื่ออิหร่านอ้าง นักเรียนหญิงดับแล้ว 108 ศพ หลังโรงเรียนโดนโจมตี

ทรัมป์ยืนยัน ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตแล้ว

ในเหตุการณ์ที่สะเทือนโลกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทรัมป์ยืนยัน ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตแล้ว หลังจากการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่โดยสหรัฐฯ และอิสราเอล นี่คือข่าวที่กำลังเป็นกระแสทั่วโลก ทำให้หลายฝ่ายจับตามองสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

ทรัมป์ยืนยัน ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตแล้ว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยระบุชัดเจนว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้เสียชีวิตแล้ว ข้อความดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันเสาร์ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล

เนื้อหาข้อความจากทรัมป์แบบเต็มๆ

ทรัมป์เขียนว่า “คาเมเนอี หนึ่งในบุคคลที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ เสียชีวิตแล้ว นี่ไม่เพียงแต่เป็นความยุติธรรมสำหรับประชาชนชาวอิหร่าน แต่ยังรวมถึงชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ทุกคน และผู้คนจากหลายประเทศทั่วโลก ที่ถูกสังหารหรือทำให้พิการโดยคาเมเนอีและแก๊งอันธพาลกระหายเลือดของเขา เขาไม่สามารถหลบหนีหน่วยข่าวกรองและระบบติดตามที่ล้ำสมัยของเราได้ และจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับอิสราเอล ไม่มีสิ่งใดที่เขาหรือผู้นำคนอื่นๆ ที่ถูกสังหารไปพร้อมกับเขาจะทำได้”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงโอกาสสำหรับชาวอิหร่านในการทวงคืนประเทศ โดยชี้ว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กองทัพ และกองกำลังความมั่นคงต่างๆ กำลังมองหาการคุ้มครองจากสหรัฐฯ เขาเตือนว่า “ตอนนี้พวกเขาสามารถรับการคุ้มครองได้ แต่ในภายหลังพวกเขาจะได้รับเพียงความตายเท่านั้น!”

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหลัง ทรัมป์ยืนยัน ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตแล้ว

  • โอกาสเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่าน: ชาวอิหร่านอาจลุกขึ้นต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
  • การตอบโต้จากกลุ่ม IRGC: อาจเกิดความแตกแยกภายใน
  • สถานการณ์ตะวันออกกลาง: สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจเสริมสร้างอิทธิพลมากขึ้น
  • ปฏิกิริยาจากนานาชาติ: จีนและรัสเซียอาจประณามการโจมตีนี้

ทรัมป์ยังเรียกร้องให้ IRGC และตำรวจรวมตัวกับผู้รักชาติชาวอิหร่านอย่างสันติ เพื่อนำพาประเทศกลับสู่ความยิ่งใหญ่ โดยระบุว่าการทิ้งระเบิดจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะบรรลุสันติภาพที่แท้จริง ข้อความปิดท้ายด้วย “ขอขอบคุณสำหรับความสนใจของคุณในเรื่องนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในภูมิภาค แต่ยังจุดประกายความหวังให้กับประชาชนอิหร่านที่เบื่อหน่ายกับการปกครองแบบเผด็จการมานาน นักวิเคราะห์หลายคนมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในตะวันออกกลาง โดยสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการต่อต้านระบอบอิสลามิสต์สุดโต่ง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงตึงเครียด การทิ้งระเบิดอย่างหนักและแม่นยำจะยังคงดำเนินต่อไปตลอดสัปดาห์ เพื่อให้มั่นใจว่าภัยคุกคามทั้งหมดถูกกำจัด สิ่งนี้จะนำไปสู่สันติภาพถาวรหรือไม่ ต้องติดตามต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุดและวิเคราะห์เชิงลึกได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการสำคัญในโลกการเมืองระหว่างประเทศ

ที่มา – ทรัมป์ยืนยัน ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตแล้ว

อิสราเอลโว ส่งเครื่องบิน 200 ลำถล่มอิหร่าน 500 จุด

อิสราเอลโว ส่งเครื่องบิน 200 ลำถล่มอิหร่าน จู่โจมเป้าหมาย 500 จุด ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กองทัพอากาศอิสราเอล (IAF) เลยทีเดียว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกองกำลังป้องกันตนเองอิสราเอล (IDF) ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก

อิสราเอลโว ส่งเครื่องบิน 200 ลำถล่มอิหร่าน จู่โจมเป้าหมาย 500 จุด

ในปฏิบัติการครั้งนี้ IDF ใช้เครื่องบินรบขับไล่กว่า 200 ลำ บินทะยานเข้าโจมตีเป้าหมายสำคัญในอิหร่านกว่า 500 แห่งพร้อมกันทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคกลางและภาคตะวันตก พวกเขาทิ้งระเบิดนำวิถีและอาวุธพิเศษจำนวนหลายร้อยลูก เพื่อทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศและฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่าน

การโจมตีแบบประสานงานนี้ไม่เพียงทำให้อิสราเอลครองน่านฟ้าเหนืออิหร่านได้อย่างสมบูรณ์ แต่ยังบั่นทอนขีดความสามารถของเตหะรานในการตอบโต้ด้วยขีปนาวุธนำวิถีที่เคยยิงถล่มอิสราเอลในอดีต IDF ยืนยันว่า ปฏิบัติการนี้ประสบความสำเร็จสูงสุด โดยไม่มีเครื่องบินอิสราเอลลำใดเสียหาย

รายละเอียดเป้าหมายที่ถูกโจมตี

  • ระบบเรดาร์และป้องกันภัยทางอากาศหลักในภาคกลางอิหร่าน
  • ฐานปล่อยขีปนาวุธนำวิถีภาคตะวันตกใกล้ชายแดน
  • คลังอาวุธและโครงสร้างสนับสนุนของกองทัพอิหร่าน
  • ศูนย์บัญชาการที่เกี่ยวข้องกับหน่วยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC)

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ยืดเยื้อระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีประวัติเผชิญหน้าผ่านสงครามตัวแทน (proxy wars) ในซีเรีย ลิเบนอน และเยเมน อิหร่านถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนกลุ่มฮามาส ฮิซบอลเลาะห์ และฮูธี ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของอิสราเอล ในขณะที่อิสราเอลกังวลเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านที่อาจคุกคามความมั่นคง

ปฏิบัติการ อิสราเอลโว ส่งเครื่องบิน 200 ลำถล่มอิหร่าน จู่โจมเป้าหมาย 500 จุด แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและการวางแผนที่เหนือชั้นของกองทัพอากาศอิสราเอล เครื่องบินรบ F-35 และ F-15 ที่ใช้ในภารกิจนี้ มีระบบล่องหนและนำทางแม่นยำ สามารถทะลุระบบป้องกัน S-300 และ S-400 ของอิหร่านได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ การบินระยะไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรโดยไม่ต้องเติมน้ำมันกลางอากาศ ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความก้าวหน้าทางการทหาร

ผลกระทบจากการโจมตีครั้งนี้คาดว่าจะทำให้อิหร่านสูญเสียกำลังรบทางอากาศไปอย่างมาก สื่ออิหร่านรายงานว่ามีการระเบิดดังสนั่นทั่วประเทศ แต่ทางการเตหะรานยังไม่ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายอย่างเป็นทางการ ในทางกลับกัน อิสราเอลประกาศชัยชนะ โดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวว่า “เราจะปกป้องประชาชนของเราด้วยทุกวิถีทาง”

สถานการณ์ในตะวันออกกลางตอนนี้ยิ่งรุนแรงขึ้น สหรัฐอเมริกาและชาติอาหรับพันธมิตรต่างจับตาด้วยความกังวล ว่าจะลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบหรือไม่ ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การโจมตีครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนถึงอิหร่านให้หยุดยั้งการสนับสนุนผู้ก่อการร้าย หากไม่ต้องการเผชิญหน้ากับปฏิบัติการที่ใหญ่กว่านี้

ติดตามพัฒนาการข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ คุณคิดอย่างไรกับปฏิบัติการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – อิสราเอลโว ส่งเครื่องบิน 200 ลำถล่มอิหร่าน จู่โจมเป้าหมาย 500 จุด

ฮิลลารี คลินตัน ให้การสภาผู้แทนฯ จี้ทรัมป์ตอบปมเอปสตีน

ฮิลลารี คลินตัน ให้การสภาผู้แทนฯ จี้ทรัมป์ตอบปมเอปสตีน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก โดยเฉพาะในวงการการเมืองสหรัฐฯ ที่เต็มไปด้วยดราม่าและข้อกล่าวหาต่างๆ มากมาย ล่าสุด อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน มหาเศรษฐีนักการเงินผู้ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศเด็กและค้ามนุษย์

ฮิลลารี คลินตัน ให้การสภาผู้แทนฯ จี้ทรัมป์ตอบปมเอปสตีน

ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ ฮิลลารี คลินตัน ได้เข้าให้การแบบลับต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร เธอยืนยันชัดเจนว่าไม่เคยพบปะหรือมีความสัมพันธ์ใดๆ กับเอปสตีนเลย แม้แต่ครั้งเดียว นอกจากนี้ เธอยังโต้กลับอย่างดุเดือด โดยเรียกร้องให้โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีที่ถูกกล่าวหาว่ามีความใกล้ชิดกับเอปสตีนมากกว่า เข้าคำให้การด้วย เพื่อเปิดเผยความจริงทั้งหมด

การให้การครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวลือและเอกสารที่รั่วไหลออกมาเกี่ยวกับเอปสตีน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงสังคมชั้นสูงของสหรัฐฯ เอปสตีนถูกจับกุมในปี 2562 ข้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็กและค้ามนุษย์ ก่อนจะเสียชีวิตในคุกด้วยสาเหตุที่ยังเป็นปริศนา ชื่อของนักการเมืองดังๆ หลายคน รวมถึงคลินตันและทรัมป์ ปรากฏในสมุดโทรศัพท์และบันทึกการเดินทางของเขา ทำให้เกิดคำถามมากมาย

รายละเอียดที่ฮิลลารี คลินตัน ให้การต่อสภา

ตลอดการสอบสวน คลินตันย้ำว่าเธอไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมของเอปสตีน ไม่เคยไปเกาะส่วนตัวของเขา ไม่เคยขึ้นเครื่องบินส่วนตัว และจำไม่ได้เลยว่าเคยพบหน้า เธอยังกล่าวหาคณะกรรมาธิการว่าพยายามปกป้อง “เจ้าหน้าที่รัฐรายหนึ่ง” ซึ่งหมายถึงทรัมป์อย่างชัดเจน คำพูดของเธอที่ท้าทายคือ “หากจริงจังกับความจริงเรื่องค้ามนุษย์ของเอปสตีน ก็ควรถามทรัมป์โดยตรง เพราะชื่อเขาปรากฏในแฟ้มนับหมื่นครั้ง”

  • คลินตันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันไม่เคยพบเอปสตีน
  • เรียกร้องทรัมป์ให้ข้อมูล ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเอปสตีน
  • เจมส์ โคเมอร์ ประธานคณะกรรมาธิการ จะสอบบิล คลินตันต่อในวันศุกร์
  • โรเบิร์ต การ์เซีย และสุหัส สุพระมันยัม จากเดโมแครต สนับสนุนให้ทรัมป์ให้การทันที
  • อ้างแฟ้ม FBI ที่หายไป มีข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทรัมป์

ทั้งสามีภรรยาคลินตันเคยปฏิเสธหมายเรียก แต่สุดท้ายยอมหลังถูกขู่ฟ้องหมิ่นอำนาจศาล โดยมีเดโมแครตบางส่วนช่วยเหลือ

พื้นหลังปมเอปสตีนกับนักการเมืองดัง

เจฟฟรีย์ เอปสตีน เป็นนักลงทุนที่ร่ำรวยมหาศาล มีเครือข่ายกว้างขวางกับเซเลบและนักการเมือง ทรัมป์เคยเรียกเอปสตีนว่า “เพื่อนสนิท” ในปี 2542 แต่ต่อมาเลิกคบหลังข่าวฉาว คลินตันถูกกล่าวหาว่าไปเกาะเอปสตีนหลายครั้ง แต่ไม่มีหลักฐานยืนยัน ปมนี้ถูกขุดคุ้ยอีกครั้งในยุคการเมือง поляризованный สหรัฐฯ โดยเฉพาะใกล้เลือกตั้ง

การไต่สวนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนปัญหาการใช้อำนาจและความยุติธรรมในวอชิงตัน โคเมอร์ย้ำว่าจุดประสงค์คือทำความเข้าใจทุกแง่มุมของเอปสตีน เพื่อปกป้องผู้เสียหาย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเอกสาร FBI บางส่วนถูกตัดออก โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับทรัมป์ ทำให้ฝ่ายเดโมแครตเรียกร้องความโปร่งใสมากขึ้น สถานการณ์นี้ทำให้เกิดการถกเถียงรุนแรงในสื่อสังคมออนไลน์ ผู้คนตั้งคำถามว่าใครคือผู้มีส่วนจริง และรัฐบาลจะจัดการอย่างไร

ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงกับคดีกิสเลน แม็กซ์เวลล์ คู่หูเอปสตีนที่ถูกตัดสินจำคุก ทำให้เกิดแรงกดดันให้เปิดเผยชื่อบุคคลอื่นๆ เพิ่มเติม

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่จุดเดือด ปมเอปสตีนอาจกลายเป็นอาวุธทางการเมืองที่ทรัมป์และคลินตันใช้โจมตีกัน หากทรัมป์ไม่ให้การ อาจเสียคะแนนในสายตาสาธารณะ คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ความจริง!

ที่มา – ฮิลลารี คลินตัน ให้การสภาผู้แทนฯ จี้ทรัมป์ตอบปมเอปสตีน

สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เป็นข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกจับตามอง โดยเฉพาะในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจนี้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การเจรจาครั้งนี้จัดขึ้นที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีโอมานเป็นตัวกลางสำคัญ

สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การพูดคุยครั้งนี้ดำเนินไปอย่างเข้มข้น แต่จบลงด้วยผลลัพธ์ที่น่าพอใจ นายบาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลาง ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และวางแผนกลับมาเจรจาต่อในเร็วๆ นี้ หลังจากปรึกษาหารือในเมืองหลวงของแต่ละฝ่าย นอกจากนี้ ยังมีการหารือเชิงเทคนิคที่กรุงเวียนนาในสัปดาห์หน้า

รายละเอียดการเจรจารอบที่ 3

การเจรจารอบนี้ถือเป็นความพยายามทางการทูตแบบ “เฮือกสุดท้าย” เพื่อคลี่คลายวิกฤต โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านหากไม่บรรลุข้อตกลง ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้เสริมกำลังทหารในตะวันออกกลางครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่บุกอิรักปี 2546 ขณะที่อิหร่านประกาศตอบโต้เด็ดขาด ทรัมป์ยังไม่ชัดเจนว่าต้องการอะไรแน่ แต่เกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านเมื่อ 8 เดือนก่อน

ทีมเจรจาทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นหน้าเดิม ฝั่งอิหร่านนำโดยนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐฯ โดยนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และนายจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยทรัมป์ โอมานช่วยประสานอย่างใกล้ชิด

ประเด็นข้อเรียกร้องหลักของแต่ละฝ่าย

อิหร่านยืนกรานสิทธิ์ใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ปฏิเสธยุติเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและส่งคลังยูเรเนียมออกนอกประเทศ สื่ออิหร่านรายงานว่ามีข้อผ่อนปรนบางอย่าง แต่ไม่เปิดเผย ขณะที่อิหร่านต้องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่ทำลายเศรษฐกิจ

สหรัฐฯ เรียกร้องให้อิหร่านจำกัดโครงการขีปนาวุธและยุติสนับสนุนกลุ่มตัวแทน เช่น ฮามาส ฮิซบอลเลาะห์ กลุ่มในอิรัก และฮูตี แต่จนถึงตอนนี้อิหร่านยังปฏิเสธ

  • คืบหน้าที่สำคัญ: ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในบางประเด็นทางเทคนิค
  • อุปสรรค: ประเด็นนิวเคลียร์และขีปนาวุธยังเป็นจุดขัดแย้ง
  • อนาคต: รอการเจรจารอบต่อไปที่เวียนนา

แม้ยังไม่มีแถลงการณ์จากทั้งสองฝ่าย แต่สัญญาณบวกนี้ให้ความหวังแก่ภูมิภาคตะวันออกกลางที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง

บริบทความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน

ความสัมพันธ์ทั้งคู่ย่ำแย่มาตั้งแต่สหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA สงครามตัวแทนในซีเรีย อิรัก และเยเมนยิ่งทำให้สถานการณ์ร้อนระอุ การเจรจาครั้งนี้จึงสำคัญยิ่ง หากล้มเหลว อาจนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ

นักวิเคราะห์มองว่าความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของข้อตกลงใหม่ โดยเฉพาะหากทรัมป์ยอมผ่อนปรนเรื่องคว่ำบาตรแลกกับการจำกัดนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาการเคลื่อนไหวทหารของทั้งสองฝ่าย สหรัฐฯ เพิ่มเรือบรรทุกเครื่องบินในอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่อิหร่านทดสอบขีปนาวุธใหม่

ในมุมมองของผู้เขียน สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าการทูตยังมีทางออก แม้จะยากลำบาก หากทั้งสองฝ่ายยอมถอยคนละก้าว ภูมิภาคอาจสงบสุขขึ้นได้

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด คุณคิดว่าการเจรจาครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

ยามฝั่งคิวบา ยิงสปีดโบ๊ทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ดับ 4 ศพเจ็บ 6 ราย

ยามฝั่งคิวบา ยิงสปีดโบ๊ทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ดับ 4 ศพเจ็บ 6 ราย เหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้เกิดขึ้นในน่านน้ำคิวบา สร้างความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับคิวบาให้เพิ่มสูงขึ้นอีกขั้น รัฐบาลคิวบาอ้างว่าเป็นการป้องกันตัวเองหลังถูกยิงก่อน

ยามฝั่งคิวบา ยิงสปีดโบ๊ทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ดับ 4 ศพเจ็บ 6 ราย

จากรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลคิวบาได้ออกแถลงการณ์ผ่านกระทรวงมหาดไทยบนแพลตฟอร์ม X ว่า หน่วยยามฝั่งคิวบาพบเรือสปีดโบ๊ทลำหนึ่งซึ่งจดทะเบียนในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา หมายเลขทะเบียน FL7726SH แล่นเข้ามาใกล้เกาะกาโย ฟัลโกเนส จังหวัดบียากลารา ตอนกลางของคิวบา เมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมา

เมื่อเรือยามฝั่งคิวบาที่มีเจ้าหน้าที่ 5 นายพยายามเข้าใกล้เพื่อตรวจสอบ คนบนเรือสปีดโบ๊ทกลับยิงปืนใส่ก่อน ทำให้ผู้บัญชาการฝ่ายคิวบาได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่คิวบาจึงยิงตอบโต้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บอีก 6 ราย ผู้บาดเจ็บทั้งหมดถูกส่งตัวไปรักษาพยาบาลทันที

รายละเอียดเหตุการณ์ยามฝั่งคิวบา ยิงสปีดโบ๊ทจดทะเบียนในสหรัฐฯ

จนถึงตอนนี้ ยังไม่ทราบตัวตนของผู้โดยสารบนเรือสปีดโบ๊ทชัดเจน รวมถึงจุดประสงค์ที่แท้จริง รัฐบาลคิวบาได้เริ่มสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตเชื้อเพลิงรุนแรงในคิวบา ซึ่งสหรัฐฯ ถูกกล่าวหาว่าขัดขวางการขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลา พันธมิตรสำคัญ ทำให้เกิดความเดือดร้อนให้ประชาชนคิวบาอย่างหนัก

ด้านนายคาร์ลอส กิเมเนซ สมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ จากรัฐฟลอริดา ซึ่งมีเชื้อสายคิวบาและเคยเป็นนายกเทศมนตรีไมอามี ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเร่งด่วน เขาเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “การสังหารหมู่” และย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องตรวจสอบว่าผู้เสียชีวิตมีพลเมืองอเมริกันหรือผู้พำนักถูกกฎหมายหรือไม่

บริบทความสัมพันธ์สหรัฐฯ-คิวบา

ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศนี้ยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะประเด็นการย้ายถิ่นของชาวคิวบาที่พยายามหนีภัยมาสหรัฐฯ ผ่านทางเรือสปีดโบ๊ทจำนวนมากในช่วงหลัง วิกฤตเศรษฐกิจและขาดแคลนเชื้อเพลิงทำให้ชาวคิวบาหลายพันคนเสี่ยงชีวิตข้ามทะเล ล่าสุดมีรายงานว่าคิวบากำลังเผชิญปัญหาน้ำมันรุนแรง ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

  • เรือสปีดโบ๊ทจดทะเบียนฟลอริดา FL7726SH
  • พบใกล้เกาะกาโย ฟัลโกเนส จังหวัดบียากลารา
  • ยามฝั่งคิวบา 5 นายเข้าใกล้ตรวจสอบ
  • ถูกยิงก่อน ทำให้ผู้บัญชาการบาดเจ็บ
  • ยิงตอบโต้ ดับ 4 เจ็บ 6

เหตุการณ์ยามฝั่งคิวบา ยิงสปีดโบ๊ทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ดับ 4 ศพเจ็บ 6 ราย นี้ สะท้อนถึงปัญหาการอพยพที่ซับซ้อน ระหว่างนโยบายเข้มงวดของคิวบากับความปรารถนาของประชาชนที่ต้องการชีวิตที่ดีกว่าในสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งรอบใหม่ หากทั้งสองฝ่ายไม่เจรจา

นอกจากนี้ ยังมีประวัติเหตุการณ์คล้ายกันในอดีต เช่น การยิงเรือลักลอบเข้า-ออกน่านน้ำ ซึ่งมักนำไปสู่การประท้วงจากชุมชนชาวคิวบาในไมอามี สหรัฐฯ ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปกป้องพลเมืองของตน

สำหรับชาวคิวบาที่กำลังวางแผนย้ายถิ่น แนะนำให้ใช้วิถีทางที่ถูกกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงชีวิต สถานการณ์นี้อาจเปลี่ยนแปลงได้หากมีการเจรจาทวิภาคี

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – ยามฝั่งคิวบา ยิงสปีดโบ๊ทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ดับ 4 ศพเจ็บ 6 ราย

อิหร่านจวกทรัมป์ “โกหกคำโต” ยันไม่ได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

อิหร่านจวกทรัมป์ “โกหกคำโต” ยันไม่ได้กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองระหว่างประเทศ เมื่ออิหร่านออกมาตอบโต้คำกล่าวหาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ อย่างดุเดือด

อิหร่านจวกทรัมป์ “โกหกคำโต” ยันไม่ได้กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 อิหร่านประณามคำพูดของทรัมป์ในการแถลงนโยบายประจำปีว่าเป็น “โกหกคำโต” ทรัมป์กล่าวหาว่าเตหะรานกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่ยิงไกลถึงสหรัฐอเมริกา และพยายามรื้อฟื้นโครงการอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านปฏิเสธอย่างหนักแน่น

ทรัมป์ระบุว่า “พวกเขาได้พัฒนาขีปนาวุธที่สามารถคุกคามยุโรปและฐานทัพของเรา และตอนนี้กำลังเร่งสร้างขีปนาวุธที่จะยิงถึงอเมริกา พวกเขากำลังเริ่มกระบวนการนิวเคลียร์ใหม่” แต่ภาพถ่ายดาวเทียมจาก AP แสดงเพียงการฟื้นฟูฐานทัพที่ถูกโจมตี ไม่ใช่หลักฐานชัดเจนของอาวุธนิวเคลียร์

การตอบโต้จากโฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน

นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X เปรียบเทียบทรัมป์กับโจเซฟ กอบเบิลส์ รัฐมนตรีโฆษณาชวนเชื่อของฮิตเลอร์ โดยกล่าวว่า สหรัฐฯ กำลัง “บิดเบือนข้อมูล” เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และผู้เสียชีวิตจากความไม่สงบในเดือนมกราคม

ทรัมป์อ้างผู้เสียชีวิต 32,000 ราย แต่ HRANA ระบุ 7,000 ราย และรัฐบาลอิหร่านรายงาน 3,117 ราย ตัวเลขเหล่านี้กลายเป็นจุดถกเถียงใหญ่

ท่าทีจากผู้นำอิหร่านและการเจรจา

นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่า สหรัฐฯ มีทางเลือกสองทาง: การทูตที่เคารพศักดิ์ศรี หรือเผชิญความโกรธของอิหร่าน หากเลือกหลอกลวง จะถูกตอบโต้อย่างหนัก

  • การเจรจารอบ 3: กำหนด 26 ก.พ. ที่เจนีวา โอมานเป็นกลาง
  • แรงกดดันจากทรัมป์: ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินไปตะวันออกกลาง ขู่ใช้กำลังหากล้มเหลว
  • บริบทประวัติศาสตร์: JCPOA ข้อตกลงนิวเคลียร์ที่สหรัฐฯ ถอนตัว สร้างความตึงเครียด

สถานการณ์นี้สะท้อนความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมานาน โครงการนิวเคลียร์อิหร่านถูก IAEA ตรวจสอบ แต่สหรัฐฯ มองว่าไม่โปร่งใส ขณะที่อิหร่านยืนยันเพื่อสันติภาพ

นอกจากนี้ ความไม่สงบในอิหร่านเดือนมกราคมยังเป็นปัจจัย ทำให้ทรัมป์ใช้เป็นเครื่องมือกดดัน ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การเจรจาครั้งนี้อาจนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ หรือยืดเยื้อความขัดแย้ง

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การกล่าวหานี้ช่วยทรัมป์ในนโยบายภายใน แต่เสี่ยงจุดชนวนสงคราม หากอิหร่านจวกทรัมป์ “โกหกคำโต” ยันไม่ได้กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ อาจเป็นจุดเริ่มของการทูตใหม่

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – อิหร่านจวกทรัมป์ “โกหกคำโต” ยันไม่ได้กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน

ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน ที่เริ่มต้นเมื่อ 24 ก.พ. 2565 ถือเป็นความขัดแย้งใหญ่ที่สุดในยุโรปตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างความสูญเสียอย่างหนักทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความมั่นคงโลก การสู้รบดำเนินมาถึงปีที่ 5 แล้ว โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงในเร็ววัน

สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์พยายามเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างรัสเซียและยูเครน แต่ประเด็นดินแดนที่ถูกยึดครองและความมั่นคงหลังสงครามยังเป็นอุปสรรคใหญ่ ทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตและบาดเจ็บนับไม่ถ้วน ขณะที่พลเรือนเผชิญการโจมตีทางอากาศ ไฟดับ น้ำท่วม และยูเครนโต้กลับด้วยโดรนบุกดินแดนรัสเซีย

ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน

นี่คือตัวเลขสำคัญที่สะท้อนความรุนแรงของสงครามครั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มบุกเต็มรูปแบบ

สถิติทหารเจ็บตายนับล้าน

ตามรายงาน CSIS เดือนม.ค. คาดว่าทหารรัสเซียและยูเครนเจ็บ ตาย สูญหายรวม 1.8 ล้านนาย โดยรัสเซียสูงสุด 1.2 ล้าน รวมเสียชีวิต 325,000 นาย สูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 รัสเซียไม่เปิดเผยตัวเลขตั้งแต่ ม.ค. 2566 ยืนยันแค่ 6,000 นาย ส่วนยูเครน CSIS คาด 500,000-600,000 นาย เสียชีวิต 140,000 นาย แต่เซเลนสกีระบุ 55,000 นาย และสูญหายอีกมาก

พลเรือนเสียชีวิตนับหมื่น

UN รายงานพลเรือนยูเครนตายอย่างน้อย 14,999 ราย บาดเจ็บ 40,600 ราย ตัวเลขจริงสูงกว่านี้ เด็กตาย 763 ราย ปี 2568 เลวร้ายสุด ตาย 2,514 บาดเจ็บ 12,142 เพิ่ม 31% จากปีก่อน

ดินแดนถูกยึดเกือบ 20%

ISW ระบุรัสเซียยึด 19.4% ของยูเครน เพิ่มแค่ 0.79% ในปีผ่านมา เป็นสงคราม消耗 ก่อนบุกยึด 7% รวมไครเมียและส่วนโดเนตสก์-ลูฮานสก์ตั้งแต่ 2557

ความช่วยเหลือทางทหารลดลง

Kiel Institute ชี้ความช่วยเหลือทหารปี 2568 ลด 13% ทรัมป์ระงับส่งอาวุธ ยุโรปเพิ่ม 67% แต่รวมยังลด มนุษยธรรม-การเงินลด 5%

ผู้ลี้ภัยเกือบ 6 ล้าน

UN รายงานลี้ภัยต่างประเทศ 5.9 ล้าน ส่วนใหญ่ในยุโรป พลัดถิ่นภายใน 3.7 ล้าน จากประชากรเดิม 40 ล้าน

สถานพยาบาลถูกโจมตีกว่า 2,800 ครั้ง

WHO รายงานโจมตีกระทบบริการแพทย์ 2,851 ครั้ง สถานพยาบาล 2,347 ครั้ง รวมยานพาหนะและเวชภัณฑ์

ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน แสดงให้เห็นความสูญเสียมหาศาลที่ยังดำเนินต่อไป สงครามครั้งนี้เตือนใจถึงความสำคัญของการ дипломатииและสันติภาพ ลองคิดดูสิว่าถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อจะเกิดอะไรขึ้นอีก ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน

Scroll to top